รวมบทความธรรมปฏิเวธ เรื่อง พระสงฆ์และชาวพุทธควรปฏิบัติตนอยู่ร่วมกันอย่างไร?
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ถาม-ตอบ ตอนที่ ๑ พระสงฆ์ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
ถาม : พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาควรปฏิบัติตนอย่างไรในยุคสมัยปัจจุบัน?
ตอบ :
อย่างแรก เป็นคนธรรมดาให้ได้ก่อน ยังไม่ต้องเป็นอย่างอื่น อย่าเพิ่งพยายามสร้างให้ตัวเองดูน่าศรัทธาอะไร ความน่าศรัทธาที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการสร้าง ถ้ามันจะมี มันมีของมันเอง เป็นธรรมะ ธรรมดา ธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่มีสาระอะไรจะต้องไปนั่ง Flak นั่ง Make กัน จงคิดว่าเมื่อเรายังไม่บวช เราก็อยู่กับสังคมเขาได้ แล้วถ้ามีผ้าเหลืองมาห่อหุ้ม ทำไมมันจะอยู่กับคนในสังคมเขาไม่ได้ละ มันต้องได้สิ แล้วอย่าไปปรุงแต่งอะไรในความเป็นพระมาก ก่อนเป็นพระ หลังเป็นพระ อย่าให้มันเหมือนการแสดงละครมาก ทำตัวธรรมดาก่อน ศีลนั้น ค่อยๆ ฝึกไป ปฏิบัติไป คนเราผิดกันได้ทุกคน พระพุทธองค์สอนแล้วว่าผิดระดับไหน ให้ไปทำอะไร ปลงอาบัติก็ปลงให้ตกว่าเรายังทำไม่ได้ เราจะไม่เป็นผู้หลงตัวเอง เพราะเรายังทำไม่ได้อยู่ ผิดนี่แหละดี ทำให้ปลงบ่อยๆ จึงไม่หลงตัวเอง คนที่ไม่ผิดเลย หรือไม่เคยผิดเลย หรือไม่เคยมองเห็นความผิดของตนเองเลยสักครั้งนี่สิ ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะหลงตัวเองได้ง่ายมาก ผิดไม่เป็นไร ถ้าพลาดถึงปาราชิกก็ไม่เป็นไร สึกไปอยู่เป็นครัวเรือนก็เป็นคนดีของสังคมได้ ไม่เป็นไรหรอกถ้ามันพลาดและเป็นนักบวชไม่ได้นะ ฆราวาสที่มีครอบครัวเป็นคนดีของสังคมก็มีเยอะไป มันจะอะไรกันหนักหนากับอีแค่คนๆ หนึ่งทำผิดพลาดไป มันเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ไม่ยอมให้ธรรมดากันเพราะอาจด้วยไม่ยอมรับความผิด ๑ หรืออาจเพราะการต่อสู้ยืดเยื้อ ๑ อย่างนี้ ยิ่งจะทำลายตัวเองให้คนเขารู้กันทั่วและนานขึ้นไปอีก แทนที่จะรับผิดเร็วๆ เรื่องจบไปเร็วๆ
ถาม : ถ้าพระสงฆ์ผิดบ่อยๆ ไม่ดูน่าเลื่อมใส แล้วพุทธศาสนาจะอยู่ได้หรือ?
ตอบ :
อยู่ได้แน่นอน แต่ตรงกันข้าม ถ้าไม่ใช่แบบนี้ พระพุทธศาสนาจะกลายพันธุ์กลายเป็นศาสนาพราหมณ์ทันที คือ ไปเน้นที่การสร้างศรัทธา ทำให้คนเลื่อมใส ซึ่งมันปรุงแต่งไปด้วยอะไรมากมายไม่รู้ เป็นวิถีพราหมณ์ เมื่อเข้าวิถีพราหมณ์เมื่อไร ผ้าเหลืองที่เราเห็นมันก็แปลงพันธุ์กลายเป็นพราหมณ์หมดแล้ว พระไม่มีเหลือหรอก เพราะอะไรหรือ?
ในสมัยพระพุทธองค์ทรงอยู่ พระสาวกของพระพุทธเจ้าทำผิดกันเยอะมาก และอุบาทว์กว่าสมัยนี้มากๆ เช่น พระสงฆ์รูปหนึ่งมีกามกับแม่ของตัวเอง เพราะคิดเอาว่าทำกับแม่แล้วไม่ผิดศีล, อีกรูปหนึ่งไปทำกับนางลิง, อีกรูปหนึ่งไปทำกับหัวผีที่ขาดอยู่, อีกรูปหนึ่งไปกระทำกับบัณเฑาะว์, อีกรูปหนึ่งยินดีให้สีกาเป็นฝ่ายกระทำแทน ฯลฯ โอ้ย เยอะแยะมากลูกเอ๋ย ที่พระสาวกสมัยโบราณเขาผิดศีลกัน สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติจ๊ะ เรื่องธรรมชาติ คนก็คือคน มันผิดกันได้ ผิดก็ว่าตามผิด ตามธรรมวินัยกันไป เราถึงได้มีวินัยตั้ง ๒๒๗ ข้อเป็นมรดกอยู่นี่ไง ที่เยอะมาก ก็เพราะสมัยโบราณเขาผิดกันมามาก นี่เป็นเรื่องธรรมดาจ๊ะ แต่คนที่เขานับถือพระพุทธศาสนาและเข้าใจอย่างแท้จริง ย่อมรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สาระสำคัญของการนับถือพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องธรรมดาขององค์กร, กลุ่มคน เมื่ออยู่รวมกับร้อยพ่อพันธุ์แม่ ก็มีแน่นอนที่จะผิดพลาดกันได้ แต่ถ้าเมื่อใดเราคิดเอาว่าสิ่งนี้ผิดธรรมดา ไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น หรือพยายามเข้ากระทำมันมากเกินไป เช่น เกินไปกว่าที่พระศาสดาเราให้ไว้ จากศีล ๒๒๗ ข้อ มันก็จะถูกร่างกฎระเบียบของเราเองกันขึ้นมาใหม่ ความเป็นลัทธิ, นิกาย และแตกแยกแตกกอออกจากเดิมก็เกิดขึ้น มันก็เริ่มกลายพันธุ์กันตรงนี้เอง ศีลนั้น คนโบราณเขามองว่าเป็นของดีเขาไปขอกันแล้วเอาไปปฏิบัติเคารพเหมือนธรรมะ เหมือนกับวิชชาอาคมอย่างหนึ่งเลยทีเดียว ใครจะเอาก็ไปขอมา ไม่ได้บังคับกัน ถ้าพระสาวกจะให้ศีลเพิ่มแก่ใคร ให้ได้ไหม ได้ แต่ต้องเข้าใจว่าต้องไม่เอาศีลที่ตนตราเพิ่มนี้มาเป็นมาตรฐานบัญญัติแก่คนหมู่ใหญ่ คือ ใครสมัครใจไปขอศีลท่านผู้นั้น ท่านก็ให้เขาได้
อาทิเช่น พระสงฆ์รูปหนึ่งมีมือถือ กลัวว่าจะมีกรรม จึงไปขอพระผู้ใหญ่ว่า ท่านขอรับ ผมมีมือถือ ขอท่านให้ศีลแก่กระผมในการใช้มือถือได้ไหมขอรับ พระผู้ใหญ่ถ้ามีปัญญาแบบพระอุบาลี ก็จะพิจารณาว่าสิ่งใดควรไม่ควรก็จะมอบศีลให้ผู้ขอไปตามควรกี่ข้อก็ว่ากันไป อันนี้ทำได้ แต่ไม่ใช่ว่าพระผู้ใหญ่ไปต่อว่าพระผู้น้อยเพราะเห็นเขามีมือถือ แล้วไปบงการให้เขาต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้นะ อันนี้เป็นกรรม เขาไม่ได้ขอให้เราทำ เรื่องธรรมะนั้นเป็นปัจจัตตัง ถ้าเขาไม่ขอเรา เราก็ปล่อยเขาไปอย่างที่เขาเป็น ไม่ต้องยุ่ง ถ้าอย่างนี้ ก็ทำได้เพราะไม่ได้เอาศีลที่ตนตั้งนั้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องปัจจัตตัง ใครอยากได้ ไปขอเอาเองจากท่านที่มีปัญญาพอที่จะให้ได้ ก็เป็นเรื่องระหว่างบุคคลไป ไม่มีการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ไม่เกิดลัทธินิกายใหม่ ซึ่งเวลาผ่านไป ก็ต้องบอกว่านี่เป็นศีลปัจจัตตัง ไม่ใช่ศีลในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่แบบแผนที่ทุกท่านต้องมากระทำตาม
ถาม : ถ้าพระสงฆ์ผิดศีลได้มากขนาดนั้น คนจะไม่เสื่อมศรัทธาหรือ?
ตอบ :
พระพุทธศาสนาจะไม่เสื่อมศรัทธาเพียงเพราะว่าพระสงฆ์ผิดศีลหรอกจ๊ะ ที่คนโบราณเขานับถือพระพุทธศาสนานั้น เขาไม่ได้เน้นศีล เขาเน้นปัญญานะลูก พราหมณ์โบราณบางสำนักนะ เคร่งศีลมากๆ เขายังไม่นับถือกันเหมือนพระพุทธศาสนาของเราเลยเช่น นิกายเชน เขาก็เคร่งมาก คนที่ไม่ใส่เสื้อผ้าก็ยอมทนทรมาน ไม่ว่าหนาวหรือร้อนก็ไม่ใส่เสื้อผ้าเลย เขาเคร่งกันจัดมากๆ แต่พระพุทธศาสนาเป็นธรรมะ เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ คือ กลางๆ ไม่เคร่งเกินไป แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีระเบียบอะไรเลย เดินทางสายกลาง ดังนั้น ไม่ได้เน้นเคร่งศีล แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีเอาเสียเลย มีไว้ประคอง เป็นทางสายกลาง แล้วเน้นเพื่อเกิดปัญญารู้แจ้ง หลุดพ้นจากความหลงเสีย นี่ต่างหากที่ลัทธิ, นิกาย, ศาสนาอื่น เขาไม่ค่อยมีกัน เราจะให้คนศรัทธานั้น ไม่ใช่เพราะเคร่ง, มีฤทธิ์เดช, เก่งกาจ, เรียนสูง, มีเปรียญ, มียศถาบรรดาศักดิ์, มีบุญบารมีมาเกิด ฯลฯ หรืออะไรเลย ไม่ใช่เลย ที่คนศรัทธาเพราะเขามีปัญญาแจ้งแล้วเช่นว่า ศาสนาอื่น ทำตัวให้ดูน่าศรัทธาเลื่อมใส คนเลยศรัทธาให้การสนับสนุนด้วยปัจจัยต่างๆ แต่ของเรากลับบอกว่าที่ท่านทำนี้ ให้ทำด้วยใจที่ละความตระหนี่ถี่เหนียว, ละความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์ ไม่ได้ให้ทานเพราะเห็นว่าผู้รับเป็นผู้มีบุญมาก, เป็นคนดี, เป็นผู้วิเศษ ฯลฯ หรืออะไรต่อมิอะไร มันไม่เกี่ยวกับผู้รับเลย แต่เป็นด้วยปัจจัตตัง คือ ตัวท่านเองแหละที่ละความยึดมั่นถือมั่นของตนเองทั้งสิ้น ใครจะรับก็ช่างมันเถิด เขาจะดีไม่ดีก็ช่างมันเถิด นี่มองในฝ่ายของฆราวาส เขาวางจิตแบบนี้ แต่ในฝ่ายภิกษุสงฆ์ผู้รับ ก็รับด้วยจิตที่พิจารณาไม่หลงในสิ่งที่รับนั้น เรียกว่าพิจารณาปัจจัยในการดำรงชีพเนืองๆ จะได้ไม่หลง นี่ถ้าเราเข้าใจพระพุทธศาสนากันจริงๆ เราก็จะอธิบายให้คนทั่วไปฟังได้ว่าทำไม พระสงฆ์ผิดศีลมาก แล้วพุทธศาสนิกชนยังควรทำบุญให้อีกได้
ถาม : ฝ่ายพระสงฆ์ละ ควรปฏิบัติตนอย่างไรในยุคสมัยปัจจุบัน?
ตอบ :
เป็นคนธรรมดาให้เป็นก่อน เหมือนเริ่มที่ศูนย์ให้เป็นก่อน อย่าเพิ่งเว่อร์ จะอรหันต์อะไรมันก็ธรรมดาทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องไปทำให้มันเว่อร์ แล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สนับสนุนให้เว่อร์ หรืออวดใคร พระอรหันต์แท้ๆ นะ บางรูปได้อรหันต์แล้ว แต่ท่านก็ทำตัวธรรมดาๆ เจียมๆ ตน พระรูปอื่นๆ ไม่ทราบจึงลูบศีรษะท่านเล่น พระพุทธองค์ทรงทราบจึงใช้อุบายเรียกพระอรหันต์มาประชุมพร้อมกัน แล้วท่านก็ไม่ได้มาจนท่านอื่นๆ รอกันนานมาก จึงถามพระพุทธองค์ ท่านก็ตรัสตอบว่ายังเหลืออีกรูปหนึ่ง จากนั้น ท่านรู้ว่ามีผู้อื่นรอท่านจึงมา พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าครบแล้ว ดังนี้ หมู่สงฆ์จึงได้ทราบว่าท่านบรรลุอรหันต์ นี่เขาไม่ได้มาอวดกันเหมือนสมัยนี้ สมัยนี้โฆษณากันด้วย ขึ้นป้ายแผ่หลา ขณะกำลังทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์กันเชียว ดังนี้ เมื่อเราทำตัวธรรมดาแล้วก็ค่อยฝึกตนไปแม้ว่าได้ไม่มาก ได้น้อย ก็ไม่ต้องไปรีบทำให้ตัวเองดูเหมือนได้อย่างเขา ได้เท่าไรเท่ากัน เหมือนเต่ากับกระต่าย แม้ช้าแต่เดินไปเรื่อยๆ ก็ถึงได้เหมือนกัน ที่สำคัญให้รู้ตนว่า “ตนบวชมาเพื่ออะไร”
ถาม : ถ้าพระสงฆ์ทำตัวธรรมดา ไม่เน้นสร้างศรัทธานั้น ดีหรืออย่างไร?
ตอบ :
เป็นการรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้ถูกปรุงแต่งมากไปจ๊ะ จะคงสภาพเดิมได้มาก เหมือนเราไปปฏิสังขรณ์ปราสาทโบราณ ถ้าเราพยายามทำให้สวยงามน่าดูชม มันอาจจะผิดไปจากเดิม ในขณะที่ถ้าเราเอาเศษอิฐหักๆ ของเดิม พยายามประกอบเข้ากันใหม่เท่าที่ทำได้ มันก็จะถูกดัดแปลง, ปรุงแต่งน้อยมาก ดังนั้น การทำตัวธรรมดา ไม่เน้นสร้างศรัทธาจึงเป็นวิธีที่ทำให้พระพุทธศาสนาเป็นแบบเดิมมากที่สุด ไม่กลายพันธุ์ไปมากที่สุด วิธีนี้เป็นวิธีเดียว แนวคิดเดียวกันกับการรักษาโบราณวัตถุและซากปรักหักพังของนักโบราณ, นักประวัติศาสตร์ และใช้ได้กับพระพุทธศาสนาด้วย แต่สำหรับพระพุทธศาสนาของเรา ต้องเพิ่มไปอีกนิด คือ ต้องทำปัญญาให้แจ้งด้วย แจ้งได้เมื่อไร เมื่อนั้น ก็คืนชีพได้ทันที นี่คือ การรักษาพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องที่สุดจ๊ะ คือ ต้องสำเร็จมรรคผลให้ได้จริงๆ เท่านี้ พระรัตนตรัยก็ฟื้นคืนชีพได้แล้วไม่ต้องสร้างอะไรใหม่เลย ไม่ต้องเรียกศรัทธาด้วย พระพุทธศาสนาไม่ได้ต้องการให้คนศรัทธาเพราะว่าพระดี, พระมีฤทธิ์, พระมีบุญบารมี, พระมียศใหญ่, พระได้เปรียญ ฯลฯ แต่เราสอนให้ “ทำทานเพื่อละความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นการปฏิบัติเฉพาะตน ไม่เกี่ยว ไม่เนื่องด้วยใคร หรืออะไร ใดๆ (ปัจจัตตัง)” ดังนี้ จึงไม่จำเป็นต้องทำให้คนเขาศรัทธา แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะยุยงให้พระทำลายศรัทธาของคนเขานะ ไม่ต้องไปสร้าง, ไม่ต้องไปรักษา, ไม่ต้องไปทำลาย ศรัทธาของใคร, อะไร, ใดๆ ทั้งนั้น ถ้ายังสร้างศรัทธาอยู่ ก็ยังต้องมาเฝ้ารักษาศรัทธาต่อไป สุดท้าย ถ้าพลาดเมื่อไรก็ถูกทำลายศรัทธาลงเมื่อนั้น นี่ยังวนอยู่ในพรหมโลก ยังวนอยู่ในภารกิจแห่งพรหม คือ กิจแห่งการสร้าง, รักษา และทำลายอยู่ ไม่ใช่พุทธศาสนานะจ๊ะ แต่ถ้าเป็นพุทธศาสนานั้น จะไม่สร้าง, ไม่รักษา และไม่ทำลาย ปล่อยไปตามธรรมชาติเลยจ๊ะ พิจารณาแล้วเห็นแจ้งตามจริงว่าอนิจจังไม่เที่ยง ละวางแล้วลัดตรงสู่ความหลุดพ้น จากความหลงได้เลย อีกประการ การที่คนไม่ค่อยศรัทธาก็ไม่ได้แปลว่าเราจะอยู่ไม่ได้ เพราะแม้เขาไม่ค่อยศรัทธา แต่เราสมถะอยู่แล้ว ดังนั้น แค่เราได้ข้าวปลาอาหารจากเขาแต่เพียงน้อย เราก็อยู่รอดได้แล้ว แล้วเราจะต้องไปกังวลมากทำไมว่าคนจะต้องมาศรัทธาเรา ยกเว้นว่าเราไม่ได้ปฏิบัติในทางสมถะแล้ว เช่น มีค่าน้ำ, ค่าไฟ ฯลฯ มากมายที่ต้องจ่ายในวัดๆ นั้น จึงต้องเรียกศรัทธาญาติโยมให้ต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินบริจาค, ปัจจัย ฯลฯ อย่างนี้จึงเกิดความคิดเห็น (ทิฐิ) ขึ้นว่าต้องสร้างศรัทธา, ต้องเรียกศรัทธากันยกใหญ่ ที่จริงแล้วพระเขาไม่ได้อยู่กันแบบที่ต้องอาศัยศรัทธากันขนาดนั้น เพราะถ้าทำตัวสมถะเป็น ไม่ได้เคร่งอะไรมากหรอกนะ เธอลองไปดูก็ได้ พระธรรมดา ก็รอดตาย ไม่อดตายกันทั้งนั้น อยู่ในประเทศไทยได้หมด ไม่เห็นจำเป็นว่าพระที่ไม่มีชื่อเสียงเหล่านั้น จะต้องร้อนตัวมาทำตนให้มีชื่อเสียง น่าศรัทธาอะไรเลย แค่นี้เขาก็รอดไปได้ทั้งชีวิตแล้ว ยังต้องทำอะไรอีก
ถาม : สิ่งสำคัญที่สุดที่พระสงฆ์ควรทำคืออะไร?
ตอบ :
ไม่ไปเปลี่ยนแปลงธรรมวินัยดั้งเดิมแล้วปฏิบัติจิตให้ได้มรรคผลแท้จริง แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็อยู่ในธรรมวินัยได้ ตราบเท่าที่ไม่ผิดศีลขั้นปาราชิก สังคมควรให้ความยืดหยุ่นกับพระสงฆ์ซึ่งอยู่กันเป็นหมู่มากด้วย ว่าไม่จำเป็นว่าต้องได้อรหันต์กันหมด เมื่อเขาไม่อรหันต์กัน ก็ต้องมีกิเลสบ้างเป็นธรรมดา เมื่อเขามีกิเลส เขาก็ผิดได้เป็นธรรมดา ดังนั้น ไม่แปลกนะ ถ้าคุณเห็นพระสงฆ์เมาแอ๋ แล้วชกกับฆราวาส มันเป็นไปได้ ด้วยอำนาจของกิเลสและน้ำเมา มันไม่ใช่ของร้ายแรงอะไรเลย เราอย่าหวั่นไหวมากไป เราจะเห็นว่าอ๋อ คนเราก็คน มันก็เป็นธรรมดา เราไม่หลงรัก ไม่เกลียดเขา เขาเป็นพระภิกษุมีหน้าที่ขอก็ขอไป เราอยากทำบุญ ฝึกละความตระหนี่ ก็ทำไป ให้ไป เมื่อบุญบารมีเราถึงพร้อม พระที่ดีๆ ก็มาถึงเราเอง ไม่ต้องกลัว ขอจำแนกสิ่งที่พระสงฆ์ควรปฏิบัติเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
๑) หน้าที่ของความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง (หน้าที่ในมุมที่คาบเกี่ยวทางโลก)
เป็นคนธรรมดา ปกติที่อยู่ร่วมกับสังคมมนุษย์ให้ได้ คือ ต้องรู้ว่าตนอยู่ในประเทศใด ประเทศนั้นมีการปกครองแบบใด ซึ่งปกติก็รู้กันอยู่แล้ว เพราะใครเกิดประเทศไหนก็มักอยู่ประเทศนั้น ยกเว้นว่าย้ายไปประเทศอื่นๆ เช่น เกิดที่ไทย ย้ายไปอเมริกา เป็นต้น ต้องรู้ว่าเรายังเป็นคนมีสังขารมนุษย์อยู่ ต้องอยู่กับโลกสมมุติ ต้องปรับตัวพอประมาณ ไม่ใช่เอาตัวไปคลุกคลีกับสังคมมากเกินไปเหมือนตอนก่อนบวช แต่ก็ยังตัดขาดโลกไปหมดเลยไม่ได้ เพราะไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า ยังต้องอาศัยโลก พึ่งพาและเกี่ยวข้องกับทางโลกอยู่ อย่างน้อยก็มีกิจบิณฑบาตอยู่ ไม่ควรทำตัวให้ลอยเลิศจนไม่ใช่มนุษย์ เช่น ทำเป็นเทพเทวดาให้คนลุ่มหลง, ทำตัวเป็นผู้มีบุญบารมีให้คนลุ่มหลง, ทำตัวเป็นผู้ทรงฤทธิ์ทรงวิทยาคม, ทำตัวเป็นคนมีปัญญามีธรรมมาก, ทำตัวเป็นคนน่าศรัทธาหลงใหลด้วยประการต่างๆ ฯลฯ จริงอยู่ว่าของเหล่านี้มีอยู่จริง และท่านอาจมีคุณวิเศษนั้นจริงแต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญให้แสดงโชว์ใคร ควรทำตัวให้ธรรมดาให้เป็นบ้าง ส่วนเรื่องชื่อเสียงนั้น ถ้ามันจะมี มันมีของมันเอง ถ้ามันจะดับ มันก็ดับไปของมันเองตามวาระ จะไปสนใจสร้างชื่อเสียง, สร้างความน่าเชื่อถือสร้างศรัทธาทำไม โดยธรรมชาติ มันมีของมันเองอยู่แล้ว เคยเห็นไหม ดาราแต่ละคน เขามีธรรมชาติของเขาเอง เข้าวงการใหม่ๆ ดังมาก คนชอบ แต่พออยู่นานเข้า เริ่มเบื่อกัน ก็ปรุงแต่งใส่เข้าไป ความเป็นธรรมชาติหายหมด แล้วก็สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง แม้ต่อชื่อเสียงได้ แต่ไม่คุ้มความเป็นคน
๒) หน้าที่ของความเป็นพระสงฆ์ (หน้าที่ที่คาบเกี่ยวในมุมองค์กรศาสนา)
สงฆ์ คือ หนึ่งในรัตนตรัย ผู้ทำหน้าที่เผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้า การเผยแพร่ธรรมนั้นมีทั้งบุญมากและกรรมมากได้ ถ้าเขาไม่ได้นิพพาน เราจะไม่ได้ด้วย ซึ่งพระสงฆ์เทศน์ด้วยคำพูดของตัวเองได้ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ควรระวังคำพูดที่ใช้ จะทำให้คนฟังเข้าใจผิดไปจากพระธรรมวินัยด้วย ดังนั้น ถ้าทำได้ควรเลือกใช้ศัพท์ธรรมะให้ถูกต้องด้วย การพยายามทำความเข้าใจคำศัพท์ที่พระพุทธเจ้าใช้นั้นไม่ยากเกินไปในปัจจุบัน ที่มีหนังสือมากมายให้อ่าน สำหรับอรหันต์เมื่ออ่านแล้วจะเข้าใจสภาวธรรมได้ไม่ยาก คำศัพท์ที่ใช้นั้นหมายถึงสภาวธรรมตัวไหน ไม่ยากเลย ถ้าไม่อยากให้คนเข้าใจผิดเพราะคำศัพท์ที่เราเลือกใช้เองตามถนัด ก็ควรเลือกใช้คำศัพท์ที่มีอยู่แล้วในไตรปิฎก เช่น การใช้คำว่าสุญตามากเกินไป ไม่มีในไตรปิฎก คนก็งงว่าคืออะไร เป็นของใหม่ไหม แท้แล้ว เราใช้คำว่านิโรธ คือ ดับสูญขณะภาวนา ไม่ต้องไปยึดอะไรเลยสักอย่าง นั้นจะดีกว่าใช้คำว่าสุญตา นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเผยแพร่ธรรมไม่ถูกคน เช่น การเผยแพร่เหมือนพราหมณ์ การตั้งสำนักธรรมเอาคนมากมายมาปฏิบัติ อันนี้ จะได้ภพภูมิ ไม่ได้นิพพาน เพราะไม่มีญาณหยั่งรู้ว่าใครควรเผยแพร่ธรรมหรือไม่ควร ไม่ใช่วิถีของอรหันตสาวกทำ อนึ่ง สงฆ์มีสองแบบคือ วิมุติสงฆ์ (สงฆ์แท้) และสมมุติสงฆ์ ในกรณีที่เป็นสมมุติสงฆ์ จะไม่มีหน้าที่เผยแพร่ศาสนาก็ได้ เพราะไม่ได้บรรลุธรรมอะไร ก็ทำหน้าที่ตามสมมุติสงฆ์ไปเช่น การบิณฑบาตเลี้ยงชีพตามควรที่สังคมยอมรับไม่กระทบต่อชื่อเสียงของพระพุทธศาสนา แม้ไม่มีผลงานอะไรต่อโลกหรือต่อศาสนา ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด ขอให้อยู่ในสังคมได้ก็พอ
๓) หน้าที่ของความเป็นอรหันต์ (หน้าที่ที่คาบเกี่ยวในมุมทางธรรมโดยแท้)
อันนี้ไม่ต้องพูดมาก ท่านรู้ของท่านเอง แต่เมื่อปัญญาท่านแจ้งแล้ว ณ ขณะนั้น นับเป็นอรหันต์ได้ ท่านเลือกทางต่อได้ว่าจะเดินมรรคสู่นิพพานแบบอรหันตสาวก หรือเดินมรรคสู่โพธิญาณ แบบอรหันตโพธิสัตว์ ปกติไม่ค่อยมีคนที่บรรลุอรหันต์แล้วนิพพานทันที ทุกคนเมื่อถึงนิโรธแล้ว ทำนิพพานให้แจ้งแล้ว นับเป็นอรหันต์ได้ทั้งนั้น แต่เมื่อนิโรธแล้วยังต้องเดินตามมรรคต่อ ยกเว้นว่าละสังขารตายทันทีก็นิพพานทันที แต่ถ้ายังไม่ตาย ยังมีสังขารยังต้องเดินมรรคต่อ ยังต้องมีชีวิตพอเพียง พอดี บนทางสายกลางต่อไป หน้าที่ของอรหันต์นี้ แตกต่างกันตามวิถีดังกล่าว ซึ่งท่านสามารถเลือกเองได้ทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าจะนิพพานหมด เพราะการนับอรหันต์นั้น นับเมื่อจิตเข้าถึงนิโรธ ทำนิพพานให้แจ้ง แต่การที่บุคคลจะเจริญมรรคแบบอรหันต์โพธิสัตว์เพื่อโพธิญาณ หรืออรหันตสาวกเพื่อนิพพานก็ได้ทั้งนั้น (แต่อรหันตสาวกจะไม่ค่อยมายุ่งกับทางโลกนัก น้อยคนนักจะได้พบเจอ)
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ถาม-ตอบ ตอนที่ ๒ พุทธศาสนิกชนควรดูแลพระสงฆ์อย่างไร
ถาม : พุทธศาสนิกชนควรดูแลพระสงฆ์อย่างไรในยุคสมัยปัจจุบัน?
ตอบ :
๑) ทำความเข้าใจศาสนาพุทธให้ถ่องแท้ก่อน ถ้าเราไม่เข้าใจ ไปช่วยเหลือจะกลายเป็นโทษได้เจตนาทำดีแต่การเป็นทำลายเช่น เลี้ยงดูพระดีเกินจนพระเสียนิสัยสมถะไป หรือ ไม่เข้าใจว่าพระต้องการความสงบก็เอาดนตรีแห่เข้าไปบวชพระเสมอ ซึ่งไม่เหมาะสมกับพระพุทธศาสนา เหมาะกับพระราชาที่ต้องการงานฉลองแบบพิธีพราหมณ์มากกว่า
๒) ทางสายกลาง คือ “พอดีพอเพียงไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป” ตอนนี้ พระรูปใดดังมากๆ ก็จะได้รับการดูแลใกล้เคียงพระราชาไปแล้ว นี่มากเกินไป ทำพระเสียนิสัย เคยตัว และเสื่อมจากคุณธรรมที่ตนเคยปฏิบัติได้ บ้างถ้าไม่มีชื่อเสียง ก็ถูกละทิ้ง และตกยาก จนต้องอพยพไปขอพึ่งใบบุญ พึ่งบารมีพระรูปอื่นอยู่ วัดร้างก็มากขึ้น เพราะย้ายหนีไปหาที่พึ่งพากันหมด นี่น้อยเกินไป ทำให้พระตกระกำลำบาก และวัดกลายเป็นวัดร้าง อย่างในเมืองเชียงใหม่ก็เกิดปัญหาแล้ว วัดร้างเยอะมาก เพราะคนทำบุญเลือกวัด เลือกพระ เอาแต่พระดัง วัดดังกันหรือเปล่า วัดไม่ดัง จึงเกิดภาวะร้างอย่างนี้ ตอนนี้เริ่มร้างกันมากขึ้น
๓) เลิกศรัทธามากเกินไป เช่น ทุ่มทุนสร้างร้อยล้าน กว่าจะได้วัดๆ หนึ่ง โบสถ์ก็หลายล้านเข้าไปแล้ว, ไหนจะศาลาการเปรียญ, กุฏิ, เมรุ, ที่วัดอีก ฯลฯ ไม่ต้องขนาดนั้น เราไม่ได้สร้างวังให้พระราชา, มหาจักรพรรดิ, ศรีอาริยเมตตรัยอะไรที่ไหนกัน ต่อให้มีจริง มาจริงก็ไม่ต้องขนาดนั้น ท่านบำเพ็ญบารมีมาดี ไม่ได้กิเลสมากหยาบช้าถึงขนาดต้องได้อะไรขนาดนั้นหรอก ตอนนี้ เราศรัทธากันมากเกินไป มันไม่ใช่ความพอดีแล้ว ยิ่งไปสร้างให้ฟุ้งเฟ้ออย่างนี้ ยิ่งทำลายการปฏิบัติธรรมของพระ ยิ่งไปยั่วให้โจรเข้าวัด พระก็อยู่ไม่เป็นสุขสงบได้ ถ้าทำให้วัดเงียบสงบ, วังเวงไม่มีอะไรที่น่าสนใจสำหรับทางโลก ยังกะป่าช้าอย่างนี้พอเข้าท่า แต่ถ้ายิ่งทำดีมาก นักท่องเที่ยวมาเต็ม พระก็เลยกลายเป็นภารโรง ให้กับสมบัติของชาติ กลายเป็นพนักงานของกระทรวงการท่องเที่ยวไป นี่ยิ่งไม่ใช่ใหญ่
๔) เลิกละเลยพระที่ไร้ชื่อเสียง ทอดทิ้งให้ลำบาก อดอยาก ยากแค้นแสนเข็ญ ต้องดูแลกันในฐานะของคนๆ หนึ่ง ที่ต้องมีชีวิต ต้องอาศัยข้าวปลาเลี้ยงชีพ, ต้องมีที่อยู่หลับนอน, ต้องมีความเป็นอยู่เช่นมนุษย์คนหนึ่ง เราสงสารพระในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่มีอาชีพก็พอ สงสารแล้วก็ไปฝึกจิตตัวเองให้ละความยึดมั่น ก็ค่อยมาทำทาน อย่างนี้ พระจะดีจะไม่ดีก็ช่างเถิด ทำไปเพราะฝึกตนเองแบบปัจจัตตัง ไม่ต้องสนใจผู้รับ ทำไปเรื่อยๆ เมื่อเราได้บุญบารมีมากพอ พระดีๆ บุญบารมีมากๆ ก็ต้องมาหาเราด้วยผลบุญนั้นเองแหละ
ผู้เขียนได้พบพระที่ไร้ชื่อเสียงรูปหนึ่ง ท่านเล่าเรื่องราวของท่านให้ฟังมากมาย หนึ่งในนั้นท่านเล่าว่าตอนท่านปฏิบัติมโนมยิทธิ ท่านเห็นกายทิพย์ข้างในของท่านใสเป็นแก้วมีประกายพรึกก็งงว่าคืออะไร ถ้าอาจารย์ ท่านก็ตอบว่าสักแต่ว่ารู้เท่านั้นแหละ (อะไรก็ช่างมันไปเถอะ) ผู้เขียนก็ทราบทันทีว่านั่นคือวัชรกาย ที่มีในผู้สำเร็จวัชรยานเท่านั้น ซึ่งถ้าไปที่ทิเบตละก็ ดังระเบิดเถิดเทิงแน่ เพราะการสำเร็จวัชรยานนี่นับว่าสูงสุดในสามยานทีเดียว ท่านทำอย่างไรหรือ ท่านไม่มีวัด ไม่มีกุฏิ ท่านธุดงค์ไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ไม่มีที่หมาย ท่านไปตามวัด จากวัดหนึ่งไปวัดหนึ่ง เลยไม่ดัง ไม่มีลูกศิษย์ประจำ ไม่มีหลักแหล่งที่จะสร้างชื่อเสียงอะไร ท่านไม่ยึดติดสถานที่ ปรับตัวไปทั่ว เข้ากับคนได้ไปเรื่อย ไม่ว่าวัดไหน จังหวัดไหน ท่านก็ไปเรื่อยของท่าน นี่ วัชรยานเขาทำกันอย่างนี้ แต่ท่านเป็นพระธรรมดามาก ไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย แต่ขอโทษ ธรรมของท่านไม่ธรรมดา แม้ว่าไม่ได้เทศน์เก่ง แต่ผู้เขียนคุยกันก็เข้าใจง่าย ภาษาง่ายๆ ธรรมดาตรงทางไม่เพี้ยน แม้แต่หลวงปู่เทพโลกอุดรก็เหมือนกัน บางทีเราอย่าไปยึดติดรูปลักษณ์หรือคำพรรณนามาก บางทีท่านก็มาในรูปพระธรรมดาๆ มาจากไหนไม่รู้ เราจึงไม่ควรยึดติดเปลือกนอก
ถาม : ควรให้เงินทองแก่พระสงฆ์หรือไม่?
ตอบ :
พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ที่พร้อมจะได้นิพพาน ไม่มีบุญบารมีจะรับเงินทองจ๊ะ แต่พระสงฆ์ที่ไม่ใช่สาวกบริวารของพระพุทธเจ้าองค์นี้นั้น มีบุญเก่ามากเยอะแยะเลย คิดดูสิ พระพุทธเจ้าปกติมีบุญบารมีมาก อายุก็เป็นพันเป็นหมื่นปีกันทั้งนั้น พระที่บวชมาหลังกึ่งพุทธกาลนี้ ก็ไม่ใช่บริวารของพระสมณโคดมพุทธเจ้าแต่เป็นบริวารของพระพุทธเจ้าองค์อื่นที่มีบุญมากกว่าพระโคดมมากนัก ดังนั้น พระโคดมย่อมสอนสาวกของท่านให้สมถะ อย่ารับเงินทอง เพราะท่านทำบุญมาแค่นั้น แต่ถ้าเป็นบริวารของพระศรีอาริยเมตตรัยซึ่งยังไม่ได้นิพพานในสมัยนี้ละก็ รับได้เลยนะ รับแล้วผิดศีล ก็ไปปลงเสียว่าตนนั้นยังไม่ได้นิพพานในศาสนายุคนี้ ไปรอเอานิพพานยุคหน้า เช่น ยุคพระศรีอาร์ฯ เงินทองนั้น รับได้ ทำไมจะไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจว่ารับแล้วผิดศีล ไม่ได้นิพพาน ถ้ายอมละนิพพานในยุคนี้ได้ก็เอาสิ แต่อย่าไปหลอกลวงชาวบ้านเขาว่าฉันได้นิพพานแน่ๆ ฉันอรหันต์แน่นอน ทั้งๆ ที่ยังรับเงินทองชาวบ้านอยู่ เพราะคนที่จะได้นิพพานในสมัยพระโคดมนี้ ไม่มีบุญจะรับเงินทองเลย ถ้ารับก็ไม่ได้นิพพาน ถ้าไม่เอานิพพานก็รับได้ ผิดศีลแค่นี้ มันไม่ต้องสึกหรอก ไม่ได้ผิดปาราชิกสี่นี่นา ยังเป็นพระได้โดยปกติ กล่าวอย่างนี้แล้วก็ไปพิจารณาเอาเองว่าควรให้เงินทองแก่พระสงฆ์หรือไม่ มันบอกตายตัวไม่ได้ดอก เพราะพระแต่ละรูปก็ต่างกัน
อนึ่ง พระสงฆ์ที่รู้ตัวว่าตนมีกรรมมาก คือ กรรมชั่วก็มาก รับไปมากแล้ว กรรมดีก็มาก แต่ยังไม่ยอมรับกรรมดีนั้น จะไม่ได้นิพพานเอา เพราะกรรมทุกอย่างไม่ว่าดีหรือชั่ว เราต้องรับ ต้องเสวยให้หมด ไม่สร้างกรรมใหม่แล้วก็จริง แต่ต้องรับวิบากกรรมเก่าให้หมดด้วย จึงจะนิพพานได้ ทั้งกรรมดีและชั่ว ดังนั้น พระสงฆ์บางรูปถ้าจะเอานิพพาน ต้องเสวยบุญให้มาก เช่น สึกไปเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก่อนชาติหนึ่ง หมดบุญจากนั้นแล้วจึงนิพพานได้ โดยเฉพาะจิตภาคแบ่งของพระศรีอาริยเมตตรัยนั้น มีบุญมากทุกภาคแบ่ง ถ้าภาคแบ่งไหนต้องการนิพพานในยุคพระโคดมนี้ ให้ไปเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ค้ำพระศาสนา ไม่ต้องทำกิจการ หรือก่อกรรมอะไรทั้งดีและชั่ว โดนเขาขวางหมด ทำไม่ได้เลย แล้วเสพสุข เสวยกรรมอย่างเดียว พอหมดแล้วทั้งส่วนดีและชั่ว นั่นแหละ ถึงจะพร้อมนิพพานได้
ถาม : การสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนานั้นควรหรือไม่ เท่าใด?
ตอบ :
ถ้าอยากเหนื่อยอีกนาน เกิดอีกหลายชาติ เสวยผลบุญไปอีกหลายชาติก็เอาสิ มันก็ดีต่อทางโลกเขา เป็นพระนักพัฒนา สร้างความเจริญให้ทางโลกเขา แต่ไม่ใช่กิจโดยตรงของพระสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ครั้งอดีตหรอก พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้พระสงฆ์ไปสร้างเอง มันขวางนิพพาน เพราะยังสร้าง, รักษา และทำลายอยู่ ก็ไม่ได้นิพพาน จะเป็นพวกพรหมโลกแล้วคือ เป็นพราหมณ์ ไม่ใช่พระ พระจริงๆ ไม่เอาอะไรแล้ว โคตรจะขี้เกียจเลย ต้องขี้เกียจด้วย ถ้ายังสร้าง, รักษา และทำลายอยู่ ก็ไปยังพรหมโลกต่อ ยังไม่นิพพานง่ายๆ ไม่ผิดหรอกนะ สังคมปัจจุบันยอมรับ ทำได้สร้างอะไรเหล่านั้นนะ แต่ไม่ถูกตามหลักของพุทธศาสนา และไม่ถูกต้องสำหรับคนต้องการนิพพานจริงๆ อย่าไปว่าเขาเลย เขาเลือกทางของเขาเอง เราก็แค่ “รู้แล้ววาง” คือ รู้ว่าการสร้างนั้นไม่ทำให้นิพพาน แต่จะเป็นการทำให้เกิดชาติภพ เกิดบุญบารมีเท่านั้น พระจริงๆ เป็นภิกษุจ๊ะ คือ เป็นผู้ขอไม่ใช่ผู้ให้ ขออย่างเดียวและไม่ควรให้ใครเขากลับคืนมากด้วย ถ้าให้มาก เกิดบุญ เกิดชาติเกิดภพต่ออีก ดังนั้น จึงต้องขอ ขอเพื่อเสวยบุญเก่าของตัวเองให้หมดเร็วๆ จะได้นิพพานเร็วๆ และต้องเห็นแก่ตัวด้วยคือ ของที่ตนได้มา ไม่ควรให้คนอื่นต่อ เพราะให้แล้วเกิดบุญ เกิดชาติสืบภพต่อ เรียกว่าขอเพื่อเสวยบุญของตนให้หมดๆ ไปเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาดูให้ดีนะ ว่าตนมีบุญพอจะเสวยไหม ส่วนใหญ่ก็หลงเพลินคิดว่ามีเยอะกัน พอรับจนลืมตัว พอหมดบุญนะเป็นเปรตเลย สนุกดีไหมละ ของแบบนี้ไม่มีใครรู้หรอก พิจารณาเองก็แล้วกัน
ถาม : การให้ยศถาบรรดาศักดิ์แก่พระสงฆ์นั้นควรหรือไม่?
ตอบ :
เป็นวัฒนธรรมไทยนะจากสมัยโบราณมาแล้วแต่ไม่ใช่พุทธประเพณีของพระพุทธศาสนาที่ใครจะไปให้ตำแหน่งอะไรแก่พระในฐานะที่พระได้ออกจากทางโลกมาเป็นสาวกบริวารของพระพุทธเจ้าแล้ว จะรับก็ต้องรับจากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่รับจากเจ้านายคนอื่นที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า อนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนการให้เงินและทองน่ะแหละ คือ คนเรามีบุญเก่าทำมาได้เสวยในรูปเงินและทองบ้าง, ยศถาบรรดาศักดิ์บ้าง ต่างกันออกไป ถ้าไม่รับ วิบากกรรมเก่าก็ไม่หมด เลยต้องรับ แต่ไม่ใช่ด้วยความหลงนะ ต้องรู้ว่าไม่ใช่ทางได้นิพพาน เมื่อรับแล้วก็ปลงเลยว่าตนยังไม่ได้นิพพานในชาตินั้นๆ เพราะยังมีบุญกรรมส่วนเกินจากหมู่สงฆ์ของพระพุทธเจ้ามีกัน ยังต้องไปเสวยให้หมดก่อน เหมือนคนที่มีกรรมได้เกิดเป็นหญิงน่ะ เขาย่อมรู้อยู่ว่าตอนนี้บวชพระไม่ได้ เขาย่อมต้องเสวยวิบากกรรมที่ต้องเป็นหญิงไปจนกว่าจะสิ้นชาติ มาเกิดใหม่เป็นผู้ชายแล้วบวชพระ เมื่อนั้นแล้วค่อยว่ากันใหม่เรื่องนิพพาน ชาตินี้ต่อให้ได้ธรรมมากก็ยังไม่นิพพานเหมือนพระที่เขารับยศถาบรรดาศักดิ์นั่นแหละ มันเป็นวิบากกรรม ไม่รับก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ช่าง ถ้าพยายามหนีแล้วไม่พ้น แสดงว่าเป็นวิบากที่เราต้องรับ จะเลวก็ต้องรับ จะดีก็ต้องรับ มาในรูปไหนก็ต้องรับ เช่น ในรูปเงินทองหรือยศถาบรรดาศักดิ์ อันนี้ไม่มีคำว่าควรหรือไม่ควรหรอก แต่มันเป็นกรรมปรุงประกอบกันมาตามเหตุปัจจัยเท่านั้น มันมีเหตุปัจจัยทำให้สังคมปัจจุบันและศาสนาเป็นเช่นนี้ ใครไปทำหน้าที่นี้ก็รับกรรมไปสิ ใครไปทำลายระบบนี้ก็รับกรรมไปเหมือนกัน ใครไม่สร้าง, ไม่รักษา, ไม่ทำลาย ไม่ใช่ผู้กระทำเสียก็รอดพ้นไปจากวังวนกรรมนี้ ใครยอมทำกรรมนี้ ก็รับกรรมไป ใครจะไปรู้ละ ใครจะคำนวณกรรมได้ละว่าทำแบบนี้แล้วจะได้รับกรรมเท่าไร บุญก็มีอยู่หรอกแน่นอนอยู่แล้ว แต่กรรมก็มีเหมือนกันดังที่กล่าว อนึ่ง จะทราบได้ว่าเป็นวิบากกรรมที่เราต้องรับหรือไม่ เราจะต้องมี “สัมมาวายามะ” คือ ความเพียรชอบที่จะเอาตัวเองหลุดพ้นก่อนเช่น ถ้าเขาให้ยศถาบรรดาศักดิ์เราๆ ต้องพยายามหาทางไม่รับก่อน เช่น ปฏิเสธเสียสักสามครั้ง ถ้ายังมาอีก หนีไม่ได้ ก็แสดงว่าเป็นวิบากกรรมที่เราต้องรับ หนีไม่ได้ ก็ต้องรับไป เสวยไปให้หมด แต่ไม่ใช่พอเขาให้เรา เราก็รู้ว่าไม่ใช่ของที่พระสงฆ์ควรรับ ควรได้ แต่กลับยินดีรับเสียหน้าตาเฉย บอกว่า ตนไม่ยึดติดแล้ว รับได้ไม่มีกรรม อันนี้ ไม่มีสัมมาวายามะ คือ ความเพียรชอบที่จะพยายามเอาตัวเองออกจากวังวนของสรรเสริญ ซึ่งไม่ใช่วิสัยของอรหันต์ผู้พร้อมด้วยมรรคแปดพึงกระทำ
ถาม : การดูแลตักเตือนพระสงฆ์ นั้นควรหรือไม่?
ตอบ :
มันทำได้นะถ้ามีศิลปะที่ดีอย่างอุบาสีกาท่านหนึ่งมีวิธีเลี้ยงดูพระ จนทำให้พระได้อรหันต์กันมากมาย แต่ใครละจะมีความสามารถขนาดนั้น ไม่ใช่ทุกคนหรอก ที่นี้ในความเป็นจริง ก็ต้องมีพวกลองผิดลองถูกทำบ้างคือ ทำแล้วได้ผลดีไม่กระทบกระเทือนศาสนา และทำแล้วกลับได้รับผลเสียตามมา มันเป็นธรรมดาอย่างนี้ละห้ามใครก็ไม่ได้ ส่งเสริมให้ใครทำก็ไม่ได้ การตักเตือนพระสงฆ์เป็นการกระทำที่เสี่ยงทีเดียว กล้าเสี่ยงไหมละ ถ้าทำได้ดีก็จะได้บุญมาก ถ้าทำได้ไม่ดี จะได้ไม่คุ้มเสียนะ บางคนก็ทำได้ดี แต่บางคน ไม่ควรทำจะดีกว่า คือ ปกติพระจะเตือนกันเอง หรือเราไปบอกให้พระผู้ปกครองช่วยเตือนแทน แต่ถ้าเราลงมือเองก็เสี่ยงเองนะ ทำได้ไม่ว่ากัน แต่กล้ารับผลที่ตามมาไหมละ ถ้าได้ไม่คุ้มเสียก็อย่าเพิ่งทำเลย เดี๋ยวนี้ผู้เขียนเห็นฆราวาสมีไฟมาก สอนพระกันมากมาย คือ ล่าพระหัวอ่อน พระรูปไหนหัวอ่อนจะโดนสอนโดนอัดใส่เข้าเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่รู้เลยว่าพระที่ยอมให้โยมสอนนั้น มักจะมีธรรมสูง ส่วนพระที่ไม่ยอมให้โยมสอนนั้นมีธรรมน้อย พอเห็นพระยอมให้เล่นงานได้ ก็เอากันใหญ่เลย ส่วนพระที่อหังการนั้นไม่ยอมไปสั่งสอนกัน พอเห็นเขายิ่งใหญ่ดูมีบารมีก็กลัวไม่กล้าเตือน เลยหลงกันใหญ่ คนควรตักเตือนไม่ตักเตือน คนไม่ควรตักเตือนก็ไปตักเตือนเขา อันนี้กรรมเยอะนะ ไม่รู้ว่าได้คุ้มกับที่เสียไปไหม