ศาสนธรรม “หลัก ๓ วิถีตรัสรู้ ๕ วิถีบรรลุธรรม”

ศาสนธรรม “หลัก ๓ วิถีตรัสรู้ ๕ วิถีบรรลุธรรม”

ศาสนธรรม “หลัก ๓ วิถีตรัสรู้ ๕ วิถีบรรลุธรรม”

ในมหายานเรามีคำว่า “พุทธะ” และ “พุทธสภาวะ” อยู่ แตกต่างจากในเถรวาทที่จะมีแต่คำว่า “พระพุทธเจ้า” คำว่า “พุทธะ” แปลตามหลักโบราณว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่ ความหมายที่ให้นี้มีสิ่งสำคัญตกหล่นหายไปบางส่วน คือ “พุทธะ” หมายถึง ผู้รู้เอง, ผู้ตื่นเอง ผู้เบิกบานเอง หรือ ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง นั่นเอง คำว่า “พุทธสภาวะ” หมายถึง สภาวะของพุทธะ ซึ่งในบทความนี้ได้ไขความลึกลับให้กระจ่างแล้วว่า พุทธสภาวะมีอยู่ทั้งสิ้น ๓ ลักษณะด้วยกัน คือ พุทธะ ที่เรียกว่า “ยูไล” คือ ผู้รู้เอง แจ้งเอง ตรัสรู้เอง แต่ไม่ได้สร้างศาสนา จึงไม่มีคำว่า “เจ้า” เติมในพุทธะ จึงเรียกว่า “พุทธะ” เฉยๆ นั่นเอง, ส่วน “พระพุทธเจ้า” หรือ พุทธะผู้เป็นเจ้า ผู้สร้างศาสนานั้น เติมคำว่า “เจ้า” เข้าไป อันหมายถึง “ผู้สร้าง” สร้างอะไร สร้างศาสนานั่นเอง ศาสนาอะไร ศาสนาแห่ง “พุทธะ” คือ ศาสนาแห่งผู้รู้ ผู้แจ้ง ผู้เบิกบาน (หลุดพ้นทุกข์) นั่นเอง หากไม่ใช่ผู้สร้างศาสนาใหม่ ไม่เรียกว่า พระพุทธเจ้า และหากศาสนานั้น ไม่สอนให้ถึงนิพพาน ไม่เรียกว่า “พุทธะ” เช่น เรียกว่า “เทพเจ้า” บ้าง เรียกว่า “ศาสดา” บ้าง เรียกว่า “พระเจ้า” บ้าง ต่างกันไป แต่จะไม่ใช่ “พระพุทธเจ้า” หรือ “พุทธะ ผู้เป็นเจ้า” อันนี้คือข้อแตกต่าง อนึ่ง ในศาสนาพุทธะนี้ นอกจากพุทธะ ผู้รู้เอง ผู้ตื่นเอง ผู้เบิกบานเอง แล้ว ยังมีผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้เบิกบาน ด้วยบุคคลอื่นช่วยชี้แนะอีก เรียกว่า “อรหันต์” หรือ “อรหันตสาวก” คือ ไม่มีความสามารถที่จะรู้แจ้งได้ด้วยตนเอง ต้องมีผู้อื่นชี้แนะ หรือบอกให้ ไขข้อธรรมในขณะกำลังจะบรรลุธรรม ลักษณะนี้ เรียกว่า “อรหันตสาวก” คือ มีความเป็นสาวก ไปด้วยตนเองไม่ได้ ต้องให้ผู้อื่นช่วย จึงเรียกว่า “สาวก” และบรรลุหลุดพ้นไร้กิเลส จึงเรียกว่า “อรหันต์” รวมว่า “อรหันตสาวก” ตรงไปตรงมาตามศัพท์นั้น อนึ่ง “อรหันตสาวก” จะเกิดได้นั้น ไม่ใช่ชาติเดียวก็ทำได้ ผู้ที่จะเป็น “อรหันตสาวก” ได้นั้น ต้องเวียนว่ายตายเกิด เป็นสาวก เป็นบริวาร ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน จึงมีบุญกรรม บารมีพอที่จะอาศัยผู้อื่นบรรลุธรรม เป็นอรหันตสาวกได้ ไม่เช่นนั้น ก็ไม่อาจเป็น “สาวก” ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจบันได้

ในพุทธศาสนาเถรวาท เรารู้และเข้าใจสภาวะของการหลุดพ้นน้อย แม้แต่ “อรหันตสาวก” เราก็มีความเข้าใจที่น้อยมาก จึงไม่ต้องเอ่ยถึง “พุทธะ” และ “พุทธสภาวะ” คงไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่าคำว่า “พุทธะ” หรือ “พุทธสภาวะ” นั้น แตกต่างกันอย่างไร และมีลักษณะอย่างไร ในปัจจุบัน ผู้บรรลุอรหันตสาวก มีจำนวนน้อย และสายธรรมนี้ได้ขาดหายไปนานแล้ว เพราะ ถ้าครูผู้บรรลุเป็นอรหันตสาวกขาดหายไป ไม่มีลูกศิษย์สืบทอดต่อ ก็ไม่อาจหาครูคนใหม่มาแทนคนเก่าที่ตายไปตามวาระ มาช่วยให้ได้อรหันตสาวกกันได้ ท่านที่มาเกิดใหม่ แม้ได้ธรรม ก็นับว่าตรัสรู้เองเป็น ยูไล เพราะหาครูไม่ได้ ไม่ได้บรรลุธรรม เป็น อรหันตสาวก แต่อย่างใด ได้แต่ตรัสรู้เองเป็น “ยูไล” เท่านั้นดังนี้ สายธรรมของอรหันตสาวกจึงขาด มีแต่สายธรรมของยูไล ที่ยังเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ เมื่อไม่มีครูที่เป็นผู้บรรลุอรหันตสาวก ดังนี้ ผู้ที่จะบรรลุธรรมด้วยบุคคลอื่นแบบอรหันตสาวกจึงไม่มี ไม่มีผู้ได้ถึงนิพพานเพราะอาศัยบุคคลอื่นอีก โดยเฉพาะ ยุคหลัง พ.ศ. ๒,๕๐๐ เป็นต้นไป มวลสัตว์ที่มาจุติบนโลก ส่วนใหญ่จะมาจากนรก คนที่ก่อกรรมทำเข็ญมากๆ ทั้งหลายจะมาเกิดก่อนเข้ากลียุค อายุขัยของมนุษย์จะลดลง ตอนนี้มีอายุขัยเฉลี่ยต่ำกว่า ๑๐๐ ปี ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงธรรมแบบ “อรหันตสาวก” ได้ การเข้าถึงธรรม จะเกิดในกลุ่มคนประเภท “ปัจเจกชน” เหมือนคนยุคปัจจุบันที่ไม่สนใจใคร เอาตัวเองมีสุข เอาตัวเองรอดไปคนเดียวอย่างนั้น ไม่ใช่ยุคของ “อรหันตสาวก” 

อย่างนั้นก็ดี ท่านที่มีบุญบารมีมากบางส่วนลงมาเกิดฉุดช่วยสรรพสัตว์โลกต่อไป เรียกว่า “โพธิสัตว์” นั้น จะสำเร็จธรรมได้ด้วยตนเอง เขาจะต้องปฏิบัติวิถีธรรม แบบ “พุทธะ” คือ รู้เองแจ้งเอง แต่ไม่สร้างศาสนาใหม่ (ยูไล) หรือ อาศัยยูไลเป็นครู และจะบรรลุแบบ “อรหันตโพธิสัตว์” ไม่ใช่ “อรหันตสาวก” คือ เป็นอรหันต์ที่ปรารถนาฉุดช่วยสรรพสัตว์ต่อไป ยังไม่ขอนิพพาน ในขณะที่อรหันตสาวก ตายแล้วจะดับขันธปรินิพพานทันที และเหล่าปัจเจกชนที่ดื้อด้านเป็นตัวของตัวเองมาก ใครสอนไม่ได้ จะบรรลุพุทธะเช่นกัน แต่เป็นแบบ “ปัจเจกพุทธะ” คือ พุทธะที่ไปด้วยตัวเองคนเดียว จากไปคนเดียว อย่างนั้น ด้วยเหตุนี้ ยุคสมัยต่อไป ผู้บรรลุธรรมไม่อาจเหลืออรหันตสาวกอีก จะถึงนิพพานได้ ต้องอาศัยธรรม ระดับ “พุทธะ” เท่านั้น คือ ปฏิบัติเอง รู้เอง แจ้งเอง ไม่อาจชี้บอกกันได้อีก ในบทความนี้ จะมุ่งเน้นรายละเอียดเพื่อแสดงถึงภาวะของการตรัสรู้เองที่แตกต่างกันสามรูปแบบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจภาวะของผู้บรรลุธรรมที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

การบรรลุธรรมด้วยการมีครูช่วยเหลือ

ก่อนจะเข้าถึงการอธิบายลักษณะของการบรรลุธรรมด้วยตนเอง ขออธิบายถึงการบรรลุธรรมด้วยครูบาอาจารย์ก่อน การบรรลุธรรมที่ไม่ได้ตรัสรู้เอง เรียกว่า การบรรลุ “อรหันตสาวก” คือ บรรลุหลุดพ้น พร้อมเป็นสาวกของพระศาสนาพุทธสมบูรณ์ การที่บุคคลจะบรรลุธรรมลักษณะนี้ได้ ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ที่บรรลุธรรมจริง หากครูบาอาจารย์ไม่นิพพานจริง ต่อให้บรรลุ “อรหันตโพธิสัตว์” แต่ไม่นิพพาน ยังบำเพ็ญบารมีช่วยสรรพสัตว์ไปอีก ลูกศิษย์ก็จะเป็นอย่างเดียวกัน คือ จะไม่นิพพาน แม้จะมีปัญญาถึงอรหันตโพธิสัตว์ก็ตาม การบรรลุเป็นอรหันตสาวก มีผลให้นิพพานได้จริงเมื่อละสังขารลง ซึ่ง ขณะกำลังจะบรรลุธรรมนั้น ผู้ที่จะบรรลุแบบนี้ได้ จะต้องไม่สามารถบรรลุได้ด้วยตนเอง จนในที่สุด “ครูต้องช่วยเหลือ” จึงจะนับเป็นการบรรลุแบบ “สาวก” ได้ ซึ่งการบรรลุแบบนี้ต้องอาศัย “ครูบาอาจารย์ที่สืบสายทอดๆ ต่อกันมาขาดสายไม่ได้ หากสายธรรมขาดเมื่อไร คนที่เข้าถึงธรรมที่ไม่มีครูนั้น จะกลายเป็นผู้ตรัสรู้เองทันที ดังนั้น การบรรลุเป็น “อรหันตสาวก” ครูจึงจำเป็นอย่างยิ่ง จนเกิดลัทธิ “อาจาริยวาท” ขึ้น การบรรลุธรรมโดยอาศัยผู้อื่นช่วยขณะกำลังจะบรรลุธรรมโดยไม่สามารถแจ้งได้ด้วยตนเองนี้ มี ๒ แบบดังนี้

๑)   การบรรลุ “อรหันตสาวก”

คือ การที่ดวงจิตสะสมบุญบารมีและมีกรรมร่วมกันมา เป็นบริวารสาวกต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมา กับพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วปรารถนาเป็น “สาวก” เพื่อขอ “นิพพาน” ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ เมื่อสะสมบุญบารมีได้พอแล้ว เบื้องบนจะจัดสรรลำดับการเกิด มาเกิดในพุทธศาสนาแล้วปฏิบัติธรรม ได้พบครูบาอาจารย์ซึ่งมีบุญวาสนาทำร่วมกันมาแต่กาลก่อนๆ โดยครูจะบรรลุธรรม เป็น “พระพุทธเจ้า” หรือ “พระอรหันตสาวก” ก็ได้ ครูทั้งสองประเภทนี้ เมื่อละสังขารลงจะดับขันธปรินิพพานไปก่อน หากลูกศิษย์ปฏิบัติตามได้จะได้ผลเหมือนกัน เมื่ออนุเคราะห์ช่วยชี้แนะศิษย์ขณะกำลังบรรลุธรรม จนสามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด นี่เรียกว่า “อรหันตสาวก” เมื่อละสังขารในชาตินั้น ก็จะดับขันธปรินิพพานได้ในชาตินั้นๆ เพราะชดใช้กรรมและบุญบารมีหมดสิ้นแล้วสมปรารถนา อนึ่ง หากดวงจิตดวงไหน ไม่มีบุญวาสนาบารมีและกรรม ร่วมกับพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ ก็ยังไม่สามารถนิพพานได้ในศาสนานั้นๆ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดรอต่อไป

๒)   การบรรลุ “อรหันตโพธิสัตว์”

คือ การที่ดวงจิตสะสมบุญบารมีและมีกรรมร่วมกันมา เป็นบริวารสาวกต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมากับผู้นำทางจิตวิญญาณที่ตนศรัทธา แล้วปรารถนาเป็น “สาวก” เพื่อขอ “นิพพาน” ในศาสนาของผู้นำทางจิตวิญญาณที่ตนศรัทธานั้นๆ แต่ผู้นำทางจิตวิญญาณนั้นๆ ยังไม่นิพพานภายในชาตินั้นๆ ยังปรารถนาเกิดต่อเพื่อฉุดช่วยเวไนยสัตว์ต่อไป หรือมีบุญกรรมมากเกินไปยังชดใช้กับมวลสัตว์ยังไม่หมด จึงยังนิพพานไม่ได้ เมื่อสะสมบุญบารมีได้มากพอแล้ว เบื้องบนจะจัดสรรลำดับการเกิดลงมาเกิดเป็นศิษย์อาจารย์กัน แล้วปฏิบัติธรรม ได้พบครูบาอาจารย์ซึ่งมีบุญวาสนาทำร่วมกันมาแต่กาลก่อนๆ โดยครูจะบรรลุธรรม เป็น “ยูไล” หรือ “อรหันตโพธิสัตว์” จากนั้น อนุเคราะห์ช่วยชี้แนะศิษย์ ขณะกำลังจะบรรลุธรรม จนสามารถบรรลุธรรมได้ในที่สุด นี่เรียกว่า “อรหันตโพธิสัตว์” เมื่อละสังขารในชาตินั้น จะยังไม่ดับขันธปรินิพพานได้ในชาตินั้นๆ เพราะชดใช้กรรมและบุญบารมียังไม่หมดสิ้น ดังนี้ “อรหันตโพธิสัตว์” จึงบรรลุธรรม แล้วสามารถเกิดได้อีกตามปรารถนา

สำหรับท่านที่สามารถบรรลุธรรมได้เองโดยไม่มีคนเข้ามาช่วยขณะบรรลุนั้น ไม่ใช่การบรรลุแบบ “อรหันตสาวก” หรือ “อรหันตโพธิสัตว์” จัดเป็นการ “ตรัสรู้” เป็น “พุทธะ” เพราะเข้าข่ายคิดได้เอง หรือปัญญาแจ้งเอง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีครูสอนก่อนก็ตาม ใครก็ตามที่บรรลุได้เองไม่มีครูช่วยขณะกำลังบรรลุนั้น นับเข้าเป็น “การตรัสรู้เอง” ทั้งนั้น เช่น พระพุทธเจ้า, พระยูไล, พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นต้น ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้

การบรรลุธรรมด้วยการตรัสรู้เอง

การบรรลุธรรมด้วยตนเองไม่ใช่หมายความว่าไม่มีครูเลย เพียงแต่เวลาบรรลุธรรม ครูอาจารย์ไม่ได้ชี้แนะก็สามารถรู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น เหมือนคนที่คิดอะไรได้เองไม่ต้องมีใครมาบอกเวลาที่กำลังคิดฉะนั้น แม้ว่าครูจะมีก็ถือว่าเข้าข่าย “ตรัสรู้เอง” ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดม มีครูอาจารย์หลายท่าน เช่น ท่านอาฬารดาบส กาลามโคตร เป็นต้น เมื่อได้รับคำสอนจากอาจารย์แล้ว ปฏิบัติได้มากแล้ว ก็ยังไม่ลดละความพยายามเพียรต่อไป จนได้ “เห็นธรรม” ด้วยตนเอง ซึ่งครูไม่ได้บอกมาก่อน ลักษณะนี้ จัดเป็นการ “บรรลุธรรมเอง” หรือ “ตรัสรู้” เอง นอกจากนี้ พระสาวกของพระพุทธเจ้าหลายท่าน ไม่ได้มีครูมาบอกในช่วงเวลาขบธรรม ก็สามารถเข้าถึงได้ด้วยตนเอง นี่ก็เข้าข่ายการ “ตรัสรู้เอง” เช่นกัน เพียงแต่เมื่อตรัสรู้เองแล้ว ไม่ได้ทำหน้าที่พระพุทธเจ้า คือ ไม่ได้สร้างศาสนาใหม่เท่านั้น อนึ่ง คำว่า “ตรัสรู้” นี่ หมายถึงเข้าถึงและรู้สภาวะของจิตก่อนเกิด ก่อนการเวียนว่ายตายเกิด คือ “ภาวะไม่เกิดไม่ดับ” หรือ “นิพพาน” หรือ “เต๋า” ก็ได้ กรณีรู้ในลักษณะอื่นๆ ที่ไม่ถึงขั้นภาวะที่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว เราจัดว่าเป็น “ปัญญาที่แจ้งเอง” แต่ไม่เรียกเป็นการ “ตรัสรู้” แต่อย่างใด ยกตัวอย่าง เช่น นักวิทยาศาสตร์ชาวต่างชาติทั้งหลายที่คิดค้นทฤษฎีและสิ่งต่างๆ ได้เอง อันนี้ไม่นับเป็น “การตรัสรู้” เพราะไม่ได้ค้นพบสภาวะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือ “นิพพาน” จึงจัดเป็นเพียง “ปัญญาแจ้งเองในเรื่องทางโลก” เท่านั้น นอกจากนี้ ในบรรดาการบรรลุธรรมแบบต่างๆ นั้น ต้องมาพิจารณาอีกว่า แต่ละท่านบรรลุลักษณะใด และดำเนินชีวิตต่อไปเพื่อเป็นอะไร เช่น บางท่านบรรลุธรรมเอง ด้วยการศึกษาธรรมะในพุทธศาสนา แต่ไม่ได้สร้างศาสนาใหม่ เป็นต้น อันนี้ จัดเป็นการ “ตรัสรู้” อย่างหนึ่ง แต่ไม่นับเป็นการตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการตรัสรู้ที่เรียกว่า “ยูไล” สำหรับท่านอื่นที่อาศัยครูช่วยบอกขณะขบธรรม นั่นไม่จัดเป็นการ “ตรัสรู้” จึงบรรลุได้แค่ “อรหันตสาวก” เท่านั้น ลักษณะของผู้ตรัสรู้ธรรมเองนั้นมีแตกต่างกันได้ ๓ ลักษณะ ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อตรัสรู้ธรรมแล้ว ได้ทำสิ่งใดต่อไป ส่งผลให้สภาวธรรมของบุคคลนั้นมีความแตกต่างกันดังนี้

๑)   การตรัสรู้เป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

คือ การบรรลุธรรมด้วยตนเอง การรู้แจ้งด้วยตนเอง แล้วสร้างศาสนา จากนั้นเมื่อละสังขารก็ดับขันธปรินิพพานไป หากนับย้อนหลังไป ๒,๕๐๐ กว่าปีนี้ ผู้ที่ตรัสรู้ธรรมเอง อาจมีมากมายหลายท่าน หลายลักษณะ แต่สำหรับท่านที่บรรลุธรรมเอง แล้วสร้างศาสนานี้ มีเพียงท่านเดียว คือ “พระพุทธเจ้าสมณโคดม” ส่วนท่านที่บรรลุธรรมเองท่านอื่นๆ ล้วนไม่ได้สร้างศาสนา เพียงแต่บางท่าน อาจได้สงเคราะห์สัตว์โลก ด้วยการมอบธรรมไว้ให้ เขียนธรรมะไว้ให้ เช่น ท่านเล่าจื้อ ท่านนี้ไม่ได้อาศัยครูช่วยให้บรรลุธรรม แต่ก็สามารถบรรลุธรรมด้วยตนเอง เช่นกัน ก่อนท่านจะหายลับไป ท่านได้กรุณาเขียน “โศลกเต๋าเต็กเก็ง” อันเป็นคัมภีร์สำคัญของลัทธิเต๋า อนึ่ง คำว่าลัทธิเต๋านี้ ท่านเล่าจื้อก็ไม่ได้เป็นผู้สร้างหรือก่อตั้งแต่อย่างใด ลัทธินี้เกิดขึ้นด้วยการที่หลายๆ ท่านที่บำเพ็ญเต๋าได้สร้างชื่อเสียงต่อๆ กันมาจนเป็นที่ยอมรับของชาวจีน จึงนับกันว่าเป็น “ลัทธิความเชื่อ” หนึ่ง นั่นเอง นี่คือ ข้อแตกต่างของผู้ที่ตรัสรู้และสร้างศาสนากับไม่ได้สร้างศาสนา ในคริสต์ศาสนา พระเยซูก็มิได้ทรงตรัสรู้เอง แต่ทรงปฏิบัติจิตขั้นสูงจนสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ และพระเจ้าได้สื่อสารบอกกับพระเยซูให้พระเยซูเป็นผู้เผยพระวัจนะของพระเจ้า ดังนี้ แม้พระเยซูสร้างศาสนาคริสต์แต่ก็มิใช่ผู้ตรัสรู้ จึงไม่นับเข้าข่ายการตรัสรู้แล้วสร้างศาสนาแต่อย่างใด สรุปคือ พระพุทธเจ้าสมณโคดมเท่านั้น นับประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ๒,๕๐๐ ปีแล้ว คือ ผู้ตรัสรู้แล้วสร้างศาสนา อนึ่ง เอกลักษณ์อีกประการของพระพุทธเจ้า คือ จะดับขันธปรินิพพานได้ในชาตินั้นๆ และพระสาวกก็จะนิพพานในชาตินั้นๆ เช่นกัน

๒)   การตรัสรู้เป็น “พระยูไล”

คือ การบรรลุธรรมด้วยตนเอง การรู้แจ้งด้วยตนเอง แต่ไม่ได้สร้างศาสนา แต่มาสืบสานกิจศาสนา เช่น สร้างลัทธินิกายใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับยุคสมัยของมนุษย์โลก (อนึ่ง ลัทธินิกายเหล่านี้ แม้บรรลุธรรมแต่จะไม่ดับขันธปรินิพพาน) หรือทำกิจอื่น เพื่อโปรดสัตว์โลก เช่น การใช้ฤทธิ์เพื่อทำให้ประเทศมั่นคงสงบสุข, สยบสงคราม, ปรับสมดุลพลังงานบนโลก, การปราบมารและอสูร, การเป็นครูพระราชา, การเป็นสาวกของศาสนาที่มีอยู่ก่อน ฯลฯ ลักษณะนี้ เข้าข่าย “พระยูไล” ได้ ตัวอย่าง หลวงปู่มั่น หลังจากได้ครูบาอาจารย์แล้ว ขณะกำลังบรรลุธรรม ไม่มีครูบาอาจารย์มาช่วยเลย ท่านนั่งสมาธิด้วยตัวเอง แล้วได้นิมิตเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา ก่อนนั้นท่านได้เข้าใจธรรมแจ้งแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมพระสาวกและแสดงความยินดีต่อท่าน ลักษณะนี้เข้าข่าย “บรรลุธรรมเอง” หรือ “ตรัสรู้เอง” คือ เป็น “พระยูไล” นั่นเอง เมื่อตรัสรู้แล้วไม่ได้สร้างลัทธินิกายอื่นๆ ในสมัยพุทธกาล มีผู้บรรลุธรรมขั้นสูง ระดับยูไลนี้ มากกว่าหนึ่งท่าน เช่น พระมหากัสสปะ เป็นผู้บรรลุธรรมตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังไม่ทันได้เทศนา คือ เพียงแค่ท่านยกดอกบัวขึ้นเท่านั้น พระมหากัสสปะก็บรรลุอรหันต์ทันที พระพุทธเจ้าทรงได้รับรองธรรมของพระมหากัสสปะไว้ว่า “เป็นผู้มีธรรมมากเสมอด้วยพระองค์” เพราะเหตุว่าท่านตรัสรู้เองดังที่กล่าวมานี้

อนึ่ง สำหรับท่านที่บำเพ็ญบารมีมากแล้ว การตรัสรู้เองนั้นเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะในบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เช่น พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีมา ๔ อสงไขย ก็ทรงตรัสรู้เองได้ ทั้งๆ ที่อดีตชาติของพระองค์เคยปรามาสพระปัจเจกพุทธเจ้าว่าการตรัสรู้เป็นของยาก ทำให้ทรงรับกรรมต้องบำเพ็ญทุกขกริยานานถึง ๖ ปี ขณะที่พระโพธิสัตว์หลายองค์ที่จุติมาช่วยงานพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลนั้น บางท่านบำเพ็ญบารมีมาถึง ๑๖ อสงไขย เป็นต้น เฉกเช่นเดียวกับ พระมหากัจจายนะ (ชาวมหายานเชื่อว่าท่านคือพระศรีอาริยเมตตรัยโพธิสัตว์) ขณะจะบรรลุธรรมไม่มีครูมาช่วย ก็บรรลุได้ด้วยตนเอง (แต่ก่อนหน้านี้มีครูได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า) จากนั้นก็ช่วยสานกิจพระพุทธศาสนา เผยแพร่ธรรมะได้ถึง ๓ แว่นแคว้น การบรรลุครั้งนั้น ชาวพุทธมหายาน เรียกท่านว่า “พระยูไลฮุดสังกัจจายน์” หรือพระยูไลองค์มหากัจจายนะนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายท่านที่สำเร็จธรรมขั้นยูไลในสมัยพุทธกาล เช่น พระอานนท์ หรือชื่ออีกชื่อหนึ่งที่สวรรค์เรียกคือ “พระสมันตภัทรมหาโพธิสัตว์” ผู้บำเพ็ญบารมีแข่งขันกับพระพุทธเจ้ามานาน จนสะสมบารมีมากได้ถึง ๑๗ อสงไขย และขณะบรรลุธรรมไม่มีครูช่วย ขณะนั้นท่านกำลังเอนตัวลงนอนก็บรรลุธรรมพอดี เมื่อพระอานนท์ตายลงได้ใช้เตโชกสิณไฟสลายขันธ์ห้าแต่ยังไม่หมดกรรม จิตไปจุติไม่มีขันธ์ห้า เห็นเป็นเพียงแสงสว่างเท่านั้น ท่านที่ได้พบแสงสว่างมากๆ คุยสื่อสารได้ ก็อาจเรียกว่าพระเจ้า ก็มี แม้ในสมัยรัตนโกสิน ก็มีท่านที่สำเร็จยูไล ยกตัวอย่างเช่น หลวงพ่อโต ที่มีอาจารย์เป็นท้าวมหาพรหมชินปัญจระ ทำให้ไม่มีครูที่เป็นคนมาช่วยขณะบรรลุธรรม ท่านบรรลุเอง แต่ไม่ได้สร้างศาสนา ได้แต่เป็นครูของพระราชา จึงสำเร็จถึง “ยูไล” นอกจากนี้ ยังมี ท่านกูรูรินโปเช่ ซึ่งชาวทิเบตนับถือท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง และได้สร้างความเจริญให้แก่พุทธศาสนาวัชระยานในทิเบตมากมาย ในประเทศจีนก็มีมากมาย เช่น พระตั๊กม้อ เมื่อขณะบรรลุไม่มีครูผู้ชี้แนะ และได้สร้างนิกายมหายานในจีนขึ้น, พระกวนอิม ก็บรรลุธรรมเอง ตามประวัติขณะบรรลุธรรมไม่มีผู้มาช่วยหรือบอกเลย ท่านก็สามารถบรรลุเองได้ นี่จัดเป็นการบรรลุ “ยูไล” เช่นกัน ดังที่ชาวจีนเห็นนิมิตและสร้างรูปเคารพท่านไว้เป็น “ปางยูไล” คือ มีลักษณะแบบพระยูไล ไม่ใช่โพธิสัตว์เพศหญิง มีขมวดผลก้นหอย, มีใบพระกรรณยาน เป็นต้น

อนึ่ง ความศรัทธาเลื่อมใสของชาวพุทธมหายานต่อพระโพธิสัตว์มีมาก เท่ากับการนับถือพระพุทธเจ้าทีเดียว ทำให้เขาเรียกผู้ตรัสรู้เองอย่างนี้ว่า “พุทธะ” หรือ “ยูไล” และนับเอาว่าพระพุทธเจ้าหมายถึง “ยูไล” ในที่นี้ ผู้เขียนขอชี้แจงเพื่อป้องกันความสับสนและความแตกแยกว่า พระพุทธเจ้าจะมีได้ยุคละหนึ่งองค์เท่านั้น ในยุคของพระพุทธเจ้าสมณโคดม มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวคือพระพุทธเจ้าสมณโคดม สำหรับท่านที่ตรัสรู้เองนี้ ล้วนเรียกว่า “พระยูไล” หรือ ผู้ตรัสรู้เองแต่ไม่ได้สร้างศาสนาใหม่ ปกติ พระยูไลจะไม่นิพพานในชาตินั้นๆ แต่จะจุติไปยังสวรรค์เพื่อรอช่วยสรรพสัตว์ต่อ จนกว่าจะหมดอายุขัยซึ่งยาวนานมาก กว่าจะนิพพานบนสวรรค์สุขาวดี จุดนี้ แตกต่างจากพระพุทธเจ้า ดังนั้น การตรัสรู้เองนี้ จึงมีมามากมายตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน มีผู้สำเร็จยูไล หรือตรัสรู้ได้เองมีเยอะมาก ทั้งในอินเดียสมัยพุทธกาล, จีน, ทิเบต และประเทศไทย แต่ท่านทั้งหลายนี้ ล้วนไม่ใช่พระพุทธเจ้า เพราะมิได้สร้างศาสนาใหม่ จึงเรียกแต่เพียงว่า “พระยูไล” เท่านั้น พระยูไลทั้งหลายทั้งปวงนี้ ล้วนเป็นพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีปรารถนาพุทธภูมิมาก่อนทั้งสิ้น

พระยูไลจะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากพระพุทธเจ้า ถ้าอยู่ในพระพุทธศาสนา จะเป็นเสมือนสาวกองค์หนึ่ง ที่มีแนวทางคำสอนของตนเอง สามารถสร้างสานุศิษย์ได้มากมาย แต่ถ้าอยู่นอกพระพุทธศาสนาจะต้องปรับตัวทำกิจอื่นๆ ไม่อาจสามารถสร้างพุทธศาสนาได้ (ถ้าสามารถสร้างศาสนาได้ ศาสนานั้นจะกลายเป็นพุทธศาสนา และพระยูไลจะไม่ใช่พระยูไล จะกลายเป็นพระพุทธเจ้าไป ดังนั้น พระยูไลจริงๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า จึงมีกรรมไม่อาจสร้างศาสนาได้) ทำให้ยังคงเหลือ “ความปรารถนา” และ “กิเลสบางส่วนที่เบาบาง” ยังไม่อาจดับขันธปรินิพพานได้ (ตัดกิเลสไม่หมด ตัดเพียงบางส่วนก็ทราบวิธีนิพพานแล้ว แต่ยังไม่คิดที่จะนิพพาน ยังปรารถนาช่วยสรรพสัตว์ต่อไป) และจุติยังสุขาวดีสวรรค์ แล้วทำกิจอื่นๆ โปรดสัตว์ จนกว่าจะหมดสิ้นอายุขัยแล้วนิพพานบนสวรรค์สุขาวดีต่อไป พระยูไลจำนวนมากคอยช่วยเหลือพระโพธิสัตว์ในการสร้างศาสนาต่างๆ เช่น ศาสนาอิสลาม, ศาสนาคริสต์ ฯลฯ ศาสนาเหล่านี้จะเรียกพระยูไลว่า “พระเจ้า” คือ มีลักษณะเป็นพระผู้บริสุทธิ์ ไม่สามารถเกิดยังโลกมนุษย์ได้อีก และได้ส่งพระบุตร หรือแบ่งภาคส่วนหนึ่งของพระองค์ลงมาช่วยมนุษย์ ทั้งยังมีกิจช่วยปรับเปลี่ยนความสมดุลทั้งสามภพ จึงได้ชื่อว่าท่านสร้างสามภพ สร้างโลกนี้นั่นเอง ศาสนาที่สร้างขึ้นโดยพระยูไลจากสุขาวดีนี้ ก็ไม่ต่างจากการเกิดขึ้นของศาสนาพราหมณ์ ที่มีผู้ที่บำเพ็ญบารมีจนได้จุติเป็นพระพรหม ก็คอยช่วยเหล่าฤษีในการสร้างศาสนาพราหมณ์บนโลกนี้ และมีส่วนร่วมในการปรับสมดุลของสามภพนี้ รวมทั่งโลกนี้ด้วยเช่นกัน ที่เรียกว่าพระพรหมสร้างโลก แต่ไม่ใช่แปลว่าพรหมทุกตนได้สร้างโลก พรหมบางตนเท่านั้นที่เกิดช่วงยุคโลกต้องการ ก็จะเข้ามาช่วยกันปรับสมดุลของดาวดวงใหม่จนเกิดเป็นโลกมนุษย์ (อนึ่ง ท่านท้าวผกาพรหมไม่มีส่วนสร้าง ในสมัยนั้นท่านไปจุติโดยไม่พบพรหมตนอื่น จึงหลงคิดว่าตนเองเป็นผู้สร้างไป) วงจรชีวิตของพระยูไลเป็นแบบนี้ ต่างจากพระพุทธเจ้าชัดเจน

๓)   การตรัสรู้เป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” 

คือ การบรรลุธรรมด้วยตนเอง การรู้แจ้งด้วยตนเอง ไม่อาศัยอยู่ในสังคมกับมนุษย์ มักออกไปอยู่ป่าอยู่ถ้ำ อย่างวิเวกสันโดษ อนึ่ง พระโพธิสัตว์ก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ หากจุติในยุคสมัยที่เป็นยุคของพระปัจเจกฯ คือ ยุคที่มนุษย์มีแต่กรรมและทำความเลวกันมากๆ อายุขัยต่ำกว่า ๑๐๐ ปี เช่นในยุคปัจจุบัน เมื่อบรรลุธรรมแล้วคนมักไม่รู้ ไม่เข้าใจ เพราะปัญญาไม่ถึง ก่อกรรมทำเข็ญมาก ทำให้พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ร่วมกับสังคมมนุษย์ได้ยาก จนต้องปลีกวิเวกเดียวดายในที่สุด (อนึ่ง การบรรลุธรรมแบบใดในห้าแบบ คือ อรหันตสาวก, อรหันตโพธิสัตว์, ยูไล, ปัจเจกพุทธะ, พระพุทธเจ้า ขึ้นอยู่กับยุคสมัยเหตุปัจจัยต่างๆ ด้วย พระโพธิสัตว์สามารถบรรลุได้ทั้งห้าแบบ) อนึ่ง การบรรลุธรรมแบบตรัสรู้เป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” นี้ มีลักษณะที่แตกต่างกันไปอีก ดังนี้

๓.๑) การตรัสรู้ปัจเจกฯ โดยไม่มีผู้สอนเลย

ผู้ตรัสรู้ปัจเจกฯ นั้นอาจได้เห็นหรือได้ยินเพียงข้อความเล็กน้อย ก็นำมาขบคิดพิจารณาเองแล้วตรัสรู้ เช่น เห็นหนังสือธรรมะ, โคลงกลอน, ปริศนาธรรมะ ที่ทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ แล้วขบคิดจนได้ตรัสรู้ธรรม หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าบางพระองค์อาจไม่มีทั้งครูและสิ่งใดช่วยเลย ก็สามารถตรัสรู้เองได้ด้วยบุญบารมีที่ตนได้สั่งสมมาแต่บางก่อน

๓.๒) การตรัสรู้ปัจเจกฯ โดยมีผู้สอนที่ไม่ใช่มนุษย์

ผู้ตรัสรู้ปัจเจกฯ นั้นอาจนั่งสมาธิแล้วจิตสื่อถึง หรือได้รับสื่อจากเบื้องบน หรือได้รับจิตสื่อถึงจิต โดยไม่เห็นตัวผู้สอนเลย แล้วปฏิบัติตามจนตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง ลักษณะการบรรลุธรรมแบบนี้ มักพบในผู้มีความสามารถทางจิตขั้นสูง เหล่าเซียน เป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าบางพระองค์มีบุญสัมพันธ์กับสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น ก็สามารถตรัสรู้ได้ด้วยวิธีนี้

๓.๓) การตรัสรู้ปัจเจกฯ โดยผู้สอนไม่ได้ช่วยขณะบรรลุ

ผู้ตรัสรู้ปัจเจกฯ นั้นอาจมีครู แต่ครูอาจไม่ได้บรรลุธรรมอะไร หรือบรรลุแต่ขณะกำลังจะบรรลุนั้น ผู้ตรัสรู้ขบคิดเอง ไม่มีครูช่วย ไม่มีครูบอกเลย ทำให้ตรัสรู้เองในที่สุด การตรัสรู้นี้ สามารถเกิดได้ในพุทธศาสนาด้วย เพราะก็เป็น “พุทธะ” แบบหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น คนที่เข้ามาศึกษาพุทธศาสนาเอง อาจมีครู แต่เวลาใกล้บรรลุ ครูไม่ทันได้ช่วยเหลือก็บรรลุได้ด้วยตนเอง จากนั้นด้วยจิตที่ใฝ่ทางปัจเจกฯ อยู่แล้ว ทำให้ปลีกวิเวก หลีกเร้นตัว หรือออกจากสังคมหมู่สงฆ์ไปโดดเดี่ยว เช่น นายฉันนะ คนเลี้ยงม้าของพระพุทธเจ้า นี่ก็เข้าข่ายจิตที่เป็นปัจเจกฯ ภายหลังที่นายฉันนะ ได้บรรลุธรรมแล้ว ไม่ได้สนใจผู้ใด ไม่ยอมให้ใครสั่งใช้ และไม่ยอมรับธรรมวินัย จนในที่สุด พระพุทธเจ้าต้องให้พระอานนท์ทำพรหมทัณฑ์ คือ ปล่อยไปเป็นอิสระ ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย นี่เพราะจิตเขาเป็นปัจเจกฯ นั่นเอง

อาการที่ควรระวังหลังจากบรรลุปัจเจกธรรม 

๑)    เข้าป่าปลีกวิเวกไปอย่างโดดเดี่ยว อยากวิเวกไม่สนใจใคร ท่องไปสันโดษไม่ยุ่งเกี่ยวสมาคมกับใคร ไม่สนใจใคร ปรารถนาความเป็นอิสระเท่านั้น ไม่ชอบกรอบ ไมยอมก้มหัวอยู่ในระบบระเบียบ ไม่นิยมอยู่ร่วมกับสังคมมนุษย์ ชอบปลีกตัวอยู่อย่างสงบสงัดวิเวกเท่านั้น โดยส่วนมากจะเข้าป่าหรือถ้ำที่ลี้ลับหายไป

๒)    ดับขันธปรินิพพานไม่เกิน ๗ วัน หมดสิ้นความปรารถนาใดๆ ในโลกแล้ว ประกอบกับหาที่อยู่อาศัยบนโลกที่เหมาะสมกับตนไม่ได้ เช่น ไม่มีป่าเขาที่ลี้ลับอุดมสมบูรณ์พอที่จะอยู่อาศัย ก็จะละสังขารตายภายใน ๗ วัน พบได้ในกลุ่มคนที่ปฏิบัติธรรมเงียบๆ คนเดียว อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่ชัดแจ้งทุกประการแล้ว ประกอบกับมีทุกข์มาก เบื่อหน่ายในโลกีย์มาก ก็สามารถตรัสรู้เองแล้วละสังขารตายใน ๗ วันได้ นอกจากนี้ ผู้ตรัสรู้เองบางท่าน เมื่อไม่มีกิจไม่มีกรรมในโลกแล้ว ก็จะรับกรรมสุดท้าย คือ “ถูกฆ่าตายภายใน ๗ วัน” ก็มี ทั้งหมดนี้ เกิดด้วยอาการของการตรัสรู้เป็นปัจเจกฯ ทั้งสิ้น หากครูได้พบก่อนบรรลุธรรม และช่วยเขาจนบรรลุธรรมแล้ว เขาจะยอมก้มหัวยอมรับครู และไม่ละสังขารตาย

๓)    แบ่งภาคจิตให้จิตดวงเก่านิพพานไป เป็นการตรัสรู้ปัจเจกฯ แบบเฉพาะของพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีความปรารถนาช่วยสรรพสัตว์มาก โดยจะมีจิตสองดวง ดวงหนึ่งบรรลุปัจเจกฯ แล้วนิพพานไป แต่อีกดวงจะอยู่ครองกายสังขารนั้นๆ ต่อไป ซึ่งจิตดวงหลังที่ยังอยู่นี้ ได้แบ่งออกมาจากจิตดวงเก่าที่บรรลุปัจเจกฯ นั่นเองดังนั้น แม้จิตดวงเก่าเป็นปัจเจกฯ เพราะเหตุปัจจัยแวดล้อมส่งผลให้เป็นเช่นนั้น แต่ก่อนที่ดวงจิตที่บรรลุเป็นปัจเจกฯ จะนิพพานไป ดวงจิตนั้นจะแบ่งภาคจิตออกมาก่อน แล้วดวงจิตที่แบ่งภาคนั้นเอง จะพ้นความเป็นปัจเจกภูมิ เข้าสู่พุทธภูมิ คือ ปรารถนาช่วยสรรพสัตว์ได้อย่างแท้จริง แล้วอยู่เพื่อช่วยสรรพสัตว์ต่อไป

อาการเหล่านี้ ที่ต้องเข้าใจมากที่สุดคือ การละสังขารตายภายใน ๗ วัน ของพระปัจเจกฯ ซึ่งคนทั่วไปอาจไม่เข้าใจว่าทำไม บางท่านปฏิบัติธรรมเอง ไม่มีครู อยู่ๆ ก็ค่อยๆ ปลีกตัวแล้วตายไปเองอย่างลับๆ อนึ่ง หลายท่านที่ปฏิบัติธรรมเอง ไม่มีครู อ่านหนังสือเอาเอง ค้นคว้าเองยังมีอีกมากมายนัก ภาวะละสังขารตายภายใน ๗ วัน สามารถเกิดขึ้นกับท่านได้ หากปรารถนาจะฉุดช่วยสรรพสัตว์โดยครองร่างมีชีวิตต่อไป จะต้องพบครูและให้ครูช่วยขณะบรรลุธรรม ไม่เช่นนั้น ก็จะเข้าสู่ความเป็นปัจเจกฯ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น