รวมบทความอนุตรธรรม เรื่อง สาเหตุที่อรหันต์แล้วยังไม่นิพพานนั้นเป็นไฉน?

รวมบทความอนุตรธรรม เรื่อง สาเหตุที่อรหันต์แล้วยังไม่นิพพานนั้นเป็นไฉน?

อนุตรธรรม เรื่อง สุขวิปัสสโก เป็นการเข้าถึงธรรมโดยสุขหรือ?

ตอบ ไม่ใช่ การเข้าถึงธรรมต้องเข้าทาง “ทุกขัง” ทั้งสิ้น เพราะเป็นประตูบานแรกของอริยสัจสี่ หากไม่เข้าทางทุกขังแล้ว ไม่มีทางบรรลุเป็นพระอริยบุคคลเลย จึงเรียกว่าอริยสัจสี่ คือ ธรรมอันนำไปสู่ความเป็นอริยบุคคล ซึ่งมีสี่ประการนั่นเอง แต่ในการเข้าถึงธรรม มีสองขณะ คือ ขณะพบทุกข์ มีความทุกข์อยู่ ทุกข์จนสุดๆ แล้วมันดับไปเอง นี่ก็เป็นแบบที่หนึ่ง แบบที่สองคือ ขณะสุขอยู่ แล้วหยิบเอาความทุกข์มาพิจารณา โดยไม่ได้มีความทุกข์จริงๆ จิตมีสุขแต่เอาความทุกข์ข้างหน้ามาพิจารณาว่าการเกิด, การอยู่, การตายไม่พ้นทุกข์เลย วันนี้ยังมีสุขอยู่ วันหน้าไม่พ้นทุกข์ได้ จิตไม่มีทุกข์ แต่ปัญญาคิดได้อย่างนี้ นับเป็น “สุขวิปัสสโก” คือ การวิปัสสนาโดยใช้ความทุกข์ หรือทุกขัง มาเป็นข้อพิจารณาในวิปัสสนาญาณ เมื่อบรรลุจะบรรลุด้วยปัญญาเป็นส่วนใหญ่ คือ เน้นว่าจิตไม่ต้องพบทุกข์ก็ได้ ถ้ามีปัญญาเข้าใจถึงว่าทุกข์มีอยู่จริง และเราไม่มีทางหนีพ้น การปฏิบัติจิตที่ถูกต้องอย่างแท้จริงต่างหากที่จะช่วยให้หลุดพ้นไปได้ อย่างนี้

อนึ่ง ไม่มีใครเข้าถึงธรรมได้ด้วยสุข ขอให้ระลึกไว้เลย ไม่มีจริงๆ คนที่ยังสุขอยู่ บรรลุได้แค่ “เซียน” เท่านั้น เช่นคนที่มีความเป็นอยู่ดีอยู่ แล้วไปปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม อย่างนี้ ไม่ได้อริยบุคคลหรอก ไม่ได้แม้แต่โสดาบันแม้มีธรรมะมากมายก็ตาม เป็นได้แต่เซียนแค่นั้น คนที่เข้าถึงความเป็นอริยบุคคลได้ ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปนั้น จะเป็นไปได้ด้วย “ทุกข์” ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ว่าไม่ว่าจิตจะทุกข์จริงๆ หรือจิตไม่ได้ทุกข์จริงอยู่ แต่เอาทุกข์มาพิจารณาจนเห็นด้วยปัญญาก็ตาม (สุขวิปัสสโก) สองทางนี้เท่านั้น ที่จะทำให้คนได้ถึงอริยบุคคลได้ ต้องเอาทุกข์มาเป็นประตูบานแรกเสมอ จึงจะเปิดสู่อริยสัจสี่ คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรคได้ ดังนั้น การจะตรวจเช็คตนเองว่าตนได้บรรลุอริยบุคคลจริงหรือไม่ ได้ตั้งแต่โสดาบันไปจริงหรือไม่ ให้พิจารณาดูว่าตนเข้าทางอริยสัจสี่หรือเปล่า คือ เริ่มต้นจากทุกข์หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นอาการจิตตกทุกข์จริงๆ หรือจิตไม่ตกทุกข์แต่เอาทุกข์มาพิจารณาจนเข้าถึงด้วยปัญญาก็ตาม แต่ไม่มีการเริ่มด้วยทุกข์ ก็จะไม่มีทางพบธรรมเด็ดขาด อนึ่ง พระพุทธเจ้าเราสอนเรื่องทุกข์ และการหลุดพ้นไปจากทุกข์ ไม่มีการสอนในเรื่องทำอย่างไรจึงจะสุข หรือเรื่องการสร้างความสุขสงบให้ตัวเองเลย คนที่สอนเรื่องการสร้างความสุขสงบให้ตนนั้นเป็นพวกพราหมณ์ เช่น พวกฤษี, พรหม เป็นต้น

ข้อย้ำ คนที่ไม่มีทุกข์หรือไม่ได้เอาทุกข์มาพิจารณาเพื่อเข้าถึงธรรม ย่อมไม่มีทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคลได้ ไม่อาจเข้าสู่อริยสัจสี่ได้ คนที่ได้ธรรมตามคำสอนของพระ พุทธเจ้านั้น เข้าทางทุกข์ทั้งสิ้น ท่านไม่สอนเรื่องอื่น มีแต่เรื่องทุกข์ทั้งนั้น คนบางคนมองว่าพระพุทธเจ้าสอนไม่ดี เพราะสอนให้ทุกข์ สอนแต่เรื่องทุกข์ๆ จริงๆ แล้วทุกข์นั้นมีกันอยู่แล้วเป็นปกติ เราสอนเรื่องนี้คือสอนเรื่องธรรมดาที่คนเราต้องมีต้องพบและหลีกหนีไม่ได้เท่านั้น ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องที่มีความจำเป็นต่อชีวิตจริงๆ ไม่ใช่สอนนอกเรื่อง หรือเป็นความรู้ปรัชญาฟุ้งเฟ้อ เพราะท่านไม่ใช่นักปรัชญา ไม่ใช่เซียน ไม่ใช่คนที่ชอบที่จะแสดงภูมิของตน หรืออวดว่าตนมีธรรมมาก มีความรู้มากก็หาไม่ ท่านตรัสสอนแต่เรื่องที่จำเป็นจริงๆ ที่ต้องพูดเท่านั้น คือ เรื่องทุกข์ อนึ่ง เมื่อพระน้านางปชาบดี โคตรมีเถรีได้ บรรลุธรรมนั้นพระนางกล่าวเพียงว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรเลยมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่มีอยู่และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป” นี่แหละ มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ ไม่มีอะไรเลยที่มากกว่านี้ ธรรมะมันไม่มีอะไรให้พูดกันมาก แต่ที่ต้องพูดกันเยอะ เพราะหลงกันมาก เลยบอกว่านั่นก็หลง นี่ก็หลง พอมันหลงมาก ก็เลยพูดมากตามไปด้วยนั่นเอง นี่คือ ธรรมะไม่มีหรอก ที่มีนั้นมีแต่ทุกข์ มีแต่สิ่งปรุงแต่งทั้งนั้น แต่ที่พูดไปนั้น ก็พูดแต่เรื่องทุกข์ เรื่องการหลงออกไปจากสภาวะเดิมแท้นั้นเอง คนที่ยังเห็นว่าธรรมะมีมาก เยอะแยะ ข้อธรรมนั้นดี ข้อธรรมนี่ดี ควรใช้ควรรู้นั้น เป็นพวกนักปราชญ์, นักปรัชญา หรือเซียนได้เท่านั้น ไม่ใช่พระอริยบุคคลที่แท้จริง พวกนี้ไม่ได้เข้าถึงธรรมด้วยทุกข์ และยังมีความหลงเพลินในธรรมะของพระพุทธเจ้า เขาเรียกว่า “เมาธรรม” คือ เสพติดธรรมะของพระพุทธเจ้าจนเมามาย อร่อยในอารมณ์ เพลินอยู่ในการเอาธรรมะของคนอื่นมาพูดราวกับเป็นของตัวเองอย่างนั้นแบบนี้ไม่ใช่เลย 

อนุตรธรรม เรื่อง กรรมที่เป็นนิมิตหมายบ่งบอกว่ายังไม่นิพพานในชาตินี้

หลายคนสงสัยและค้างคาใจว่าอรหันต์นั้นไม่ได้นิพพาน มีจริงหรือ มีจริงนะ อรหันต์มีทั้งที่ได้นิพพานและไม่ได้นิพพาน เมื่อเราปฏิบัติถึงนิโรธแล้ว ทำนิพพานให้แจ้งแล้ว เข้าถึงด้วยปัญญา เรานับว่าอรหันต์แล้ว แต่นั่นยังไม่สิ้นสุด นิโรธแล้วยังต้องต่อด้วยมรรค (ในอริยสัจสี่มี ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ แล้วต่อท้ายด้วยมรรค) ดังนั้น เมื่อนิโรธแล้วก็นับเข้าเป็นอรหันต์ แต่จะเจริญมรรคต่ออย่างไรนี่อีกเรื่อง บางคนปฏิเสธมรรคไปเลย แต่ตนเองก็ยังมีมรรคอยู่ เช่น นั่งสอนสุญตาคนทุกวันว่าไม่ให้ยึดอะไร มรรคก็ไม่ยึด อันนี้ เขามีมรรคแล้ว คือ โพธิสัตว์มรรค ไม่ได้นิพพาน ทำหน้าที่โปรดสัตว์อยู่ จะไม่มีมรรคได้อย่างไร จะว่างไปหมดได้อย่างไร ในเมื่อยังทำกิจโปรดสัตว์อยู่ทุกวันอย่างนั้น แบบนี้ไม่ได้นิพพาน ได้อรหันต์แล้ว แต่เจริญโพธิสัตว์มรรคอยู่ ไม่ได้เจริญมรรคสู่นิพพานแบบอรหันสาวก ทว่า หลายท่านมักเข้าใจผิดคิดว่าตนได้นิพพานชาตินี้แล้วแน่ๆ แถมยังประกาศตนด้วยว่านิพพานแน่ๆ อันนำมาซึ่งความศรัทธาและลาภสักการะมากมาย อันนี้ไม่ถูกและไม่ควรด้วย บทความฉบับนี้ จึงขอกล่าวถึงจุดสังเกตให้ท่านทราบว่าอะไรที่บ่งบอกท่านว่าท่านยังไม่ได้นิพพานในชาตินี้ ท่านยังต้องเจริญโพธิสัตว์มรรคไปก่อน ไม่ใช่อรหันตสาวกที่จะได้นิพพาน ซึ่งมีลางบอกมากมาย ในขณะที่ผู้จะได้นิพพานนั้น เขาไม่มีนิมิตบอกกัน

อนึ่ง นิพพานนั้นไม่มีนิมิต ถ้ามีนิมิตก็ยังไม่ถึงนิพพาน เราจึงมีศัพท์บาลีว่า อนิมิตนิพพานคือ นิพพานนั้นย่อมไม่มีนิมิตหมายบ่งบอกใดๆ เลย แต่ถ้าเราไม่นิพพานจะมีนิมิตหมายบางอย่างเป็นลางบอกเหตุได้ว่ายังไม่นิพพานในชาตินั้นๆ เช่น นิมิตเป็นวิมาน, นิมิตเห็นนิพพานที่เป็นดินแดนเหมือนสวรรค์, นิมิตเห็นพระพุทธเจ้าเป็นรูป (ยังมีรูปราคะจึงยังเห็นท่านมีรูปได้อยู่ ถ้าละรูปราคะแล้วนิมิตรูปพระพุทธเจ้ามาพบ มาตรัสกับเราได้นี้จะไม่มีให้เห็นเลย) และนิมิตอีกมากมายเหล่านี้ล้วนบ่งบอกว่ายังไม่ได้นิพพานในชาตินี้ทั้งสิ้น เช่น ถ้ามีผู้ให้คำทำนายว่าท่านจะได้อรหันต์แน่นอน แล้วเราไปเชื่อเข้า เราอาจไม่ได้นิพพานเพราะนิมิตหมายจากคำทำนายนั้นเป็นสาเหตุ คือ ทำให้หลงตัวเองว่าตนได้นิพพานแน่ๆ เป็นอรหันต์แน่ๆ นี่แหละมันเป็นตัวขวางนิพพาน พอไปจี้เข้า บอกเข้าแทนที่จะได้ก็ไม่ได้ไปเลย เช่น หลวงปู่มั่นไปทำนายว่าลูกศิษย์เราคนนี้จะได้อรหันต์แน่นอนในอนาคต อันนี้อันตรายมาก เป็นหมายนิมิตบอกล่วงหน้าแล้ว และเสี่ยงที่จะมีสิ่งผิดพลาดมาก ถ้าผู้ถูกทำนายเป็นศรัทธาธิกะ เชื่อแล้วจะได้อรหันต์จริง แต่ถ้าผู้ถูกทำนายเป็นวิริยะธิกะ เชื่อแล้วจะไม่ได้อรหันต์ ต้องไม่เชื่อ แล้ววิริยะเองจึงจะได้อรหันต์ นี่ให้ระวังไว้ให้มาก เรื่องการทำนายทายทักใครล่วงหน้า ถ้าเขามีบารมีมากเกิน คือ วิริยธิกะนั้น เขาจะทำให้ผลการทำนายผิดพลาดได้แน่นอน เพราะเขาจะต้องไม่ศรัทธาในคำทำนาย จึงจะมีบารมีระดับเหนือกว่าศรัทธาธิกะได้ (๘ อสงไขย) ที่เหนือกว่าศรัทธาธิกะก็คือ บารมีระดับวิริยธิกะ (๑๖ อสงไขย) แต่ถ้ากำลังบารมีของเขาไม่ถึง คำทำนายนั้นจึงจะให้ผลเป็นจริงได้ ดังนี้ การทำนายกลายเป็นนิมิตหมายบอกเหตุ และเพราะเหตุนี้จึงกลายเป็นเครื่องขวางนิพพานได้เหมือนกัน ทำให้บุคคลที่มีบารมีมากแทนที่จะได้นิพพาน กลายเป็นไม่ได้ไป ต้องมาช่วยทางโลก รับบริจาคเงินทองช่วยชาติ อันนี้ ผิดศีลชัดเจน ไม่ใช่อรหันตมรรค เป็นโพธิสัตว์มรรค ส่งผลให้ไม่ได้นิพพาน แต่ได้โพธิญาณไปแทน (ซึ่งก็ดีต่อทางโลก)

อนึ่ง บุคคลที่จะได้นิพพานนั้น ในชาตินั้นๆ เขาย่อมเหลือแต่เศษกรรม ไม่มีกรรมใหญ่ที่ส่งผลต่อชาติภพต่อไป คือ กรรมไม่มากพอที่จะสืบชาติภพต่อไปได้ คือ ไม่มีกรรมพันธุง นั่นเองเช่น การเลิกจับปลามาฆ่ากินนานแล้วและพร้อมที่จะถือศีลห้าได้จริงๆ ไม่จำเป็น ต้องถึงศีล ๒๒๗ ข้อก็ได้ เอาแค่ศีลห้าก่อน ถ้าไม่มีกรรมใดที่บีบบังคับให้ตนต้องผิดศีลห้าแล้ว กรรมที่ทำก็นับว่าเป็นแค่เศษกรรมเท่านั้น อันนี้พอลุ้นที่จะนิพพานในชาตินั้นได้ ในบทความฉบับนี้จะขอกล่าวถึง “กรรม” ที่เกิดในชาตินั้นๆ อันเป็นนิมิตหมายบ่งบอกได้ว่าบุคคลนั้นๆ จะยังไม่ถึงวาระนิพพานในชาตินั้นแน่นอน ทั้งนี้ แบ่งออกเป็นกรรมอันเกิดจากบุคคลนั้นๆ กระทำเองและวิบากที่ตนไม่ได้กระทำ แต่เป็นนิมิตหมายบ่งบอกเป็นลางได้ว่าเขาผู้นั้นจะไม่ได้นิพพานในชาตินั้นๆ เพราะกรรมยังมากอยู่ยังใช้ไม่หมด ดังนี้

วิบากนิมิตที่ทำให้ไม่ได้นิพพาน

๑)    วิบากที่ทำให้พิการตลอดชีพ   และด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงรับผู้มีความพิการบวชในพระพุทธศาสนา แม้แต่ตาเหล่ก็ไม่ได้นิพพาน เพราะกรรมยังมากอยู่ยังใช้ไม่หมด แต่คนพิการก็ปฏิบัติจิตจนถึงอรหันต์ได้ คือ อรหันตโพธิสัตว์ และจะจุติที่สุขาวดีสวรรค์ แต่จะยังไม่นิพพานในชาตินั้นๆ กรณีนี้ ก็นับให้ว่าบวชได้

๒)    วิบากที่ไม่อาจเลิกสิ่งเสพติด   เช่น พระจี้กง จะดื่มเหล้าเสมอ อันนี้ คนอื่นๆ ที่ติดเหล้าก็เช่นกัน ถ้าไม่สามารถเลิกได้ แสดงว่ามีกรรมติดกายสังขารนั้นมาก ทำให้ขาดไม่ได้ และยังไม่ถึงวาระนิพพาน แต่ก็อาจปฏิบัติจิตได้ถึงอรหันตโพธิสัตว์ได้ กล่าวคือ ถ้าเราลองใจคนว่าจะเลิกสิ่งเสพติดได้ไหม เขาทำไม่ได้ ก็ให้ทราบได้เลยว่าเขาเดินวิถีอรหันตสาวกไม่ได้ ต้องเดินวิถีโพธิสัตว์ ได้มรรคผลสูงสุดคืออรหันตโพธิสัตว์เท่านั้น ไม่ต้องไปบีบบังคับหรือสอนให้ต้องเลิกสิ่งเสพติดก็ได้

๓)    วิบากที่ทำให้ถือศีลไม่ได้       เช่น ผู้หญิงบางคนเกิดมาจนและต้องดูแลคนในครอบครัวขาดไม่ได้ และสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องฆ่าสัตว์กิน เช่น ทุบหัวปลา อันนี้ไม่ต้องกลัว ถ้าเลิกไม่ได้จริงๆ ก็ช่างมัน แต่ให้ทราบไว้ว่ายังไม่ได้นิพพานในชาตินี้ ถ้าต้องการจะเอาอรหันต์ ต้องเดินธรรมวิถีโพธิสัตว์ คือ อรหันตโพธิสัตว์

๔)   วิบากที่ทำให้ไม่มีอาชีพสุจริต เช่น สถานการณ์บีบบังคับให้เกิดเป็นลูกของคนค้ายาบ้า หรือโกงกินชาติบ้านเมือง ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ และไม่อาจจะถอนตัวได้ ไม่ต้องตกใจ มนุษย์ก็คือมนุษย์ เราไม่ใช่ตัวละครในฝัน ความเป็นจริงของชีวิต มันเลี่ยงไม่ได้ก็ช่างมัน แต่ก็ให้ทราบไว้ว่ายังไม่ได้นิพพานในชาตินี้ แต่กรรมนี้ห้ามปัญญาของผู้มีบารมีไม่ให้อรหันต์ไม่ได้ คือ ยังได้อรหันตโพธิสัตว์ได้ คือ คนค้ายาบ้าก็สามารถได้อรหันตโพธิสัตว์ได้ ถ้ารู้วิธีในการปฏิบัติ, บำเพ็ญจิต

๕)   วิบากที่ทำให้มีโรคประจำตัว   เช่น โรคติดต่อเรื้อรังรักษาไม่หาย, เอดส์ ฯลฯ ถ้าขัดต่อการปฏิบัติในแบบพระพุทธศาสนาทั่วไป เช่น ถ้าโกนผมอาจมีเลือดออกทำให้พระรูปอื่นต้องติดโรคทางกระแสโลหิตได้ ดังนี้ เป็นนิมิตลางบอกเหตุว่าไม่ได้นิพพานในชาตินี้ มีกรรมเยอะต้องชำระไปก่อนอีกหลายชาติ แต่อรหันต์แบบอรหันตโพธิสัตว์ได้ ขอให้มีความศรัทธาในสุขาวดีและพระยูไลเสียก่อ

๖)    วิบากที่ทำให้มีภาระครอบครัว เช่น อยากจะละครอบครัวหรือบวชอยู่แล้วแต่กลับมีคนเอาเด็กมาให้เลี้ยงหรือลูกของตัวเองก็คลอดออกมาทั้งที่ไม่มีใครรับผิดชอบได้เลยนอกจากตนเองจึงไม่อาจบวชได้อีกต่อไป หรือบวชไม่ได้เพราะเป็นผู้หญิง  

กรรมนิมิตที่ทำให้ไม่ได้นิพพาน

๑)    กรรมจากการผิดศีล เช่น การรับเงินทองมากเกินไป หรือรับแบบสม่ำเสมอ ไม่มีการปฏิเสธ รับจนเป็นปกติวิสัย เหมือนไม่มีศีลไปอย่างนั้น อนึ่ง พึงทราบว่าแม้อรหันต์จะไม่ยึดแล้วแม้รับเงินก็ตาม แต่ไม่มีอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้ารูปใด ที่เคยรับเงินทองชาวบ้านเลย จะอ้างตัวว่าอรหันต์แล้วรับเงินทองได้ไม่ผิดนั้น ไม่มีในพุทธประเพณีของพุทธศาสนาเรา ถ้าคิดจะรับเงินทองก็ไปปลงอาบัติเสีย ให้รู้ตัวว่าอย่าหลงตัวเองว่าฉันยังปฏิบัติตามอรหันตสาวกดั้งเดิมเขายังไม่ได้ให้เจียมตน และยอมรับความจริงไปว่าเราก็เป็นพระอรหันตโพธิสัตว์ เจริญโพธิสัตว์มรรค เป็นคนดีของสังคมได้ ไม่จำเป็นต้องหลอกลวงชาวบ้านว่าเราได้นิพพานแน่นอน เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภสักการะซึ่งเป็นสิ่งที่พระอรหันตสาวกโบราณเขาไม่ทำกัน ถ้าจะรับเงินทองนั้น ก็รับได้ แต่ต้องไปปลงอาบัติด้วย ยอมรับด้วยว่าตนผิดศีล อย่ารับแต่เงินแต่ไม่ยอมรับผิด ทีของดีจะเอาทีของไม่ดีปฏิเสธ อันนี้เห็นแก่ตัวเกินไป  

๒)    กรรมจากการฆ่าคน    เช่น พระอรหันต์องคุลีมาล ได้อรหันต์แล้ว แต่เข้านิพพานในชาตินั้นๆ เลยยังไม่ได้ เพราะยังมีกรรมมากจากการฆ่ามนุษย์ห้ามเอาไว้ จะได้จุติที่สุขาวดีสวรรค์ เป็นอรหันตโพธิสัตว์ และสามารถลงมาเกิดช่วยมนุษย์ได้อีก

๓)    กรรมหนักอื่นๆ เช่น ผู้หญิงที่มีประวัติการทำแท้งในชาตินั้นๆ ถ้าปฏิบัติจิตจนถึงอรหันต์ก็ยังไม่ได้นิพพาน แต่จะได้สุขาวดีสวรรค์แทนเพราะกรรมหนักนั้น

อนุตรธรรม เรื่อง อรหันตโพธิสัตว์ ก่อเกิดตัวตนของตนใหม่ได้ จึงไม่นิพพาน

พระโพธิสัตว์สามารถปฏิบัติธรรมถึงอรหันต์ได้ด้วยบารมีเก่ามีมาก แต่เพราะกรรมและบุญก็ยังมีมากอยู่ด้วยเช่นกัน จึงยังไม่ได้นิพพาน ต้องเสวยวิบากทั้งดีและชั่วให้หมดก่อนจึงจะนิพพานได้ ช่วงที่ได้อรหันต์แล้วนั้น จะมีกิเลสเกิดขึ้นได้อีก กรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อีก ตัวตนของตนตัวใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อีก จึงไม่นิพพานเช่นพออรหันต์แล้วก็เกิดตัว “อรหันต์” ขึ้นทันที อันนี้ มีจิตวิญญาณมาแทรก จิตหลักของท่านอาจอรหันต์จริง แต่มีจิตวิญญาณอื่นมาอยู่อาศัยด้วยโดยอาจไม่รู้ตัว จิตวิญญาณที่มาแทรกนี้ไม่ได้อรหันต์ด้วย ก็หลงตัวว่าเป็นอรหันต์ แต่จิตหลักของท่านไม่ได้หลงนะ อย่างนี้ มีได้เป็นได้ แต่ถ้าพระอรหันต์แท้ในสมัยพุทธกาล เขาจะไม่เอาเลย หลีกเลี่ยงด้วยที่จะให้ใครรู้ว่าตนได้อรหันต์แล้ว เพราะท่านอาย อายว่านี่เหรอบรรลุธรรม ธรรมะไม่มีอะไรเลย ฉันไม่ได้รู้อะไรเลย ถ้าเขามาถามฉันว่าอรหันต์แล้วรู้อะไรบ้าง ฉันจะตอบอะไรละ ไม่รู้จะตอบอะไร ไม่มีอะไรจะตอบเขาดี เพราะไม่มีอะไรเลย ตอบธรรมอย่างหนึ่งไป เขาก็จะยึดมั่นถือมั่น จึงเห็นว่าไม่ควรจะให้ใครมารู้ว่าตนอรหันต์แล้ว อย่างนี้ อรหันต์จริงๆ เขาไม่ชอบแสดงตัวกันหรอก แต่ถ้ามีอะไรแทรก พวกจิตวิญญาณแทรก ตัวตนตัวใหม่ๆ นั้น มักชอบแสดงตัวว่าอรหันต์

ตัวตนใหม่ๆ หรือตัวกูของกู ตัวใหม่ๆ นั้น เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เช่น ถัดจากตัวอรหันต์ที่เราอาจละได้แล้ว ก็มีตัวครูบาอาจารย์, พอละได้แล้ว ก็มีตัวผู้สอนธรรม ตัวผู้ถ่ายทอดธรรมต่ออีก, พอละได้แล้ว ก็มีตัวเจ้าสำนัก เจ้าอาวาสอีก, พอละได้แล้ว ก็มีตัวผู้นำ ตัวหัวหน้าอีก, พอละได้แล้วก็มีตัวสารพัดตัวมาอีก ฯลฯ อย่าประมาทในธรรม ให้พิจารณาสำรวจตัวเองดู ว่าตนเองมีกี่ตัว ตัวตนของตน ตัวใหม่ๆ อะไรบ้างที่เกิดขึ้นหลังที่ได้บรรลุอรหันตโพธิสัตว์แล้ว เรื่องนี้มีเฉพาะในพระอรหันตโพธิสัตว์ แต่ไม่มีในอรหันตสาวก และในอรหันตโพธิสัตว์นั้น ก็มีกันมากๆ ด้วย โดยไม่รู้ตัวว่ามี และไม่มีใครมาเตือน

การดับตัวตนของตน ตัวใหม่ๆ

อย่าเพิ่งใช้วิธีการละ การละจะทำให้จิตวิญญาณดวงนั้นๆ อยู่ในกายสังขารไม่ได้ ต้องจรออกไปและไม่หลุดพ้น ให้โปรดจิตวิญญาณดวงนั้นๆ ให้หลุดพ้น ด้วยการปฏิบัติธรรมอีก แม้เคยได้อรหันต์แล้วก็ตาม แต่ถ้ามีอะไรทะแม่งๆ หรือตัวกูของกูตัวใหม่ๆ ปรากฏขึ้นมาอีก ก็ต้องปฏิบัติซ้ำอีก เพื่อให้ตัวกูของกูตัวใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น ดับลงไป เมื่อทำได้ จิตดวงนั้นจะได้อรหันต์ ปัญญาจะแจ้ง เราจะรู้เลยทันทีว่าเขายึดติดอะไร และที่เขาเข้าถึงได้คืออะไร อย่าพยายามไปทำลายตัวใหม่ที่เข้ามาแทรกในกายสังขารเรานี้แต่ให้ใช้การปฏิบัติธรรม การเข้าสู่วิปัสสนาญาณเพื่อพิจารณาว่าเหตุใดตัวตนใหม่ๆ ของเราจึงเกิดขึ้น แล้วพอหลุดพ้นจากตัวกูของกู ตัวใหม่ๆ ได้ ก็เท่ากับโปรดจิตวิญญาณดวงนั้นๆ สำเร็จด้วย

การจะละตัวตนได้ เข้าถึงธรรมได้ ให้ทำตอนรู้สึกทุกข์ จิตวิญญาณที่เข้าแทรกเรานั้น จะมีทุกข์อยู่ ให้ใช้จิตตานุสติปัฏฐานเพ่งดูจิตเข้าไป จะเห็นความทุกข์ของจิตดวงนั้น และเราจะรู้สึกเหมือนเราเองก็ทุกข์ เพราะเขาอยู่ในกายสังขารของเรา แล้วทำวิปัสสนาญาณ เพื่อโปรดจิตวิญญาณดวงนั้น จะทราบเลยว่าจิตวิญญาณดวงนั้นยึดติดอะไรอยู่และนำไป สู่ธรรมะข้อใหม่ๆ ซึ่งจะตรงกับในไตรปิฎก เราจะเหมือนค้นพบสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วด้วยตัวเราเอง เราจะทราบเลยว่าที่เขาบันทึกไว้ในไตรปิฎกนั้นมีความหมายอย่างไร แม้ว่าในหนังสือจะอธิบายไม่ชัดเจน ขาดตกบกพร่องไปตรงไหนก็ทราบหมด อนึ่งการศึกษาธรรมในหนังสือ ในไตรปิฎกนั้นมีข้อจำกัดอยู่ แต่การศึกษาจากจิตวิญญาณโดยตรงนั้น ไม่มีขีดจำกัด เพราะจิตวิญญาณมีมากมายนัก มนุษย์มีเท่าปลายเข็ม เมื่อเทียบกับเวไนยสัตว์ชนิดอื่นๆ เมื่อเรายอมให้จิตวิญญาณเข้าแทรกในร่างกายได้ เราจะเห็นความยึดมั่นถือมั่นของเขาในแบบต่างๆ และเราจะพบวิธีหลุดพ้นจากการยึดมั่นนั้นๆ ซึ่งจะกลายเป็นปัญญา เป็นธรรมะข้อต่างๆ ซึ่งตรงกับในไตรปิฎกต่อไป ปัจจุบัน มีพระอรหันตโพธิสัตว์มากมาย ที่มีตัวตนของตน ตัวใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น ตัวพรหม ท่านก็จะทำหน้าที่แบบพราหมณ์ เช่น ไปทำพิธีกรรมให้ชาวบ้าน, ช่วยงานพระราชา, สอนสมาธิคนแต่ไม่ถึงนิพพาน ฯลฯ

อนุตรธรรม เรื่อง การติดในภาวะ วิภาวะ ภพภูมิของพระอรหันตโพธิสัตว์

การยึดติดใจในภาวะที่ตนเป็นอยู่ คือ ภาวะตัณหา สำหรับพระอรหันต์แล้ว จะพึงใจกับการอยู่กับความไม่เที่ยง ด้วยเห็นว่าไม่ทำให้ตนหลงในสิ่งใดๆ และพร้อมตายได้ทุกเมื่อ บุคคลมากมายที่มีภาวะตัณหา แต่เขาไม่ทราบ เช่น มีเงินเดือนประจำ, มีงานประจำ, มีตำแหน่งประจำ, มีรายได้ประจำ, มีบริษัทหรือห้างร้านของตัวเอง เช่นนี้ เป็นภาวะตัณหาเสียโดยมาก การมีสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิดหรือเลวร้ายเลยในทางโลก แต่ถ้าท่านจะปฏิบัติเพื่อทางธรรมอันแท้จริงแล้ว ก็ขอให้พิจารณาด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ท่านไม่หลุดพ้นได้ การพอใจในภาวะที่ตนเป็นอยู่นั้น ดูออกได้ยากเพราะบางคน อาจศึกษาธรรมมาก รู้ธรรมมาก อธิบายได้กระจ่างทั้งหมด และเขามีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ค่อยเจอปัญหาชีวิตให้ต้องตกทุกข์ ลักษณะนี้เข้าข่ายภาวะตัณหาการรู้ธรรมของเขาจึงเป็นเพียงปรัชญาเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เลวร้ายแต่ประการใด แต่ยังไม่อาจนับได้ว่าเป็นมรรคผลทางธรรมเท่านั้น เพราะในทางธรรม มรรคผลจะเกิดตามอริยสัจสี่ คือ ต้องเริ่มเกิดจากทุกข์ ไม่ได้เริ่มจากสุข ในคนที่เริ่มจากสุข อริยสัจสี่ของเขายังไม่เกิด เขาอาจมีปัญญาบารมีเก่ามาก รู้ธรรมได้มาก แต่เขาจะบรรลุเพียงเซียน ไม่ได้แม้แต่โสดาบัน โสดาบันนั้น ผ่านการถูกทำให้ยอมจำนนมาแล้ว สักกายะทิฐิสิ้นแล้ว รู้ความผิด ความโง่เขลาของตนแต่เก่าก่อนมาแล้ว เห็นโทษของทุกข์แล้ว ตนเองได้รับทุกข์จนยอมจำนนให้ใครก็ได้มาสอนให้ตนหลุดพ้น แต่เซียนนั้นไม่มีเหตุให้ยอมจำนนต่อใครเลย หรือไม่เคยยอมจำนนต่อใครมาก่อนเลย เป็นต้น

การไม่พึงพอใจในภาวะที่ตนเป็นอยู่ ก็เป็นวิภาวะตัณหา คือ ตรงกันข้ามกัน เช่น ยากจน จึงเกิดวิภาวะตัณหาขึ้น, อยู่ที่ไม่สะดวกกายหรือใจ เลยไม่อยากอยู่ ก็เป็นวิภาวะตัณหา การปฏิบัติจิต ปฏิบัติตนจะแกว่งอยู่ในภาวะตัณหาและวิภาวะตัณหา เมื่อแรกที่เราหาทางหลุดจากภาวะใดภาวะหนึ่ง เช่น เมื่อพยายามหลุดจากภาวะตัณหา แรกๆ มักไปติดกับวิภาวะตัณหาก่อน ส่วนคนที่พยายามหลุดจากวิภาวะตัณหา ก็อาจกลายเป็นไปติดกับด้านภาวะตัณหาแทน เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาแกว่งไปมาในช่วงแรก เมื่อปฏิบัติจิตสำเร็จแล้วจึงหยุดแกว่ง การจะหลุดพ้นจากภาวะตัณหาและวิภาวะตัณหาจึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่อาจเกิดทีละอย่างได้ เหมือนการละโกรธและกาม มักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน คือ การหลุดพ้นจากความยึดติดในความพอใจเป็นอยู่ที่ดี และความยึดติดไม่พอใจในความเป็นอยู่ที่ไม่ดี นั่นคือ ไม่ว่าจะอยู่ดี ก็ไม่เพลอหลงเพลิน-ยึดติด ไม่ว่าจะอยู่ไม่ค่อยดี ก็ไม่ร้อนรุ่มอยากหนีออกไปจากสภาวะนั้นๆ สามารถอยู่ได้ในทุกภาวะนั่นเอง อย่างนี้ จึงจะหลุดพ้นได้

ปกติ เรามักแปลภาวะตัณหาว่า อยากได้, อยากมี, อยากเป็น ซึ่งก็ง่ายดี พอจะเข้าใจได้ แต่ถ้าจะให้ตรงกว่านั้น คือ ความอยาก, หลง, ยึด ในภาวะหนึ่งๆ จึงเรียกว่าภาวะตัณหา อย่างนี้ ได้ความกว้างรอบครอบคลุมมากกว่าเช่น คนที่พอใจแล้วกับความเป็นอยู่ปัจจุบัน แต่พอมีอะไรมากระทบให้ความเป็นอยู่ปัจจุบันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามอนิจจัง เขาก็ไม่อาจทนได้ ต้องทุกข์ อย่างนี้ จะเรียกว่าอะไร โลภ ก็ไม่ใช่, โกรธ ก็ไม่ใช่, หลง ก็ไม่เชิง จึงเรียกว่า “ภาวะตัณหา” นั้นชัดเจนที่สุด คือ ตัณหาในภาวะความเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยติดในภาวะตัณหานี้ โดยเฉพาะคนรวย ในขณะที่คนยากจน ติดอยู่กับวิภาวะตัณหา คือ ความไม่พอใจในภาวะที่ตนเป็นอยู่ ในโลกที่มีคนกลุ่มหนึ่งมีภาวะตัณหามากๆ กับคนอีกกลุ่มหนึ่งมีวิภาวะตัณหามากๆ นี้ เป็นอันตรายสำหรับสันติภาพ ล่อแหลมต่อการเกิดสงครามกลางเมือง, ประท้วง และการแตกแยกของชนชั้นวรรณะอย่างยิ่ง    

“ภาวะ” นำไปสู่ภพภูมิใหม่ ทำให้เกิดชาติใหม่ เช่น ภาวะความเป็นอยู่ที่ดี นั่นก็กลายเป็นเหตุให้จิตสร้างภพภูมิใหม่ เช่น ภพสวรรค์, ภพพรหมโลกขึ้นมาได้ วิภาวะตัณหา นำไปสู่ภพภูมิของสัตว์ชั้นต่ำ เช่น สัตว์นรก, เปรต, อสูร ฯลฯ การปฏิบัติตนเองให้สามารถอยู่ในภาวะใดๆ ก็ได้ คือ แนวทางหนึ่งของการฝึกตน ฝึกจิต อย่างแท้จริง ที่จะทำให้หลุดพ้นจากภาวะตัณหา, วิภาวะตัณหา เมื่อบุคคลอยู่ได้ในทุกสภาวะแล้ว เขาย่อมไม่เกิดความอยากได้, อยากมี, อยากเป็น หรือความไม่อยากได้, ไม่อยากมี, ไม่อยากเป็นอีก

ภาวะตัณหาและวิภาวะตัณหา

คือ ความไม่หลุดพ้นจากภาวะ ทั้งภาวะที่ ๑ กำลังจะเกิดขึ้น, ๒ ภาวะที่ดำรงอยู่ และ ๓ภาวะที่กำลังจะดับไป ส่งผลให้เกิดความอยากและไม่อยาก, ยึดว่าต้องได้และต้องไม่ได้ ขึ้นมา เช่น เมื่อเราอยู่แบบพอเพียง เราคิดว่าเราพอดี ทางสายกลางแล้ว สมถะตรงทางแล้ว แต่พอมีคนมาทำให้ชีวิตเราแตกต่างไปจากเดิม เราหนี, เราทุกข์, เราไม่พอใจ, เราไม่อยากเป็นอย่างที่คนๆ นั้นทำให้มันสิ้นลงไปนั้น อย่างนี้เป็น “วิภาวะตัณหา” เหมือนกัน เช่น ผู้มีบุญบารมีมาก ตอนแรกไม่รู้ตัวอยู่อย่างเรียบง่าย, สมถะ, ยากจน ปรับตัวอยู่ได้ดีแล้ว พอมีคนมาเอาเงินทองให้มากมายด้วยผลบุญออกดอกผล ก็ไม่พอใจ เพราะเห็นว่าผิดไปจากการปฏิบัติแบบสมถะของตน แบบนี้เป็นวิภาวะตัณหา แต่ถ้าพอใจ, ยินดี, หลงเพลินกับสิ่งที่เขาปรนเปรอให้ อันนี้เป็น “ภาวะตัณหา” พระสงฆ์ไทยที่ได้อรหันต์แล้วแต่ไม่ได้นิพพานเพราะติดตัว “ภาวะตัณหา” กันมาก เช่น เพลินหลงในการปรนเปรอ, ดูแลของอุบาสก, อุบาสีกา, โยมอุปัฏฐาก ไม่รู้ว่านี่คือการยึดติดในภาวะอย่างหนึ่ง พอคนที่ดูแลตนมีเรื่องขึ้นมา ต้องยอมช่วยเหลือหรือโอนอ่อนผ่อนตาม เพราะอะไร เพราะว่ากลัวว่าจะไม่ได้รับการเลี้ยงดู, ปรนเปรอ, ปฏิบัติตามที่เคยได้ นั่นเอง นี่จะไม่เรียกว่า “ยึดติด” หรอกหรือ ยึดนะ แต่ไม่แสดงออก แอบยึด ยึดลึกลับ ยึดแอบซ่อน แต่สังเกตได้ยาก คนที่ไปปรนนิบัติพระนั้น หลายคนมักมีอะไรที่ไม่ใช่อรหันต์ จึงทำผิดได้เป็นธรรมดา แต่พระนั้นอรหันต์แล้ว ก็รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรควรไม่ควร แต่หลายครั้ง ไม่กล้าพูด ไม่กล้าสอน ไม่กล้าเอ่ยปากบอก เพราะกลัวมีเรื่อง เพราะกลัวจะวุ่นวายไม่สงบ นี่เพราะยึดติดใน “ภาวะ”ความสงบสันติสุข ไม่ต้องมีเรื่องกระทบกับใคร อันนี้ไม่ใช่วิสัยอรหันสาวกที่จะได้นิพพาน ส่วนท่านที่มีบุญบารมีมาก แต่หนีไป ไม่ยอมเสวยให้หมด วิบากกรรมดีจะหมดได้อย่างไร ย่อมไม่หมดไปได้ เมื่อท่านไม่ยอมรับผลบุญในชาตินี้ แล้วเสวยให้หมดๆ ท่านจึงไม่หมดชาติภพไปได้ ต้องไปเสวยบุญต่อในชาติต่อไป ขนาดอรหันต์แล้ว แต่เพราะสมถะเกินไป ไม่ยอมรับผลบุญที่ตนเองต้องเสวยให้หมดซึ่งมีมากมายนั้นทำให้กลายเป็นไม่ได้นิพพานก็มี ดังนั้น เมื่อภาวะใดภาวะหนึ่ง เกิดขึ้น, ตั้งอยู่ หรือดับไป ตามธรรมชาติแล้ว ก็อย่าได้เห็นว่าเป็นบวกหรือลบ, ชอบไม่ชอบ, ควรไม่ควร, ยินดีไม่ยินดี, เพลินหลง หรือหลีกหนี แต่ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าบุญของเรามากองท่วมหัวก็ต้องเสวยไปให้หมด อย่าให้เหลือ อย่าให้ใครต่อ จึงจะตัดชาติภพได้หมด ด้วยการเสวยวิบากกรรมหมดไป ถ้าหนี ไม่ยอมเสวยบุญก็ไม่หมดวิบากกรรมดี ต้องเกิดอีก เพื่อเสวยบุญหรือกรรมดีให้หมด อนึ่ง กรรมนั้นหนีก็ไม่ได้ ถ้าหนีชาตินี้ ชาติหน้าก็ต้องเจอ ต้องเสวยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะกรรมดีหรือชั่วก็ตาม กรรมชั่วก็หนีไม่ได้ กรรมดีก็หนีไม่พ้น ถ้าหนีไม่ยอมเสวยวิบากกรรม จะไม่ได้นิพพาน ดุจไม้กลัวไฟไหม้ ก็ชักเอาออกไว้ วันดีคืนดีมีประกายไฟเกิด ก็ต้องติดไฟได้อีก ตราบเท่าที่ไม่สิ้นเชื้อกรรม เชื้อเกิดก็ยังมีดังกล่าว อนึ่ง ภาวะตัณหาและวิภาวะตัณหา มีทั้งขณะกำลังจะเกิดขึ้น, กำลังตั้งอยู่ และกำลังจะดับไป เช่น ภาวะความเป็นอยู่ที่ดีของคนกรุง หากกำลังจะดับไปเพราะมีคนทำลายล้าง ทำลายความสงบสันติสุข หากเราทุกข์ และยอมรับสัจธรรมไม่ได้ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง นั่นคือวิภาวะตัณหาจะที่เกิดขณะภาวะกำลังจะดับไป เราไม่จำเป็นต้องไปสร้าง, รักษา หรือทำลายอะไร เพราะไม่ใช่หน้าที่ของผู้ที่พร้อมจะนิพพาน ดังนั้น สันติภาพหรือความสุขสงบ ไม่ต้องไปสร้างและไม่ต้องไปรักษา ไม่ต้องไปทำลายสิ่งรบกวนสันติภาพ ปล่อยมันไปตามทาง ตามธรรมชาติของมัน จึงจะตรงต่อนิพพาน แต่ถ้าเราเข้าไปร่วมสร้างสันติภาพ, รักษาสันติภาพ, หรือทำลายสิ่งรบกวนสันติภาพ เมื่อนั้น พรหมโลกย่อมปรากฏแก่เรา เราอาจได้ไปเสวยผลบุญที่พรหมโลกอันสงบสุขยาวนาน แต่นั่นไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไปได้เลย      

ไม่ว่าท่านจะเลือกทางใด เป็นอย่างไรก็ไม่ผิดไปจากธรรมชาติ เราย่อมมีความแตกต่างหลากหลายตามธรรมชาติกันอยู่แล้ว แต่ท่านใดปรารถนาตรงต่อนิพพาน ก็ลองพิจารณาดู ท่านใดที่สมัครใจยังไม่นิพพาน จะทำกิจเพื่อสามภพนี้ไปก่อน ก็ตามสบาย ขอขอบใจท่านที่เสียสละให้ท่านอื่นนิพพานไปก่อน ตนเองยอมเพื่อสามภพนี้ ไม่มีใครผิดแต่อย่างใด ทุกท่านย่อมทำหน้าที่ของตนๆ เมื่อหมดหน้าที่เราก็ตรงต่อนิพพานเท่านั้นเอง

อนุตรธรรม เรื่อง หลังกึ่งพุทธกาลเป็นยุคของพระเทวทัตและพระฉันนะ

พระพุทธศาสนามีอายุห้าพันปี ครึ่งแรกคือ ๒,๕๐๐ ปีแรก เป็นของพุทธบริษัท คือ บริวารสาวกแท้ของพระพุทธเจ้าที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสอนได้อย่างแท้จริง แต่หลังกึ่งยุคพุทธกาลไปแล้ว เป็นของยักษ์อสูร, มาร, เทพ, พรหม ซึ่งไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้าสมณโคดม พวกเขาจึงไม่อาจปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้แท้จริงไม่อาจรักษาธรรมวินัยได้แท้จริงดังเดิม ซึ่งไม่ผิดแต่อย่างใดเพราะพระพุทธเจ้าอนุญาตให้แล้ว ดังนั้น แม้เราเห็นพระสงฆ์ทำสิ่งผิดหรือแปลกไป อย่าหลง ให้รู้ว่านั่นไม่ใช่แนวทางดั้งเดิมของพระพุทธศาสนาเรา แต่อย่าไปว่าร้ายเขา เขาไม่ผิด เขาได้รับสิทธิ์มาโดยชอบธรรม และพวกเขามีมาก เขาก็เป็นเวไนยสัตว์ที่สมควรได้รับการโปรด ได้รับความเมตตา ได้รับการดูแลเหมือนกัน ดังนั้น ให้ปล่อยเขาไปตามทางของเขา ถ้าเราปรารถนานิพพาน ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา แต่ถ้าเรายังไม่นิพพาน รู้ตัวแล้วว่าอยู่กลุ่มไหน ในภาคมาร, อสูรยักษ์, เทพหรือพรหม ก็เลือกเข้าในนิกาย, ลัทธิ, สังกัด, วัด, สถานธรรม เอาเองตามควร ไม่ผิดแต่อย่างใด ดังนี้ ทั้งผู้ที่ปรารถนานิพพานและยังไม่เอานิพพานจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยเหตุนี้

การโปรดสัตว์แบบพระเทวทัต (แบบมีนิกาย)

พระเทวทัตมีมารแทรก และหลังกึ่งพุทธกาลนี้ มารก็มาอาศัยพระพุทธศาสนาอยู่มากนัก เขาก็เป็นคน ไม่เลวร้ายด้วย บางคนในอดีตก็เป็นทหารช่วยกอบกู้เอกราชให้ชาติไทยมา เพราะความแค้นพม่าจึงเป็นมาร มาเกิดแล้วอยู่ในผ้าเหลือง แต่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตรงทางนัก แต่เขาก็ควรได้รับผลบุญนั้น เพราะยอมสละชีพกู้เอกราชมาดังกล่าว ดังนี้ รู้ไว้อย่าได้หลงเขา เขาพาเราไปผิดทางได้ แต่อย่าทำร้ายเขา ยอมรับเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเดียวกันให้ได้ อยู่ร่วมกันให้ได้ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่เคยขับไล่ไสส่งพระเทวทัตเลย แม้เขาจะทำร้ายพระพุทธเจ้าหรือเป็นมารก็ตาม กลายเป็นแนวทางให้เราได้เห็นได้เดินตาม ได้ศึกษากันว่าพระพุทธเจ้าปกครองอย่างไร จึงเอาคนอย่างพระเทวทัต อยู่ร่วมในศาสนา ในหมู่คณะเดียวกันได้ นี่เพราะมารก็เป็นเวไนยสัตว์ที่ควรได้รับความเมตตาด้วย และอนาคตข้างหน้าคือหลังกึ่งพุทธกาล ก็จะมากันมาก ดังนี้ แนวทางดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าทำไว้ จึงเป็นแบบอย่างให้เราเรียนรู้อยู่ร่วมกันต่อไป อนึ่ง พระเทวทัตนั้นพยายามสร้างลัทธิ, นิกายใหม่ แต่ไม่สำเร็จ ปัจจุบัน เรามีพระสงฆ์ที่เอาอย่างพระเทวทัต และสร้างลัทธิ, นิกายได้สำเร็จด้วย ซึ่งก็ไม่ผิด ไม่เลวร้ายแต่อย่างใด แต่ให้เรารู้ไว้ว่าในลัทธิหรือนิกายนั้นๆ ไม่อาจทำให้ได้นิพพานเท่านั้น หากปรารถนานิพพานจะต้องออกจากลัทธิ, นิกาย อยู่แบบไม่มีลัทธิ, นิกายตามพระพุทธเจ้าสอนไว้แต่ดั้งเดิม ส่วนกลุ่มที่แยกออกไปเป็นลัทธิ, นิกายได้ บ้างไปจุติที่พรหมโลก, บ้างไปจุติที่สุขาวดีโลกธาตุ ซึ่งมีสัตว์มากมายต้องอาศัยไปที่นั่น เราจึงควรไม่หลงไปว่าเขาเหล่านี้ ปฏิบัติได้นิพพานจริง แต่เราควรยอมรับความจริงตามยุคสมัยปัจจุบันว่าเขาเหล่านี้ก็เป็นเวไนยสัตว์ที่ต้องมีทางไปของตน แม้ไม่นิพพานก็ตาม ใครที่จะโปรดมารก็ต้องเดินตามทางพระเทวทัต คือ ทำตัวเป็นเจ้า เป็นผู้นำหมู่สงฆ์เสียเอง ไม่ยอมเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า แต่ถ้ามีบุญบารมีมากกว่าพระเทวทัต ก็สามารถสร้างลัทธิ, นิกายใหม่ๆ ได้ แต่กรรมจะมาก และพัวพันกับเวไนยสัตว์มาก เพราะไม่ทำให้เขานิพพานได้จริง ยังเวียนว่ายตายเกิดผ่านชั้นสุขาวดีอีกนาน ถ้าท่านไม่รังเกียจที่จะเวียนว่ายเพื่อเวไนยสัตว์ แถมได้พักที่สุขาวดีก็เชิญเลือกได้ 

การโปรดสัตว์แบบพระฉันนะ (แบบสันโดษ)

พระฉันนะได้อรหันต์จริง ได้เอง ไม่มีใครสอน แต่ถูกลงพรหมทัณฑ์ เพราะอยู่ร่วมกับหมู่สงฆ์เขาไม่ได้ ไม่ถูกให้สึก แต่ถูกตัดขาดจากหมู่สงฆ์ ปัจจุบันนี้ หมู่สงฆ์มากกว่า ๙๙% ไม่อาจได้นิพพานพอเราไปอยู่ร่วมกับเขา เราก็จะไม่ได้ไปด้วย การอยู่แบบวิเวกเดี่ยวเช่นพระฉันนะ จึงเป็นทางออกสำหรับผู้ที่ปรารถนานิพพานแท้จริงหลังกึ่งพุทธกาลนี้ เพราะฉันนะเป็นตัวแทนของเวไนยสัตว์ที่พร้อมได้อรหันต์แต่ไม่ใช่บริวารสาวกของพระพุทธเจ้า จึงถูกลงพรหมทัณฑ์ตัดขาดจากหมู่สงฆ์ให้เป็นแบบอย่างไว้ถึงปัจจุบัน เราเองก็เดินตามทางพระฉันนะได้ ย่อมพ้นจากบ่วงภัยต่างๆ ของหมู่สงฆ์ที่ปฏิบัติออกนอกทางนิพพาน นี่จึงกล่าวว่ายุคนี้เป็นยุคของพระฉันนะและพระเทวทัตให้ท่านเลือกเอาจะเดินทางใด ซึ่งถ้าเลือกที่จะอยู่กันเป็นหมู่ใหญ่ก็มักไม่ได้นิพพาน ได้ภพภูมิไปตามกำลังส่วนใหญ่ของหมู่นั้น เช่น ภพสวรรค์, สุขาวดี, พรหมโลก ฯลฯ แตกต่างกันไป อนึ่ง ข้อดีของหลังกึ่งพุทธกาลคือ คนแบบพระเทวทัตกลายเป็นคนดีแล้ว คือ ไม่ได้ทำร้ายพระพุทธเจ้าหรือพยายามทำลายศาสนา แต่เขามาสร้างคุณงามความดีกัน เพียงแต่ไม่นิพพานเท่านั้น ในอดีตเขาอาจก่อกรรมมาก ตกนรกอยู่ ตอนนี้ ได้รับการปลดปล่อยให้มาแก้ไขตัวเอง และได้กลับใจมาทำความดีแล้ว แต่ยังไม่ถึงวาระนิพพาน นี่คือ แนวธรรมของพระเทวทัตที่รอรับคนที่มาจากนรกมาเกิด แต่ถ้าเลือกที่จะอยู่อย่างสันโดษ ก็จะได้อรหันต์ได้แท้จริง คือ ส่วนของพระฉันนะนั่นเอง (พระเทวทัต บรรลุอภิญญาห้า แต่ไม่ได้อรหันต์ แต่ได้รับความเชื่อถือจากพระเจ้าอชาติศัตรู จึงอยู่ดีกินดีได้) ซึ่งพระฉันนะ ไม่ได้อยู่ร่วมกับหมู่สงฆ์ ไม่มีคนมาสนับสนุนเหมือนพระเทวทัต แต่การปฏิบัติของท่านก็ทำให้ได้อรหันต์ได้ ซึ่งคนในปัจจุบัน ที่พร้อมจะได้อรหันต์นั้น ต้องมีลักษณะแบบนี้ คือ ต้องไม่คลุกคลีกับคนหมู่มาก มากคนมากความ รังแต่จะพากันไปก่อกรรมทั้งดีและชั่ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือชั่วก็ตาม ล้วนนำไปสู่การก่อชาติสืบภพทั้งสิ้น นั่นคือ ไม่ใช่ทางที่จะทำให้นิพพานได้

เวไนยสัตว์ที่พร้อมนิพพาน

จะนิยมอยู่อย่างสงบวิเวก, สันโดษ ไม่นิยมเข้าร่วมหมู่คณะ, สังคมกับใครมาก แยกตัวอยู่ต่างหาก ไม่เหงา ไม่พัวพัน ไม่อาลัยอาวรณ์ในหมู่คณะหรือใครใดๆ อีก อย่างนี้ แสดงว่าพร้อมเต็มที่ที่จะนิพพาน คนแบบนี้ถ้าปฏิบัติธรรมเอาจริงๆ จังๆ มีโอกาสได้อรหันต์จริงๆ แต่ถ้ายังตัดหมู่คณะไม่ได้ ไปเข้าสถานธรรมเพราะมีสังคม มีหมู่คณะ มีคนที่เราอุ่นใจรออยู่ ให้คลายเหงา แบบนี้ยังอีกยาว ยังไม่ได้นิพพาน ซึ่งแบ่งออกเป็น กลุ่มยักษ์อสูร, มาร, เทพ และพรหม โดยมีจุดสังเกตคือ พวกยักษ์อสูร จะมีไสยเวทย์มนดำ, พวกมารจะมีเล่ห์เหลี่ยมและมิจฉาทิฐิแรง เช่น คิดว่านิพพานเป็นอัตตา เป็นต้น, พวกเทพ จะมีหน้าที่ทำตรงไปตรงมา แต่ไม่ยอมทำนอกหน้าที่ เพราะกลัวความผิดจะย้อนเข้าตัว, พวกพรหมจะไม่ทำอะไร ไม่ก่อกรรมเลย ทำตัวให้ใสซื่อสะอาดอยู่อย่างนั้น ให้ดูน่าศรัทธา ให้ดูสงบเสงี่ยมให้คนชอบอย่างนั้นแต่ไม่ค่อยก่อกรรม และไม่รู้ธรรมแท้จริงด้วย วันๆ จะนั่งรับลาภสักการะเยอะแยะ ไปพัฒนาวัดบ้าง เลี้ยงดูบริวารบ้าง หลงเพลินอยู่กับเรื่องลาภสักการะ, ยศถาบรรดาศักดิ์ เช่น ตำแหน่งเจ้าต่างๆ ของพระสงฆ์ที่ได้มาจากทางโลก ไม่ได้มาจากทางธรรม ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้เลย ดังนั้น คนที่จะได้นิพพานจริงๆ จะไม่มีคนให้ห้อมล้อม ไม่เด่นดัง ไม่ได้มีสานุศิษย์มากจะอยู่อย่างหลวงปู่เทพโลกอุดรหรืออย่างพระฉันนะนั่นเอง ไม่เช่นนั้น จะพัวพันกรรมกับคนมากมาย และไม่อาจนิพพานได้

เวไนยสัตว์ที่ยังไม่พร้อมนิพพาน

จะนิยมอยู่รวมกันเป็นสังคม ยึดติด, พัวพันในการมีสังคม มีหมู่คณะ ขาดไม่ได้ ต้องมี ไม่มีใจจะขาดและเป็นทุกข์ได้ ดังนั้น หลายท่านจึงเข้าสังคมธรรมะ เช่น ตามสถานธรรม วัด ต่างๆ เพื่อให้ได้สังคม คลายเหงา ที่ใดที่ปฏิบัติเดี่ยว ไม่ได้มีสังคม ไม่มีคนห้อมล้อม ไม่ดังไม่มีชื่อเสียงคนเงียบมากเป็นป่าช้า อันนั้นไม่มีใครสนใจเข้ากันแบบนี้เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่จะพร้อมนิพพานนั่นเอง พวกเขาไม่ได้สำเร็จอรหันต์แบบอรหันตสาวก ทำให้เขาไม่ทราบความเป็นอยู่ที่แท้จริงของพระอรหันตสาวกโบราณและมีรูปแบบความเป็นอยู่แบบที่ตนคิดกันว่าถูกต้องแล้ว เช่น การรับเงินทองได้โดยไม่เจตนา จึงคิดเอาว่าไม่ผิด พระอรหันต์รับเงินทองได้ไม่มีกรรม ซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิที่แรงมาก ถ้าทำได้จริง เราคงไม่มีศีลห้ามรับเงินรับทองตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้หรอก แม้แต่พระพุทธเจ้า อรหันต์แล้ว ท่านก็ไม่เคยรับเงินรับทอง อนึ่ง การรับเงินรับทองนั้น ผิดศีล และไม่ใช่ทางที่ทำให้นิพพานได้ แต่ถ้าท่านไม่ปรารถนานิพพาน ก็เป็นเรื่องของท่าน ไม่ผิดต่อสังคมไทยแต่อย่างใด เพราะสังคมไทยยอมรับแล้ว สิ่งนี้ ไม่ได้เลวร้าย แต่เป็นเรื่องธรรมดาของความไม่เที่ยงของยุคสมัย ซึ่งคนเราก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เป็นธรรมดา แต่ถ้าใครปรารถนานิพพาน ก็ต้องปฏิบัติให้ได้ดังเก่าก่อนแท้จริง ใครที่ไม่ปรารถนาจะนิพพานชาตินี้ขอแค่ท่านไม่ผิดปาราชิกสี่ ท่านก็เป็นพระสงฆ์ได้ต่อไป ผิดศีลก็ปลงอาบัติ เท่านี้ก็อยู่ร่วมกันได้แล้ว

อนุตรธรรม เรื่อง คำทำนายนั้น ต้องเป็นจริงเสมอไปหรือไม่

คำทำนายจะเป็นจริงได้ เมื่อให้แก่ผู้บำเพ็ญบารมีที่มีบารมีเพียง ปัญญาธิกะ และศรัทธาธิกะ แต่สำหรับผู้มีบารมีระดับวิริยธิกะแล้ว คำทำนายจะไม่เป็นจริงแม้ว่าคำทำนายนั้นจะมาจากพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทรงฤทธิ์ทรงเดชรูปใดก็ตาม เพราะนี่คือ ธรรมชาติของวิริยธิกะที่ผู้บำเพ็ญบารมีต่ำกว่านี้จะไม่มี ถ้าสมมุติ พระศรีอาริยเมตตรัย ได้คำทำนายว่าจะได้เป็นเจ้าจักรพรรดิเพื่อมาค้ำศาสนาในกึ่งกลางพุทธกาลนี้ พระรามเจ้าได้รับเหมือนกันว่าจะเป็นเจ้าแห่งเจ้าทั้งมวลจึงประกาศตนเป็นเจ้าแห่งเจ้าทั้งมวล (แต่นี่เป็นการใช้สื่อ จะเป็นได้จริงไหมก็อีกเรื่องนะ) ส่วนพระอสุรินทราหู ก็ได้รับคำทำนายว่าจะเป็นใหญ่ครองประเทศไทย (สมมุติ) ทั้งสามก็ต้องมาบำเพ็ญบารมีแข่งกัน พระศรีอาร์ฯ ถ้าเอาอำนาจ ก็บำเพ็ญไม่ผ่าน ต้องละไป ให้สององค์ที่เหลือแข่งกันเอง ซึ่งต้องละให้ได้ด้วย (ไม่ใช่ว่าละแล้ว แต่ถูกคนจับตัวได้ ดึงไปเป็นจักรพรรดิอีก) อีกสององค์ใครทำสำเร็จก็ได้บารมีไป ทั้งนี้ ต้องเป็นที่ยอมรับของชาวโลกด้วย ไม่ใช่ยอมรับกันเอง แต่งตั้งกันเอง ใช้สื่อซึ่งซื้อด้วยเงินภาษีเอง อันนี้ไม่ผ่าน ต้องให้ชาวโลกเขายอมรับเองจึงเรียกว่าเป็น “บารมี” ได้     

ปัญญาธิกะกับคำทำนาย

ปัญญาธิกะโพธิสัตว์ จะได้รับคำทำนาย แล้วไม่อาจเข้าใจได้หรือมีพลังจิตพลังบารมีมากพอที่จะทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง เขาต้องพึ่งพาความรู้จากผู้รู้ เช่น เล่าปี่ ต้องพึ่งพาขงเบ้ง เป็นต้น เมื่อได้ผู้รู้แล้ว ผู้รู้คอยบอกหมดทุกอย่าง เมื่อรู้แล้วก่อน เมื่อมีปัญญาชัดเจนแล้วก่อน จึงลงมือกระทำ นี่เรียกว่า “ปัญญาธิกะ” คือ พระโพธิสัตว์ที่ต้องรอให้ได้ปัญญาแจ้งก่อนแล้วจึงลงมือทำให้สำเร็จ ถ้าทำกิจไม่สำเร็จก็บำเพ็ญบารมีได้ไม่เต็ม ดังนั้น พระโพธิสัตว์แบบนี้จะมีนักปราชญ์อยู่รายล้อมมาก เหมือนเล่าปี่แสวงปราชญ์ฉะนั้น แต่ถ้าไม่รอให้แจ้งก่อน กล้าหาญที่จะทำลงไปเองด้วยตนเองโดยศรัทธาแม้จะมีความหวังหรือคำทำนายให้น้อยนิด และทำให้สำเร็จได้นั้นจัดเป็น “ศรัทธาธิกะ” ซึ่งจะได้อธิบายต่อไป

ศรัทธาธิกะกับคำทำนาย

ศรัทธาธิกะโพธิสัตว์ จะได้รับคำทำนายเหมือนกัน เช่น เกิดมาก็ได้นิมิต ได้สิ่งอัศจรรย์จนพ่อแม่ต้องไปขอให้โหรมาทำนาย ได้คำทำนายตั้งแต่เกิดเลย แล้วศรัทธาในคำทำนายนั้น ทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง นั่นคือศรัทธาธิกะ เช่น โจโฉ ที่กระทำการโดยเริ่มต้นจากตนเองเพียงคนเดียว จนครองแผ่นดินได้ เขาจะไม่มีครูคอยบอก ไม่มีปราชญ์คอยชี้แนะ ไม่มีคนอย่างขงเบ้งเป็นกุนซือ หรือไม่เชื่อในกุนซือของตน เพราะอาจด้วยคุณสมบัติของกุนซือมีไม่มากพอ เขาจึงต้องเชื่อตัวเองด้วยกำลังเริ่มต้นจากความศรัทธาในคำทำนายนั้น ปกติ พระโพธิสัตว์สองประเภทนี้ จะได้รับคำทำนายอย่างเดียวกันทั้งคู่ และทั้งคู่จะบำเพ็ญบารมีไปพร้อมกัน เพื่อแข่งขันกันเป็นหนึ่ง ใครทำสำเร็จ ก็จะบำเพ็ญบารมีสำเร็จ

วิริยธิกะกับคำทำนาย

วิริยธิกะโพธิสัตว์ จะไม่ได้รับคำทำนาย แต่กลับทำให้คำทำนายเป็นจริงได้ด้วยตัวเอง เช่น เขาทำนายว่าคนอื่นจะได้เป็นกษัตริย์ แต่ตนเองกลับพยายามเอาชนะได้เหนือคำทำนาย, หรือได้รับคำทำนายแต่ทำให้ผิดไปจากคำทำนาย คือ เลือกทางที่ดีกว่าได้ด้วยตนเอง เช่น เขาทำนายว่าจะได้เป็นจักรพรรดิ แต่ตนเองกลับเลือกที่จะบวชเป็นพระ เป็นต้น ปกติ เขาจะให้พระโพธิสัตว์สามประเภทนี้มาเกิดร่วมชาติกัน แล้วให้คำทำนายแก่พระโพธิสัตว์สองแบบแรก แต่จะไม่ให้รู้ถึงโพธิสัตว์แบบที่สาม หรือพระโพธิสัตว์แบบวิริยธิกะไม่ได้รับคำทำนายว่าจะเป็นผู้มีบุญบารมีจะได้อะไรในโลก แต่ท่านกลับทำให้ตนเองได้ก็มี ในชาติของสามก๊ก มีผู้มีบุญบารมีมากสามคน ทั้งสามได้รับโจทย์เดียวกัน คือ ทำให้แผ่นดินเป็นชาติเดียวกัน (รวมประเทศ) แต่ไม่มีใครทำสำเร็จเลย คือ กำลังพอกันจึงไม่มีใครแพ้ใครชนะกันได้อย่างเบ็ดเสร็จ อนึ่ง ถึงแม้ว่าจิตวิญญาณของคนจะเป็นวิริยธิกะก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่ามาเกิดแล้วจะหนุนตัวเองให้ได้บารมีเก่าเท่าก่อน คือ ถ้าบำเพ็ญแล้วหย่อนยานลงไป ก็ฟื้นคืนบารมีเก่าไม่ได้ ทำกิจไม่สำเร็จเหมือนกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น