รวมบทความเกี่ยวกับการฝึกลมปราณแบบวัชระตันตระยาน

รวมบทความเกี่ยวกับการฝึกลมปราณแบบวัชระตันตระยาน

มหาธรรม เรื่อง วัชระตันตระ วิถีเข้าสู่ธรรมเร็วลัดแบบจอมยุทธ์

ยานทั้งสามที่ถูกจำแนกตามหลักธรรมของลามะทิเบต คือ มหายาน เน้นบรรลุธรรมแบบรวดเร็วฉับพลัน เน้นเรื่องสุญตา จะอบรมอินทรีย์ห้าให้พร้อมก่อน ไม่มีการสอนธรรม เมื่อถึงวาระพร้อมก็ถ่ายทอดแบบจิตสู่จิตบรรลุทันทีไม่ทันเตรียมตัวเลย ยานต่อมาคือ ตันตระยาน ที่มุ่นเน้นมรรควิธีอันหลากหลาย เน้นวิธีการฝึกจิตแบบต่างๆ อันเหมาะสมกับจริตคนที่แตกต่างกันไป ทำให้โปรดสัตว์ได้มากขึ้น เพราะมหายานนั้น ช่วยคนได้น้อยคือเฉพาะคนที่มีบุญบารมีมากจริงๆ จึงจะบรรลุแบบฉับพลันได้ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ล้วนต้องอาศัยมรรควิธีมาเป็นพื้นฐานก่อนทั้งสิ้น ดังนั้น ตันตระยานจึงเข้ามาเสริม, แก้จุดอ่อนของมหายาน ยานต่อมาคือ วัชระยาน ซึ่งเป็นยานที่ไม่อาจทำลายได้ เนื่องจากตันตระยานมีข้อเสียคือ คนมักไม่เข้าใจกลวิธีอันแยบคายนั้น และมักถูกต่อต้านได้ง่าย แต่เมื่อบำเพ็ญวัชระยานแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดทำลายได้อีก ในการบำเพ็ญนี้ จะต้องพบ, ผ่านอุปสรรคต่างๆ นานา เช่น การธุดงค์, การอพยพจากที่เดิม, การท่องยุทธจักร เป็นต้น ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวคือ วัชระตันตระ อันเป็นวิถีผสมผสานของวัชระยานและตันตระยาน ดังนี้

วัชระตันตระ ฝึกยุทธ์แล้วตะลุยโลกแห่งความเป็นจริง

การบำเพ็ญธรรมแบบวัชระตันตระยาน คือ การอาศัยมรรควิธีของตันตระยาน ซึ่งง่ายและเหมาะสมกับคนหลายประเภท แตกต่างกันออกไป ทำให้โปรดคนได้จำนวนมาก ไม่แคบเหมือนมหายาน ผสมกับการใช้โลกแห่งความเป็นจริง เป็นเครื่องขัดเกลาเจียระไนบุคคลให้แข็งแกร่งประดุจเพชร คือ ใช้โลกแห่งความเป็นจริงนั้น เป็นโจทย์ในการฝึกจิตนั่นเอง โดยผู้ฝึกจะมาฝึกลมปราณก่อนเป็นพื้นฐาน (เริ่มจากตันตระยาน) เมื่อได้พื้นฐานแล้ว ก็ใช้ชีวิตจริงเป็นเครื่องขัดเกลาตน เป็นโจทย์ในการฝึกตน ผู้ฝึกปราณ จะพบปัญหาและอุปสรรคในชีวิตจริงมากมาย และนำเอาอุปสรรคเหล่านั้นมาเป็นเครื่องฝึกตน ทำให้ธรรมในตนพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เหมาะสมกับการบำเพ็ญธรรมของฆราวาส เมื่อผู้ฝึกเกิดทุกข์ขึ้น กำลังหาทางหลุดพ้นจากทุกข์นั้น ชนิดที่หาทางแก้ในทางโลกไม่ได้แล้ว กำลังยอมจำนนในปัญหานั้นแล้ว ทุกข์อยู่ และอยากหลุดพ้นทุกข์ เชื่อแล้วว่าทุกข์มีจริง ที่เราไม่อาจเอาชนะได้ กำลังยอมจำนนอยู่นั้นเอง อาจารย์สามารถใช้วิธีทางมหายาน คือ ใช้ภาวะสุญตาช่วยในการบรรลุธรรมเสียก็ได้ แบบนี้ จึงเป็นการผสมผสานได้เหมาะสม

การฝึกวัชระตันตระนั้นจะต้องทำอย่างไร

๑)   การฝึกลมปราณพื้นฐานเป็นเครื่องพัฒนากายและจิตใจ (ขั้นตันตระ)

ในขั้นนี้อาจารย์จะถ่ายทอดวิธีฝึกลมปราณแบบต่างๆ ให้ศิษย์เป็นพื้นฐาน เวลาทุกข์ หรือหมดแรงกายแรงใจก็สามารถดึงพลังลมปราณมาใช้ในการสู้ชีวิตต่อไปได้ ลมปราณที่ควรฝึกได้แก่ ลมปราณธรรมจักร, ลมปราณเก้าเอี๊ยง, ลมปราณไท่จี๋ (ไทเก๊ก) เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งจะผสมธรรมะของพระพุทธเจ้าไว้ เพื่อให้ตรงต่อนิโรธ เช่น ลมปราณธรรมจักร จะใช้เคล็ดการหมุนเหวี่ยงทิ้งไปสู่ความว่าง, ลมปราณเก้าเอี๊ยงจะใช้เคล็ด คือ หายใจเข้าเผาผลาญทุกข์ หายใจออกระบายทุกอย่างออกให้ว่างหมด, ลมปราณไท่จี๋ จะใช้เคล็ด คือ ย่อยสลายทุกสิ่งให้ไม่มีตัวตนของตน ไร้ตัวไร้ตน ไปสู่ความว่างเปล่า จึงตรงต่อนิโรธ 

๒)   การพบอุปสรรคในชีวิตแล้วนำมาพัฒนาจิตวิญญาณ (ขั้นวัชระ)

ในขั้นนี้อาจารย์จะให้ลูกศิษย์พัฒนาธรรมไปสู่ขั้นปฏิเวธด้วย ควบคู่กับการปฏิบัติ คือ ให้นำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาในชีวิตจริง ในขั้นตอนนี้ อินทรีย์ห้าของศิษย์จะพัฒนาขึ้น และจิตวิญญาณก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปด้วย บุญบารมีก็เพิ่มพูนขึ้นด้วยเป็นลำดับไป

๓)   การพบทางตันพบทุกข์จนยอมจำนนและพร้อมบรรลุธรรม (ขั้นมหายาน)      

เมื่อศิษย์พัฒนาตนเองโดยการเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง เอาการงานเป็นเครื่องพัฒนาจิตใจแล้ว ทำให้อินทรีย์ห้าแข็งแกร่งขึ้น, จิตวิญญาณพัฒนาขึ้น, จนถึงที่สุด ศิษย์อับจนหนทาง, พบทุกข์, ยอมจำนนแล้ว ก็ใช้การถ่ายทอดธรรมแบบจิตสูจิตจนบรรลุ

มหายาน เรื่อง การฝึกลมปราณพัฒนาจิตวิญญาณได้อย่างไร

ลมปราณกับจิตวิญญาณ (หรือกายทิพย์) นั้นสัมพันธ์กัน ลมปราณชนิดเทพก็อยู่ในกายทิพย์เทพ, ลมปราณชนิดอสูรก็อยู่ในกายทิพย์อสูร ในสังขารมนุษย์นั้น มีกายทิพย์หลายกาย หลายชนิดซ้อนๆ กันอยู่ สังขารมนุษย์จึงมีลมปราณอยู่หลายชนิด การฝึกลมปราณ จึงเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณ กล่าวคือ เมื่อลมปราณเปลี่ยนแปลง เช่น จากดำเป็นขาว ก็ส่งผลให้กายทิพย์เปลี่ยนแปลงได้ ก่อนกายทิพย์จะเปลี่ยนได้นั้นกายทิพย์เดิมจะสลายก่อน เรียกว่า “จิตวิญญาณสลาย” หรือ การ “ตายก่อนตาย” คือ จิตวิญญาณตาย แต่กายสังขารยังอยู่ คนจะไม่เป็นอะไร แต่จิตวิญญาณเปลี่ยนแปลง คิดและทำสิ่งใหม่ๆ เป็นต้น จากนั้น กายทิพย์หรือจิตวิญญาณใหม่จะเกิดขึ้น คือ เกิดแบบ “โอปปาติกะ” คือ กำเนิดเองโดยไม่ต้องจุติลงในครรภ์มารดา เป็นลักษณะเดียวกับการเกิดของพระพุทธเจ้า จากสังขารเจ้าชายสิทธัตถะ (ส่วนเจ้าชายสิทธัตถะกำเนิดจากครรภ์มารดา) ด้วย ลมปราณเป็นพื้นฐานของจิตวิญญาณ จึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาจิตวิญญาณ ดังจะอธิบายนี้

ลมปราณกลุ่มที่มีวิวัฒนาการสูง

เป็นลมปราณที่มีเฉพาะจิตวิญญาณขั้นสูง เช่น ลมปราณธรรมจักร, ลมปราณไท่จี๋ เป็นต้น การฝึกลมปราณแบบนี้ จะไม่มีทางสำเร็จ ถ้ามีจิตวิญญาณชั้นต่ำ แต่เมื่อใดก็ตามที่อดทน และยอมฝึกจนจิตวิญญาณภายในสลาย เกิดใหม่ เป็นจิตวิญญาณขั้นสูง ก็นับว่าสำเร็จได้ การฝึกลมปราณนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายไปที่กายสังขาร กล่าวคือ ไม่ได้เน้นไปที่ให้กายนั้น เหาะได้ เก่งวรยุทธ์ก็หาไม่ เพราะแบบนั้นทำให้หลงทาง นักพรตเต๋าโบราณฝึกลมปราณ ก็เพื่อการบรรลุธรรม แต่ภายหลังลูกศิษย์ ไม่อาจบรรลุธรรมได้ จึงนำการฝึกลมปราณไปสนองประโยชน์ทางโลกแทน เช่น เพิ่มพูนอิทธิฤทธิ์ เพิ่มกำลังภายใน แล้วใช้ลมปราณประหัตประหารกัน อย่างนี้ไม่ตรงทาง ในการฝึกลมปราณที่จะกล่าวต่อไปนี้ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดอิทธิฤทธิ์ทางกายเนื้อ ซึ่งจะใช้การฝึกเร็วลัดสั้นกว่าเพราะมุ่งตรงสู่การบรรลุธรรมเป็นสำคัญ โดยจะใช้ลมปราณสลายกายทิพย์ ให้เกิดใหม่ จนจิตวิญญาณดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

ลมปราณเก้าเอี๊ยง

สามารถพัฒนาจิตวิญญาณชั้นต่ำให้ขึ้นชั้นเทพได้ ทำให้จิตวิญญาณเป็นเทพ หรือสำเร็จการฝึกลมปราณเก้าเอี๊ยงในชั้นเทพนั่นเอง จากนั้น หากพัฒนาต่อไปก็ถึงชั้นโพธิสัตว์ ซึ่งสูงขึ้นไปอีก เมื่อพัฒนาต่อไปอีกก็ถึงชั้นยูไล คือ สำเร็จยูไลได้ด้วยการฝึกเก้าเอี๊ยงก็ได้ ทำให้มีพลังภายในมาก เป็นพลังสายร้อน ดังนั้น ลมปราณนี้จึงฝึกง่ายเหมาะกับทุกคน

ลมปราณไท่จี๋

สามารถพัฒนาจิตวิญญาณชั้นกลางให้ขึ้นชั้นเซียนได้ ข้อดีคือ ช่วยได้ทั้งมารและเทพ คือ ฝึกได้ทั้งสายดำและขาว แต่ต้องมีบุญบารมีมากหน่อย คือ ถ้าจิตวิญญาณอยู่ระดับอบายภูมิสี่ไม่อาจฝึกได้ (แต่เก้าเอี๊ยงฝึกได้ แม้นอนป่วยทรมานเหมือนตกนรกอยู่ก็ฝึกได้) การฝึกไท่จี๋ทำให้บรรลุอย่างต่ำเซียน อย่างกลางโพธิสัตว์ และสูงสุดคือพระยูไล

ลมปราณธรรมจักร

สามารถพัฒนาจิตวิญญาณชั้นสูงให้ขึ้นขั้นมหาโพธิสัตว์ได้ สูงสุดคือยูไล ข้อดีคือรวดเร็ว กว่าการฝึกแบบอื่น พลังธรรมจักรรุนแรงและรวดเร็ว สำเร็จเร็ว บรรลุเร็วแต่อันตรายในคนที่อินทรีย์อ่อน จึงเหมาะสมกับคนที่มีบุญบารมีมากพอควร โดยเฉพาะคนที่จุติมาจากชั้นสุขาวดี ลมปราณชนิดนี้ จึงเหมาะสมกับคนที่มีบารมี จึงโปรดคนได้น้อยกว่าชนิดอื่น

การฝึกลมปราณทุกชนิด มุ่งเน้นไปที่สลายกายทิพย์ภายใน ให้เกิดใหม่ เป็นเคล็ดลับการฝึกจิต บำเพ็ญธรรมแบบ “ไหมฟ้าปาฏิหาริย์” คือ ใช้การลอกคราบเปลี่ยนกายทิพย์ใหม่ไปเรื่อยๆ บารมีก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวตาย แต่ก็ควรรู้จักการพอประมาณ คือ ไม่สลายกายทิพย์ให้มากเกินไป จะทำให้ล้นเกินกำลังสังขารจะรับได้ และอาจส่งผลให้ป่วยตายได้ อนึ่ง จิตวิญญาณทั้งหลายมีที่สุดแห่งชาติ คือ ชรา, มรณะ การทำให้จิตวิญญาณภายในตนเองไปถึงที่สุดแห่งชาติ ไปสู่ชราและมรณะ เพื่อตายก่อนตาย จึงเป็นการทำให้หลุดพ้นจากชาติ ให้สุดชาติ ให้จบชาติ สิ้นชาติ พ้นการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง

มหาธรรม เรื่อง การดึงจิตวิญญาณเข้าออกและสลับจิตวิญญาณ

จิตในกายสังขารของคนมีมากกว่าหนึ่งดวง แตกต่างจากเทวดาที่จะมีจิตเพียงดวงเดียว ในคนมีจิตหลักๆ ๑ ดวงประจำกายสังขาร จึงเรียกว่าจิตสังขาร จิตดวงนี้จุติเข้าออกจากร่างกายไม่ได้ ถ้าจุติออกจากตำแหน่งเดิมเมื่อไรจะตายทันที ตำแหน่งที่จิตดวงนี้อยู่คือดวงแก้วธรรมกายประจำกายทิพย์นั่นเอง ส่วนจิตดวงอื่นๆ จะประสานเข้ากับวิญญาณขันธ์ เรียกว่า “จิตวิญญาณ” โดยจิตวิญญาณนี้ จะประสานเข้ากับการสังขารของเราอีกที หรือจรจุติออกไปทำกิจในโลกทิพย์ก็ได้ ที่เราเรียกว่า “มโมยิทธิ” ซึ่งหากจิตวิญญาณจรออกไปทั้งจิตวิญญาณ ไม่ได้ถอดกายทิพย์ไป จะถือเป็นมโนมยิทธิขั้นกลาง มีกำลังมาก ทำกิจได้มากกว่าการถอดกายทิพย์ไปเฉยๆ เพราะมีจิตตัวรับรู้ไปด้วย ดังจะเล่าต่อไปนี้

จิตวิญญาณซึ่งไม่ใช่จิตหลัก ซึ่งไม่ใช่จิตสังขารนี้ จะจรจุติไปมาในโลกทิพย์ก็ดี ทั้งยังสามารถแทรกเข้าในกายสังขารผู้อื่นได้ด้วย ในคนที่มีจิตหลักเป็นอวโลกิเตศวร จะมีจิตวิญญาณบริวารเป็นกุมารมากมาย กุมารเหล่านี้ จะแทรกเข้ากายสังขารของผู้คน แล้วคุมร่างกายมาหาอวโลกิเตศวรนั้น คนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยสามารถยอมรับนับถือกันได้เหมือนพ่อแม่ทีเดียว คือ ชาวบ้านคนใด หากถูกกุมารแทรก กุมารอาจคุมกายไปหาเจ้านายของเขา ซึ่งอาจเป็นพระที่มีจิตสังขารเป็นอวโลกิเตศวร นั่งทำน้ำมนต์ เรียกลูกๆ อยู่ก็ได้ เมื่อชาวบ้านเข้าไปก็เหมือนเด็ก พึ่งพาตนเองไม่ได้ เรียกหลวงพ่อๆ ช่วยหนูหน่อยเรื่อยไป อย่างนี้ มีเกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเพราะเป็นธรรมดาของสัตว์สังคมที่ต้องมีจ่าฝูง แต่ไม่ใช่เรื่องดีที่ควรหลงแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและยอมรับความจริง

จิตวิญญาณบริวารบางอย่างแรงมาก เช่น จิตวิญญาณที่เป็นสัตว์นรก เป็นบริวารขององค์กษิติครรภ์ พวกเขาจะขึ้นมาจากนรกได้ด้วยบารมีของพระกษิติครรภ์ เมื่อผู้ใดบำเพ็ญบารมีได้กษิติครรภ์แล้ว พวกเขาจะได้รับการปลดปล่อยให้ขึ้นมา สัตว์นรกจะแทรกเข้ากายสังขารของมนุษย์ และนำพาโรคภัยต่างๆ มาให้แก่มนุษย์ ทำให้มนุษย์ต้องทรมานด้วยโรคต่างๆ ไม่ต่างจากสัตว์นรกที่ถูกทัณฑ์ทรมาน เมื่อนั้น พวกเขาจะหาที่พึ่งทางใจ ก็จะไปหาคนที่มีจิตเป็นกษิติครรภ์ในที่สุด สำหรับจิตวิญญาณที่นำโรคภัยมานี้ แก้ไม่ยาก แต่ไม่ได้หมายถึงจะหายจากโรคนะ เพราะคนเราทุกคนมีกรรมต้องรับทั้งนั้น โรคมีได้ แต่ไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับสัตว์นรก โรคมีก็มีไป แต่ชีวิตก็ดำเนินอยู่ได้เหมือนปกติ โดยเราโปรดจิตวิญญาณดวงนี้ ให้พ้นนรก คือ การถือศีล และทำบุญอุทิศให้เขา  

ในพระลามะ จะมีดวงจิตมากมายจรไปมาในกายสังขารของท่าน เมื่อท่านละสังขาร ถ้าเป็นพระลามะองค์สำคัญ จิตดวงสุดท้ายจะจรไปจุติเป็นเด็กใหม่ (สำหรับท่านที่ฝึกวิชชาเฒ่าทารก) พวกลามะด้วยกันจะตามหาว่าจิตวิญญาณดวงนั้นไปเกิดเป็นใคร ก็สามารถตามพบได้ แท้แล้ว จิตวิญญาณนั้น จรจุติออกทั้งก่อนตายและเมื่อตายแล้ว ดังนั้น ลามะ บางท่านโปรดจิตวิญญาณของตนบางดวงแล้ว จิตดวงนั้นจรจุติไปเป็นคนก่อน ทั้งๆ ที่ท่านยังไม่ตาย ทำให้มีกายสังขารมากกว่าหนึ่งกาย จากนั้น จิตดวงอื่นๆ ยังจรจุติไปมาระหว่างกายสังขารทั้งสองกายได้อีกด้วย คือ สลับจิตวิญญาณไปมานั่นเอง แต่ปกติไม่ค่อยทำกัน นอกจากมีความจำเป็นจริงๆ สิ่งนี้เกิดได้ในลามะที่ฝึกวิชชาขั้นสูงขึ้นไปอีก ท่านจะให้จิตบางดวงของท่านไปเกิดเป็นคนใหม่ มีกายสังขารรอไว้ก่อน แล้วโปรดจิตวิญญาณอีกดวงให้มีปัญญามากๆ จรจุติเข้าไปเสริมอีก ก่อนที่จะละสังขาร ก็จะสามารถถ่ายทอดกิจสำคัญต่างๆ ให้เด็กคนนั้นได้ เช่นนี้ สายธรรมของท่านก็ไม่ขาดสายไป

ในพระลามะที่มีวิชชาสายตันตระที่สูงมากๆ ทำได้ถึงขนาด สลับปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณในกายสังขารของคนอื่นๆ เช่น พระราชาที่โหดร้าย สามารถถูกวิชชาสลับจิตวิญญาณทำให้กลายเป็นคนใหม่ได้ อนึ่ง ผลจากการทำสิ่งนี้ ทำให้เกิดกรรมมาก พระลามะที่มีวิชชานี้จะไม่ค่อยนิยมทำกัน นอกจากจำเป็นจริงๆ และจะเก็บวิชชานี้ไว้เป็น “วิชชาลับ” ด้วย ที่เขียนไว้เพื่อเตือนท่านว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดมีอยู่จริง ขอไม่เล่ามากเกินไปมากกว่านี้

มหาธรรม เรื่อง การโปรดสัตว์ของผู้มีบุญบารมีไม่จำเป็นต้องทำอะไร

ผู้มีบุญบารมีไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าจักรพรรดิ ไม่จำเป็นต้องมีพระสังฆราช ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย เขาเพียงทำให้จิตวิญญาณภายในของเขาคงสภาพที่เหมาะสมก็พอแล้ว เช่น ให้จิตวิญญาณชั้นนอกสุดของเขาคงสภาพอยู่ที่กายเมตตรัยโพธิสัตว์เท่านี้ กรรมก็จะดึงเหล่าเทพลงมาช่วยเหลือทำกิจต่างๆ เอง แต่ถ้าวันใดการปฏิบัติธรรมของเขาย่อหย่อนลง มีจิตวิญญาณดวงอื่นมาครอบทับภายนอกสุดได้ เช่น กุมารเข้ามาแทรกแล้วกลายเป็นกายทิพย์ชั้นนอกสุด พลังในการดึงเทพเข้ามาช่วยประเทศก็จะลดลงทันที ทำให้เกิดระลอกกรรมของกุมารแทน (วิบากกรรมจะเข้ามาตามกายทิพย์ชั้นนอกสุด)

เหตุที่ผู้มีบุญบารมีไม่ต้องทำอะไรนั้น เพราะท่านทำมามากแล้ว มีบุญบารมีมากแล้ว และถ้าทำไปอีก บริวารจะไม่มีบุญบารมีมากพอที่จะเอื้อมถึงท่านและท่านจะต้องห่างไกลจากบริวาร ทำให้โดเดี่ยว ไม่สามารถทำกิจได้ เพราะขาดทีมงาน ดังนั้น งานของท่านคือการอยู่เฉยๆ แล้วรักษาธรรมภายในไว้ให้คงที่ก็พอ พยายามไม่ให้ศัตรูทางโลกทิพย์ นำพาจิตวิญญาณดวงอื่นๆ เข้ามาแทรกเข้า ทับสวมรอย หรือครอบขันธ์ของท่านได้ก็พอ แค่นี้ ท่านก็มีพลังบุญบารมีดึงเอาจิตวิญญาณที่เป็นบริวารในโลกทิพย์มากมายเข้ามาช่วยโลกแล้ว หากผู้มีบุญบารมีผู้นั้นคิดจะทำอะไรมากไป ก็จะถูกขัดขวาง ยิ่งช่วย คนที่ช่วยยิ่งถูกทำร้ายจากเจ้ากรรมนายเวร เพราะพวกเขามีกรรมอยู่ ต้องรับนั่นเอง นอกจากนี้ ผู้ให้การช่วยเหลือก็จะโดนเล่นงานไปด้วย เพราะฝืนธรรมชาติของการบำเพ็ญ จะทำสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าสำเร็จเป็นบุญบารมี ก็ไกลจากบริวารทั้งหลายไปอีก ดังนั้น จึงอยู่เฉยๆ ก็พอ    

มีคำทำนายของพระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า “พระศรีอาริยเมตตรัย จะทรงกระทำ โดยไม่กระทำ” นี่คือ คำอธิบายว่าทำไมท่านต้องไม่ทำอะไร ทำอะไรไม่ได้ จะต้องไม่กระทำ เพราะเหตุนี้เอง ยิ่งท่านทำ ท่านยิ่งโดดเดี่ยว ไม่มีใครเอื้อมถึงท่านได้เลย ถ้าท่านทำดี ท่านสูงขึ้น บริวารเอื้อมไม่ถึง ถ้าท่านทำเลว กรรมเลวดึงท่านต่ำลง ท่านก็จะดึงบริวารในภพภูมิต่ำๆ ขึ้นมา โลกก็มีภัยอีก ดังนั้น ท่านจึงทำเพียงชำระธรรมภายในของตนเองให้คงที่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ให้ถูกอะไรครอบหรือแทรกเข้ามาได้ เพียงเท่านั้นเอง

ในประเทศไทยนั้นมีระลอกกรรมต่างๆ เข้ามาอยู่มากมาย ให้ท่านสังเกตดู บางช่วงโรคระบาดจะเข้ามา คนจะป่วยกันจำนวนมาก ให้ทราบว่าอาจมีผู้มีบุญบารมี บำเพ็ญบารมีได้กายทิพย์กษิติครรภ์อยู่ชั้นนอกสุด ทำให้บริวารต้องเสวยวิบากกรรมเช่นนั้น แต่บางช่วง โรคระบาดก็หายไปเสียเฉยๆ เสียอย่างนั้น อนึ่ง สัตว์ทั้งสามภพนี้เท่าเทียมกันและสมควรได้รับการโปรดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรก หรือเทพเทวดา แต่จิตวิญญาณแต่ละดวงมีกิจมีหน้าที่ของตน บางครั้ง จิตของพระศรีอาริยเมตตรัย ถูกจิตของพระกษิติครรภ์ครอบไว้ ให้บำเพ็ญเป็นกษิติครรภ์ ช่วยบริวารขององค์กษิติครรภ์ก็มี เรียกว่าหลอกใช้งานกันดื้อๆ เลยก็มี ในโลกทิพย์นั้นก็มีแต่ผี ขึ้นชื่อว่าผีไม่ว่าอยู่สวรรค์ชั้นไหน ก็หลอกเก่งทั้งนั้น ผีชั้นต่ำรูปร่างน่าเกลียดอาจหลอกให้ตกใจกลัว แต่ผีชั้นสูงอยู่สวรรค์ชั้นบน ก็หลอกใช้งานมนุษย์ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่งาน ไม่ใช่กิจของมนุษย์เลย แต่ท่านทั้งหลายนั้นก็อ้างว่าเป็นเพราะกรรมของมนุษย์เอง (ซึ่งก็ใช่) ที่ต้องถูกหลอกให้ไปทำกิจชดใช้กรรม ชำระอย่างไม่ใช่ตนเองอย่างนั้น มีคนทรงมากมาย ถูกครอบ ถูกหลอก ให้คิดว่าตนเองเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น เป็นพระอดีตราชาที่ยิ่งใหญ่ เป็นต้น ล้วนถูกหลอกทั้งสิ้น การเสวยวิบากกรรมนั้น เราไม่จำเป็นต้องเสวยไปตลอดทั้งชีวิต กรรมแต่ละอย่าง เราเสวยแบบผ่อนส่งก็ได้ คือ ชาตินี้เราเกิดมามีอายุขัยไม่ถึงร้อยปี เขารับกรรมบางส่วนแล้ว เจรจากับเจ้ากรรมนายเวร ว่าเราสำนึกผิดแล้ว ขอรับวิบากกรรมเท่านี้ก่อน เพื่อผ่อนชำระชดใช้กรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวรท่านอื่นๆ บ้าง ก็สามารถทำได้ ดังนั้น เราควรรู้ประมาณตน ว่าอะไรที่พอดี กลางกับตน ไม่มากไม่น้อยไปสำหรับตน ไม่ใช่ถูกผีหลอกให้รับวิบากกรรมหนึ่งๆ ไปทั้งชาติ อย่างนี้ก็ไม่ได้ทำกิจอันควรทำของตนแล้วต้องนั่งนอนทรมาทรกรรม กับวิบากกรรมต่างๆ ที่เขาอัดเข้าใส่เราไม่จบไม่สิ้นได้ อันนี้เราต้องฉลาดในการผ่อนชำระรับกรรมด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น