รวมบทความธรรมปฏิเวธ ถามตอบ ชุด ศาสนาในโลกมีเพียงหนึ่งเดียว
| ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง ศาสนาในโลกมีเพียงหนึ่งเดียว
ถาม : ศาสนาในโลกมีกี่ศาสนา ตอบ : สมมุติศาสนาในโลกมีมากมาย เช่น พุทธ, คริสต์, อิสลาม, พราหมณ์ฮินดู ฯลฯ แต่วิมุติศาสนามีเพียงหนึ่งเดียวคือ “พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ที่ไม่มีลัทธิและนิกายใดๆ” ในปัจจุบัน วิมุติศาสนามีคนเข้าถึงได้น้อยมาก ไม่แน่ใจว่าทั่วโลกตอนนี้ จะถึงร้อยคนหรือไม่ เพราะชาวพุทธส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่ในวิมุติศาสนา แต่อยู่ในสมมุติศาสนาเท่านั้น คือ ไม่ถึง ๑% ของชาวพุทธปัจจุบัน ที่ได้เข้าถึงพุทธศาสนาที่แท้จริง อย่างพระหลายรูปที่ปฏิบัติชอบสอนคนได้ถูกต้อง พอทำตัวเป็นหัวหน้าเท่านั้น ก็ขาดเลย ไม่นับเป็นวิมุติศาสนาอีก ด้วยวิมุติศาสนานั้น มีศาสดาหนึ่งเดียว นอกนั้นเป็นสาวกที่เท่าเทียมกันทั้งสิ้น ถ้าใครไปทำตัวเหนือคนอื่น เป็นผู้นำเขา ก็เข้าข่ายออกนอกพุทธศาสนาที่แท้จริงไปแล้ว กลายเป็นลัทธิหรือนิกายหนึ่งๆ เท่านั้น อย่างปัจจุบัน เราก็มีพระที่อยู่ในลัทธิและนิกายต่างๆ ที่มีความรู้ทางพุทธศาสนามาก สอนธรรมได้ถูกต้อง แต่ไม่ได้นิพพานกันนะ เพราะผู้นำก็ไม่เอานิพพาน คนที่ไปรับการสอนมีกรรมพัวพันกันอยู่ ก็พาไม่ได้นิพพานตามๆ กันไปด้วย ถาม : ทำไมโลกต้องมีศาสนาเดียว ตอบ : เพื่อความเป็นเอกภาพของมวลสัตว์ จึงต้องให้มีวิมุติศาสนาเดียว แต่สมมุติศาสนานั้นมีมากได้ ปัจจุบันโลกมีสมมุติมากขึ้น ซับซ้อนขึ้น การจะทำลายสมมุติก็จะกระทบต่อสัตว์จำนวนมาก การทำลายสมมุติจึงเป็นการทำลายเชิงความเข้าใจแทน คือ ทำลายความไม่เข้าใจให้หมดสิ้นไปเพื่อให้เข้าใจถึงความจริงแท้ ดังนั้น เราจึงไม่มีแนวคิดที่จะให้ทำลาย ศาสนาใดๆ ของใคร สมมุติศาสนาที่ชาวโลกสร้างขึ้นเพ่อเกื้อกูลโลก เราก็ปล่อยไป แต่เราทำลายเพียงความเข้าใจผิดใน “วิมุติศาสนา” เท่านั้น ทุกอย่างก็ยังคงเดิม เมื่อสัตว์ตนใดต้องการหลุดพ้นอย่างแท้จริง ได้ทราบข่าวสารที่เราแจ้งนี้ เขาจะเพียรพยายามจนพบ “วิมุติศาสนา” หรือ “พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ที่ไม่มีลัทธิหรือนิกายใดๆ” เอง เฉกเช่นที่ผู้เขียนเองได้พบเจอมาแล้ว แต่ได้ปฏิเสธไป จึงไม่ได้เป็นสายธรรมของพุทธแท้นั้น และต้องเผยแพร่ธรรมอย่างลับๆ เหมือนท่านเล่าจื้อ เพื่อโปรดสัตว์ให้ทราบถึงความจริงนี้ ถาม : วิมุติศาสนาเป็นอย่างไร? ตอบ : เป็นศาสนาที่มี “ศาสดา” และ “สาวก” โดยศาสดาเป็นผู้ตรัสรู้นำพาสรรพสัตว์ถึงนิพพานได้จริง ทั้งนี้ศาสดาจะมีเพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง ไม่มีรองหัวหน้า ไม่มีสังฆราช ไม่มีเจ้าอาวาสใดๆ สาวกนับว่าเท่าเทียมกันหมดไม่มีใครเหนือใครเลย ขนาดพระราชาและยาจกมาบวชด้วยกัน ก็โดนโกนผมออกหมดเหมือนกัน ไพร่ทาสบริวารจะมาดูแลรับใช้ ก็ไม่ได้ ดังนี้ ศาสนาพราหมณ์ก็ไม่มีศาสดาอยู่แล้ว ศาสนาคริสต์นั้น พระเยซูก็ไม่ได้ตรัสรู้เองแต่รู้ได้ด้วยการสื่อกับพระเจ้า ศาสนาอิสลาม พระนบีมูฮัมหมัดก็ได้ความรู้จากพระเจ้า ได้มาจากพระคัมภีร์ ศาสนาอื่นๆ ที่มีตำแหน่ง “ศาสดา” นั้นตั้งตามแบบพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น เมื่อก่อนนั้น มีแต่วรรณะพราหมณ์ซึ่งไม่มีใครเหนือใคร ทุกคนในประเทศนั้นๆ ต้องขึ้นกับพระราชาทั้งสิ้น จะขึ้นกับคนอื่นไม่ได้ จนเมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นบนโลก ท่านเป็นผู้ริเริ่มที่จะไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของพระราชา อยู่เองอย่างอิสระและพระราชาทั้ง ๗ แว่นแคว้นให้การยอมรับในสถานภาพนั้นๆ พราหมณ์เหล่าอื่น ตระกูลใด ไม่มีใครทำได้หรอก บ้างก็ไปเป็นบริวารพระราชาให้พระราชาเลี้ยงดู, บ้างก็ปลีกวิเวกอยู่เองต่างหากในป่า ถ้าไปทำตัวเป็นผู้นำมากๆ เข้า ทั้งๆ ที่ไม่ใช่พระราชา ก็ตาย เหมือนพระเยซูเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณคนจำนวนมากเข้า พระราชาระแวงพวกพราหมณ์ก็ยัดเยียดข้อหาให้ตายเสียจะได้ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ในโลกนี้ นอกจากพระพุทธเจ้าที่มีอิสระอยู่ได้เองจริงๆ แล้วก็มีแต่ต้องเป็นพระราชาจ๊ะ ซึ่งทีแรกพระเจ้าก็ให้พระเยซูมาเป็นกษัตริย์ของชาวยิว เมื่อท่านไม่ยอมเป็นกษัตริย์ พระเจ้าเองนั่นแหละที่ประทานความตายมาให้พระเยซู ถาม : ศาสนาเชนก็มีศาสดา ไม่นับเป็นวิมุติศาสนาหรือ? ตอบ : เรื่องธรรมะ เรื่องสัจธรรมนั้นเป็นสากล เป็นสิ่งพื้นฐานอยู่แล้ว เข้าถึงกันได้หมดไม่ว่าจะศาสนาใด แต่จะนับว่าเป็นวิมุติศาสนาหรือไม่ต้องพิจารณาองค์ประกอบให้ครบด้วย เช่น ศาสดา ต้องมีความเป็นผู้นำ เป็นอิสระ ไม่ขึ้นอยู่กับใครได้อย่างแท้จริง ในสมัยพุทธกาลนั้น มีแต่วรรณะพราหมณ์ยังไม่มีศาสนา ก็มีพระพุทธเจ้านี่แหละ ที่แหวกแนว เอาตัวเองและสาวกออกมาจากวรรณะทั้งสี่ได้หมด เป็นอิสระอยู่ร่วมกับคนเขาได้ โดยที่พระราชาทั้ง ๗ แว่นแคว้นให้การยอมรับทั้งหมด แต่ไม่มีพราหมณ์เหล่าอื่นใดเลยที่สามารถทำได้อย่างนี้ อย่างเชนนั้น สมัยพุทธกาล ก็คือ พราหมณ์ตระกูลหนึ่งเท่านั้น ไม่มีความสามารถที่จะนำพาตนเองและบริวารออกอย่างอิสระนอกเหนืออำนาจของกษัตริย์ได้เลย แต่ต้องขึ้นอยู่กับกษัตริย์แคว้นหนึ่ง ต้องยอมเขา สอนอะไรที่เป็นแบบของตนเองแล้วขัดแย้งกับวรรณะกษัตริย์เขาก็ไม่ได้ ต้องประจบ เอาใจฆราวาส ต้องพูดคล้อยตามกษัตริย์ไป ยังอยู่ในระบบวรรณะอยู่เลยซึ่งระบบวรรณะเป็นกลไกลการปกครองของกษัตริย์โบราณเขาเมื่อหลังจากพระพุทธเจ้าสร้างศาสนาแล้ว จนระบบวรรณะล่มสลายไปหมด เพราะการสร้างแบบอย่างความเป็นอยู่อย่างเท่าเทียมกันนี้เอง จึงทำให้ศาสนาอื่นๆ เกิดขึ้นมาได้ ทำให้พราหมณ์เหล่าอื่นๆ ตั้งตน ตั้งตัว บ้างก็ตั้งศาสดาขึ้นมาเองภายหลัง นี่ถึงได้บอกว่าเป็น “สมมุติศาสนา” เพราะไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติได้จริงของคนจริงๆ แต่มาอาศัยจังหวะโอกาสที่โลกเปลี่ยนแปลง ขั้วอำนาจเปลี่ยนแปลง จึงมาประกาศกันเองภายหลังว่าตนมีศาสนานั้นนี้ แม้แต่ศาสนาคริสต์เอง ศาสดาก็ถูกจับไปฆ่า ต้องรอจนพวกกษัตริย์เก่าๆ สิ้นอำนาจลง สาวกรุ่นหลังๆ ก็มาประกาศตั้งเป็นศาสนากัน ถึงบอกว่าไม่ใช่ของจริงไง ใครอยากพิสูจน์ก็เอาเลยประกาศตนเองเลยว่าตนอยู่นอกเหนืออำนาจใดๆ ทางโลก เป็นอิสระแล้ว ไม่ได้อยู่ในกฎระเบียบ, กฎหมายทางโลกใดๆ ผมรับรองว่า “ถูกจับ” หมดทุกศาสนานั่นแหละ ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ พุทธศาสนาที่แท้จริง แต่จะอยู่ได้ต้องรอพระธรรมราชามารองรับสถานภาพด้วยนะ ถ้ายังไม่มีพระธรรมราชามาช่วยให้ ก็ประกาศไม่ได้ โดนจับเข้าคุกแน่นอน ไม่เชื่อลองดูสิ แล้วท่านจะได้รู้ว่าที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน เพราะประกาศศาสนาว่าปลดปล่อยคนให้พ้นจากทาส เป็นพระบุตร อยู่นอกธรรมบัญญัติ (Law) นั้น เป็นมีรสชาติเป็นอย่างไร ได้ข้อหา “กบฏ” แน่นอน แต่คุณทราบไหมว่าพระพุทธเจ้าประกาศอย่างนี้ และทำตัวอย่างนี้ มาตั้งแต่พุทธกาลแล้ว ท่านโดนพวกพราหมณ์เล่นงานก่อนช่วงแรกๆ ข้อหาคือ “ไม่เคารพ ไม่ลุกรับ ไม่ไหว้ พราหมณ์ที่อาวุโสกว่า” นี่โดนหนักมาก แต่ท่านก็ผ่านได้ ไม่ใช่แค่นี้ วรรณะกษัตริย์โบราณเล่นท่านอีก ข้อหา “หลอกลวงเอาพระราชบุตรไปบวช ทำให้สูญเสียผู้สืบราชตระกูล” คงไม่ต้องอธิบายนะ ว่าใครเล่นกับท่านข้อหานี้ เราถึงได้มีกฎว่าก่อนบวชต้องขออนุญาตบิดาถึงปัจจุบันนี้ ที่จริง ในสมัยโบราณนั้น วรรณะกษัตริย์เล่นงานพระพุทธเจ้าหนักมาก แต่เขาไม่บันทึกเอาไว้ ก็เท่านั้น ใครอยากรู้ อยากลองก็เอาสิ ทำตามเลย รับรองได้รู้แน่นอนว่าข้อหา “กบฏ” เป็นอย่างไร ถาม : แล้วสมมุติศาสนาในทางปรมัตถ์นั้น นับเป็นอะไร? ตอบ : นับได้เพียงมรรควิธีในการดำรงชีพของมนุษย์อย่างหนึ่ง รูปแบบหนึ่งเท่านั้น ถ้าจะอยู่ในศาสนาที่แท้จริง เขาก็ต้องเข้าถึงวิมุติศาสนา ได้พบพระรัตนตรัยที่แท้จริง ได้พบผู้บรรลุมรรคผลจริงที่เอานิพพานด้วยนะ ที่ไม่เอานิพพานเป็นพระโพธิสัตว์นั้น ก็ยังไม่นับว่าอยู่ในศาสนาที่แท้จริง อยู่ภายใต้กฎหมายกันทั้งนั้น ใครอยู่ประเทศไหน ก็ต้องยอมอยู่ใต้รัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆ ไป ไม่มีใครเก่ง เจ๋ง จริง กล้าประกาศตนอยู่นอกระบบได้แบบพระพุทธเจ้าหรอก คนที่อยู่ในพุทธศาสนาที่แท้จริง ได้รับการรับรองทั้งทางโลกและทางธรรม ไม่ต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายใดๆ ก็อยู่ได้ เพราะท่านมีวิถีชีวิตที่ไม่รบกวนทางโลกเขา จึงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีกฎหมายอะไร มีแต่ธรรมวินัยก็อยู่ได้แล้ว ร่วมโลกกับคนอื่นเขาได้โดยไม่มีปัญหา แบบนี้ ถึงเรียกว่าศาสนาของจริง นอกนั้นเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นเกื้อกูลทางโลก เป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอิสระแท้ ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง ศาสดาแท้มีแค่หนึ่งเดียว ถาม : ศาสดาในโลกยุคนี้มีกี่ท่าน? ตอบ : ถามกลับนะ ถ้ามีใครคนหนึ่งมีอิทธิพลเหนือเราอยู่ เราเรียกว่าเป็นศาสดาได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม เราต้องนับว่าเป็นสาวกเท่านั้น เพราะเราอยู่ใต้อิทธิพลของเขา ทีนี้ ลำดับสองดูว่าเราเองมีหมู่คณะที่นับถือเรา เป็นสาวกของเรามากพอที่จะเรียกว่าเป็นศาสนาได้ไหม ถ้าไม่มี ก็ไม่นับเป็นศาสดา ดังนี้ ท่านเหล่าจื้อก็บรรลุธรรมแล้วแต่ประกาศธรรมตั้งตนเป็นศาสดาไม่ได้ ต้องหลบหายไปในป่านั่น, พระเยซูก็บรรลุธรรมแล้ว แต่พอประกาศธรรม ก็ถูกเขาจับไปฆ่าบนไม้กางเขนเสีย ไม่ทันได้สร้างองค์กรที่มากพอจะเรียกว่าเป็นศาสนาได้ สาวกท่านมีไม่ถึงยี่สิบคนกระมัง ถูกจับไปฆ่าหมดเลย แล้วจะเรียกว่าท่านได้สร้างศาสนาได้อย่างไร เมื่อกล่าวไม่ได้ว่าท่านสร้างศาสนา เพราะในช่วงที่มีชีวิตอยู่นั้น ท่านเองก็ถูกเขาทำลายองค์กรและชีวิตก็ไม่รอดเหลือดังนี้ จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นศาสดา แล้ววรรณะพราหมณ์ทั้งหลายในอินเดียนั่นเล่า ไม่มีพราหมณ์ตระกูลใดเลยที่ออกจากระบบการปกครองของวรรณะกษัตริย์ อยู่อย่างอิสรเสรีภายใต้ธรรมวินัยของตนเองได้ ศาสนาเชนนั้น เดิมก็อยู่ใต้ระบบการปกครองของกษัตริย์อยู่แล้ว อยู่ในวรรณะพราหมณ์ ดังนี้ แม้ศาสดาเองก็ไม่ได้หลุดพ้นจากระบบนั้น อยู่ใต้ระบบ ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นศาสดา คำว่า “ศาสดา” นั้น เกิดจากความไม่เข้าใจความหมายของศาสดาที่แท้จริง แล้วสาวกที่นับถือตามๆ กันมา ก็มาตั้งความเป็นศาสดากันเองภายหลังทั้งนั้น ดังนี้ จึงมีแต่พุทธศาสนาเท่านั้น ที่มีพระพุทธเจ้า กล้าอยู่นอกระบบการปกครองใดๆ แล้วมีธรรมวินัยปกครองของตนเอง โดยพระราชา ๗ แว่นแคว้นให้การยอมรับสถานภาพนี้ นอกจากนี้ จึงนับเป็น “ศาสดาเถื่อน” เพราะไม่มีพระราชาองค์ใดเลย ที่ให้การรับรองความเป็นศาสดาแก่ท่าน ท่านไปตั้งตนเอาเอง มีพระเยซู ที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระราชาให้เป็น “กษัตริย์ของชาวยิว” ซึ่งจารึกไว้บนมงกุฎหนามนั้น พวกปุโรหิตบอกให้กษัตริย์ผู้นั้นเอาออก แต่ท่านก็ไม่ยอม นี่คือ ท่านยอมรับสถานภาพกษัตริย์ของชาวยิว ของพระเยซู แต่ไม่ได้ยอมรับพระเยซูในฐานะของ “ศาสดา” องค์หนึ่งแต่อย่างใด ถาม : แล้วศาสดาในศาสนาอื่นๆ สถานภาพที่แท้จริงเราควรเรียกว่าอะไร? ตอบ : พระเจ้าให้พระเยซูลงมาเป็น “กษัตริย์ของชาวยิว” แต่พระเยซูไม่ต้องการ ท่านจึงต้องตายบนไม้กางเขน สิ่งนี้พระเยซูรู้ก่อนแล้ว แต่ท่านไม่ได้บอกสาเหตุที่ท่านยอมตายบนไม้กางเขน ท่านบอกพระสาวกแต่เรื่องที่ท่านจะต้องขึ้นไม้กางเขนนั้น พระเจ้าสัญญาให้แผ่นดินแก่ชาวยิว แต่ต้องให้พระเยซูเป็นกษัตริย์ สิ่งนี้ ทำให้ชาวยิวที่ไม่มีแผ่นดินของตนเองต้องปวดร้าวและชาวยิวกลุ่มหนึ่ง คิดจะให้ได้แผ่นดินของตนเพื่อปกครองตนเอง ดังนี้ สถานภาพของพระเยซูจึงไม่ใช่ศาสดา และไม่ทันได้เป็นกษัตริย์ ท่านก็ตายก่อน แต่ก่อนตายนั้น กษัตริย์สมัยนั้นคงเข้าใจเรื่องนี้ดี เขาจึงได้จารึกบนมงกุฎของพระเยซูว่า “เยซู กษัตริย์ของชาวยิว” มีบันทึกไว้ชัดเจนในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระเจ้าให้พระนบีมูฮัมหมัดมาเป็นกษัตริย์ของชาวอิสลามแต่พระนบีมูฮัมหมัดไม่ต้องการให้คนต้องทำสงครามเข่นฆ่ากันตายมากมาย ท่านจึงเลือกทางสันติ ก็คือ พาบริวารของท่านไปยังดินแดนแห่งใหม่เสียแต่สิ่งนี้กลับทำให้ชาวอิสลามจำนวนมากไม่มีแผ่นดินของตนเอง ทำให้บริวารกลุ่มหนึ่งของท่าน คิดทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ได้แผ่นดินอยู่ตามพันธะสัญญาของพระเจ้าที่ให้ไว้นั้น ทว่า ถามว่าถ้าไม่มีพระนบีมูฮัมหมัดเป็นกษัตริย์แล้ว ชาวอิสลามจะได้แผ่นดินของตนเองหรือไม่ สุดท้ายแล้ว ก็เกิดแผ่นดินที่มีชาวอิสลามเป็นใหญ่ขึ้นมาจนได้ ก็คือ “ปากีสถาน” ที่เกิดจากชาวอิสลามรวมตัวกันแยกออกจากอินเดีย ท่านเหล่าจื้อ บรรลุธรรมแล้วเข้าใจนัยยะนี้ทั้งหมด จึงไม่ได้ตั้งตนเป็นศาสดา แม้แต่ตอนอยู่ในท้องก็ถูกเก็บตัวไว้ถึง ๘๐ ปี รอให้พระพุทธเจ้าทำกิจจบก่อนจึงคลอดออกมาได้ ส่วนศาสนาอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึงเลย สมัยพระพุทธเจ้าอยู่ยังเป็นลัทธิเดียรถีย์ด้วยซ้ำ อยู่ได้ด้วยการประจบคฤหัสถ์ คือ ถ้าไม่ประจบกษัตริย์ก็ต้องถูกฆ่าตายหมด นี่จึงไม่นับเป็นศาสดา ถาม : เคยทราบมาว่าชาวยิวมีศาสนาของตน แต่ไม่นับถือพระเยซูเป็นศาสดา ตอบ : ถูกต้องเพราะตามพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าจะส่งมนุษย์ผู้หนึ่งลงมาแล้วให้แผ่นดินแก่ชาวยิว ให้มนุษย์ผู้นี้ปกครองชาวยิวซึ่งก็คือพระเยซู แต่ปัญหาคือพระเยซูไม่ต้องการเป็นกษัตริย์ ท่านจะเป็นศาสดา นี่คือ สาเหตุที่ท่านต้องตาย และชาวยิวอีกจำนวนมาก จึงไม่นับถือว่าท่านเป็นศาสดา เพราะผิดหวังที่ท่านไม่ยอมเป็นกษัตริย์ อันส่งผลให้ชาวยิวไม่มีแผ่นดินอยู่ของตนเองมาถึงทุกวันนี้ และชาวยิวอีกกลุ่มใหญ่ กำลังก่อการอย่างเงียบๆ เพื่อให้ตนได้รับแผ่นดินตามพันธะสัญญาเดิมของพระเจ้านั้น เคยได้ยินไหมคำว่า Illuminati, New world order, Freemason ฯลฯ คนเหล่านี้ ยังใช้พระคัมภีร์เก่า และต้องการแผ่นดินตามพันธะสัญญา มีอิทธิพลมากในโลกใบนี้ แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้มา ถ้าไม่ได้พระเยซูไปปกครองพวกเขา ตามพันธะสัญญานั้น ซึ่งเขากำลังหาคนในตำนานที่เรียกว่า Messiah แต่เขาได้ปั้นไว้แล้ว ก็คือ Obama พวกเขาคิดว่าคนๆ นี้คือ Messiah คือ มีลักษณะเข้าทางที่พวกเขารับรู้ได้ เช่น อาจจะมีผิวสีดำ เป็นต้น แต่พอปั้นให้เป็นประธานาธิบดีของอเมริกาไปแล้ว กลับไม่สามารถปกครองโลกได้ นั่นแสดงว่าเขาหาตัวผิด ไม่ใช่ตัวจริง แม้แต่ฟิลิปปินส์ ก็มีรูปปั้นพระเยซูดำ เขาเรียกกันว่า Black Nazarene เพราะอะไรหรือ เพราะอเมริกากำลังตามตัว คนผู้นี้ เขาจึงสร้างสัญลักษณ์พระเยซูดำขึ้นมา เขาต้องรู้ว่าพระเยซูมาเกิดใหม่ มีผิวสีดำ และเขากำลังจะเล็งอยู่ว่าอาจอยู่ฟิลิปปินส์ในเครืออำนาจของอเมริกานั้น (โชคดีไหมนะ ที่เขาไม่คิดว่าเป็นประเทศไทย) เรื่องการเกิดขึ้นของผู้ที่จะมาปกครองโลกนี้ มีทั้งในคัมภีร์ของพุทธ, คริสต์, ยิว, อิสลาม, พราหมณ์ ตรงกันหมด เรียกว่าถ้าท่านผู้นี้มาเกิดแล้ว ไปเข้าอยู่ในศาสนาไหนก็ช่าง หนีไม่รอด โดนจับแน่นอน เขาจะเอาไปปั้นให้เป็นอย่างที่เขาทั้งหลายวางแผนเอาไว้ แล้วก็จะหมดสิ้นอิสรภาพไป ถาม : ช่วยขยายความเรื่องพันธะสัญญาของพระเจ้าที่จะให้แผ่นดินหน่อย ตอบ : พระเจ้าให้พันธะสัญญาแก่ผู้มีบุญบารมีผู้หนึ่งว่าจะให้เขามาเป็นกษัตริย์ปกครองโลกนี้ ในครั้งหนึ่ง พระเจ้าส่งพระนบีมูฮัมหมัดลงมาแล้ว แต่ท่านไม่อยากให้คนทำสงครามเข่นฆ่ากันมากมาย ทั้งๆ ที่พระเจ้าก็บอกว่าทำได้ สงครามนั้นจะได้รับการรับรองจากพระเจ้าว่าเป็น “สงครามศักดิ์สิทธิ์” แต่แล้วท่านก็เลือกที่จะไม่ทำ จึงพาบริวารย้ายไปหาที่อยู่ใหม่แทน ไม่ต้องเข่นฆ่าแย่งดินแดนกัน นี่คือ ความเมตตาของพระนบีมูฮัมหมัด แต่ชาวอิสลามคนอื่นๆ ก็ไม่ได้คิดอย่างพระนบีมูฮัมหมัดทั้งหมด หลายคนยังต้องการแผ่นดินของตนตามพันธะสัญญานั้น ถึงได้เกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนขึ้น ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ ที่ถูกโลกตราหน้าว่าเป็นโจรแบ่งแยกดินแดนบ้าง, กบฏบ้าง, ผู้ก่อการร้ายบ้าง ไม่ใช่คนเลวร้ายเลย เขาทำตามคำสอนศาสนาของเขาแต่เดิมซึ่งไม่ได้ผิดเพี้ยน แต่เขาไม่เลือกที่จะทำตามพระนบีมูฮัมหมัดเท่านั้น อนึ่ง ทั้งพระนบีมูฮัมหมัดเอง หรือแม้แต่พระเยซูก็ทรงกระทำสิ่งเหมือนกัน คือ ยอมเสียสละเพื่อไม่ให้ผู้คนต้องล้มตาย ความจริงบางอย่างที่พระเจ้าสัญญาแก่มนุษย์นั้น บางอย่างท่านไม่ได้ตรัสบอกทั้งหมด เพราะเกรงจะเป็นภัย ดังนี้ เขาถึงนับว่าคัมภีร์ใบเบิ้ล เป็น “พระคัมภีร์ใหม่” เพราะไม่เหมือนเดิม คุณลองไปศึกษาศาสนาชาวยิวดูสิ มีอะไรอีกมากมายที่ไม่มีในคริสต์ศาสนา พระเยซูก็พยายามช่วยไม่ให้คนต้องล้มตายลงแล้ว แต่มนุษย์มีกรรม ท่านช่วยได้ไม่หมดหรอก สุดท้าย ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่ง อ้างพันธะสัญญาเดิมที่พระเจ้าให้แก่พวกเขา แล้วก็ก่อการเพื่อให้ได้มาซึ่งแผ่นดินนั้น ตอนนี้ พวกเขาทำงานไปไกลเหลือเกิน เกินกว่าที่จะล้มเลิกหรือถอยหลังแล้ว คุณลองดูก็ได้ ทำตัวดำๆ แล้วไปประกาศหลักธรรมทางศาสนาที่อเมริกา ไม่นานหรอกพวกนี้จะมีสายเข้ามาประกบ แล้วให้เงินสนับสนุนเยอะแยะเลย อย่าง ยันตระนั้น ก็ไปอยู่อเมริกาแล้วรับทรัพย์รวยไปเลย นี่เพราะอะไร เขาคาดหวังที่จะได้ Messiah และมีอยู่จริง ไม่ใช่เรื่องโกหก จะใช้วิธีแบบพระนบีมูฮัมหมัดก็ไม่รอด คือ ยอมหนีจากไปอยู่ที่อื่น ก็โดนเขาจับอีก คนพวกนี้รออยู่เต็มไปหมด จะตายหนีหายไปเลยก็ไม่ได้ เดี๋ยวเขาอยู่กันไม่ได้ คุณดูสิ ชาวโลกอยู่กันอย่างไร จะหาผู้นำไม่ได้อยู่แล้ว ตอบแค่นี้นะ ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง พระศรีอาร์ฯ กับพระเจ้าจักรพรรดิ ถาม : พระศรีอาริยเมตตรัยจะจุติมาจริงไหม? ตอบ : พระโพธิสัตว์จะจุติมาเรื่อยๆ ละจ๊ะ ตลอด ไม่ใช่ว่าเฉพาะตอนนี้ ก่อนนี้ก็มา หลังนี้ก็มา ถาม : ทุกครั้งที่จุติจะมาเป็นเจ้าจักรพรรดิใช่ไหม? ตอบ : ไม่ใช่ทุกครั้ง เป็นแค่บางครั้งที่เขาจะให้โจทย์นี้ แต่การแก้โจทย์ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างคำทำนาย พระโพธิสัตว์ปัญญาธิกะ ทำตามคำทำนายสำเร็จเพราะมีผู้มีปัญญาคอยบอก พระโพธิสัตว์ศรัทธาธิกะทำตามคำทำนายสำเร็จเพราะตนเองมีกำลังจิตแห่งความศรัทธา ไม่ต้องมีผู้มีปัญญามาคอยบอก ส่วนพระโพธิสัตว์วิริยธิกะ จะไม่เชื่อคำทำนาย เช่น ได้รับคำทำนายด้านลบ แต่ทำให้เป็นบวกได้ด้วยวิริยะบารมีนั้น ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเป็น ถาม : ถ้าเป็นเจ้าจักรพรรดิ จะเป็นอย่างไร? ตอบ : จะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะมีกำลังบารมีอย่างมากก็แค่ศรัทธาธิกะ บารมีเก่าท่านทำไว้ ๑๖ อสงไขยเป็นวิริยธิกะ ทำแค่นั้นไม่ได้ แต่ถ้าได้รับคำทำนายว่าจะไม่ได้เป็นแล้วเพียรพยายามจนตนเองได้เป็น อันนี้ อาจมีสิทธิ์ลุ้นได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่กรรมของการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเยอะเกินกว่าจะตรัสรู้ได้ทัน เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปไม่ได้ ต้องชำระกรรมไปอีกนาน รอลำดับถัดไป อนึ่ง ในอดีตชาติ ท่านก็เสวยบุญได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมามากมายจนไม่อยากจะนับแล้ว ดังนี้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องย้อนถอยกลับไปเป็น ไปบำเพ็ญสิ่งที่บำเพ็ญผ่านแล้วอีก แต่โจทย์นั้นจะต้องตีให้ออก ทำให้ได้ว่าถ้าไม่เป็นเจ้าจักรพรรดิแล้ว ตนจะเป็นอะไร ทำอะไร ที่ควรทำ ทำไมต้องมีโจทย์อย่างนี้ เมื่อไม่เป็นแล้ว ก็ต้องทำบุญบารมีที่เหนือกว่าเจ้าจักรพรรดินั้นให้ได้ นี่ถึงจะได้ ถาม : ถ้าไม่เป็นเจ้าจักรพรรดิ จะเป็นอย่างไร? ตอบ : มีสองแบบ คือ ๑) แบบ “ล้มเหลว” ก็สอบตก ร่วงไป ๒) แบบ “สำเร็จ” แต่สละ ก็สอบผ่าน ซึ่งการสอบผ่านนั้น นับความสำเร็จจากอะไร ในเมื่อไม่เอาความเป็นเจ้าจักรพรรดิ อันนี้ ก็ทิ้งไว้ให้เป็น “ปริศนาธรรม” คือ บุญบารมีนั้นมันสร้างได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าจักรพรรดิ แต่ต้องไปพิจารณาเอาเองว่าเป็นอะไร ทำอะไร บารมีจึงไม่ด้อยกว่านี้ ถาม : ทำไมจึงต้องมีคำทำนายแบบนี้? ตอบ : มีสองเหตุผลใหญ่ ๑) เพื่อเป็นโจทย์ในการบำเพ็ญบารมี แต่ถ้ายอมสละได้โดยบำเพ็ญบารมีถึงที่สุดแล้ว เช่น ดำเนินการจนตนเองสามารถเป็นเจ้าจักรพรรดิได้สำเร็จ แต่กลับสละเสีย แบบนี้ “บารมีเต็ม” ๒) เพื่อโปรดมวลสัตว์ ซึ่งไม่มีผู้นำ ไม่ได้ สัตว์ที่มาเกิดยังโลกต้องมีผู้นำที่มีบุญบารมีมากพอรองรับกรรมของพวกเขา ร่วมรับกรรมพร้อมกันไป ถาม : พระพุทธศาสนาและโลกจำเป็นต้องมีเจ้าจักรพรรดิยุคนี้ไหม? ตอบ : ไม่จำเป็น, พระพุทธศาสนาแต่สมัยพุทธกาลครั้งพระพุทธองค์ทรงอยู่ ก็มีแต่พระธรรมราชา ๗ องค์ก็พอแล้ว พระเจ้าจักรพรรดินั้นเป็นยุคพระศรีอาร์ฯ ยุคนี้ไม่ต้องมีก็ได้ ส่วนโลกจำเป็นต้องมีไหม คำตอบคือ ไม่ เพราะแค่นี้ คนยังหลงโลกกู่ไม่กลับ ถ้ามีมนุษย์คนไหนได้เป็นเจ้าจักรพรรดิแล้วจะหลงยิ่งขึ้นไปอีกขนาดไหน เรามีแค่ “ธรรมราชา” โลกมีประธานาธิบดีหมุนเวียนกันมาดูแลตามกำลังบุญบารมีกันไปก็พอแล้ว พระเจ้าจักรพรรดิกับพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือเซียนเป็นของคู่กันได้ แต่จะยังไม่ปรากฏในยุคนี้หรอก |