“ศีล ๘ หลักครอบจักรวาล” ศีลแปดปรับใหม่ เหมาะสำหรับฆราวาสทรงธรรมในปัจจุบัน
ศีล ๘ หลักครอบจักรวาล (ขยายความรวม ๓๒๔ ข้อ)
มูลเหตุที่มาแห่งศีล ๘ หลักครอบจักรวาล
เนื่องจากไม่มีผู้ใดพบทางที่ถูกก่อนทางที่พลาด ตรัสรู้ก่อนหลง และบรรลุอรหันต์ตั้งแต่เกิด เช่นนั้นก็หามีไม่ ดังนั้น ระหว่างการฝึกจิตเพื่อดับทุกข์ ย่อมต้องมีความผิดพลาดพลั้งเกิดขึ้นแก่ผู้ฝึกที่ยังอ่อนด้วยพละทั้งห้าประการ ไม่มีปัญญาพอที่จะพิจารณาความถูกผิดด้วยตนเองได้หมด ไม่มีสมาธิแก่กล้าพอที่จะเลี่ยงออกจากทางที่ผิดพลาด ไม่มีสติพอที่จะว่องไวเท่าทันต่อความผิดพลาด ดังนั้น “ศีล” จึงเป็นเครื่องมือ ช่วยในการประคับประคองในเดินตามมรรคาได้อย่างเรียบร้อย อนึ่ง พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตราศีลในทีเดียวพร้อมกัน แต่ทรงตราขึ้นทีละข้อๆ เมื่อเห็นว่าพุทธบริษัทได้ทำพลาดลงไป ดังนั้น หากพระพุทธองค์ยังทรงมีชีวิตถึงปัจจุบันนี้ เราอาจได้พบว่าศีลของพระมากกว่า ๒๒๗ ข้อ อาจกลายเป็นพันๆ ข้อเสียก็ได้ เพราะสิ่งแปลกใหม่ที่ยั่วยวนเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น ศีลจึงยืดหยุ่นเพิ่มและลดได้ตามกำลังความสามารถของผู้บัญญัติ อนึ่ง พระศาสนากำลังเสื่อมศรัทธาด้วยเพราะการปฏิบัติที่หย่อนยานลง การจะรื้อฟื้นศีลของพระสงฆ์เพื่อทำใหม่ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นสิ่งล้ำค่าที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ก่อน ดังนั้น การพัฒนาศีลในแนวทางของฆราวาสขึ้นมาใหม่ ให้แน่นหนา เพื่อฝึกตนเองให้พร้อมก่อนที่จะเป็นพระ หรือเพื่อประคับประคองตนเอง จึงเป็นทางออกที่ดีกว่าการแก้ไขพระธรรมวินัยนั้น ด้วยเหตุนี้จึงได้คิดสร้างแนวทางการปฏิบัติธรรมแบบฆราวาสขึ้นมาใหม่ โดยมีศีล ๘ ซึ่งทำหน้าที่ดังนี้
๑) ศีลเป็นเครื่องช่วยประคับประคองจิตของผู้ฝึก เรียกว่า “ศีลานุสติปัฏฐาน” ช่วยป้องกันให้ผู้ฝึกจิตที่ยังไม่บรรลุธรรม ได้เว้นจากกรรมและความชั่วทั้งปวงได้
๒) ศีลเป็นเครื่องช่วยให้หมู่คณะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน รู้หน้าที่ที่ควรและไม่ควรของตน เรียกว่า “พระธรรมวินัย” ของผู้ปฏิบัติธรรม
๓) ศีลเป็นเครื่องประดับสถาบันให้งดงามน่าศรัทธา เรียกว่า “รัตนตรัยสิกขา” เมื่อมีศีล มีระเบียบเรียบร้อย ย่อมก่อให้เกิดความงดงามน่าศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ ทำให้ต้องบัญญัติศีล ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากที่เคยได้พบเห็น เพื่อปรับเข้าตามยุคสมัย และเพื่อให้เกิดความงดงามเรียบร้อยของหมู่คณะบ้าง จำต้องเคร่งครัดขึ้นในส่วนนั้น และจำต้องให้เกิดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานบำเพ็ญบารมีตามยุคสมัยบ้าง จำต้องผ่อนปรนลงในส่วนนั้น โดยอาศัยหลักการของศีล ๘ ข้อนี้เป็นแนวทางสำคัญในการปรับใช้ต่อไป
ศีล ๘ หลักครอบจักรวาล
ศีล ๘ ข้อนี้เป็นกรอบที่ยืดหยุ่นปรับได้ตามสถานการณ์และความเหมาะสมแต่ละบุคคลจะพึงบำเพ็ญเป็นบารมี ตั้งแต่ขั้นอ่อนไปจนถึงขั้นบารมีเต็มพร้อมบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า คือ ศีลบารมี ครบ ๓๐ ทัศ (ยอมสละชีวิตได้แต่ไม่สละศีล) ดังนั้น ในขั้นแรกจึงอนุโลมให้พิจารณาด้วยปัญญา และใช้สมาธิมาช่วยประคับประคองให้จิตตรงตามศีล เป็นสามเสาหลัก ยกตัวอย่างเช่น แม่ต้องทุบหัวปลาฆ่าปลาก่อนแกงให้ลูกกินก็สามารถทำได้ นับว่าถือศีลเหมือนกัน แต่ปรับตามภาวะ ซึ่งจะทำให้ศีลบารมีอ่อนลงแต่ก็นับว่ามีอยู่ ดังนั้น ศีลแต่ละข้อนี้ จึงไม่ได้ระบุข้อห้ามชัดเจน ดังนี้
๑) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อสัจธรรมและสาธารณกุศล
๒) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อชีวิต/ร่างกายของตนและผู้อื่น
๓) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อทรัพย์สินของตนและผู้อื่น
๔) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อบริวารที่รักของตนและผู้อื่น
๕) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ ต่อความคิดจิตใจของตนและผู้อื่น
๖) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ โดยการเสพติดสิ่งที่ขาดไม่ได้ใดๆ
๗) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ โดยการเสพสิ่งบันเทิงทางโลกใดๆ
๘) ไม่ก่อกรรมละเมิดทางกาย, วาจา, ใจ โดยการเสพสิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นใดๆ
ส่วนขยาย “ศีล ๑๐๘ พิสดาร”
ศีล ๑๐๘ พิสดารนี้ ขยายความศีลจาก ศีล ๘ หลักครอบจักรวาล ออกมาเป็น สามด้าน คือ ด้านกายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม (คูณ ๓) ด้านละ ๑๐๐ ข้อ ซึ่งเป็นข้อหลักที่ค่อนข้างชัดเจนแทบไม่ต้องขยายความต่ออีก บวกด้วยศีลที่มีความยืดหยุ่นทิ้งท้ายอีก ๘ ข้อ เพื่อให้สามารถขยายศีลออกไปเป็นข้อย่อยๆ ได้อีกในอนาคตตามต้องการ โดยมีหลักการเช่นเดียวกับศีล ๘ หลัก ครอบจักรวาล (รวม ๑๐๘ ข้อ) จึงเรียกว่า “ศีล ๑๐๘ พิสดาร ๘ หลักครอบจักรวาล” ดังนี้
มโนกรรม
๑.๑ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนขาดความบริสุทธิ์ สะอาด สงบสุข
๑.๒ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนเกิดความหลง, อัตตา และอวิชชา
๑.๓ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนเกิดมิจฉาทิฐิ เห็นผิดเป็นชอบ
๑.๔ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนเกิดกิเลส ตัณหา อุปทาน
๑.๕ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนเกิดความฟุ้งซ่าน กระวนกระวายใจ
๑.๖ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนเกิดความท้อแท้ หดหู่ ในการทำดี
๑.๗ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนเกิดความระแวงแคลงใจจนไปสู่ทางชั่ว
๑.๘ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนเกิดความพยาบาท ริษยา อาฆาต
๑.๙ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนเกิดความเสื่อมในพละห้าที่เจริญแล้ว
๑.๑๐ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตสาธารณชนเกิดความเสื่อมในศีลและบุญบารมี
๑.๑๑ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นขาดความบริสุทธิ์ สะอาด สงบ สุข
๑.๑๒ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นเกิดความหลง, อัตตา และอวิชชา
๑.๑๓ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นเกิดมิจฉาทิฐิ เห็นผิดเป็นชอบ
๑.๑๔ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นเกิดกิเลส ตัณหา อุปทาน
๑.๑๕ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นเกิดความฟุ้งซ่าน กระวนกระวายใจ
๑.๑๖ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นเกิดความท้อแท้ หดหู่ ในการทำดี
๑.๑๗ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นเกิดความระแวงแคลงใจจนไปสู่ทางชั่ว
๑.๑๘ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นเกิดความพยาบาท ริษยา อาฆาต
๑.๑๙ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นเกิดความเสื่อมในพละห้าที่เจริญแล้ว
๑.๒๐ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจผู้อื่นเกิดความเสื่อมในศีลและบุญบารมี
๑.๒๑ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองขาดความบริสุทธิ์ สะอาด สงบ สุข
๑.๒๒ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองเกิดความหลง, อัตตา และอวิชชา
๑.๒๓ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองเกิดมิจฉาทิฐิ เห็นผิดเป็นชอบ
๑.๒๔ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองเกิดกิเลส ตัณหา อุปทาน
๑.๒๕ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองเกิดความฟุ้งซ่าน กระวนกระวายใจ
๑.๒๖ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองเกิดความท้อแท้ หดหู่ ในการทำดี
๑.๒๗ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองเกิดความระแวงแคลงใจจนไปสู่ทางชั่ว
๑.๒๘ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองเกิดความพยาบาท ริษยา อาฆาต
๑.๒๙ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองเกิดความเสื่อมในพละห้าที่เจริญแล้ว
๑.๓๐ ห้ามทำกิจใดๆ อันส่งผลให้จิตใจตนเองเกิดความเสื่อมในศีลและบุญบารมี
๑.๓๑ ละเว้นจากความคิดว่า “พระพุทธเจ้าสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๓๒ ละเว้นจากความคิดว่า “พระธรรมสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๓๓ ละเว้นจากความคิดว่า “พระอรหันต์สมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๓๔ ละเว้นจากความคิดว่า “พระสงฆ์สมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๓๕ ละเว้นจากความคิดว่า “ผู้ปฏิบัติธรรมสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๓๖ ละเว้นจากความคิดว่า “พระราชาสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๓๗ ละเว้นจากความคิดว่า “ครูอาจารย์สมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๓๘ ละเว้นจากความคิดว่า “พ่อแม่ต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๓๙ ละเว้นจากความคิดว่า “คนดีต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๐ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๑ ละเว้นจากความคิดว่า “คู่รักต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๒ ละเว้นจากความคิดว่า “ลูกตนต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๓ ละเว้นจากความคิดว่า “บริวารต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๔ ละเว้นจากความคิดว่า “เจ้านายต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๕ ละเว้นจากความคิดว่า “ตำราต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๖ ละเว้นจากความคิดว่า “หลักการต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๗ ละเว้นจากความคิดว่า “ผลงานต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๘ ละเว้นจากความคิดว่า “ผลที่ได้รับต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๔๙ ละเว้นจากความคิดว่า “โลกต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๕๐ ละเว้นจากความคิดว่า “เทพเทวดาต้องสมบูรณ์แบบ ผิดไม่เป็น ผิดไม่มี ผิดไม่ได้”
๑.๕๑ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้สามารถศึกษาเองได้ ไม่ต้องมีครู รู้แจ้งได้ด้วยตัวเอง”
๑.๕๒ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้สามารถหยั่งรู้ได้เท่ากับหรือเหนือกว่าพระพุทธเจ้า”
๑.๕๓ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้มีปัญญาหยั่งรู้ได้ทั้งหมดของพระไตรปิฎกในชาตินี้”
๑.๕๔ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้รู้เห็นด้วยญาณหรือพลังพิเศษ เป็นความรู้แจ้งแล้ว”
๑.๕๕ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ปฏิบัติกรรมฐานดีแล้ว สำเร็จแล้ว เป็นความรู้แจ้งแล้ว”
๑.๕๖ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้พบ ได้เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นความรู้แจ้งแล้ว”
๑.๕๗ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ไม่มีผู้ใดต่อกรได้แล้ว พ่ายไม่มี เป็นความรู้แจ้งแล้ว”
๑.๕๘ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้เห็นนรกสวรรค์ นิพพานแล้ว เป็นความรู้แจ้งแล้ว”
๑.๕๙ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ทำบุญมาก ส่งถึงนิพพานแล้ว เป็นความรู้แจ้งแล้ว”
๑.๖๐ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้มีแต่สังคมยอมรับ ยกย่องแล้ว เป็นความรู้แจ้งแล้ว”
๑.๖๑ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นพระอรหันต์, อนาคามี, สกิทาคามี, โสดาบัน”
๑.๖๒ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นพระสงฆ์ ผู้คนต้องมารับใช้ กราบไหว้ ให้สิ่งของ”
๑.๖๓ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นพระต้องขลัง เป็นคนต้องดัง เป็นอะไรก็ต้องเด่น”
๑.๖๔ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นเจ้านาย มีหน้าที่ชี้สั่งใช้ ให้ลูกน้องทำตาม”
๑.๖๕ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นพ่อแม่ มีอำนาจดูแล บงการชีวิตลูกได้ตามใจ”
๑.๖๖ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นผู้ใหญ่ มีอาวุโส สามารถบ่งชี้บงการ ผู้น้อยได้”
๑.๖๗ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นลูก พ่อแม่จึงต้องดูแล เอาอกเอาใจ ขัดไม่ได้”
๑.๖๘ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นครู ผู้อื่นต้องฟังเราสอน เราฟังใครสอนไม่ได้”
๑.๖๙ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นผู้พิพากษา ย่อมต้องชี้ใครถูก ใครผิดได้ถูกต้อง”
๑.๗๐ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้เป็นมหาเศรษฐี เป็นผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดแล้ว”
๑.๗๑ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้มีอภิญญาแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๗๒ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้รับการยกย่อง ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๗๓ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้รู้มากกว่าครูแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๗๔ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้ความรู้มากแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๗๕ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้สมาธิสำเร็จแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๗๖ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้สติสำเร็จแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๗๗ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้วิริยะมากแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๗๘ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้สำเร็จในโลกแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๗๙ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้ก่อกรรมชั่วแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๘๐ ละเว้นจากความคิดว่า “เรานี้ได้สู่ความตายแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว”
๑.๘๑ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยอาวุโสกว่า, เป็นเด็ก มาสอนเราไม่ได้”
๑.๘๒ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยศีลกว่า, เป็นฆราวาส มาสอนเราไม่ได้”
๑.๘๓ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยฐานะกว่า, เป็นยาจก มาสอนเราไม่ได้”
๑.๘๔ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยยศกว่า, เป็นจัณฑาล มาสอนเราไม่ได้”
๑.๘๕ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยคุณธรรมกว่า, เป็นโจร มาสอนเราไม่ได้”
๑.๘๖ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยเพศกว่า, เป็นกะเทย มาสอนเราไม่ได้”
๑.๘๗ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยประสบการณ์กว่า มาสอนเราไม่ได้”
๑.๘๘ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยการรับประกัน ไม่มีปริญญา มาสอนเราไม่ได้”
๑.๘๙ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยทักษะเจรจากว่า, พูดไม่เก่ง มาสอนเราไม่ได้”
๑.๙๐ ละเว้นจากความคิดว่า “เขานั้น ด้อยความชำนาญกว่า, ไม่คล่อง มาสอนเราไม่ได้”
๑.๙๑ ละเว้นจากความคิดว่า “กรรมไม่ให้ผล กรรมไม่มีจริง ทำดีไม่ได้ดี มีถมไป”
๑.๙๒ ละเว้นจากความคิดว่า “สิ่งต่างๆ มีการสูญหาย สูญได้เพราะการแตกดับไป”
๑.๙๓ ละเว้นจากความคิดว่า “ความสุขทางโลกนั้นจีรัง ไม่มีดับ ต้องแสวงหามากๆ”
๑.๙๔ ละเว้นจากความคิดว่า “ความสุขทางโลก เป็นเครื่องแก้ทุกข์ได้ ต้องรีบแสวงหา”
๑.๙๕ ละเว้นจากความคิดว่า “ความทุกข์เป็นสิ่งพึงหลีกหนี เป็นสิ่งที่หนีได้แท้จริง”
๑.๙๖ ละเว้นจากความคิดว่า “ความทุกข์ไม่มีเหตุให้ดับ ดับทุกข์ได้โดยไม่ต้องดูทุกข์”
๑.๙๗ ละเว้นจากความคิดว่า “ย่อมต้องมีความสมบูรณ์แบบทุกประการ อยู่ในโลกนี้”
๑.๙๘ ละเว้นจากความคิดว่า “จะเชื่อในสิ่งที่อวัยวะหยาบๆ สัมผัสรับรู้พิสูจน์ได้เท่านั้น”
๑.๙๙ ละเว้นจากความคิดว่า “สิ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ไม่พบไม่เห็นนั้นไม่มีอยู่จริง”
๑.๑๐๐ ละเว้นจากความคิดว่า “สิ่งต่างๆ ไม่มีอยู่จริง เป็นความว่างไปหมด บรรลุธรรมแล้ว”
๑.๑๐๑ ละเว้นจากความคิด อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อสัจธรรมและสาธารณกุศล
๑.๑๐๒ ละเว้นจากความคิด อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อชีวิต/ร่างกายของตนและผู้อื่น
๑.๑๐๓ ละเว้นจากความคิด อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อทรัพย์สินของตนและผู้อื่น
๑.๑๐๔ ละเว้นจากความคิด อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อบริวารที่รักของตนและผู้อื่น
๑.๑๐๕ ะเว้นจากความคิด อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อความคิดจิตใจของตนและผู้อื่น
๑.๑๐๖ ละเว้นจากความคิด อันเป็นไปเพื่อการเสพติดสิ่งที่ขาดไม่ได้ใดๆ
๑.๑๐๗ ละเว้นจากความคิด อันเป็นไปเพื่อการเสพสิ่งบันเทิงทางโลกใดๆ
๑.๑๐๘ ละเว้นจากความคิด อันเป็นไปเพื่อการเสพสิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นใดๆ
วจีกรรม
๒.๑ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนในที่วิเวกที่มีความเงียบสงัดอยู่ก่อน
๒.๒ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนในที่สาธารณะที่มีผู้คนอยู่มาก
๒.๓ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนผู้กำลังพักผ่อนโดยไร้เหตุจำเป็น
๒.๔ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนผู้ปฏิบัติธรรม ขณะท่านกำลังปฏิบัติอยู่
๒.๕ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนการสนทนาของผู้อื่นที่เราไม่มีส่วนร่วม
๒.๖ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนการทำงานของผู้อื่นโดยที่ไม่มีเหตุจำเป็น
๒.๗ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนการขบคิดใคร่ครวญของผู้อื่นขณะเขานิ่งเงียบ
๒.๘ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนในบ้านเรือนผู้อื่น ก่อนที่เขาจะอนุญาต
๒.๙ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนในบ้านเรือนตนเอง หากผู้อาศัยผู้อื่นไม่ยินยอม
๒.๑๐ ห้ามส่งเสียงใดๆ รบกวนในขณะที่มีการประกาศสิ่งสำคัญให้รับรู้ทั่วกัน
๒.๑๑ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่ไร้ประโยชน์
๒.๑๒ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่มีกิเลสมากขึ้น
๒.๑๓ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางแห่งอวิชชา
๒.๑๔ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การก่ออกุศลกรรม
๒.๑๕ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การเกิดมิจฉาทิฐิ
๒.๑๖ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ความไร้อิสระใดๆ
๒.๑๗ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมศีล
๒.๑๘ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบารมี
๒.๑๙ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบุญกุศล
๒.๒๐ ห้ามพูดคำที่แม้เป็นจริง แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมความมั่นคงทางใจ
๒.๒๑ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่ไร้ประโยชน์
๒.๒๒ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่มีกิเลสมากขึ้น
๒.๒๓ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางแห่งอวิชชา
๒.๒๔ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การก่ออกุศลกรรม
๒.๒๕ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การเกิดมิจฉาทิฐิ
๒.๒๖ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ความไร้อิสระใดๆ
๒.๒๗ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมศีล
๒.๒๘ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบารมี
๒.๒๙ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบุญกุศล
๒.๓๐ ห้ามพูดคำที่แม้ไพเราะ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมความมั่นคงทางใจ
๒.๓๑ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่ไร้ประโยชน์
๒.๓๒ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่มีกิเลสมากขึ้น
๒.๓๓ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางแห่งอวิชชา
๒.๓๔ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การก่ออกุศลกรรม
๒.๓๕ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การเกิดมิจฉาทิฐิ
๒.๓๖ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ความไร้อิสระใดๆ
๒.๓๗ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมศีล
๒.๓๘ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบารมี
๒.๓๙ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบุญกุศล
๒.๔๐ ห้ามพูดคำที่แม้ถูกใจ แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมความมั่นคงทางใจ
๒.๔๑ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่ไร้ประโยชน์
๒.๔๒ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่มีกิเลสมากขึ้น
๒.๔๓ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางแห่งอวิชชา
๒.๔๔ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การก่ออกุศลกรรม
๒.๔๕ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การเกิดมิจฉาทิฐิ
๒.๔๖ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ความไร้อิสระใดๆ
๒.๔๗ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมศีล
๒.๔๘ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบารมี
๒.๔๙ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบุญกุศล
๒.๕๐ ห้ามพูดคำที่แม้ชวนสงสาร แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมความมั่นคงทางใจ
๒.๕๑ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่ไร้ประโยชน์
๒.๕๒ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางที่มีกิเลสมากขึ้น
๒.๕๓ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ทางแห่งอวิชชา
๒.๕๔ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การก่ออกุศลกรรม
๒.๕๕ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่การเกิดมิจฉาทิฐิ
๒.๕๖ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นไปสู่ความไร้อิสระใดๆ
๒.๕๗ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมศีล
๒.๕๘ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบารมี
๒.๕๙ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมบุญกุศล
๒.๖๐ ห้ามสื่อสารใดๆ แม้ไม่มีคำพูด แต่เป็นคำชักจูงให้ผู้อื่นเสื่อมความมั่นคงทางใจ
๒.๖๑ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย แม้ไม่มีคนรู้เห็นหรือได้ยิน
๒.๖๒ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย ให้ผู้อื่นซึ่งไม่ยินดีที่จะฟัง
๒.๖๓ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย เพื่อระบายความทุกข์ต่อผู้อื่น
๒.๖๔ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย โดยเจตนามุ่งร้ายต่อผู้อื่น
๒.๖๕ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย โดยเจตนาหวังประโยชน์แก่ตน
๒.๖๖ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย โดยไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด
๒.๖๗ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย โดยตนเองก็ไม่มีความจำเป็น
๒.๖๘ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย โดยไม่ใช่เพื่อให้สติแก่ใคร
๒.๖๙ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย โดยไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญญา
๒.๗๐ ห้ามพูดคำสบถ วลีติดปากที่หยาบคาย โดยไม่ใช่เพื่อช่วยคน
๒.๗๑ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง แม้ไม่มีคนรู้เห็นหรือได้ยิน
๒.๗๒ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง ให้ผู้อื่นซึ่งไม่ยินดีที่จะฟัง
๒.๗๓ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง เพื่อระบายความทุกข์ต่อผู้อื่น
๒.๗๔ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง โดยเจตนามุ่งร้ายต่อผู้อื่น
๒.๗๕ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง โดยเจตนาหวังประโยชน์แก่ตน
๒.๗๖ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง โดยไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด
๒.๗๗ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง โดยตนเองก็ไม่มีความจำเป็น
๒.๗๘ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง โดยไม่ใช่เพื่อให้สติแก่ใคร
๒.๗๙ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง โดยไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญญา
๒.๘๐ ห้ามพูดส่อเสียด เสียดสี กระทบกระทั่ง โดยไม่ใช่เพื่อช่วยคน
๒.๘๑ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง แม้ไม่มีคนรู้เห็นหรือได้ยิน
๒.๘๒ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง ให้ผู้อื่นซึ่งไม่ยินดีที่จะฟัง
๒.๘๓ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง เพื่อระบายความทุกข์ต่อผู้อื่น
๒.๘๔ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง โดยเจตนามุ่งร้ายต่อผู้อื่น
๒.๘๕ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง โดยเจตนาหวังประโยชน์แก่ตน
๒.๘๖ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง โดยไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด
๒.๘๗ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง โดยตนเองก็ไม่มีความจำเป็น
๒.๘๘ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง โดยไม่ใช่เพื่อให้สติแก่ใคร
๒.๘๙ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง โดยไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญญา
๒.๙๐ ห้ามพูดให้ร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง โดยไม่ใช่เพื่อช่วยคน
๒.๙๑ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง แม้ไม่มีคนรู้เห็นหรือได้ยิน
๒.๙๒ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง ให้ผู้อื่นซึ่งไม่ยินดีที่จะฟัง
๒.๙๓ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง เพื่อระบายความทุกข์ต่อผู้อื่น
๒.๙๔ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง โดยเจตนามุ่งร้ายต่อผู้อื่น
๒.๙๕ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง โดยเจตนาหวังประโยชน์แก่ตน
๒.๙๖ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง โดยไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด
๒.๙๗ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง โดยตนเองก็ไม่มีความจำเป็น
๒.๙๘ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง โดยไม่ใช่เพื่อให้สติแก่ใคร
๒.๙๙ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง โดยไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญญา
๒.๑๐๐ ห้ามพูดคำเท็จ หรือบิดเบือนความจริง โดยไม่ใช่เพื่อช่วยคน
๒.๑๐๑ ห้ามพูดคำใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อสัจธรรมและสาธารณกุศล
๒.๑๐๒ ห้ามพูดคำใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อชีวิต/ร่างกายของตนและผู้อื่น
๒.๑๐๓ ห้ามพูดคำใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อทรัพย์สินของตนและผู้อื่น
๒.๑๐๔ ห้ามพูดคำใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อบริวารที่รักของตนและผู้อื่น
๒.๑๐๕ ห้ามพูดคำใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อความคิดจิตใจของตนและผู้อื่น
๒.๑๐๖ ห้ามพูดคำใดๆ อันเป็นไปเพื่อการเสพติดสิ่งที่ขาดไม่ได้ใดๆ
๒.๑๐๗ ห้ามพูดคำใดๆ อันเป็นไปเพื่อการเสพสิ่งบันเทิงทางโลกใดๆ
๒.๑๐๘ ห้ามพูดคำใดๆ อันเป็นไปเพื่อการเสพสิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นใดๆ
กายกรรม
๓.๑ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนในที่วิเวกที่มีความเงียบสงัดอยู่ก่อน
๓.๒ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนในที่สาธารณะที่มีผู้คนอยู่มาก
๓.๓ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนผู้กำลังพักผ่อนโดยไร้เหตุจำเป็น
๓.๔ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนผู้ปฏิบัติธรรม ขณะท่านกำลังปฏิบัติอยู่
๓.๕ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนการสนทนาของผู้อื่นที่เราไม่มีส่วนร่วม
๓.๖ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนการทำงานของผู้อื่นโดยที่ไม่มีเหตุจำเป็น
๓.๗ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนการขบคิดใคร่ครวญของผู้อื่นขณะเขานิ่งเงียบ
๓.๘ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนในบ้านเรือนผู้อื่น ก่อนที่เขาจะอนุญาต
๓.๙ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนในบ้านเรือนตนเอง หากผู้อาศัยผู้อื่นไม่ยินยอม
๓.๑๐ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ รบกวนในขณะที่มีการประกาศสิ่งสำคัญให้รับรู้ทั่วกัน
๓.๑๑ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางที่ไร้ประโยชน์
๓.๑๒ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางที่มีกิเลสมากขึ้น
๓.๑๓ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางแห่งอวิชชา
๓.๑๔ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่การก่ออกุศลกรรม
๓.๑๕ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่การเกิดมิจฉาทิฐิ
๓.๑๖ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ความไร้อิสระใดๆ
๓.๑๗ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมศีล
๓.๑๘ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมบารมี
๓.๑๙ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมบุญกุศล
๓.๒๐ ห้ามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมความมั่นคงทางใจ
๓.๒๑ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางที่ไร้ประโยชน์
๓.๒๒ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางที่มีกิเลสมากขึ้น
๓.๒๓ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางแห่งอวิชชา
๓.๒๔ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่การก่ออกุศลกรรม
๓.๒๕ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่การเกิดมิจฉาทิฐิ
๓.๒๖ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ความไร้อิสระใดๆ
๓.๒๗ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมศีล
๓.๒๘ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมบารมี
๓.๒๙ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมบุญกุศล
๓.๓๐ ห้ามทำสิ่งที่สังคมยอมรับ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมความมั่นคงทางใจ
๓.๓๑ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางที่ไร้ประโยชน์
๓.๓๒ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางที่มีกิเลสมากขึ้น
๓.๓๓ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางแห่งอวิชชา
๓.๓๔ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่การก่ออกุศลกรรม
๓.๓๕ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่การเกิดมิจฉาทิฐิ
๓.๓๖ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ความไร้อิสระใดๆ
๓.๓๗ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมศีล
๓.๓๘ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมบารมี
๓.๓๙ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมบุญกุศล
๓.๔๐ ห้ามทำสิ่งที่เขาถูกใจพอใจ แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมความมั่นคงทางใจ
๓.๔๑ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางที่ไร้ประโยชน์
๓.๔๒ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางที่มีกิเลสมากขึ้น
๓.๔๓ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ทางแห่งอวิชชา
๓.๔๔ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่การก่ออกุศลกรรม
๓.๔๕ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่การเกิดมิจฉาทิฐิ
๓.๔๖ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นไปสู่ความไร้อิสระใดๆ
๓.๔๗ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมศีล
๓.๔๘ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมบารมี
๓.๔๙ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมบุญกุศล
๓.๕๐ ห้ามทำสิ่งที่เขายินยอม แต่ส่งผลให้ตนและผู้อื่นเสื่อมความมั่นคงทางใจ
๓.๕๑ ห้ามทำสิ่งใหม่ใดๆ ที่ผิดธรรมชาติหรือสาธารณกุศล แม้ไม่มีคนรู้เห็นหรือได้ยิน
๓.๕๒ ห้ามทำสิ่งใหม่ใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี ให้ผู้อื่น ซึ่งไม่ยินดีที่จะรับ
๓.๕๓ ห้ามทำสิ่งใหม่ใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี ที่จะนำไปสู่ภัยในอนาคต
๓.๕๔ ห้ามทำสิ่งใหม่ใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยเจตนามุ่งร้ายต่อผู้อื่น
๓.๕๕ ห้ามทำสิ่งใหม่นอกสิทธิ์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยเจตนาหวังประโยชน์แก่ตน
๓.๕๖ ห้ามทำสิ่งใหม่ใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด
๓.๕๗ ห้ามทำสิ่งใหม่ใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยตนเองก็ไม่มีความจำเป็น
๓.๕๘ ห้ามทำสิ่งใหม่ใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่ใช่เพื่อให้สติแก่ใคร
๓.๕๙ ห้ามทำสิ่งใหม่ใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญญา
๓.๖๐ ห้ามทำสิ่งใหม่ใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่ใช่เพื่อช่วยคน
๓.๗๑ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ตามธรรมชาติหรือสาธารณะ แม้ไม่มีคนรู้เห็นหรือได้ยิน
๓.๗๒ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี ของผู้อื่นที่เขาไม่อนุญาต
๓.๗๓ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี ที่จะนำไปสู่ภัยในอนาคต
๓.๗๔ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยเจตนามุ่งร้ายต่อผู้อื่น
๓.๗๕ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ที่เป็นโทษต่อผู้อื่น โดยเจตนาหวังประโยชน์แก่ตน
๓.๗๖ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด
๓.๗๗ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยตนเองก็ไม่มีความจำเป็น
๓.๗๘ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่ใช่เพื่อให้สติแก่ใคร
๓.๗๙ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญญา
๓.๘๐ ห้ามทำลายสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่ใช่เพื่อช่วยคน
๓.๘๑ ห้ามยึดครองสิ่งใดๆ ตามธรรมชาติหรือสาธารณะ แม้ไม่มีคนรู้เห็นหรือได้ยิน
๓.๘๒ ห้ามยึดครองสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี ของผู้อื่น ซึ่งไม่ยินดีที่จะให้
๓.๘๓ ห้ามยึดครองสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี ที่จะนำไปสู่ภัยในอนาคต
๓.๘๔ ห้ามยึดครองสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยเจตนามุ่งร้ายต่อผู้อื่น
๓.๘๕ ห้ามยึดครองสิ่งนอกสิทธิ์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยเจตนาหวังประโยชน์แก่ตน
๓.๘๖ ห้ามยึดครองสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด
๓.๘๗ ห้ามยึดครองสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยตนเองก็ไม่มีความจำเป็น
๓.๘๘ ห้ามยึดครองสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่ใช่เพื่อให้สติแก่ใคร
๓.๘๙ ห้ามยึดครองสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญญา
๓.๙๐ ห้ามยึดครองสิ่งใดๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี โดยไม่ใช่เพื่อช่วยคน
๓.๙๑ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ ธรรมชาติหรือสาธารณะ แม้ไม่มีคนรู้เห็นหรือได้ยิน
๓.๙๒ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ สิ่งใดๆ ของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์หรือแรงงาน
๓.๙๓ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ ไม่ว่าสิ่งใดๆ ที่จะนำไปสู่ภัยในอนาคต
๓.๙๔ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ ไม่ว่าสิ่งใดๆ โดยเจตนามุ่งร้ายต่อผู้อื่น
๓.๙๕ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ สิ่งนอกสิทธิ์ โดยเจตนาหวังประโยชน์แก่ตน
๓.๙๖ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ ไม่ว่าสิ่งใดๆ โดยไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด
๓.๙๗ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ ไม่ว่าสิ่งใดๆ โดยตนเองก็ไม่มีความจำเป็น
๓.๙๘ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ ไม่ว่าสิ่งใดๆ โดยไม่ใช่เพื่อให้สติแก่ใคร
๓.๙๙ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ ไม่ว่าสิ่งใดๆ โดยไม่ใช่เพื่อให้เกิดปัญญา
๓.๑๐๐ ห้ามขูดรีด ฉ้อโกง เอาเปรียบ ไม่ว่าสิ่งใดๆ โดยไม่ใช่เพื่อช่วยคน
๓.๑๐๑ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อสัจธรรมและสาธารณกุศล
๓.๑๐๒ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อชีวิต/ร่างกายของตนและผู้อื่น
๓.๑๐๓ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อทรัพย์สินของตนและผู้อื่น
๓.๑๐๔ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อบริวารที่รักของตนและผู้อื่น
๓.๑๐๕ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ อันเป็นไปเพื่อการละเมิดต่อความคิดจิตใจของตนและผู้อื่น
๓.๑๐๖ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ อันเป็นไปเพื่อการเสพติดสิ่งที่ขาดไม่ได้ใดๆ
๓.๑๐๗ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ อันเป็นไปเพื่อการเสพสิ่งบันเทิงทางโลกใดๆ
๓.๑๐๘ ห้ามกระทำการณ์ใดๆ อันเป็นไปเพื่อการเสพสิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นใดๆ