หลักการบริหารและจัดการตลาดสำหรับงานพุทธจักร

หลักการบริหารและจัดการตลาดสำหรับงานพุทธจักร

หลักการบริหารและจัดการตลาดสำหรับงานพุทธจักร

          ปัจจุบันพระพุทธศาสนากำลังเสื่อมศรัทธาลงมาก ทำให้ชาวพุทธบริษัทส่วนหนึ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาถูกต้องตรงตามคำสอนพระพุทธองค์และแพร่หลายไปยังบุคคลผู้ปฏิบัติได้มากที่สุด ไม่ใช่มีศาสนาไว้เพียงแค่ในบัตรประชาชน แต่กระนั้นก็ตาม พระพุทธศาสนายังไม่ได้รับการฟื้นฟูเท่าที่ควร ดังนั้น เราชาวพุทธจึงควรทบทวนบทบาทและหลักการในการบริหารจัดการพุทธจักรใหม่ ดังนี้

๑) การจัดการด้านสินค้าและบรรจุภัณฑ์

สำหรับงานด้านพุทธจักร สินค้าคือ “พระธรรม” และบรรจุภัณฑ์คือ “กุศโลบายนำเสนอ” ทั้งสองสิ่งประกอบกันเข้า จึงใช้เรียกคนเข้ามาสู่วงบุญวงธรรมได้มาก หากมีแต่ธรรมะซื่อๆ ตรงไปตรงมา ก็จะเผยแพร่ธรรมะได้ในวงจำกัด หากขาดเสียซึ่งความเข้าใจในแก่นแท้แห่งธรรมแล้ว ต่อให้เรียกคนได้เท่าไร ก็ไม่ใช่ทำเพื่องานพุทธจักร ดังนั้น ทั้งแก่นแท้และเปลือกนอกนี้ต้องไปคู่กัน พระธรรมนั้นงามภายในเมื่อจิตได้สัมผัสอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น ดังนั้น หากยังไม่ถึงจุดที่สัมผัสถึงความงามภายในนั้นได้ ความงามภายนอกก็เป็นสิ่งจำเป็น ขอจำแนกความงดงามน่าศรัทธา (Brand) ของสินค้าพุทธจักรได้ดังนี้

สาเหตุที่มาของความงดงามน่าศรัทธา

๑)    ความถูกต้องเหมาะสม ตรงตามหลักแก่นแท้แห่งพระพุทธศาสนาและสมัยนิยม

๒)    ความมีระเบียบเรียบร้อยและสามัคคีพร้อมเพรียง อันแสดงถึงการได้ฝึกฝนมาดี

๓)    ความละเอียดรอบคอบในการดำเนินงานและจัดการ ทำงานได้ราบรื่นเรียบร้อย

๔)   ความใสซื่อ ไม่คด ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ชัดแจ้งทั่วกัน

๕)   ความสมบูรณ์ของงาน ไม่ขาดตกบกพร่องในส่วนหนึ่งส่วนใด หรือประการใดๆ

๖)    ความเข้าใจในความต้องการที่จำเป็นของแต่ละบุคคล และสามารถยืดหยุ่นรับได้

๗)   ความเห็นอกเห็นใจ เตรียมการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าไว้อย่างดี เพื่อประโยชน์โดยรวม

๘)   ความมีมาตรฐานในการจัดการในแต่ละครั้ง มีความเป็นมืออาชีพ ความเป็นสากล

๙)    ความเป็นกันเองและมิตรไมตรี ตลอดกันการบริการตั้งแต่จุดแรกจนถึงจุดสุดท้าย

สาเหตุที่มาของความดึงดูดใจน่าสนใจ

๑)    ความสอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่ซ้ำซากจำเจวนเวียนอยู่แต่ของเก่าๆ

๒)    ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ลงตัว ไม่ยึดติดในรูปแบบแห่งกาลเวลาและสถานที่

๓)    ความกล้าหาญในการสร้างความแปลกใหม่ ตื่นเต้นเร้าใจ ชวนให้สงสัยติดตาม

๔)   องค์ประกอบเสริมต่างๆ ที่ลงตัว โน้มน้าวใจไปในทางเดียวกันคือตรงต่อพระธรรม

๕)   การผสมผสานที่พอดี, พอควร และสมดุล ระหว่างโลกีย์สุข กับพระธรรมเนื้อแท้

๖)    เสน่ห์ในความแยบคายแยบยลในการแฝงปัญญา การไม่บอกตรงๆ แต่บอกอ้อมๆ

๗)   ลูกเล่นที่พลิกแพลงไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้เกิดปริศนา ทำให้มุ่งไปหาคำตอบ

๘)   ความลึกลับ แต่ไม่ดับมืด เปิดเผยบางส่วน บิดบังบางส่วน ชวนให้น่าอยากรู้เห็น

๙)    การประยุกต์สิ่งที่มีอยู่ให้ออกมาดูดี แสดงถึงภูมิปัญญาของผู้สร้างผลงานนั้นๆ

จะเห็นได้ว่าทั้งการสร้างศรัทธาและความน่าสนใจ เพื่อดึงคนเข้าสู่วงบุญวงธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นแข่งขันในการสร้างวัตถุมงคลเพื่อเรียกศรัทธาเลย อุปมาเหมือนโรงแรมห้าดาวที่มีการประกอบการที่ดี ลูกค้ายังยินดีจ่ายในราคาสูง และลูกค้าจำนวนมากมายมหาศาลยินดีแย่งกันใช้บริการหากลดราคาลงมา ดังนั้น ความน่าเชื่อถือศรัทธาก็เกิดขึ้นกับโรงแรมห้าดาวนั้น อันนำไปสู่ตราสินค้า (Branding) เฉกเช่นเดียวกับการจัดการงานพุทธจักร นอกจากนี้ การสร้างความคาดหวังที่สูงเกินไป, การโฆษณาชวนเชื่อที่แรงเกินไป, เกินจริง-พิสูจน์ไม่ได้จริง มักนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาและความผิดหวังในภายหลัง และมักพบว่าผู้บริหารจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อหลบหน้าหนีหายไปหลายครั้ง และยิ่งทำให้ผู้คนขาดศรัทธาในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นไปอีก

๒) การจัดการด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์

ในปัจจุบันการสื่อสารพัฒนาก้าวไปไกลมาก แต่สัดส่วนในการใช้สื่อเป็นไปเพื่อการพาณิชย์และยิ่งเพิ่มกิเลสตัณหาให้คนเป็นส่วนมาก ก่อให้เกิดภาวะ “ทุนนิยม”, “ปัจเจกนิยม”, “วัตถุนิยม”, “บริโภคนิยม”, “ประชานิยม” ตามมาในที่สุด ซึ่งส่งผลร้ายต่อภายรวมในระยะยาวในอนาคตได้ การปรับทิศทางการใช้สื่อมาเพื่อสร้างสรรค์สังคม จรรโลงโลก และพัฒนาจิตใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจึงเป็นทางออกที่ดีกว่าการปฏิเสธการใช้สื่อ แต่เนื่องจากพระสงฆ์เป็นผู้ที่ไม่เหมาะควรแก่การก้าวก่ายทางโลก ฆราวาสจึงควรช่วยเหลือพระพุทธศาสนาในด้านนี้แทน โดยมีหลักการในการใช้สื่อเพื่อศาสนาดังนี้ 

๑)    เลือกใช้สื่อเท่าที่จำเป็น เนื่องจากพุทธจักรเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร

๒)    เลือกใช้สื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ตรงระดับปัญญา และกิจกรรมทางธรรม

๓)    เลือกใช้สื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ไม่หว่านแหอย่างไร้ผล

๔)   เลือกใช้สื่อให้เพียงพอต่อการสร้างกระแสการตอบรับ เพื่อให้เกิดผลจริง

๕)   เลือกใช้สื่อให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มใหญ่ที่กลุ่มเป้าหมายแทรกตัวอยู่

๖)    เลือกใช้สื่อที่มีประสิทธิผลจริง มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพในการดึงดูดใจ

๗)   เลือกใช้สื่อจำนวนประเภทน้อยแต่ปริมาณเพียงพอ จะง่ายต่อการจัดการ

๘)   เลือกใช้สื่อที่มีในท้องถิ่น หรือสื่อที่หาง่าย เพื่อลดต้นทุนในการใช้สื่อ

๙)    เลือกใช้สื่อที่มีความเข้าใจในงานพุทธจักร จะลดปัญหาการประสานงาน

ปัจจุบันมีการใช้โฆษณา และทุ่มงบประมาณในการโฆษณามากมายเพื่อเรียกคนให้ทำบุญ เช่น พิธีปลุกเสกของขลังต่างๆ ที่มีเม็ดเงินในการลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์สูงกว่าการขายบ้านจัดสรรเสียอีก แต่ผลที่ได้รับในแง่ปัญญากลับให้ผลตรงกันข้าม

๓) การจัดการด้านราคาและเงินทำบุญ

ในอดีตพระสงฆ์ในบวรพุทธศาสนา ไม่ได้รับอนุญาตจากพระพุทธองค์ให้ครองสินทรัพย์ทางโลกและเงินตรา โดยนับจากศีล ๑๐ ของสามเณร ก็ไม่สามารถถือเงินตราได้แล้ว แต่ในปัจจุบัน อาศัยคำสั่งเสียของพระพุทธเจ้าที่ให้ไว้กับพระอานนท์เรื่องการผ่อนปรนศีลได้ พระสงฆ์จำนวนมากจึงมีเงินตราครอบครองกันเงียบๆ แต่ไม่มีการพูดถึงการผ่อนปรนศีลข้อนี้แต่ประการใด ทำให้เกิดภาวะปากว่าตาขยิบ และส่งผลลุกลามถึงศีลข้ออื่นๆ อีกมากมาย จนปัจจุบันไม่ทราบว่าหลักการถือศีลนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปประการใดบ้าง ดังนั้น ฆราวาสจึงควรเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือค้ำจุนพุทธจักรอย่างจริงใจใสซื่อ ไม่มุ่งหวังมากอบโกยมีส่วนร่วมได้เสียกับผ้าเหลือง จึงควรมีหลักการจัดการราคาและเงินทำบุญอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้นเพื่อให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาแก่มหาชน ดังต่อไปนี้

๑)    การตั้งราคา “ตามกำลังลูกค้า” ควรตั้งราคาตามความสามารถในการจ่ายเงินของกลุ่มเป้าหมายที่สามารถจะทำบุญได้ เช่น ๕๙, ๙๙, ๑๐๙ เป็นต้น

๒)    การตั้งราคา “ค่อนข้างสูง” ควรกำหนดราคาในส่วนที่มีต้นทุนชัดเจน ในการเรียกเงินทำบุญ เช่น การทำบุญช่อฟ้า, ฉัตรเจดีย์, บานประตู ฯลฯ เป็นต้น

๓)    การตั้งราคา “ตามศรัทธา” ไม่ควรกำหนดราคาในส่วนการทำบุญที่มีต้นทุนในการจัดการน้อย และประมาณค่าได้ไม่ชัดเจน เช่น การทำบุญค่าน้ำค่าไฟ

๔)   การตั้งราคา “ต้นทุน” เป็นการตั้งราคาโดยมิได้หวังผลเพื่อเอาเงินเข้ากองทุน แต่เพื่อนำเงินมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการผลิตสื่อธรรมะแจก เป็นต้น

หลักการตั้งราคาทั้งหลายแบบนี้ มักจะไม่เหลือกำไร จะมีส่วนที่ได้กำไรจริงๆ เพียงส่วนเดียวคือ ส่วนที่ตั้งราคา “ค่อนข้างสูง” (Premium) ซึ่งมักจะเรียกจากเจ้าภาพเฉพาะด้านเฉพาะเรื่องไป ดังที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้ว ดังนั้น งานบุญส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงมักมุ่งเน้นไปทางด้านงานก่อสร้างถาวรวัตถุที่ใหญ่โต เพื่อเรียกเงินบุญได้มากๆ นั่นเอง

๔) การจัดการทรัพยากรสถานที่

สถานที่จัดงานไม่ควรมุ่งเน้นการก่อสร้างถาวรวัตถุที่ใหญ่โต ในปัจจุบัน วัดที่ได้รับความนิยม มักมีคนทำบุญล้นหลาม จนไม่รู้เอาเงินไปไว้ทำอะไร จึงมักลงไปใช้ในด้านการก่อสร้างถาวรวัตถุ ซึ่งคณะกรรมการที่มีจิตใสซื่อมักคิดว่า ดีกว่าปล่อยเงินทิ้งไว้ให้ใครโกงนั่นเอง ในความเป็นจริงแล้ว แม้สถานที่จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการ ก็สามารถจัดงานปฏิบัติธรรมที่ดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่สงบเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ ยิ่งเหมาะกับการปฏิบัติธรรมเสียมากกว่า และเรียกศรัทธาให้คนอยากช่วยทำบุญสนับสนุนได้มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น วัดป่าของหลวงพ่อชา, สวนโมกข์ฯ เป็นต้น สถานที่เช่นนี้จึงจัดว่าเป็น “สัพปายะ” คือ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ การก่อสร้างถาวรวัตถุใหญ่โต มักนำมาซึ่งหายนะแก่พระพุทธศาสนาเสียมากกว่า เพราะจะเป็นเครื่องหลอกล่อให้คนกิเลสหนา พญามาร เข้ามาครอบงำ และยึดครองไว้ในภายหลัง ดังนั้น สถานที่จัดงานจึงควรเหมาะสมกับการปฏิบัติธรรมเป็นสำคัญ เรียกได้ว่า ใช้ในกิจอื่นแทบไม่มีประโยชน์เลย บีบให้ไม่มีใครอยากเอาไปใช้อย่างอื่น นอกเสียจากการปฏิบัติธรรม มีลักษณะดังนี้

๑)    เรียบง่ายเป็นธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งมาก ไม่ดัดแปลงมาก ลดทรัพยากร

๒)    ครอบคลุมปัจจัยพื้นฐาน ในปริมาณที่พอแก่การใช้งาน ไม่ควรดีเกินไป

๓)    มีการดูแลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง การซ่อมบำรุง, รักษา, ความสะอาด

๔)   มีการดัดแปลงใช้วัสดุท้องถิ่น แสดงภูมิปัญญาของท้องถิ่นเพื่อรับแขก

๕)   มีการประดับดอกไม้สดประเภทต่างๆ ในช่วงจัดกิจกรรม เช่น บายศรี

๖)    มีการประดับด้วยธง, ผ้า ฯลฯ ต่างๆ เพื่อให้เกิดบรรยากาศงานบุญขึ้น

๗)   มีการประดับซ่อมแซมด้วยต้นไม้กระถาง เพื่อสร้างบรรยากาศที่สดชื่น

๘)   มีการจัดทางเดิน, ช่องทางไว้อย่างเป็นระเบียบ ให้คนมากมายเดินกัน

๙)    มีการจัดหน่วยบริการประชาสัมพันธ์รอรับแขกตั้งแต่จุดแรกที่เข้ามาถึง

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้น เพื่อใช้ในการตรวจเช็คกระบวนการเตรียมงานก่อนงานบุญจะเริ่มขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขาดตกบกพร่องแต่ประการใดในช่วงขณะที่มีงานพิธีต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความชุลมุนของบุคลากรที่ทำงาน และทำให้ความน่าเชื่อถือศรัทธาลดลงได้ ดังนั้น ผู้จัดงานจึงควรคิดให้รอบคอบ โดยสมมุติตนเองเป็นแขกในงานประเภทต่างๆ ว่าจะเข้ามายังสถานที่แล้วมีกิจกรรมใดบ้าง เดินไปทางใด ออกทางใด จนครบถ้วนดีแล้ว ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จึงเข้าสู่ช่วงเปิดงานได้อย่างราบรื่น

๕) การจัดการด้านกิจกรรมและงานพิธี

ปัจจุบัน การปฏิบัติธรรมมักมุ่งเน้นไปทาง “ทาน” เป็นสำคัญ ทำให้ “ศีล และภาวนา” ลดลงไปจากเดิม แม้จะมีหลายแห่งพยายามจัดกิจกรรม “บวชพราหมณ์เจริญภาวนา” บ้างก็ตาม แต่สัดส่วนก็ยังน้อยกว่างานบุญที่มุ่งเน้นการทำทานอยู่ดี ทำให้คนส่วนใหญ่ยังเข้าถึงพระพุทธศาสนาได้แค่เปลือกนอกเท่านั้น การมุ่งเน้นการจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต คนที่ได้ประโยชน์จริงๆ กลับเป็นคนใจบุญที่เข้ามาทำบุญ ส่วนคนที่อยู่ในงานรื่นเริงก็ไม่ได้บุญอะไรเลย ส่วนผู้จัดงานเฉลิมฉลอง หากจิตไม่ได้เจตนาจะช่วยคนให้คนได้บุญ แต่ทำด้วยจิตที่อยากได้เงินจากการทำบุญ ก็จะไมได้บุญเลยเช่นกัน ดังนั้น การจัดงานบุญใหญ่โต ลงเงินไปมากมาย ผลสุดท้ายกลับได้การปฏิบัติธรรมเพียงส่วนน้อยเท่านั้น คือ บุญในบางส่วนเท่านั้นเอง แตกต่างจากการมุ่งเน้นการจัดกิจกรรม “บวชพราหมณ์เจริญภาวนา” ซึ่งจะได้ปฏิบัติธรรมลึกซึ้งมากกกว่า ปัจจุบันเราพบว่ามีการแข่งขันกันอย่างสูงด้านโฆษณาโดยเฉพาะในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อเรียกคนให้ทำบุญเช่นบูชาพระ ปลุกเสกของขลังต่างๆ ตามยุคสมัยที่เศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงข้าวยากหมากแพง รัฐบาลไม่มั่นคง ธรรมชาติแปรปรวน ผู้คนต่างหันมาหาที่พึ่งพาทางใจ ย่อมต้องนำไปสู่ธุรกิจพุทธพาณิชย์นับเป็นมูลค่าทางการตลาดมหาศาลทีเดียว ดังนั้น หากต้องการรักษาความเป็นพุทธไว้ ไม่ให้เพี้ยน จำต้องเข้าใจหลักการจัดงานใหม่ดังนี้

          ๑) มุ่งผลลัพธ์เป็นผลการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่มุ่งหวังผลกำไร ไม่ควรบ่นว่าขาดทุน หากคิดเอากำไร เมื่อใด การทำงานบุญ จะเน้นไปทางทุนนิยม และผิดทางในที่สุด

          ๒) วัดผลการจัดงานให้ครบ จากการปฏิบัติธรรมสามส่วน คือ ทาน, ศีล, ภาวนา แม้ว่าไม่เหลือเงินจากการจัดงานเลย แต่ก็นับว่าได้พาคนมาพ้นทางแห่งอบายภูมิได้

          ๓) วัดผลลัพธ์รายบุคคลจากความก้าวหน้าและความตรงต่อนิพพาน ไม่หลงทาง ควรทบทวนว่ากิจกรรมทางพุทธ เพื่อพุทธจริงหรือไม่ หรือออกนอกลู่นอกทางไปแล้ว

          ๔) วัดผลลัพธ์เชิงปริมาณจากจำนวนคนเข้าร่วมงานประเภทต่างๆ โดยเฉพาะศรัทธาจากคนในท้องถิ่นนั้นสำคัญที่สุด เพราะสามารถทำบุญเข้าวัดนั้นๆ ได้ตลอดทุกวัน

          ๕) วัดผลลัพธ์เชิงคุณภาพจากความรู้ความเข้าใจในพุทธศาสนามากขึ้น ไม่ใช่เปลือกนอกดูเป็นพุทธ แต่แนวทางปฏิบัติออกนอกจากเส้นทางการขจัดกิเลสไปแล้ว

          ๖) ควรละเว้นการจัดกิจกรรมบำเรอมาร เช่น การเลี้ยงสุรา, การมีมหรสพยิ่งใหญ่, การมีวัตถุมงคลมากมาย ฯลฯ เป็นต้น สิ่งที่บำเรอกามกิเลส ไม่ควรนำมาใช้จัดงาน

          ๗) ควรดึงบรรยากาศที่สงบออกมาให้โดดเด่น จนเห็นเป็นจุดหลักแก่นแท้ของสินค้า เพราะหากดึงคนเข้ามามีความสุขกับความสงบได้ ก็เท่ากับช่วยเปิดตาเห็นธรรม

          ๘) ควรคำนึงถึงมหาชนด้วย โดยเฉพาะคนในท้องถิ่นนั้น ควรได้รับประโยชน์จากการบำรุงพระพุทธศาสนา, การบำรุงวัด เพราะคนปัจจุบัน ยอมรับกันที่การมีประโยชน์

          ๙) ควรจัดกิจกรรมให้เกิดความสุขสงบ เพราะเป็นการนำเสนอสินค้าทางพุทธที่แท้จริง ควรทำให้ผู้ร่วมงานสัมผัสความสุขแบบพ้นโลกได้ เช่น ปีติ, สุขสงบ, สงัด

การจัดสถานที่ที่ดี มีรายละเอียดค่อนข้างมาก อาทิเช่น การจัดโต๊ะรับเงินทำบุญ ไม่ควรเอาตู้รับเงินมากมายมาเรียงกัน จะทำให้ดูโหล ไม่มีความสำคัญ และควรมีการแสดงอานิสงค์ของการทำบุญแต่ละชนิดให้ชัดเจน ประดับด้วยดอกไม้สดและพระพุทธรูปก็ได้ หากส่วนที่รับเงินบริจาคเป็นฝาเปิดที่หยิบเงินเข้าออกทอนได้สะดวก ก็ควรมีตู้หยอดเงินไว้ข้างๆ เพื่อรองรับเงินปริมาณมากๆ จากภาชนะเปิด เพื่อป้องกันการสูญหายภายหลังเป็นต้น การจัดสถานที่ที่ดีนอกจากสร้างความสงบสวยงามน่าศรัทธา ยังทำให้ดูขลัง ดูมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันได้หลายประการ ทำให้งานวัดดูไม่น่าเบื่อได้อีกด้วย ดังนั้น งานวัดจึงไม่ใช่งานที่จะเดินซื้อของจนเมื่อยขา หรืองานที่มีดนตรีประโคมทั้งวันจนมึนหัว หรืองานที่มีคนแออัดเดินวนเวียนจนเป็นลมอีกต่อไป แต่จะเป็นงานที่มีที่นั่งพักสงบสุข และเสพความปีติในงานนั้นๆ ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมลงตัว จึงจะเป็นการจัดงานวัดที่ดี

๖) การจัดการด้านการส่งเสริมการตลาด

การส่งเสริมการตลาดที่ใช้อยู่เสมอในงานพุทธจักร คือ การแจกและแถม โดยมุ่งเน้นไปสู่การสร้างวัตถุมงคลต่างๆ เพื่อแจกและแถม เช่น พระห้อยคอ, จี้, ยันต์, สายสิญจน์, เครื่องรางของขลังต่างๆ ในบรรดาเครื่องรางของขลังเหล่านี้ บางอย่างก็นับว่าเหมาะสม บางอย่างไม่นับว่าเหมาะสม เพราะสวนทางกับคำสอนของพระพุทธองค์ เช่น บางแห่งแจก “ชูชก” ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระเทวทัต ที่จุติไปขอสารพัดอย่างจากพระเวสสันดร ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ด้วยถือเคล็ดว่าชูชกขอเก่ง ขอได้ทุกอย่าง ดังนั้น จึงเอามาแจกสนองกิเลสกัน อย่างนี้ไม่นับว่าเหมาะสมสำหรับการแจกในงานพุทธจักร ดังนั้น การสร้างของแจกของแถมจึงต้องพิจารณาว่าเหมาะสมตรงทางหรือไม่ ดังนี้

          ๑) ต้องเป็นไปเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย, คำสอนของพระพุทธองค์, หรืองานบุญที่ทำร่วมกันให้จิตเกิดแต่สัมมาทิฐิ ลดละเลิกกิเลส ไม่ใช่ทำสวนทาง สนองกิเลสคน

          ๒) ต้องเป็นของหาง่ายราคาถูก ไม่มุ่งเน้นวัสดุที่หายากและก่อปัญหา เช่น บางท่านไปเอาตระแกงเผาศพมาเป็นวัสดุในการก่อสร้าง ซึ่งนับว่าอัปมงคลและสวนทาง

          ๓) ต้องสอดคล้องคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เข้าทางอวิชชา มนต์ดำ ปราณมืด ซึ่งจะนำพาผู้คนที่มาทำบุญ หลงออกนอกลู่นอกทางมากมาย

          ๔) มีกุศโลบายในการจัดทำที่ดี แยบคาย แฝงปริศนาธรรมให้ข้อคิดได้ ในยามที่คาดไม่ถึง เช่น ถูกรถชน ระลึกถึงพระที่ห้อยคอได้ ทำให้ได้สติขึ้นมา อย่างนี้นับว่าดีมาก

          ๕) ปรับตามยุคสมัย ไม่ยึดติดในรูปแบบพิธีการ เช่น การเขียนยันต์ไม่จำเป็นต้องจำทำซ้ำของเดิม หากมีภูมิปัญญาเข้าใจหลักการก็สามารถประยุกต์เอาธรรมะมาใส่ได้

          ๖) เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น จัดกิจกรรมบวชชีพราหมณ์ ควรแจกซีดีธรรมะ ในขณะที่จัดงานบุญใหญ่ที่มีคนยากจนมากมายเข้ามาควรแจกสายสิญจน์แทน

          ๗) เหมาะสมกับกิจกรรม หรืองานที่จัด จะทำให้ของแจกนั้นมีความขลังในตัว เช่น งานสมโภชพระธาตุ ก็อาจมีของแจกเป็นเหรียญรูปพระธาตุ, พระธาตุจำลอง ฯลฯ

          ๘) ควรมีการตรวจสอบแบบและที่มาของของแจกให้รอบคอบ เช่น วัสดุที่ใช้ในการผลิต จะต้องไม่มีปัญหาทุกด้าน เช่น ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย ไม่ได้ขโมยใครมา

          ๙) ควรเข้าใจว่าของแจกของที่ระลึกนั้น ไม่ได้มุ่งเน้นความขลัง หรืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่มุ่งเน้นเพียงให้เป็นที่ระลึกที่มาร่วมงานเท่านั้น จึงไม่ใช่แก่นสารในงาน

ปัจจุบันมีการนำวัตถุมงคล ซึ่งเป็นของแจกของแถมบ้าง เป็นตัวงานหลักบ้าง มาเป็นเครื่องเรียกคนเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธจักร หลายครั้งที่พุทธเริ่มเพี้ยนเป็นพราหมณ์ คือ มุ่งเน้นการแสดงอิทธิฤทธิ์ เหมือนพราหมณ์ในสมัยพุทธกาลที่เสื่อมลง จนต้องแสดงฤทธิ์นอนบนตะปู เรียกศรัทธาและแสวงหาลาภสักการะ ในปัจจุบันก็มีพระสงฆ์จำนวนมากเริ่มแสดงฤทธิ์เพื่อเรียกศรัทธาหาลาภสักการะเข้าวัดเช่นกัน โดยมีสานุศิษย์บางจำพวกคอยรับเศษบุญเศษทานจนร่ำรวยไปก็มี สุดท้ายพุทธก็เพี้ยน เพราะพุทธพาณิชย์

๗) การจัดการด้านทรัพยากรบุคคล

การทงานร่วมกันของคนในวงบุญ แตกต่างจากการทำงานในบริษัทและในครอบครัว เนื่องจากแต่ละท่านต่างก็มาต่างที่ต่างทาง มุ่งหวังช่วยเหลืองานบุญร่วมกัน ไม่มีใครเป็นพ่อแม่ใคร เป็นเจ้านายลูกน้องใครในวัด เมื่อมึงวัดแล้ว ช่วยงานวัดแล้ว จะถือตนว่าตนเป็นเจ้านาย จึงสั่งให้ลูกน้องที่ติดตามมาด้วยทำแทน เช่นนั้น ก็เหมือนไม่ได้มาวัด เพราะไม่ได้บุญอะไรกลับบ้านเลย เท่ากับพาลูกน้องมาเอาบุญ ตนไม่ได้อะไรเลยเสียเปล่าเท่านั้น ดังนั้น ทุกคนจำต้องเข้าใจถึงความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในการทำงานวัดงานบุญร่วมกัน ไม่มีใครใช้ใคร ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยใจสมัคร ตามแต่ความถนัดและความสามารถของแต่ละบุคคล จึงไม่มีคนชี้ใช้ สั่งงาน และมาชี้ผิดชี้ถูกที่แน่ชัด หากมีบรรยากาศเหมือนในบริษัทแล้ว รังแต่จะขับไล่คนดีๆ ออกจากวัด เท่านั้นเอง ดังนั้น จึงควรเรียนรู้หลักจิตวิทยาการจูงใจคนและสร้างบรรยากาศในการทำงานร่วมกันแทน ดังนี้

๑)    เห็นงานควรทำอยู่ อย่าสั่ง ให้ทำเองเลย แล้วคนอื่นจะยื่นมือช่วยเหลือเอง

๒)    เห็นคนว่างงานอยู่ อย่าสั่ง ให้ทำให้ดู แล้วคนที่ลังเลไม่รู้งานจะเข้ามาร่วมเอง

๓)    เห็นงานไม่มีคนทำ ให้ร้องขอความช่วยเหลือ จากคนที่สามารถยื่นมือช่วยได้

๔)   เห็นคนทำงานไม่เป็น ให้ทำให้เขาเห็น สอนโดยไม่สอน ใช้หลักครูพักลักจำ

๕)   สร้างบรรยากาศการทำงานให้อิสรเสรี, สนุก อาศัยคนมากหมุนเวียน พัก-ทำ

๖)    มีศิลปะในการลดความขัดแย้งและตึงเครียดของคนงานเช่น ร้องเพลงไปด้วย

๗)   ดูแลเอาใจใส่ผู้ร่วมงานด้วยความห่วงใย “ทำคน” ต้องทำควบคู่กับ “ทำงาน”

๘)   อย่ายึดมั่นความถูกผิด ให้อิสระในการคิดและลองถูกลองผิดจนเขาทำได้เอง

๙)    หากเขาเรียกร้องให้เราสอน เราจึงสอน เขายินยอมให้เราใช้งาน จึงใช้เขาได้

หลักการบริหารทรัพยากรบุคคลในงานพุทธจักร เป็นการสร้างคนให้มีความสุขในการบำเพ็ญเพียรในระยะยาว จึงหวังผละยะยาว ไม่เฉพาะแต่งานหนึ่งๆ จบไปเท่านั้น เพราะหากคนมีใจที่อยากช่วยงานวัด ก็จะช่วยงานวัดนั้นตลอดทุกๆ งานไป นับว่าคุ้มค่ากว่า

ท้ายที่สุด การจัดการพุทธจักรที่ดีและถูกต้อง ต้องไม่ใช่พุทธเพื่อการพาณิชย์ แต่ต้องเป็นพุทธเพื่อพุทธ และจะต้องเข้าใจหลักการทำนุบำรุงพุทธจักรอย่างถูกวิธี อย่าสร้างวัดให้มาร อย่าทำนุบำรุงพุทธศาสนาเพื่อให้ผีอยู่อาศัย แต่ต้องเข้าใจแก่นพุทธให้ได้แท้จริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น