รวมบทความว่าด้วยธรรมะประยุกต์กับการพัฒนาประเทศ
ธรรมปฏิเวธ ทุนนิยมในมุมมองธรรมะคือธรรมชาติ
หากมนุษย์จะนิยมเอา “ทุน” เป็นใหญ่ ทุนเป็นตัวนำ ทุนเป็นที่ตั้งแล้ว มนุษย์ไม่ควรมองทุนในมุมแคบแค่เพียงว่าทุนประกอบด้วย ที่ดิน, แรงงาน, การจัดการ, และเงิน เท่านั้น แต่ควรมองในมุมที่กว้างขึ้น เช่น “ทุนสาธารณะ”, “ทุนสังคม”, “ทุนรัฐบาล” และ “ทุนเอกชน” ด้วย ในบทความฉบับนี้ ขอเสนอ แนวคิด “ทุนสี่ระดับ” ดังกล่าว ดังต่อไปนี้
ทุนสาธารณะ
หมายถึง ทุนร่วมกันของมวลมนุษยชาติ เช่น ป่าไม้ ไม่ใช่ของผู้หนึ่งผู้ใด เพราะต้นไม้ ป่าไม้ ส่งผลถึงทั้งโลกได้ ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งถือสิทธิ์ว่าตนมีสิทธิ์ในประเทศของตน แล้วตัดต้นไม้หมด ก็เท่ากับเขาทำลายโลกทางอ้อม ดังนี้ เราจะมองว่าทุนแคบเพียงแค่เป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศนั้นๆ ไม่ได้ ดังนั้นคำว่า “มรดกโลก” นั้น จึงเกิดขึ้น ภายใต้แนวคิดนี้ คือ “ทุนสาธารณะ” เป็นของสาธารณะของมวลมนุษยชาติ ทุนสาธารณะนี้มีหลายประการ เช่น วัฒนธรรมที่สามารถเผยแพร่ไปได้ทั่วโลกและมีผลกระทบต่อทั้งโลกได้ ก็นับว่าต้องเข้าข่ายทุนสาธารณะ ต้องได้รับการจัดการภายใต้มุมมองที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบทั่วโลก, พันธุ์ข้าว อันเป็นอาหารของคนได้ทั่วโลก หรือพันธุ์พืชที่มนุษยชาติ ทุกคนต้องกินต้องใช้ร่วมกัน ก็ควรเป็น “ทุนสาธารณะ” เช่น พันธุ์ฝ้ายที่ใช้ทำเสื้อผ้าให้แก่มวลมนุษย์ก็ดี ฯลฯ นอกจากนี้ยังรวมถึงตำรา, หลักวิชชา, สูตร, ความรู้ต่างๆ ที่นักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์คิดค้นขึ้น ก็ควรได้รับการจัดการภายใต้แนวคิด “ทุนสาธารณะ” เพื่อเอื้อประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติร่วมกัน เช่น ยารักษาโรคติดต่อที่สามารถติดต่อกันได้ทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ไม่ควรมีลิขสิทธิ์ ไม่ควรเป็นสิทธิ เป็นอำนาจ เป็นของๆ ใครคนใดคนหนึ่ง แต่โลกทั้งโลกควรร่วมมือกันให้เงินช่วยเหลือในการพัฒนาคิดค้น หรือร่วมมือกันจ่ายเงินค่าวิจัยและพัฒนา แล้วเอาสิ่งเหล่านี้เป็น “ทุนสาธารณะ” ให้มวลมนุษยชาติทั้งโลกได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน สมมุติว่า โรคไข้หวัด ๒๐๐๙ มียารักษา แต่คนเห็นแก่ตัว ได้จดลิขสิทธิ์เป็นของตัวเอง แล้วขายยาเอาเงิน คนจำนวนมากมาย ในหลายประเทศทั่วโลกต้องเป็นโรคนี้ บางประเทศยากจน เข้าถึงยาได้ยาก ก็เป็นแล้วเป็นอีก ตายแล้วตายอีก และกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคร้ายที่สำคัญของโลกไป แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวยหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ยา ก็ไม่แน่ว่าจะต้องติดโรคนี้จากคนที่ยากจนที่เข้าไม่ถึงยาเหล่านั้น เพราะโรคนั้น เป็นสิ่งที่ติดต่อกันได้ทั่วโลก ไม่มีขีดจำกัด ดังนั้น ยารักษาโรคระบาดชนิดระบาดได้ทั่วโลกนี้ จึงควรเป็น “ทุนสาธารณะ” ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว นั่น หมายความว่า ผู้หนึ่งผู้ใดจะจดลิขสิทธิ์ในสิ่งที่จัดว่าเป็น “ทุนสาธารณะ” นั้น ไม่อาจทำได้ ถือว่าผิดกฎบัตรนานาชาติว่าด้วยการตกลงเรื่อง “ทุนสาธารณะ” ที่มวลมนุษย์ทั่วโลก จะพึงได้อาศัยใช้ได้ร่วมกัน เป็นต้น อนึ่ง ไม่ใช่ทุกอย่างที่ถูกกำหนดให้เป็นทุนสาธารณะ แต่บางอย่างเท่านั้นที่เข้าข่ายเพราะกระทบถึงทั่วโลก เพื่อปกป้องดูแลโลกนี้ร่วมกัน จึงต้องมีมาตรการเช่นนี้ อนึ่ง ทุนสาธารณะนี้เป็นสิ่งที่ “ซื้อขายให้กันไม่ได้” ผิดกฎหมาย
ทุนสังคม
หมายถึง ทุนร่วมกันของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่จัดได้ว่าเป็นสังคม เช่น วัฒนธรรมชาวอาข่า นี่ไม่ได้แพร่หลายทั้งประเทศไทย แต่เฉพาะกลุ่มคนชาวอาข่าเท่านั้นจัดเป็น “ทุนสังคม” ของชาวอาข่า สมควรเป็นทุน เป็นมรดก เป็นสิทธิ์ของชาวอาข่าทุกคนจะได้รับเท่าเทียมกัน ไมได้แปลว่า หัวหน้าเผ่าอาข่าจะครอบครองสิทธิ์ หรือขายลิขสิทธิ์ความเป็นอาข่าบางอย่างเพื่อแลกเงินได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าวันหนึ่ง คนเกิดฮิตเพลงชาวอาข่ามากๆ มีนายทุนคนหนึ่งมาขอ “ซื้อลิขสิทธิ์” เพลงอาข่านั้นไปลงทุน จากหัวหน้าหมู่บ้าน ดังนั้น ไม่สามารถกระทำได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ของหัวหน้าหมู่บ้าน แต่เป็น “ทุนสังคม” ของชาวอาข่าทุกคน สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ดังนี้ จะขายไม่ได้ อีกกรณีหนึ่ง สมมุติ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ใช้ประโยชน์จากบึงธรรมชาติขนาดเล็กร่วมกันอยู่ก่อน วันหนึ่ง นายทุนมาซื้อที่ดินรอบบึงนั้น แล้วฮุบเอาบึงนั้นไปเป็นของตน นี่ก็ทำไม่ได้ เพราะบึงนั้น จัดเป็น “ทุนสังคม” หรือแม้แต่ที่ดินรกร้างถ้ามีชาวบ้าน ได้อาศัยประโยชน์ร่วมกันมานาน จนรอบข้างถางกลายเป็นที่นาหมดแล้ว แม้แต่เหลือที่เพียงไม่ถึงหนึ่งงาน ก็นับให้ว่าเป็น “ทุนสังคม” คือ ที่ดินสังคม หรือโฉนดชุมชนฉะนั้น กล่าวคือ ดังนั้น แม้แต่ที่ดินในประเทศ ก็ต้องมีกำหนดว่าที่ดินบริเวณใดที่เป็นที่ดินแบบ “ทุนสาธารณะ” ที่ต้องดูแลไว้เพื่อโลกทั้งโลก ที่ดินที่ใดที่เป็น “ทุนสังคม” ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ให้คนในสังคมย่อยเหล่านั้นได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ใครจะครอบครองเพียงผู้เดียวก็หาได้ไม่ เช่น ที่ดินริมชายหาด อันนี้ ไม่ควรมีผู้หนึ่งผู้ใดถือกรรมสิทธิ์ครองได้ เพราะเป็นส่วนที่จำเป็นต้องอาศัยร่วมกันในการออกสู่ทะเล ดังนั้น ใครที่ซื้อที่ดินติดชายหาด จะถือว่าชายหาดเป็นของตน ทะเลยาวออกไปก็ย่อมเป็นของตน ไม่ยอมให้ใครผ่าน ใครเข้า นั้น หาได้ไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็น “ทุนสังคม” ก็ดี เป็น “ทุนสาธารณะ” ก็ดี ยกตัวอย่างอีกกรณี เช่น ที่นาของคนหลายคน ลึกเข้าไปได้อาศัยถนนดินเล็กๆ เข้าไป เมื่อมีนายทุนมากว้านซื้อที่ดินด้านหน้าโดยรอบทั้งหมด นายทุน จะถือเอาถนนเล็กๆ นั้นเป็นของตนไม่ได้ เพราะถนนนั้นมีผู้ใช้ร่วมกันมาก่อนหน้าที่นายทุนจะมาซื้อ ถนนเล็กๆ นั้นถือเป็นทุนสังคม ของเจ้าของที่ดินหลายคนที่อาศัยเข้าไปข้างในร่วมกันนั้น จะซื้อขายกันไม่ได้
ทุนรัฐบาล
ประเทศจะสงบอยู่ได้ ประเทศนั้น ต้องมีอำนาจรัฐที่เข้มแข็ง หากอำนาจรัฐอ่อนแอลงก็ไม่อาจรักษาความเป็นประเทศไว้ได้ ดังนั้น ประเทศนั้นๆ จึงต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง และรัฐบาลนั้นต้องมี “ทุนค้ำยัน” ตัวเอง ทุนรัฐบาลนั้น จะจัดว่ามีแต่เงิน มีแต่ทอง มีแต่เครื่องรักษาหรือเงินสำรองก็ไม่ได้ บางอย่างต้องจัดให้เป็น “ทุนรัฐบาล” ด้วย เพื่อให้ได้รับการจัดการและดูแลโดยภาครัฐบาล เช่น สมมุติว่าชาวต่างชาติมาแต่งงานกันคนไทย ครอบที่ดินประมาณร้อยไร่ไว้ แต่แล้ว พวกเขาประสบภัยตายกันหมด ไม่เหลือเลย ไม่มีใครจะสืบทอดมรดกได้อีก เช่นนี้ ต้องจัดสิ่งที่เหลือนี้ว่าเป็น “ทุนรัฐบาล” หรือแม้แต่พระราชวังโบราณในประเทศจีนอย่างนี้ ไม่มีพระราชาครอบครองต่อแล้ว ก็จัดเข้าข่าย “ทุนรัฐบาล” ที่รัฐบาลแต่ละยุคสมัยสามารถจัดการดูแลได้ในฐานะ “ผู้ดูแลชั่วคราว” หมายความว่ารัฐบาลมีหลายยุคหลายสมัย จะตัดสินใจเอาพระราชวังที่เป็น “ทุนรัฐบาล” นั้นไปขายเพื่อเอาเงินมาใช้บริหารประเทศในสมัยของตนไมได้ ไม่เช่นนั้น เมื่อรัฐบาลสมัยอื่นได้เข้ามาบริหารประเทศก็จะไม่เหลือพระราชวังนี้ เป็น “ทุนรัฐบาล” สมัยต่อๆ ไปอีกต่อไป ดังนั้น คำว่า “ทุนรัฐบาล” จึงต้องได้รับการดูแลโดยรัฐบาลทุกสมัย ไม่เพียงรัฐบาลยุคสมัยหนึ่งยุคสมัยใด จึงเป็นสิ่งที่ “ขายไม่ได้” โดยอำนาจของรัฐบาล แต่สามารถจัดการได้โดยรัฐบาลยุคนั้นๆ เช่น พระราชวังต้องห้ามในประเทศจีน ถ้ารัฐบาลยุคหนึ่งต้องการเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็สามารถทำได้ แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลอีกยุคหนึ่งจะอนุรักษ์ไว้เป็นเขตหวงห้าม เพื่อไม่ให้เกิดการได้รับผลกระทบมากไปจนเกิดความเสื่อมโทรม ก็สามารถทำได้ แต่จะ “ขายเพื่อเอาเงินมาบริหารประเทศ” นั้น ไม่ได้ จะต้องรักษาไว้เป็น “ทุนรัฐบาล” ให้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย เป็นต้น อนึ่ง “ทุนสาธารณะ” นั้น ขายไม่ได้ แต่คนทั้งโลกใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ส่วน “ทุนสังคม” นั้น ก็ขายไมได้แต่คนในสังคมนั้นๆ สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ส่วน “ทุนรัฐบาล” ก็เช่นกัน ขายไม่ได้ แต่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ เพื่อปกป้องสิ่งที่ควรปกป้อง ไว้ให้แก่ลูกหลานในภายภาคหน้า และลูกหลานทุกรุ่นได้ใช้ประโยชน์อย่างพอสมควร ไม่มากเกินไป เช่น ป่าไม้ ไม่ตัด แต่เข้าไปเก็บของป่ามาขาย ก็สามารถทำได้ เป็นต้น
ทุนเอกชน
คำว่า ทุนเอกชน หมายถึง ทุนเฉพาะอันเป็นสิทธิเต็มที่แก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด พึงจะซื้อหรือขายให้กันก็ได้ เช่น บ้านส่วนตัว, บริษัท ฯลฯ ซึ่งก็คือคำว่า “ทุน” ตามความหมายทั้งหมดของ “ทุนนิยม” นั่นเอง ทั้งนี้ ทุนเอกชน จะต้องไม่ใช่ทุนที่เข้าข่ายว่าด้วย “ทุนสาธารณะ”, “ทุนสังคม” และ “ทุนรัฐบาล” นอกจากนี้ ทุนเอกชนที่ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายแล้ว จะเปลี่ยนสถานะทันที จากทุนเอกชนเป็น “ทุนสังคม” ก็ได้ เช่น นักแต่งเพลง แต่งเพลงหนึ่งออกมาขายจนเป็นที่รู้จักในสังคม จะนับเป็นทุนเอกชนอีกไม่ได้ ต้องนับเป็นทุนสังคม เพราะส่งผลกระทบต่อทั้งสังคมอย่างสมบูรณ์ เป็นส่วนหนึ่งของสังคมแล้ว เช่น เพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ นั้น จู่ๆ จะมาตามเก็บลิขสิทธิ์กันไม่ได้ เพราะคนรู้จักกันแพร่หลายมาก จนกลายเป็นเสมือนสิ่งหนึ่งของสังคมไปแล้ว ดังนั้น เพลงทุกเพลงที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายกันดีในหมู่คนในสังคม วงกว้างระดับใดก็แล้วแต่ ถือเป็น “ทุนสังคม” ในสังคมนั้นๆ เช่น เพลงๆ หนึ่ง เคยขายและรู้จักกันดีในเฉพาะเขตกรุงเทพฯ นานไป ๑๐ ปี ก็ยังรู้จักกันอยู่ จะถือเป็น “ทุนสังคม” ทันที แม้ว่าบุคคลจะลืมเพลงเหล่านั้นไปแล้ว เพราะนานเกินไป ถ้ามีคนรุ่นใหม่ เอาเพลงนั้นมาดัดแปลง แล้วขายได้ดัง จะตามมาเก็บ “ลิขสิทธิ์” ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็น “ทุนสังคม” ไปแล้ว ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้ ต้องมีระยะเวลากล่าวคือ ถ้าภายใน ๑๐ ปี ต้องถือเป็นทุนเอกชน ไม่สามารถลอกเลียนแบบ, ดัดแปลง, แก้ไข เพื่อนำไปขายต่อได้ แต่ถ้าเกิน ระยะเวลา ๑๐ ปีไปแล้ว เจ้าของขายได้กำไรจนลืมไปแล้ว หากมีคนรุ่นใหม่เอาเพลงนั้นมาทำใหม่ ก็ต้องถือว่า “เก็บลิขสิทธิ์ไม่ได้อีก” เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกคนในสังคมได้ใช้ทุนนี้ร่วมกัน ไม่เช่นนั้น การพัฒนาศิลปวัฒนธรรม จะถูกควบคุมด้วยแนวคิด “กำไร” หรือ “ทุนนิยม” ครอบงำ จนไม่มีการพัฒนาเลย ที่ศิลปวัฒนธรรม พัฒนาได้นั้น เพราะไม่มีการจ่าย ไม่มีการซื้อ ยกตัวอย่างเช่น ในอินเตอร์เน็ต การเผยแพร่แนวคิดต่างๆ ไปได้อย่างรวดเร็ว เกิดกระแสแฟชั่น และค่านิยมใหม่ๆ เร็วมาก เพราะไม่มีการต้องจ่ายเงินเป็นอุปสรรคในการถ่ายทอดแนวคิดและค่านิยมความเชื่อต่างๆ นั่นเอง ดังนั้น จึงกล่าวว่าจะต้องให้ “ทุนเอกชน” บางอย่างแก่เอกชนในการทำกำไรในช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้น ต้องให้สิ่งเหล่านั้นที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายแล้ว กลายเป็นของๆ คนในสังคมร่วมกัน จะมาตระหนี่ถี่เหนียวรวยคนเดียวตลอดไปไม่ได้ สังคมจะล่มสลายได้ เพราะถ้ามีคนนั่งคิดชื่ออะไรบางอย่างไว้ ดักทาง เช่น โค้ก ก็เคยประสบปัญหานี้ เมื่อมีคนจนลิขสิทธิ์ชื่อเอาไว้ ต้องไปซื้อกลับมาอีก อย่างนี้ ไม่ถูกต้อง บางคนฉลาดมาก ไปจดลิขสิทธิ์ชื่อต่างๆ เอาไว้ ดักรอคนทำเว็บไซต์ พอคนทำเว็บไซต์จะใช้ชื่อที่เป็นสิ่งที่รู้กันดีในสังคม กลายเป็นของที่ต้อง “ซื้อ” ทั้งๆ ที่เคยเป็นของสังคมที่รู้จักและใช้ร่วมกันมานาน กลายเป็น “มีเจ้าของ” ไปเพราะกฎหมายลิขสิทธิ์ ที่ไม่รัดกุมเหล่านี้ ทำให้คน “หัวหมอ” ทำเงินไปมากมาย
บทสรุป
แนวคิด “ทุนสี่ระดับ” นี้ จะทำให้ระบอบการปกครองแบบทุนนิยมก็ดี สังคมนิยมก็ดี มีทางร่วมกัน มีทางออกร่วมกันได้ ไม่ขัดแย้งกัน เพราะทุนนิยม คิดครองครอบเอาเป็นของๆ ตนทั้งหมด โดยไม่คำนึงถึงสังคม ชนิดที่ว่า “แม้แต่ชื่อประเทศ” คนบางคนก็ยึดเอาเป็นลิขสิทธิ์ส่วนตัวได้ โดยไปจดลิขสิทธิ์ชื่อเอาไว้ล่วงหน้า อย่างนี้ก็มีเกิดขึ้นมาแล้ว ส่วนสังคมนิยมก็เน้นประโยชน์ร่วมกันของสังคมมากเกินไปจนทำให้เอกชนขาดแรงจูงใจ เพราะไม่มีสิทธิ์ครอบครองเป็นของส่วนตัวบ้าง ดังนั้น การจำแนกแยกแยะให้ชัดว่าสิ่งใดที่ควรจัดว่าเป็น “สมบัติส่วนตัว” และสิ่งใดควรจัดเป็น “สมบัติส่วนรวม” ที่เราไม่ควรไปละเมิดหรือครอบครองแต่เพียงผู้เดียวนั้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อให้โลกในยุคโลกาภิวัตน์ มีทางออกร่วมกันได้ทั้งสองระบบการปกครองภายใต้แนวคิดที่แตกต่างกันนั้นเอง
อนึ่ง หากเราจำกัดทุนให้เป็นของร่วมกันมากเกินไป ทุนและทรัพยากรต่างๆ ก็จะไม่ถูกนำมาพัฒนาและจัดการ ประเทศก็พัฒนาช้า ล้าหลัง ไม่ทันประเทศอื่นๆ แต่ถ้าเราเปิดให้ทุนต่างๆ เป็นของเอกชนได้มากเกินไป ก็จะส่งผลให้เกิดการเข้ายึด ครอบครอง จัดการ เปลี่ยนแปลง และพัฒนาอย่างรวดเร็ว อันนำไปสู่ความเสื่อมสลายอย่างรวดเร็วพอกัน ยกตัวอย่างเช่น การออกโฉนดที่ดิน สปก. เพื่อให้ประชาชนที่ยากจนได้มีที่ทำกิน ทว่า ประชาชนก็เห็นแก่เงิน ขายโฉนดต่อให้นายทุนจนหมด ดังนั้น รัฐบาลก็ประสบความล้มเหลวในการให้ความช่วยเหลือประชาชน จนเกิดแนวคิด “โฉนดชุมชน” ขึ้น ดังนั้น บทความฉบับนี้ จึงย้อนถอยไปสู่รากฐานแนวคิดด้าน “ทุนนิยม” ว่าสิ่งใดที่ควรถือเป็นทุนของเอกชนที่จะจัดการอะไรก็ได้ สิ่งใดควรปกป้องไว้เพราะถือเป็นสาธารณะประโยชน์ร่วมกัน เพื่อปกป้องทุนที่เป็นของส่วนรวมนี้ ให้ดำรงอยู่ต่อไป โดยไม่ถูกนายทุนกว้านซื้อไปหมด การวางกรอกฎหมาย “ทุน” โดยแบ่งทุนเป็นสี่ระดับดังกล่าวนี้ เชื่อว่าจะเป็นทางออกให้สำหรับทั้งประเทศทุนนิยมและสังคมนิยม ให้ปรับใช้ร่วมกันได้สืบไป
ธรรมปฏิเวธ : ทรัพยากรคนสำคัญกว่าเงิน
ปัจจุบัน วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลก เราแก้ปัญหาด้วย “เงิน” คือ เอาเงินอัดเข้าระบบให้หมุนต่อไป แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านก็ได้บอกแล้วว่านั่นไม่ใช่ทางแก้ เหมือนคนเป็นโรคมะเร็ง กำลังผอมแห้งใกล้ตาย ได้รับการรักษาด้วยการ “ถ่ายเลือด” เข้าไปหล่อเลี้ยงฉะนั้น ตราบใดที่ “ก้อนมะเร็ง” ยังอยู่ ปัญหาที่แท้จริง ยังไม่ได้แก้ไข ก็ไม่สามารถฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจให้กลับมาได้ดังเดิม แต่ประเทศไทยกำลังมั่นใจแบบลมๆ แล้งๆ ว่าจะต้องหมุนเงินกลับเข้าคลังได้กำไรแน่นอน ทั้งๆ ที่โครงการต่างๆ ที่จ่ายเงินลงไปนั้น ไม่ใช่โครงการที่ก่อให้เกิดกำไรเลย เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง ให้ผลในแง่ความมั่นคง ไม่ได้ผลเชิง GDP โครงการช่วยวิกฤติภัยธรรมชาติต่างๆ นี่ก็ไม่ได้กำไรในรูป GDP แต่ได้เยียวยาทุกข์ร้อนให้ประชาชน โครงการมากมายล้วนไม่ทำกำไรทั้งสิ้น แต่กลับเชื่อว่าเพียงแค่คนมีเงินซื้อ กำลังซื้อเพิ่ม แล้วเศรษฐกิจย่อมหมุน เงินย่อมมาในภายหลัง แท้แล้วจะคิดสั้นๆ ตื้นๆ เพียงแค่นั้นไม่ได้ เงินที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถ้าไหลไปแล้ว ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต ไม่เกิด GDP เพิ่ม แล้วจะเอากำไรเป็นภาษีกลับเข้าคลังได้เท่าเดิมได้อย่างไร รัฐบาลไทยขณะนี้กำลังเดินทางเข้าสู่ภาวะเช่นเดียวกับสมัยรัชการที่เจ็ดอีกครั้ง การจะดูว่าเงินที่โปรยลงไปคุ้มค่าหรือไม่ ตัวดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งคือ “การจ้างงาน” เพิ่มขึ้นมากแค่ไหน มากพอที่จะชดเชยกับเงินที่โกยออกจากคลังหลวงไปจ่ายนั่นหรือไม่ จริงๆ แล้วหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นตอบโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจตอนนี้ชัดเจน คือ ต้องดูความสมดุล พอดี ให้ดี ถ้าใส่เงินลงไปมาก แต่ไม่พอดีกับสิ่งที่จะคืนกลับมา อันตรายย่อมเกิด จะคิดแค่ว่าอยู่ระยะสั้นๆ บริหารเอาคะแนนเสียงไป ยุคสมัยต่อไป มาแทนเรา ก็แบกรับปัญหาคลังไม่มีเงินใช้ไปสิ อย่างนี้ไม่ได้ ไม่รับผิดชอบ ประเทศจะล่มจมเพราะคิดสั้นๆ ทางรอดในเชิงการเงินคือ ต้องหาแหล่งรายได้ใหม่มาเสริมเงินในคลังหลวงให้ได้ เช่น การลงทุนในธุรกิจน้ำมันที่อ่าวไทย หรือเหมืองทองที่ค้นพบใหม่ เหล่านี้เป็นต้น
อนึ่ง ตามหลักยุทธ์พิชัยสงครามแต่โบราณนั้น เมื่อตีเมืองได้แล้ว เราไม่จำเป็นต้องขน “เงิน” ออกไป เพราะเงินในยามสงครามนั้น มีค่าเท่ากระดาษใบหนึ่ง เราจะต้องขน “คน” ออกไปก่อน เพื่อตัดกำลังฝ่ายตรงข้ามไม่ให้มีกำลังไพล่พลเตรียมทัพได้อีก ทั้งยังได้คนมาเป็นกำลังฝ่ายเรา พร้อมกับนำคนทั้งหลายนั้นมาสร้างความเจริญทางโลกในเมืองของเรา เมื่อคนมากขึ้น การกินการอยู่ก็ต้องมากขึ้นพวกพ่อค้าก็ค้าขายอาหารได้ดี บ้านก็ขายดีตามไปด้วย ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ทรงดำเนินนโยบายเสรีเปิดประเทศ และเปิดให้คนชาติต่างๆ ที่ต้องการมาเป็นชาวสุโขทัย สามารถอพยพเข้ามาได้อย่างเสรี ทำให้คนมากมายอพยพเข้ามา หักร้างถางพงป่าดงพงพี กลายเป็นผืนนาจำนวนมากมาย จนเกิดคำกล่าวว่า เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ที่มีข้าวอย่างนั้น เพราะมีคนเข้ามาหักร้างถางทำ และทรงสร้างระบบชลประทานและเขื่อนอีกด้วย ต่อมาคนทั้งหลายที่ไม่ยึดประเทศของตนเหล่านั้น ได้เลือกนายเหนือหัวเป็นพ่อขุนรามแล้ว อำนาจของท่านก็แผ่ขยายมาก เพราะ “กลืนคนโดยไม่ใช้สงคราม” ประเทศข้างเคียงก็ขาดกำลังไพล่พลทันที ประเทศข้างเคียงคิดจะรบก็รบไม่ไหวแล้ว เพราะประเมินกำลังกองทัพในตอนนั้น เหลือน้อย ผู้คนอพยพเข้าสุโขทัยมากมายนัก ต่อมาท่านจึงต้องให้ทำตัวอักษรใหม่ มีวรรณยุกต์ด้วยจากที่ไม่เคยมี เพราะสำเนียงคนพูดแตกต่างกันมาก ขึ้นสูงๆ ต่ำๆ เหมือนดนตรี เพื่อให้ออกเสียงได้มาตรฐาน ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมใหม่ เป็นแบบเฉพาะอีกด้วย ทว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยเรากำลังเสียคนดีมีปัญญาไป ที่เรียกว่า “ปัญหาสมองไหล” นั่นเอง ผิดหลักยุทธ์พิชัยสงคราม และส่งผลชัดเจนถึงความอ่อนแอของประเทศไทยในปัจจุบัน
อนึ่ง การเน้นแต่เงิน เมื่อเกิดภัยสงคราม หรือ คนเริ่มมองเห็นเงินไม่มีค่า ไม่เชื่อมั่นในเงินว่าจะมั่นคงใช้ได้จริง ดังเช่น ค่าเงินดอลลาร์ที่ลดลงต่ำมากเรื่อยๆ ขาดเสถียรภาพ จนนักลงทุนไม่มั่นใจ แห่กันไปซื้อทองคำมากมาย เพราะเชื่อว่ามีทองคำดีกว่ามีเงิน ทั้งประเทศจีนก็ออกมาเรียกร้องให้ใช้เงินสกุลอื่นในการค้าขาย จนในที่สุด ประเทศอินเดียต้องถูกขับดันให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโลก มาตอบโต้กับจีนว่าจะใช้เงินดอลลาร์ต่อไป นี่แสดงให้เห็นว่าตอนนี้โลกกำลังขาดความน่าเชื่อถือในเงิน นายทุนจำนวนมากแห่กันซื้อทองทำให้ราคาทองขึ้นอย่างไม่ลดละ นี่คือ “สัญญาณเตือนภัย” ที่เกิดขึ้น
คนไทยที่ยากจนจำนวนหนึ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือนด้วยการแต่งงานกับ “เศรษฐีเฒ่า” เช่น ฝรั่งแก่กับสาวไทย สาวไทยเหล่านี้ ยอมเสียสละความสุขในชีวิตครอบครัวไปแต่งงานกับเศรษฐีฝรั่ง เพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ครอบครัวของตน และก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ดี ปกติแล้ว วัฒนธรรมไทย เมื่อผู้หญิงแต่งงานต้องจากบ้านพ่อแม่ ไปอยู่กับสามี ดังนั้นจึงเกิดวัฒนธรรม “สินสอดทองหมั้น” ขึ้น คือ ให้เงินพ่อแม่ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นการดูแลพ่อแม่ฝ่ายหญิงแทนตัวผู้หญิงที่จะไม่ได้อยู่ดูแลในบ้านนั้นแล้ว แต่ปัจจุบัน ก็เปลี่ยนไป ฝรั่งยินดีย้ายจากเมืองฝรั่ง มาเป็นเขยคนไทย และเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศของเรา ทั้งยังนิยมเรียนรู้วัฒนธรรมเราอย่างว่านอนสอนง่ายอีกด้วย นี่เป็น “ข้อได้เปรียบมาก” ถ้าฝรั่งทั้งหมดคิดแบบนี้ รับรองประเทศไทยเป็นมหาอำนาจ และประเทศฝรั่งต้องล่มสลายแน่ คนที่เข้าใจเรื่องนี้ยังมีไม่มาก คนสิงคโปร์ฉลาด และรู้ว่าชาวสิงคโปร์จำนวนหนึ่ง ไม่ยึดความเป็นเชื้อชาติของตน เริ่มสนใจและชอบประเทศไทย บ้างไปอยู่อเมริกาถ้าได้งานที่ดีกว่าโดยไม่สนใจประเทศบ้านเกิดเมืองนอนอีกต่อไป ปัจจุบัน คนในโลก บินไปบินมาทางเครื่องบิน พวกเขาจึงไม่ยึดอาลัยว่าจะต้องเป็นคนประเทศอะไร อยากจะไปอยู่ไหนก็บินไป คิดถึงก็บินกลับมา เท่านั้นเอง คนไทยจำนวนมาก เป็น “สมองไหล” ออกไปนอกประเทศ ไปทำให้ประเทศอื่นเจริญมากมาย เพราะคนไทยกันเอง ไม่เห็นค่า และไม่ใช้เขาทำงาน เขาไม่มีเงิน ฝรั่งกลับชอบ คิดต่างกัน คนไทยมากมายจึงเป็น “สมองไหล” ออกไป ไม่ยากเลย ปัญหานี้ แต่เรา “จงใจ” ให้มันเกิด เพราะเราอยากใหญ่ อยากครองประเทศ ครองอำนาจมาก จึงบีบให้คนไทยที่ฉลาดต้อง “ไหล” ออกนอกประเทศไป
จริงๆ แล้วประเทศไทยเป็นมหาอำนาจได้ไม่ยาก เพียงแค่เปิดโอกาสให้คนต่างชาติมาแต่งงานกับคนไทยมากๆ แล้วนับเชื้อชาติและสัญชาติให้ลูกครึ่งนั้น คนที่มาแต่งก็จะมีแต่คนชั้นหัวกะทิ ที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์มากมาย เพราะเขาแก่แล้วผ่านโลกมาเยอะ สร้างความเจริญให้อเมริกามามาก และมีเงินมากติดตัวมาด้วย เท่านี้ ก็ได้ทั้งคน ทั้งเงินแล้ว ยิ่งถ้าเปิดให้คนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ที่มีลูกเกิดในไทย หล่อหลอมมาแบบไทย ได้เลือกสัญชาติได้เอง ถ้าเขาเลือกจะเป็นคนไทย ก็ให้เป็นคนไทย อย่างนี้ เขาไม่มีที่ดินในไทยเลย เขาต้องเริ่มจากศูนย์ เขาจะพัฒนาประเทศให้เรามากมาย เพราะกว่าจะได้ที่ดินในไทย ต้องทำงานให้ประเทศไทย เก็บหอมรอบริบมาก ความเป็นไทยของเขาก็เต็มตัว ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่คนที่ภักดีต่อประเทศไทย คือ ยอมทุ่มเททำงานมายาวนานถึง ๑๐ ปี ก็สามารถออกสัญชาติไทยให้ได้ โดยไม่ต้องแต่งงานกันคนไทย หรือเป็นลูกครึ่ง หรือลูกชาวต่างชาติที่เกิดและโตในประเทศไทย ก็จะทำให้คนต่างชาติหันมาสวามิภักดิ์ และพึ่งบรมโพธิสมภารมากขึ้น คนไทยที่ทรยศประเทศ ถูกนักการเมืองต่างชาติเชื้อตัว (ผ่านหัวหน้าเป็นคนไทย โดยไม่รู้เลยว่านายใหญ่เป็นใคร หวังทำอะไรต่อประเทศไทย) ก็จะถูกลดทอนอำนาจลง จากกลุ่มคนชาวต่างชาติ ที่หันเข้ามาภักดี ต่อประเทศไทยนี้ คานอำนาจไปมา ก็อาจให้ผล เปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างมาก
ปัญหามีอยู่ว่าชาวต่างชาติที่เข้ามานี้ จะเข้ามาแย่งทรัพยากร และปัจจัยต่างๆ เช่น แย่งงานคนไทยเก่าก่อนหรือไม่ นี่คือ โจทย์ที่รัฐบาลต้องออกกฎหมายให้รอบคอบ มารองรับ นโยบายเปิดประเทศนี้ ไม่ยาก ตอบไม่ยาก ขอเพียงเราคิดให้ดีก่อน วางแผนดักทางไว้ก่อน ล้อมคอกไว้ก่อนจะเป็นวัวแบบไหนเข้ามาก็ต้องเสร็จเราทั้งสิ้น แต่ที่ไม่รู้จักวางแผนไว้ก่อนนี่ต้องมาคิดมาก คิดหนัก เพราะกว่าจะรู้ตัว ก็สายไปเสียแล้ว หลายครั้งที่เราต้อง “วัวหายแล้วล้อมคอก” ทีหลังเช่น กรณีปายที่ไม่มีผู้นำมานำทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย ปล่อยให้ “นายทุน” เข้ามาอย่างเสรี นายทุนเขาก็ไม่ผิด เพราะเขาเป็นนายทุน ต้องคิดแบบนายทุน จะให้คิดแบบนายอำเภอไม่ได้ แต่นายอำเภอต้องเป็นผู้นำ ลงมือทำก่อน เป็น “ผู้นำ” ทีนี้ ใครจะลงมาทำต่อๆ ไป ก็ต้องทำตามๆ ผู้นำนั้น อย่างนี้ เราก็จะกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ไม่ยาก นายทุนเหล่านั้น ก็จะเข้ามาพัฒนาท้องถิ่นโดยไม่ทำลายแนวทางดั้งเดิมของท้องถิ่น นี่คือ ตัวอย่างของการใช้คน ที่ไม่ใช่คนในท้องถิ่น มาพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งเป็นไปได้ และไม่ยากเลย ถ้า “วางแผนก่อน” นั่นเอง
ธรรมปฏิเวธ : มนุษย์ควรได้รับการความยืดหยุ่นทางด้านสัญชาติ
ต่อไปนี้ ผู้เขียนขอเสนอปรัชญาด้านสังคม, การเมือง, การปกครอง ฯลฯ เพื่อสืบทอดสายธรรมปรัชญาที่ไม่มีเจ้านิกาย เจ้าลัทธิ อันเป็นแนวทางธรรมที่บรรลุด้วยตนเองและเหมาะสมกับคนในยุค “ปัจเจกชน” หรือยุคเห็นแก่ตัวเองเป็นที่ตั้งนี้ ซึ่งไม่มุ่งเน้นคนที่ต้องการนิพพานที่มีจำนวนน้อย แต่มุ่งเน้นคนที่มีกิเลสจำนวนให้อยู่ร่วมกันได้ ให้เป็นมรดกทางปัญญาสืบทอดต่อไปให้ลูกหลานได้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกในยุคมังกร ดังนี้
เชื้อชาติเป็นโดยธรรมชาติ สัญชาติย่อมเป็นโดยการกระทำ
บุคคลย่อมเกิดมาโดยธรรมชาติ กำหนดให้เป็นคนเชื้อชาติใด เช่น เกิดเป็นคนลาวก็ดี พม่าก็ดี เป็นโดยธรรมชาติ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยรัฐบาล หรืออำนาจของผู้หนึ่งผู้ใด แต่สัญชาตินั้นเป็นอำนาจของรัฐ ซึ่งรัฐบาลทุกระบอบการปกครองควรให้สิทธิในการถือ “เชื้อชาติ” ของตนตามธรรมชาติ โดยไม่จำกัดด้วยอำนาจอื่นๆ ในขณะที่ “สัญชาติ” เป็นสิ่งที่กำหนดและรองรับโดยอำนาจรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น ฝรั่งมาแต่งงานกับคนไทย และอยู่ในประเทศไทยชั่วชีวิต ดังนี้ฝรั่งจึงอาจมีเชื้อชาติโปรตุเกสก็ดี, อังกฤษก็ดี, อิตาลีก็ดี ฯลฯ แต่เขาสามารถขอสัญชาติไทยได้ด้วยเหตุผลอันควร คือ เมื่อแต่งงานอยู่กินกับคนไทยแล้ว ก็สมควรได้รับการพิจารณาอนุมัติจากประเทศไทยว่าจะได้สัญญาชาติไทยได้ด้วยเหตุผลใด ซึ่งรัฐบาลแต่ละรัฐบาลจะกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นเองแตกต่างกันไป
มนุษย์ย่อมผสานรวมข้ามเชื้อชาติกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
กล่าวคือ เป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยกับคนชาติอื่นๆ จะแต่งงานอยู่กินกัน เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่สามารถเอาอำนาจรัฐบาลมากำหนดกดขี่หรือกีดกันได้ หากไม่มีรัฐ มนุษย์อยู่กันเองตามธรรมชาติ ก็จะผสมพันธุ์ข้ามสายเชื้อชาติกันไปมา และมนุษย์ก็จะรวมกันเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่มีเชื้อชาติที่แตกต่างกันอีกต่อไป สงครามเพราะเหตุว่าเชื้อชาติต่างกันนั้นย่อมไม่มี ดังนั้น การแต่งงานข้ามเชื้อชาติ เป็นสิ่งที่ดี เป็นธรรมชาติของมนุษย์ และสมควรสนับสนุนให้เกิดขึ้น เพราะช่วยให้โลกใบนี้ ลดความแตกต่างทางเชื้อชาติลงได้ เช่น การที่สาวไทยนิยมแต่งงานกับฝรั่ง นั้นเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพราะนอกจากจะสลายความต่างทางชนชาติแล้ว ยังทำให้เกิดการผสมผสานและสืบทอดวัฒนธรรมจากรากฐานคือครัวเรือน เด็กที่เกิดมาเป็นลูกผสมก็จะผสมผสานวัฒนธรรมสองเชื้อชาติ และทำให้เชื้อชาติทั้งสองกลายเป็นมิตรกัน คือ เกี่ยวเนื่องกันด้วยความเป็นสามีภรรยานั่นเอง
แต่ละประเทศควรเปิดโอกาสให้คนต่างชาติได้สัญชาติของตน
เดิมที ประเทศยังไม่มี แม้แต่ประเทศไทยทุกวันนี้ ก็เป็นเพียงแผ่นดินที่มีชนชาติต่างๆ อาศัยอยู่ก่อน เมื่อมีผู้นำรวบรวมแต่ละชนชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ ก็เรียกว่าประเทศ นับแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมประเทศจีนจึงมีคนหลายชนเผ่าเฉกเช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีหลายชาติพันธุ์ ประเทศไทยมีเพลงร้องขึ้นต้นว่า “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” หมายถึงการรวมตัวของหลายชนชาติ ขึ้นเป็นประเทศไทยนั่นเอง ดังนั้น สิ่งนี้เป็นธรรมชาติ และจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น รัฐบาล จึงควรเปิดกว้างและให้โอกาส “บุคคลเปลี่ยนสัญชาติ” เช่น ชาวพม่า ถ้าอพยพมาไทยตั้งแต่วัยสาว มีครอบครัวก็อยู่ในประเทศไทยตลอด แต่ไม่ได้แต่งงานกับคนไทย จนมีลูกที่เกิดในแผ่นดินไทยแต่เป็นเชื้อสายพม่าเต็มตัว ลูกนั้น น่าจะขอสัญชาติไทยได้โดยการเลือกด้วยตัวของเด็กเอง เช่น กรณีเด็กชายหม่อง ที่เป็นลูกคนพม่า แต่เกิดในประเทศไทยเรียนรู้อยู่กับวัฒนธรรมไทยมาโดยตลอด เมื่อถามความเป็นคนไทยหรือคนพม่า หากเด็กชายหม่องเลือกที่จะเป็นคนพม่า ก็ต้องไปทำสัญชาติพม่า แล้วเข้ามาอยู่ในรูปคนงานต่างชาติ หรือนักเรียนต่างด้าว แต่ถ้าเด็กชายหม่อง ต้องการสัญชาติไทย ก็ควรเลือกได้ด้วยตนเองว่าจะเป็นคนสัญชาติไทยหรือพม่าเมื่อจะทำบัตรประชาชนตอนอายุ ๑๕ ปี ซึ่งเมื่อเลือกสัญชาติไปแล้ว จะเปลี่ยนอย่างไม่มีเหตุผลไม่ได้อีก
การได้สัญชาติโดยไม่ต้องแต่งงานและเปลี่ยนในภายหลัง
เดิมการได้สัญชาติใดๆ ต้องมาจากการแต่งงานกับคนในประเทศนั้นๆ จึงย้ายข้ามสัญชาติมาได้ หรือกรณีที่สองได้เสนอว่าถ้าเด็กเกิดในไทยและอยู่ในประเทศไทยมาตลอด ซึมซับความเป็นไทย รักความเป็นไทย จนอายุ ๑๕ ปี ก็สมควรเลือกสัญชาติ เองได้ เพราะมนุษย์ควรมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกที่จะเป็นชนชาติใด อำนาจของรัฐไม่ควรเข้ามากำหนดธรรมชาติของมนุษย์จนเกินขอบข่าย ยกเว้นการอพยพลี้ภัย ในสมัยโบราณ มีคนอพยพมากมาย กษัตริย์โบราณ ยังนิยมตีเมือง แล้วเอาประชาชนในชาติอื่นมาเป็นประชาชนของตนได้ ดังนั้น การเปลี่ยนสัญชาติ จึงน่าจะมีมากกว่าหนึ่งวิธี ดังกล่าว
ในสมัยโบราณ คนจีนได้อพยพลี้ภัยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย จนก่อเกิดเป็น “เยาวราช” และย่านการค้าจีนนี้ ก็ไม่ได้มีแต่ประเทศไทย มีอยู่ทั่วโลก ดังนั้น การได้สัญชาติมาโดยการ “อพยพลี้ภัย” จึงไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อันกฎหมายของรัฐบาล ก็ควรนำมาจากจารีตประเพณีเก่าก่อนส่วนหนึ่ง ดังนี้ บุคคลที่อพยพลี้ภัยหากต้องการเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นไทย ก็น่าจะสามารถทำได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขบางประการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผู้อพยพเข้าประเทศมากเกินไป จนล้นประเทศ การเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นไทย ควรสามารถทำได้ โดยต้องมีคุณสมบัติครบทุกประการดังต่อไปนี้
๑) ต้องเป็นผู้ยินดีตัดขาดจากประเทศแม่อย่างแท้จริง ละทิ้งความเป็นสัญชาติเดิม เช่น อพยพมาจากจีน ก็ไม่คิดที่จะกลับเมืองจีนอีกต่อไปแล้ว (ยกเว้นไปเที่ยว) กรณีนี้ ต้องยอมทิ้งสัญชาติเดิมก่อน คือ ต้องไม่เป็นคนถือสัญชาติสองสัญชาติ กล่าวคือ ต้องติดต่อทำเรื่องขอเปลี่ยนสัญชาติจากประเทศแม่ ให้ชัดเจนก่อน
๒) ต้องเป็นผู้ทำงานอย่างยากลำบากเพราะไม่มีสิทธิในการถือครองที่ดินในประเทศไทย เป็นระยะเวลาอย่างน้อย ๑๐ ปี จนมากพอที่จะซึมซับวัฒนธรรมไทย เข้าใจความเป็นไทย อยู่ร่วมกับคนไทย พูดไทยได้ชัด เรียกว่าดูแล้วเหมือนคนไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเพราะสาเหตุนี้ ให้พิจารณาข้ออื่นๆ ร่วมด้วยต่อไป
๓) ต้องเป็นผู้มีผลงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่มากพอจะบ่งบอกได้ว่า “อุทิศตนเพื่อประเทศไทย” เพราะในอดีต คนไทยทั้งหลายได้สัญชาติไทยมานี้ ล้วนหลั่งเลือดเพื่อประเทศไทยมาแล้ว ดังนั้น หากยอมเป็น “ทหารอาสา” และผ่านการรบเพื่อชาติมาแล้ว ก็จะสามารถขอสัญชาติไทยได้ ตามธรรมเนียมการตีเมืองยึดคน ในสมัยโบราณ ที่เอาคนต่างชาติมาเป็นทหารของตน แล้วให้สัญชาติภายหลัง
๔) หากไม่มีผลงานด้านการทหาร ก็ต้องมีผลงานอื่นให้เป็นที่ประจักษ์ว่า “จงรักภักดีต่อแผ่นดินใหม่” เช่น ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคบาท จนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นผู้มีความจงรักภักดี พระมหากษัตริย์ไทยย่อมให้สัญชาติแก่บุคคลเหล่านี้ได้ ดังที่เคยมีมาในอดีต กษัตริย์ไทยก็สามารถแต่งตั้งยศราชการให้ชาวต่างชาติได้
๕) เป็นผู้มีความจงรักภักดีใน ชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ กล่าวคือ จงรักภักดีในชาติไทย ๑ ในศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่ประเทศไทยให้การรับรองได้ ๑ (หากไม่มีศาสนาจะป่าเถื่อน และดุร้าย เข้ากับคนไทยได้ยาก) ในพระมหากษัตริย์ไทย ๑ คือ รักในพระมหากษัตริย์ไทย ไม่ใช่เกลียด หรือจ้องทำร้ายพระมหากษัตริย์ไทย
อนึ่ง ความหมดสิ้นลงของ “สัญชาติไทย” ก็สามารถเกิดได้ ด้วยเหตุผลสี่ข้อดังกล่าวอันเป็นไปในทางตรงข้าม เช่น มีเหตุอ้างได้ว่าเป็นปรปักษ์กับไทย, อยู่ต่างแดนเกิน ๑๐ ปี, หรือได้ทำงานให้ประเทศอื่นแล้วโดยการแต่งตั้งจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ และได้ให้ความจงรักภักดีต่อชาติอื่นแล้ว เช่น คุณทักษิณ ถ้าเป็นเช่นนี้ เกิน ๑๐ ปี ก็สิ้นความเป็นไทย การที่บุคคลเป็นคน “สองสัญชาติ” นั้น ไม่มีในจารีตที่ดีงามของสากลโลก และจะนำภัยมาสู่ประเทศทั้งสองได้ เพราะบุคคลไม่ควรเป็น “ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย” ดังนั้น ทัศนคติ ด้านสัญชาติที่สามารถยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ตามธรรมชาติของมนุษย์ดังนี้ ก็จะช่วยให้ประเทศชาติปรับตัวเข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างดี
ธรรมปฏิเวธ โลกาภิวัตน์และแนวคิดการรวมโลก
ที่โลกมีความวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะฝีมือมนุษย์ มนุษย์กลุ่มหนึ่งวาลแผงเบื้องหลัง เพื่อเปลี่ยนโลก จัดการโลกให้เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งก็ไม่ผิด ถ้ามนุษย์คนใดจะทำ เพราะเขาเองก็มีเจตนาว่าโลกควรได้รับการจัดการที่ดี ถ้าไม่มีการจัดการ ย่อมจะเกิดปัญหาได้ อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน การขยายตัวของระบบทุนนิยมกว้างเกินกว่าเดิมมาก การค้าจะต้องขยายตลาดกว้างออกไปด้วยเสมอกัน ไม่เช่นนั้น ระบบทุนนิยมก็อยู่ไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้อเมริกาต้องตัดสินใจ เปิดตลาดจีนให้ได้ อเมริกาทดลองเปิดตลาดจีนครั้งแรกไม่สำเร็จ เพราะจีนไม่อาจเปิดรับระบบทุนนิยมได้เต็มที่ เนื่องจากจีนเป็นคอมมิวนิสต์ ระบบไม่เข้ากัน ถ้าเปิดเต็มที่ จีนก็ต้องล่มสลายเพราะทุนนิยม ประชาชนที่ถูกกระแสทุนนิยมพัดพาเหล่านั้น จะก่อการประท้วงเหมือนนักศึกษาทั้งหลายในประเทศทุนนิยมแล้ว เรียกร้องประชาธิปไตยในอนาคตได้ ดังนั้น โลกจึงต้องเป็น “ระบบหนึ่งเดียว” ถ้าไม่ทุนนิยมอยู่ ก็คอมมิวนิสต์ครอบครอง และมันจะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเราทั้งหลาย พวกเราทั้งหลายจะได้เห็นสิ่งนั้นแน่นอน ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้แน่นอน
เดิมทีอเมริกันเปิดตลาดจีนแล้วไม่สำเร็จ พวกเขาจึงคิดว่าแก้ปัญหาทางการขยายตลาดไม่ได้ ก็แก้ปัญหาด้วย “เงิน” คือ แก้ทางการเงิน เอาเงินยัดหนุนเข้าไปในระบบ แล้วลดต้นทุนทางการตลาดเสีย โดยการเข้าจัดการกับประเทศผู้ค้าน้ำมัน อเมริกันจึงลงทุนกับการทำสงครามอิรักมากมาย ทว่า สองมาตรการนี้ ไม่สำฤทธิ์ผล ดังที่เราเห็นอยู่ปัจจุบัน ประเทศไทยของเราก็เอาเงินยัดเข้าระบบเหมือนกัน เหมือนให้เลือดแก่ผู้ป่วยหล่อเลี้ยงชีวิตไว้ฉะนั้น ทว่า นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากได้ออกมายืนยันว่า นี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยการ “เปิดตลาดจีน” จึงเป็นสิ่ง “จำเป็น” ในที่สุด ประธานาธิบดีบารัคและคณะ จำต้องเดินทางมายังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศจีน นี่เป็นหมายเหตุแสดงให้เห็นว่า “อเมริกันแน่ใจแล้วว่าจำต้องแก้ปัญหาด้วยการเปิดตลาดจีนให้สำเร็จ การแก้ทางการเงิน ช่วยได้ชั่วคราวเท่านั้น” ก่อนนี้ ประเทศไทยนำโดยรัฐบาลยุคอภิสิทธิ์ ได้พยายามเปิดตลาดจีน แต่เพราะงบประมาณน้อย จึงไม่เพียงพอที่จะทำโครงการใหญ่ระดับนานาประเทศ ไม่มีอำนาจมากพอ และไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ภายนอกและภายในได้ ทำให้การรวมประเทศอาเซียน ไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น คือ เป็นการรวมแบบตื้นๆ ร่วมมือกันแบบหลวมๆ ไม่เกิดโครงการใหญ่ที่พอเป็นทางออกในการแก้ไขเศรษฐกิจได้ ทว่า ก็แสดงให้โลกเห็นว่า “ประเทศไทย” เป็นผู้นำในการเปิดตลาดจีน ตั้งแต่การเสด็จเยือนประเทศจีนของราชนิกุลหลายพระองค์ และตามมาด้วยการทำงานของคณะรัฐบาล ทว่า ประเทศจีนไม่นิยมค้าขายอย่างเสมอภาค แต่นิยม “ผูกขาด” เมื่อพวกพ่อค้าชาวจีน อยากมาลงทุนที่ประเทศไทย ก็มีอีกกระแสหนึ่ง ผู้มีอำนาจคิดฮุบเอาประเทศไทยไว้ก่อน เพื่อให้ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบใหม่ คือ เผด็จการ ดังนั้น ปัญหาก็เกิดขึ้นกับประเทศไทยทันที คือ การปั่นป่วนภายใน และข้อพิพาทไทยกัมพูชา (กัมพูชาเองก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานเกมนี้) รัฐบาลไทยเตือนกัมพูชาว่า “จะได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะไม่ทราบว่าหมากกระดานนี้เป็นกระดานใหญ่ ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลกัมพูชาช่วยคุณทักษิณ แต่เป็นเกมการเมืองระดับโลก ที่มีประเทศขั้วอำนาจทุนนิยมฝ่ายหนึ่ง ประเทศขั้วอำนาจเผด็จการฝ่ายหนึ่งหนุนหลัง และเมื่อเล่นหมากกระดานนี้จบ พวกเขาได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะ “แบ่งส่วน” ให้แต่ละหุ้นส่วนเท่าไร ดังนั้น กัมพูชาจะไม่ได้เพียงแค่ช่วยคุณทักษิณ แต่กัมพูชาอาจได้ถึง ส่วนแบ่งแผ่นดิน แผ่นน้ำ และทรัพยากรอีกมากมายด้วยซ้ำ ดังนี้ ประธานาธิบดีบารัค จึงต้องเดินทางมายังอาเซียนและจีนทันที เพราะต้องรักษาเครือข่าย “ทุนนิยม” ของพวกเขาอันเป็นเครื่องถ่วงอำนาจในอาเซียนเอาไว้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่สนใจประเทศไทย ขนาดประเทศไทยมีวิกฤติต้มยำกุ้ง ก็ไม่เคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ (ในช่วงนั้น คิดว่าตนจะไม่ได้รับผลกระทบ ทว่า ก็หนีผลกระทบไม่พ้น) แต่ปัจจุบัน โลกได้เปลี่ยนมุมมองที่มอง ประเทศแถบอาเซียนใหม่แล้ว กล่าวคือประเทศแถบอาเซียนไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
โลกต้องถูกระบอบใดระบอบหนึ่งกลืนจนกลายเป็น “หนึ่งเดียว” ในอีกไม่นานนี้แน่นอน แต่ในวันนั้น ประเทศไทยและโลกนี้จะกลายเป็นระบบใดกัน นี่คือ คำถามสำคัญที่ทุกคน จะต้องหนีไม่พ้นที่จะต้องตกอยู่ใต้คำตอบนี้ ระหว่างขั้วอำนาจอเมริกันที่อยู่ได้ด้วยระบบ ใช้ระบบควบคุมทุกอย่าง ขั้วอำนาจจีน ที่ใช้ “อำนาจ” ควบคุมทุกอย่าง และขั้วอำนาจประเทศไทย ที่ใช้ “ศรัทธา” ควบคุมทุกอย่าง สไตล์การปกครองสามขั้วนี้ สุดท้ายแล้ว จะลงเอยอย่างไร อนึ่ง การใช้ระบบคุมคน ทำให้คนมีอิสรเสรี ไม่ถูกอำนาจบังคับมากเกินไป แต่ภายใต้ระบบนั้น บ้างเสียเปรียบ บ้างได้เปรียบ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องทำลายระบบ ดังนั้น ระบบมีความเสรีจริง แต่ไม่เท่าเทียม ในขณะที่การปกครองโดยใช้อำนาจนำนั้น ประชาชนขาดอิสรเสรี แต่ก็สามารถควบคุมและจัดการได้ง่ายกว่าการให้อิสรภาพแก่มนุษย์มากเกินไป ส่วนการใช้ศรัทธาเป็นตัวนำนั้น ทำให้คนมีกำลังใจในการสร้างประเทศ, อิสรเสรีในการดำเนินชีวิต ทว่า ศรัทธาถ้ามากเกินไป และถูกผูกขาดอยู่ที่มนุษย์คนเดียวแล้ว วันหนึ่ง อายุขัยมนุษย์ไม่ยั่งยืน เช่นนี้ แล้วผู้คนจะอาศัยหลักใดให้ยึดไว้ด้วยศรัทธา อีกทั้งศรัทธาที่มากเกินไปก็ทำให้ “ไร้ปัญญา” ดังนั้น ประเทศไทยที่มีความเป็น “ศรัทธานิยม” คือ ผู้มีอำนาจต้องสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นก่อน ถ้าไม่มีศรัทธาก็ปกครองประเทศไม่ได้นั้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงง่าย เพราะเมื่อฝ่ายตรงข้ามเล่นงาน ใช้การเมืองทำลายศรัทธาของประชาชนเมื่อไร ก็เสื่อมจากความนิยมต้องตกลงจากอำนาจทันที อีกทั้งนักการเมืองบางท่านเมื่อสร้างศรัทธาก็สร้างความหลงงมงายให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนด้วย แต่ก็ดีกว่าการใช้อำนาจนิยม เพราะไม่ต้องเข่นฆ่าหรือรบราฆ่าฟันกันแย่งชิงอำนาจ และดีกว่าระบบนิยมตรงที่ศรัทธาต้องสร้างคุณงามความดีให้ประชาชนเกิดศรัทธา จึงบีบบังคับให้ผู้ไม่มีเมตตา ต้องทำตัวให้ดูเหมือนมีเมตตาไปในตัว ไม่มีก็เหมือนมี ในขณะที่ระบบนิยมนั้น ไม่จำเป็นต้องมีเมตตามากก็ได้ กล่าวคือ ความถูกผิดกำหนดโดยระบบแล้ว มีกฎหมายกำหนดแล้ว ถ้าอ้างกฎหมายเสีย จะทำสิ่งใดก็ได้ถือว่าไม่ผิด ถ้ากฎหมายกำหนดให้ทรมานนักโทษได้ ก็ได้รับการยอมรับโดยระบบนิยม ไม่มีประชาชนต่อต้านว่าเป็นผู้นำที่ไม่มีเมตตา นี่คือ ข้อเสียของ “ระบบนิยม” ดังนั้น ในประเทศอเมริกานั้น ถ้ามีชาวอเมริกันตกยาก และไม่ได้รับการช่วยเหลือ เพียงเพราะ “พัฒนาตามระบบไม่ทัน” ก็ไม่ถือว่าผิด แต่ถ้าเป็นประเทศไทยแล้ว โดยศรัทธานิยมนั้น ผู้นำอาจไม่สามารถรักษาอำนาจของตนไว้ได้ หากเฉยเมยไม่เหลียวแลต่อการถูกทอดทิ้งของคนบางกลุ่มที่พัฒนาตามระบบไม่ทัน ในประวัติศาสตร์จีนยุคจั้นกั๋ว (ยุค ๗ แคว้น ก่อนรวมเป็นประเทศเดียวคือจักรวรรดิฉิน) รัฐฉินปกครองโดยอาศัย “ศรัทธา” รัฐฉีปกครองโดยอาศัย “ระบบ” รัฐเว่ยปกครองโดยอาศัย “อำนาจ” หรือเรียกง่ายๆ ว่า ศรัทธานิยมก็ดี, ระบบนิยมก็ดี, อำนาจนิยมก็ดี ทว่า ทั้งสามรูปแบบนี้ล้วนมีข้อดีข้อด้อยต่างกันทั้งสิ้น ในปัจจุบัน เราก็ได้เห็นหลักการปกครองของทั้งสามแบบอยู่เช่นกัน
“รวมแล้วจะแยก แตกแล้วจึงหลอม” ประเทศต่างๆ เมื่อจะร่วมมือกันเป็นเครือข่ายกันนั้น ต่างมีความแตกต่างและยึดมั่นในความเป็นชาติของตน จึงไม่อาจรวมได้สำเร็จ ยิ่งอยากให้รวมกัน กลับจะยิ่งแตกแยก อุปมาเหมือนแก้วหลายใบ เอามารวมกันอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะความเป็นชาตินั้นแข็งมากเกินไป ดังนั้น จึงต้องให้แตกก่อน จึงค่อยหลอมรวมทีหลัง เหมือนเอาแก้วหลายใบมาทุบให้แตก แล้วจึงหลอมใหม่ด้วยไฟ เป่าให้เป็น “แก้วใบใหญ่ใบเดียวกัน” ดังนั้น จึงสำเร็จได้ การเอาคนที่มีความแตกต่างกันมากๆ บีบให้มาตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกันจะยิ่งบีบให้คนเหล่านั้นแตกกันมากขึ้น เพราะต่างก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ถ้าปล่อยให้แตกสลายไปเองตามธรรมชาติ แล้วค่อยหลอมรวมขึ้นใหม่ ก็จะรวมได้สำเร็จ อย่างแท้จริง วันนี้ เราจะปล่อยให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปเองตามธรรมชาติก็ได้ หรือเราจะคิดวางแผนให้การเปลี่ยนแปลงนั้นดำเนินไปตามที่เราคิดว่าควรจะเป็นก็ได้ การเอาแต่พิจารณาหรือรู้และเข้าใจแล้วไม่ทำอะไรก็ไม่ผิด เหมือนวิสัยของเหล่าปัญญาธิกะ ส่วนผู้ใดจะได้รับคำทำนายก็ดี คำแนะนำก็ดีจากผู้อื่นแล้วมีความศรัทธา วางแผนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่ผิด เป็นวิสัยของศรัทธาธิกะ หรือใครจะไม่เชื่อใครเลย คิดและวางแผนในแบบของตนเอง ก็ไม่ผิด เป็นวิสัยของวิริยะธิกะ แต่ความเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ไม่อาจเลี่ยงได้ บทความนี้ขอจบเพียงเท่านี้
ธรรมปฏิเวธ : รากเหง้าของปัญหา อันนำไปสู่ทางตันของระบบรัฐสภา
สมมุติ คุณต้องการสมัคร ส.ส. คุณต้องละทิ้งอำนาจในภาคเอกชน เพื่อไม่ให้เกิดการซ้อนทับของอำนาจ อันอาจนำไปสู่การเอื้อประโยชน์ในธุรกิจของคุณได้ในภายหลัง นั่นเท่ากับคุณยอมละทิ้งแหล่งเงินก้อนใหญ่ มนุษย์เราทุกคนต้องกินต้องใช้ ดังนั้น เมื่อทิ้งแหล่งทำมาหากินเก่าแล้ว ดั่งทุบหม้อข้าวตัวเอง จะหาอะไรหุงในวันรุ่งขึ้นก็ไม่มีอีก ดังนี้ นักการเมืองจึงต้อง “รวบอำนาจ” ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดก็แล้วแต่ ถ้านักการเมืองไม่แน่ใจว่าเขาจะได้เลือกตั้งอีกต่อไปในสมัยหน้าหรือไม่ สิ่งที่เขาทำได้เพื่อปกป้องตัวเอง คือ “การรวบอำนาจ” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอำนาจในประเทศ ที่เคยสมดุลแล้ว ก็เสียสมดุล ผลกระทบนี้ค่อนข้างหนักและยิ่งใหญ่มากพอดู สั่นคลอนความมั่นคงของประเทศได้ไม่ยากเลย ส.ส. ที่ไม่โกงกิน และยอมละทิ้งแหล่งทำมาหากินเก่าของตนเองแล้ว หากสอบตกก็จะอดยากได้ ดังที่เป็นข่าวว่า ส.ส. เก่า พรรคชาติไทยต้องอยู่อย่างยากลำบากในบ้านที่ทรุดโทรม นี่คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ นักการเมืองต้องโกงกิน การเพ่งจับผิดว่านักการเมืองเลวที่โกงกิน โดยไม่สาวให้ลึกถึงรากฐานของปัญหา นำมาซึ่งความไม่เข้าใจกัน และเกิดปัญหา “วิกฤติการเมืองไทย” ในปัจจุบัน อันส่งผลกระทบต่อ
สถาบันสามเสาหลัก
๑) ชาติ คือ ศูนย์รวมอำนาจจากประชาชน ซึ่งก็คือระบบรัฐสภา
๒) ศาสนา คือ ทุกศาสนาในประเทศไทย อันช่วยให้ประเทศสงบสุข
๓) พระมหากษัตริย์ คือ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ไม่ใช่องค์ใดองค์หนึ่ง
ทั้งสามเสาหลักนี้ ต้องรักษาไว้ เป็นมรดกสำคัญที่รัชการที่หกพยายามบ่งบอกผ่านการสื่อด้วย “ธงชาติไทย” ที่ทรงออกแบบเอง ในบทความนี้ จะขอกล่าวถึงการดูแลสถาบัน “ชาติ” ก่อน เพราะสถาบันอื่นๆ มีความลึกซึ้งละเอียดอ่อนเกินกว่าจะนำมาวิจารณ์ได้ง่าย
แนวคิดการดูแลนักการเมืองตลอดชีพ
นักการเมืองที่มีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ได้สมัยหนึ่ง ก็ไม่รู้ชะตากรรมตนเองว่าสมัยหน้าจะได้อีหรือไม่นั้น บีบบังคับให้ต้องโกงกิน และซื้อเสียง เพื่อเอาตัวเองรอด ไม่ผิดปกติเลยที่คนเราจะต้องเอาตัวเองรอดอย่างนั้น ที่ผิดคือ “ระบบการเลี้ยงดู” ที่ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจว่านักการเมืองก็เป็นมนุษย์ มีปากมีท้องต้องกิน ต้องอยู่ ถ้าเขามีเงินไม่ต้องมาก แค่พออยู่ได้ และได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ “สมถะ” แล้ว แม้สอบตก ก็ไม่ต้องกังวล เรียกว่าระบบ “เลี้ยงดูตลอดชีพ” เช่นนี้ ก็จะช่วยให้ลดแรงกดดัน ไม่ให้ นักการเมืองโกงกิน รวบอำนาจ ก่อการ ฯลฯ ได้ ระบบนี้ทำไม่ยากเลย เอานักการเมืองที่สอบตกมา สอบแบบจอหงวนใหม่ แล้วใครสอบได้ก็ได้เงินเดือนสัก ๕,๐๐๐ บาท เลี้ยงตัว โดยจะจัดสรรให้ไปประจำอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ที่มีบ้านเล็กๆ และที่ดินให้ โดยอยู่ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง แต่ต้องได้รับการคัดเลือกว่าจะไม่โกงกิน ทำความดี และจะพัฒนาท้องถิ่นนั้นๆ ด้วยการ “ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง” คือ ไปใช้ชีวิตแบบพอเพียง อยู่อย่างสมถะ เรียบง่าย ให้คนในท้องถิ่นนั้นเห็นเป็นแบบอย่าง ในวันข้างหน้า ถ้าจะกลับมาสมัคร ส.ส. อีกก็ได้ ดังนั้น เขาจึงสมควรได้รับเงินเดือนในฐานะ “ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงภาคปฏิบัติ” และทำให้เป็นแบบอย่าง จึงถือเป็น “ผู้นำทางเศรษฐกิจพอเพียงระดับท้องถิ่น” ได้ด้วย
ส่วนนักการเมืองที่โกงกินก็ต้องเข้มงวด จับให้ได้ เท่านี้ ก็จะลดจำนวนนักการเมืองที่ตั้งใจเข้ามาโกงกินลง และเพิ่มจำนวนนักการเมืองที่ “สมถะ” ประสงค์จะสอบตกก็ยังมีชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบได้ เข้ามารับใช้ประเทศชาติได้ นี่คือเทคนิค การหมุนเวียนใช้ทรัพยากรคนให้เกิดประโยชน์โดยไม่ทอดทิ้ง ละเลย เพราะเห็นว่าเขาเป็นนักการเมือง จะต้องเป็นคนเลวเสมอไป แท้แล้วไม่มีใครอยากให้สังคมตราหน้าว่าเลว แต่ระบบที่ไม่รัดกุมบีบบังคับให้คนต้องทำความเลวได้ ดังนั้น จะแก้ก็ต้องแก้ที่ระบบก่อน คนทีหลัง
ธรรมปฏิเวธ : ธรรมและวินัย เหตุใดต้องคู่กัน
การใช้แต่กฎระเบียบปกครองคน ย่อมทำให้คุมหมู่คณะได้จริง แต่ไม่ทำให้หมู่คณะมีปัญญา ดังนั้น ผู้ปกครองย่อมเหน็ดเหนื่อยกับการต้องจับกุม, พิพากษา และลงโทษ ตราบเท่าที่หมู่คณะไม่สามารถคิดได้เองว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรละเว้น ดังนั้น พระธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นด้วย จะมีแต่พระธรรมก็ไม่ได้ เพราะผู้มีปัญญาแล้วย่อมมีจิตที่อิสระมาก ไม่อาจล้อมกรอบได้ง่ายๆ ถ้าปลีกตัวเองไปจากสังคมแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมไม่เกิดปัญหาแก่สังคมและตนเอง ทว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เข้าหาสังคม ไม่หนีสังคม และอาศัยสังคม อยู่ร่วมกับสังคม ช่วยเหลือสังคมในแบบที่ทำให้คนเกิดปัญญา ดังนี้ จึงต้องมี “วินัย” ช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่อาศัยได้ด้วย และเป็นที่ยอมรับแก่ประเทศต่างๆ ที่หมู่สงฆ์เข้าไปเผยแพร่ธรรมะ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงเคยปฏิบัติมา คือ เผยแพร่ธรรมะได้ถึง ๗ แว่นแคว้น โดยทุกแว่นแคว้นล้วนให้การยอมรับและนับถือว่าหมู่สงฆ์อยู่ในพระธรรมวินัย ไม่จำเป็นต้องเอาอำนาจ, กฎหมาย, จารีต ฯลฯ ของประเทศนั้นๆ มาครอบงำ หรือล้อมกรอบอีก ดังนี้ พระพุทธศาสนาจึงเป็นอิสระจากเรื่องการเมือง และทำหน้าที่สร้างคนผู้มีปัญญาให้เกิดขึ้นแก่ประเทศที่เข้าไปเผยแพร่ธรรมนั้น
ดังนี้ พระธรรม และพระวินัย จึงต้องคู่กัน เป็น “พระธรรมวินัย” อนึ่ง พระวินัยไม่ใช่ทุกอย่าง จะยึดแต่พระวินัยไม่ได้ สังคมจะยึดแต่กฎหมายก็ไม่ได้ อุปมาก็เหมือนกัน เพราะการยึดแต่กฎระเบียบนั้น ไม่ทำให้เกิดปัญญา และทำให้คนโง่งม ยิ่งกฎหมายเคร่งครัดมาก ยิ่งขาดความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง หรือปรับตัวก็ยาก ในภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงมากนี้ การดำเนินนโยบายที่เคร่งครัดมากเกินไปในจุดที่ไม่ควร รังแต่จะนำหายนะมาสู่ประเทศชาติ เช่น กฎระเบียบเกี่ยวกับการค้าขาย ไม่ควรเคร่งครัดมากในยุคเศรษฐกิจผันผวน ควรเปิดช่องโอกาสให้ยืดหยุ่นบ้าง ในขณะที่การเคร่งครัดควรไปเน้นกับเรื่อง “ความมั่นคง” มากกว่า เช่น ภัยจากด้านการแบ่งแยกดินแดน, ภัยด้านการแตกแยกของคนในชาติ เช่นนี้ สมควรเคร่งครัด ไม่ใช่เคร่งครัดไปหมดทุกเรื่อง บุคคลก็อึดอัด มีแรงกดดันมาก แรงต้านก็มาก สุดท้าย ก็ต้องทะปะกัน อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน การเปิดโอกาสให้มีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ สร้างบรรยากาศให้เกิดการคิดอย่างสร้างสรรค์ คือ ลดการจับผิด, ลดการเพ่งโทษลง กระบวนการคิดสร้างสรรค์จึงจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการให้ปัญญาอย่างแนบเนียน ทำอย่างไรประชาชนจึงจะมีปัญญา ไม่ใช่คิดแต่จะให้ประชาชนโง่ลง ปิดหูปิดตาประชาชนเพียงเพื่อหวังประโยชน์ในด้านการควบคุม ให้ควบคุมง่าย ดูแลง่าย สุดท้าย “กดขี่ข่มเหง” ได้ง่ายๆ ไม่มีแรงต่อต้าน เช่นนั้น ประชาชนก็ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคน สุดท้ายประชาชนก็ถูกนายทุนต่างชาติเข้ามาล่วงล้ำเอาผลประโยชน์ไปในที่สุด ปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญปัญหามากมายเพราะสาเหตุเหล่านี้
ดังนั้น การปกครองประเทศที่ดี จะกล่าวถึงหรือยึดถือแต่ความถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้ ต้องให้พระธรรมมาก่อน พระวินัยมาทีหลัง จึงเรียกว่า “ธรรมวินัย” คือ ต้องให้เกิดปัญญา มีความเข้าใจมาก่อน แล้วอาศัยกฎระเบียบเป็นเครื่องเตือนใจ เป็นกรอบล้อมไว้ภายหลัง หากบุคคลมีปัญญาดีแล้ว ก็เข้าใจกันง่าย ไม่ต้องไปตามจี้ ตามจับผิด เพ่งโทษ กันให้ยุ่งยาก แต่อาจมีบ้างที่แนวทางในการปฏิบัติแตกต่างกัน จนอาจทำให้เกิดความสับสนยุ่งเหยิงจึงต้องหาแนวทางร่วมกันที่เรียกว่า “กฎระเบียบ” หรือ “วินัย” นั่นเอง ดังนั้น ปัญญาควรมีเป็นเครื่องนำ แล้วยังต้องมีกฎระเบียบหรือวินัยเป็นเครื่องประคองด้วย จะให้ขาดกันไม่ได้ ปัจจุบัน กฎหมายไม่อาจทำให้คนมีปัญญาได้ ทำได้เพียงเป็นกรอบล้อมบุคคลไว้ ทำให้สังคมขาด “ปัญญา” การสร้าง “สังคมอุดมปัญญา” เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ไม่ต้องกลัวว่าคนฉลาดแล้วจะควบคุมได้ยาก เพราะมีกฎระเบียบล้อมไว้อยู่แล้ว ที่เราควบคุมเขาได้ยาก เพราะเราเองมีบารมีน้อย มีความสามารถน้อย แต่บุคคลอื่นอาจควบคุมดูแลได้ดีกว่าเราก็ได้ ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้องทำให้คนโง่เข้าไว้จึงจะควบคุมได้ง่าย แต่ปัญหาอยู่ที่เราต้องพัฒนาตัวเองให้ทันประชาชนด้วย โดยอยู่ภายใต้หลักการพัฒนาเดียวกัน คือ ปัญญานำ-ระเบียบตาม หรือ ภายใต้แนวคิด “ธรรมวินัย” นั่นเอง