มหาธรรม : ทำอย่างไรจึงจะได้เป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

มหาธรรม : ทำอย่างไรจึงจะได้เป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

มหาธรรม : ทำอย่างไรจึงจะได้เป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

การได้บวชเป็นพระสงฆ์นั้น จะได้เป็น “สมมุติสงฆ์” ก่อน การจะได้เป็น “พระสงฆ์แท้” หรือ “พระสงฆ์สาวก” ของพระพุทธเจ้าได้นั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้บวชเอง ในบทความนี้ขอกล่าวถึงแนวคิดแบบพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ ที่ไม่มีนิกาย ดังต่อไปนี้

การโกนผม

หมายถึง ต่อไปนี้ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดว่าตนได้ละทิ้งความเป็น “เจ้า” หมดสิ้นแล้ว ไม่ใช่โกนเพราะให้แตกต่าง โกนเล่นๆ โกนเพราะดูไม่งาม ไม่เรียบร้อยก็หาไม่ เพราะในสมัยโบราณนั้น สังคมมีทั้งสิ้นสี่วรรณะคือ กษัตริย์, พราหมณ์, แพศย์, ศูทร ในวรรณะกษัตริย์และพราหมณ์เชื่อถือกันว่าจะไม่ปลงผมออกหมด จะตัดเล็มให้งาม แล้วมวยผมขึ้นจุกไว้ เพื่อรอรับชฎาหรือมงกุฎ ดังนั้นจึงเชื่อกันว่าใครโกนผมถือเป็นอัปมงคลเพราะไม่สามารถรองรับชฎาหรือมงกุฎได้อีก ในมุมมองของพระพุทธศาสนา การโกนผมจึงถือเป็น “ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่เป็นเจ้าใดๆ อีกทั้งในทางโลกและทางธรรม” นั่นคือ พร้อมยอมเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า มีเจ้าองค์เดียวคือพระพุทธเจ้า ตนจะไม่เป็นเจ้าใดๆ อีกต่อไป

ดังนั้น เมื่อโกนผมแล้ว จะได้ถือว่าโกนจริงตามแนวคิดของพระพุทธศาสนา ก็ต่อเมื่อ โกนแล้วมีจิตใจแน่วแน่ที่จะไม่เป็นเจ้าใดๆ อีกทั้งทางโลกและทางธรรม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าปกครองประเทศแบบ ทะไล ลามะ นี่ก็ไม่ใช่สาวกที่แท้ของพระพุทธเจ้า เพราะละความเป็นสาวก เข้าสู่ความเป็นเจ้าแห่งทิเบตแล้วก็ดี หรือเจ้าลัทธิ เจ้านิกายต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้าอีก ยังมีพระสังฆราช, ราชาคณะ, เจ้าคณะจังหวัด, เจ้าคณะตำบล, เจ้าอาวาส ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ก็นับว่าละทิ้งความเป็น “สาวก” ไปเป็น “เจ้า” เสียแล้ว จริงๆ ไม่ต้องปลงผมโกนหัวอีกก็ได้ เพราะไม่ได้เป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าอีกแล้ว

พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้ามีเจ้าองค์เดียว คือ พระพุทธเจ้า ใครมาบวชเป็น “สาวก” ของท่าน ต้องถามใจตัวเองให้ชัดก่อนว่า “ยินยอมเป็นสาวก” ได้ไหม ถ้าไม่ได้ อย่าโกนหัวให้เปลืองผม เพราะไม่มีประโยชน์อะไร จะมาเป็น “สาวก” ของท่าน ก็ต้องยอมรับว่าเป็น “สาวก” จะมาเป็น “เจ้านาย” หรือเจ้าอะไร หัวหน้าใครที่ไหนไม่มีอีก พระสาวกทุกท่านอยู่อย่างเท่าเทียมกันไม่มีใครเป็นเจ้าใคร โกนหัวเหมือนกันหมด ใครทำตัวเหนือใคร เป็นเจ้าคนอื่น สั่งการคนอื่น แสดงว่าละทิ้งความเป็น “สาวก” ไปแล้ว กลายเป็น “เจ้า” ไปแล้ว ไม่ต้องโกนหัวอีกต่อไป เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรอีก ที่พระพุทธเจ้าให้โกนหัวนั้น ไม่ใช่เพราะให้สวย ให้งาม ให้เรียบร้อย ให้สะอาด อะไรก็ไม่ใช่ นั่นยึดติดเปลือกเกินไป ที่โกนคือ ให้ละความเป็น “เจ้า” ทั้งเจ้าทางธรรม มาจากสำนักพราหมณ์ไหน ไว้ผมมวยไว้ก็ต้องตัดเสียหมด เป็นลูกเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมา ก็ต้องโกนเหมือนกัน ไม่เว้น

ภิกษุไม่พึงโกนผมด้วยความคิดอย่างนี้ว่า เราจักโกนให้สะอาดเรียบร้อย น่าศรัทธา อันเกิดขึ้นด้วยกามราคะ เราจักโกนให้เหมือนอย่างหมู่คณะไม่แตกต่างจากรูปอื่น อันเกิดขึ้นจากความกลัวที่จะมีเปลือกนอกต่างออกไป เราจักโกนเพื่อให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ อันเกิดจากความยึดมั่นในความถูกผิดโดยไม่รู้จริง เราจักโกนเพราะเป็นคำสั่งของผู้หนึ่งผู้ใดอันเกิดจากความกลัวบุคคลผู้สั่งนั้นๆ หากภิกษุโกนผมเช่นนี้ ย่อมมิได้ “ปลงผม” ดังนี้ ภิกษุเสียผมไปเปล่าโดยไม่มีการปลงในอาการโกนผมนั้นเลย ไม่พึงโกนเสียดีกว่า

ภิกษุพึงโกนผมด้วยความคิดอย่างนี้ว่า เราจะปลงเสียจากความยึดมั่นถือมั่นในตำแหน่ง เราจะปลงเสียจากความยึดมั่นอาลัยในลาภยศ เราจะปลงเสียจากความอยากเป็นเจ้าใดๆ ในทางโลกก็ดี ทางธรรมก็ดี เราจักปลงเสียจากความอหังการที่ไม่ยอมจำนนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เราจักเป็นผู้นอบน้อมยอมจำนน เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าอย่างเดียว ไม่มีอื่น ความเป็นเจ้า เป็นนาย เป็นหัวหน้า หามีแก่เราไม่ อันผู้ใดจักเป็นลูกน้องก็ดี เป็นบริวารก็ดี เป็นทาสก็ดี พึงไม่มีแก่เรา เพาะเราปลงแล้ว ซึ่งความอยากอยู่เหนือบุคคลอื่น  

การครองผ้าจีวร

หมายถึง ต่อไปนี้ เราจักเป็นผู้มีวินัยครองตนอยู่ ปกป้องตนอยู่ ล้อมกายตนอยู่ ระวังตนอยู่ จริงอยู่ว่าผ้าครองกายย่อมไม่เรียบร้อยได้ ย่อมหลุดได้ ย่อมแปดเปื้อนได้ แต่บุคคลย่อมรู้ตนอยู่ตลอดว่าเป็นผู้ห่มจีวร ไม่ทำให้จีวรหลุดออกจากกาย เปลือยกายล่อนจ้อนก็หาไม่ ดังนี้ พระธรรมอันเป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าค้นพบแล้ว ก็ไม่อาจอยู่ได้ด้วยอาการล่อนจ้อน ไม่มีเปลือกห่อหุ้มฉะนั้น พระวินัยนี้เป็น “สมมุติบัญญัติ” ที่ห่อหุ้มพระธรรม ทำให้พระธรรมอยู่ได้อย่างปลอดภัย ไม้อาศัยแก่นเป็นเครื่องทรงลำต้นให้ตั้งตรงได้ฉันใด บุคคลย่อมอาศัยแก่นธรรม ให้ตรงสู่นิพพานได้ฉันนั้น ไม้อาศัยเปลือกปกป้องภัยได้ฉันใด บุคคลย่อมอาศัยพระวินัย ปกป้องตนเองจากกรรมที่ตนคาดไม่ถึงด้วยเหตุกรรมเป็น อจิณไตย ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุย่อมครองจีวร ดุจประคองศีล จริงอยู่ จีวรย่อมมีไม่เรียบร้อยบ้าง มีแปดเปื้อนบ้าง แต่ก็เป็นธรรมดาของการนุ่งห่ม การครองศีลก็เช่นกัน มิใช่ว่าต้องถูกต้องไม่ผิดเลย แล้วจะจัดได้ว่าเป็นผู้มีธรรมสูงก็หาไม่ บุคคลย่อมมีผิดพลาดกันได้ แม้แต่ในสมัยพุทธกาลก็มีมาก ที่ภิกษุผิดศีล แต่พระพุทธองค์ก็ทรงวางแนวทางให้สามารถแก้ไขตนเอง ปลงตัวเอง แล้วเริ่มต้นปฏิบัติต่อไปได้ คือ การปลงอาบัติก็ดี การทำปริวาสกรรมก็ดี ฯลฯ เหล่านี้ ก็เป็นกระบวนการปกติของหมู่สงฆ์ ที่จะพึงระลึกให้ชัดว่า “ตนยังเป็นผู้ผิดศีลอยู่ นิพพานยังไม่เกิดขึ้นแก่ตน” มิใช่ผิดศีลแล้วหลงทะนงตนว่าผิดศีลไม่เป็นไร เพราะเรามีบุญบารมีมาก มีพรรคพวกมาก ต่างก็เชื่อว่าเราได้อรหันต์แน่นอน จึงได้นิพพานแน่ๆ ดังนั้น จะผิดเท่าไรก็ได้ เพราะอรหันต์นั้นไม่ยึดแล้ว จึงไม่ติดกรรมอีก อันนี้ เป็นความหลงผิดโดยแท้ อุปมาเหมือนบุคคลเห็นว่าแก่นนั้นเป็นอย่างไร จนได้เผลอลืมเปลือกไว้ เป็นภิกษุผู้เปลือยเปล่า เปลือยกายล่อนจ้อน ไม่อาจปกปิด ปกป้องตนเองออกจากกรรมอันเป็น อจิณไตย ได้ เมื่อตนเองได้รู้ว่ากรรมนั้นขวางนิพพาน ก็เมื่อตายละสังขารไปแล้ว เช่นนี้ ย่อมเป็นได้เพียงภิกษุที่โง่งมงาย ได้แก่นลืมเปลือก ไม่เห็นความสำคัญของการมีเปลือกห่อหุ้มป้องกัน แก่นที่เคยมีก็แปดเปื้อนด้วยกรรมสารพัน ดังนี้ แก่นย่อมไม่บริสุทธิ์ได้ดังเดิมอีกต่อไป เป็นภิกษุผู้ไร้จีวรหุ้มกาย เดินเปลือยเปล่าไปให้อับอายผู้คนฉะนั้น ภิกษุที่หลงลืมศีล ไม่เห็นความสำคัญของศีล จึงอุปมาเหมือนภิกษุผู้ไม่มีจีวรครองอยู่ เดินเปล่าเปลือยไป เป็นได้เพียงนางโชว์เท่านั้น

การผิดศีล ไม่ใช่เรื่องรุนแรงหรือเลวร้ายเลย เป็นเรื่องธรรมดา ผิดกันได้ทุกคน ไม่ต้องถูกตลอดเวลาก็ได้ แต่ต้องเข้าใจว่าตนยังมีศีลครองอยู่ อย่าให้ขาด สติที่ระลึกว่าเราเป็นผู้ครองศีลนั้น จำต้องมีอย่างต่อเนื่อง แม้ผิดไป พลาดไป ก็ให้ปลงอาบัติ แล้วเริ่มต้นใหม่ ปลงให้รู้ตัว รู้ตนว่า ตนเป็นผู้ไม่ได้นิพพาน ยังต้องปฏิบัติให้ได้ ยังต้องระวังตนต่อไป ยังมีข้อผิดพลาดอยู่ แต่เราจักไม่อหังการ ผิดศีลแล้วหยิ่งทะนงตนว่า “ตนนี้เป็นอรหันต์แล้ว ผิดศีลไม่เป็นไร เพราะจิตไม่ยึดมั่นถือมั่น ตนนี้ไม่ผิดศีลหรอกเพราะมีเหตุผลต่างๆ นานา เช่น ตัดต้นไม้ก็เอาไปสร้างวัดให้พระพุทธศาสนานี่ไม่ผิดศีล” เช่นนี้ พระวินัยย่อมจักวิบัติ เพราะตราไว้แล้วไม่ทำก็ได้ อ้างเหตุผลอื่นกลายเป็นว่าไม่ผิดเสียก็ได้ ก็ที่พระพุทธองค์ตราศีลไว้ว่าไม่ให้พรากพืช, ภูติคาม ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ภิกษุไปทำไร่ไถนา, ไปสร้างวัด, ไปตัดต้นไม้อันเป็นที่อาศัยของรุกขเทวดา แต่ภิกษุกระทำแล้วอ้างเหตุผล คุณงามความดี เพื่อเอาตัวรอดไปว่าเป็นผู้ไม่ผิดศีลได้ไฉน เหมือนบุคคลเอาดาบฟันยุง ยุงนั้นเกาะอยู่ที่คอมารดาของตน แล้วจึงประกาศว่ามารดาของตนคอขาดแล้วนั้น มิใช่ด้วยตนนั้นใช้ดาบฟันลงดอก ตนเพียงเอาดาบฟันยุงให้มารดาเท่านั้น เป็นผู้กตัญญูต่อมารดาจึงได้ทำเช่นนี้ ภิกษุอ้างอย่างนี้ จึงเป็นภิกษุวิปลาส ทำให้พระวินัยคลาดเคลื่อนออกไปตามแต่ใจ

ภิกษุพึงครองพระวินัยดังครองจีวร จริงอยู่ว่าไม่ใช่การยึดมั่นจนหวาดระแวงบุคคลผู้ครองจีวรอย่างดีนั้น ไม่ใช่ผู้หวาดระแวง แต่เป็นผู้มีความละเอียดรอบคอบ ระมัดระวังอยู่ตลอด จึงรักษาจีวรได้ดี ภิกษุผู้ถือศีลก็เป็นดังนั้น ย่อมต้องมีศีลเป็นเครื่องครอง เครื่องเตือนจิต ให้ระวังการกระทำใดๆ อันจะนำไปสู่กรรมอย่างไม่คาดคิดได้ เมื่อปรากฏเหตุเกิดขึ้นตรง หน้าเช่น ผู้หญิงตกน้ำ ภิกษุไม่ช่วยด้วยถือศีลไว้ ภิกษุย่อมปลงว่าเป็นกรรมของสัตว์หนอ และอาจได้นิพพาน แต่ถ้าภิกษุช่วย ก็จะได้โพธิญาณ นิพพานย่อมจะยืดยาวออกไป 

การอาศัยบาตร

หมายถึง ต่อไปนี้ ความเป็นอยู่ของภิกษุ จะอยู่อย่างเป็น “ผู้ขอ” ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ ไม่ทำงาน ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเงินเดือน ขาดแคลนปัจจัยใด เราจักของจากฆราวาส หากไม่ได้เราจักปลง หากได้แล้วเราจะไม่หลงเหลิงในตน เราจักเป็นผู้ถือบาตร ไม่ยินดีในเงินเดือนที่เขาให้ อยู่ต่อไปเพื่อปลง มีก็ใช้ ไม่มีก็ปลง ไม่หวังความเที่ยง และไม่หวังเงินเดือนที่เขาส่งมาอยู่ตลอดจนเคยชิน แล้วกลายเป็นดั่งสุนัขที่เขาเลี้ยงไว้ในที่สุด เราต้องอยู่อย่างอิสระจากทางโลกได้ เพราะเป็นบุคคลที่พร้อมแล้ว และยินดีที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างอิสระ ไม่ขึ้นกับใคร ไม่ขึ้นกับเจ้าองค์ไหนนอกจากพระพุทธเจ้า จักดำรงตนอยู่ได้ในโลกนี้ต่อไปด้วยการขอ ไม่ต้องก่อกรรมทำงานการใดอีก หยุดแล้วซึ่งกิจทางโลก กรรมทางโลกทั้งหลายทั้งปวงใดๆ ไม่มีใครเหนือเรา เป็นเจ้านายเรา ให้ปัจจัยเราเพียงผู้เดียว แล้วมาบงการชีวิตเราได้ก็หาไม่ เพราะเราขอเพียงน้อยนิดไม่กระทบชีวิตใคร รวมจากคนนั้นมาหน่อย คนนี้มานิด ก็พออยู่อาศัยได้ ดังนี้ เราจึงเป็นผู้ไม่ขึ้นกับใครในทางโลกอีก เป็นอิสระจากทางโลกอย่างแท้จริง โดยมีพระธรรมวินัยครองไว้ จึงไม่ทำร้ายใคร ไม่เป็นภัยแก่สังคม ไม่เป็นปัญหาทางโลก ดังนี้ แม้ไม่ขึ้นกับทางโลก แต่ด้วยขึ้นกับพระธรรมวินัย ก็ทำให้ไม่เกิดปัญหาแก่ใครเลย เจ้าผู้ครองแคว้นทั้งหลาย ไม่ต้องกลัวว่าพระสงฆ์จะกระทำการอันใดต่อบุคคลทั้งหลายเพราะแม้ไม่ได้ขึ้นกับทางโลก ก็มีพระธรรมวินัยครองไว้ดังนี้ การเป็นอยู่ การอยู่การกินของภิกษุ จึงต้องอิสระออกจากทางโลกด้วย จักขึ้นตรงกับผู้หนึ่งผู้ใดมิได้ เพราะจะเปิดช่องให้เกิดภาระบวงกรรม เขาจะทวงหนี้บุญคุณแล้วช่วงใช้ภิกษุให้กระทำการใดๆ ได้ภายหลัง อันอาจนำไปสู่กรรมที่ทำให้ไม่ได้นิพพานได้ ดังนี้ จึงยินดี และพอใจที่จะอยู่ในฐานะ “ผู้ขอ” ขอจากชาวบ้านอย่างละเล็กละน้อย จึงเป็นเพียง “เศษกรรม” ไม่มากนัก สามารถชำระหมดได้ในชาตินี้ ไม่มีชาติภพสืบต่อไปอีก ต่างจากการรับอุปัฏฐาก, การรับเงินเดือน นั้นไม่ใช่เศษกรรม เป็นกรรมมากพัวพันกันอยู่ อันอาจทำให้ไม่ได้นิพพาน จึงเลี่ยงเสีย เพราะได้ไม่คุ้มเสีย

บุคคลผู้ยินดีจะถือบาตร พึงพิจารณาตนก่อนว่า “พร้อมหรือยังที่จะเป็นผู้ขอ” และมีชีวิตอยู่อย่างผู้ขอ ไม่ยินดีที่จะมีอาชีพ, ตำแหน่ง, ฐานะ, เงินเดือน ที่ขึ้นตรงต่อใครอีก ดังนี้ จึงสมควรได้รับ “บาตร” ที่เป็นมรดกจากพระพุทธองค์ หากภิกษุผู้ใดยังยินดี หลงใหล เพลิดเพลินอยู่ในตำแหน่ง, ยศถาบรรดาศักดิ์, อาชีพ, เงินเดือน ภิกษุนั้นได้ละทิ้งบาตรอันเป็น “มรดก” จากพระพุทธองค์เสียแล้ว ย่อมไม่คู่ควรกับการบิณฑบาตอีกต่อไป ไม่อาจเป็นผู้เหมาะสมกับการเป็นอยู่อย่างผู้ขอ ไม่อาจใช้คำว่า “ภิกษุ” เรียกขานตนเองได้อีก ภิกษุผู้ใด เป็นเช่นนี้พึงพิจารณาตนเสียเถิดว่าตนได้ขาดจากการเป็น “ภิกษุ” เสียแล้ว โดยพฤตินัย และโดยเจตนาของท่านเอง (ในทางธรรมขาดสิ้นแล้วแต่ทางโลกก็เป็นได้)

หากปรารถนาพุทธภูมิ ยังไม่นิพพานจะอยู่ในพุทธศาสนานี้อย่างไร

ก็อยู่อย่างพระมหากัจจายนะ, พระอชิตะ ฯลฯ ก็ได้ คือ ไม่ตั้งตนเป็นเจ้าลัทธิ, เจ้านิกาย, เจ้าคณะ, เจ้าใดๆ, ผู้นำหมู่สงฆ์ก็ไม่ใช่ เพราะผู้นำของหมู่สงฆ์มีผู้เดียวคือพระพุทธเจ้า ไม่มีผู้นำคนต่อไปอีก นอกนั้น จึงเป็นสาวกเท่าเทียมกันหมดตลอด ๕๐๐๐ ปี ทั้งหมดแม้อยู่โดยไม่มีพระพุทธเจ้าแล้ว จะอยู่ได้ด้วยพระธรรมวินัยครองไว้ จึงไม่ก่อเรื่องราว ไม่ทำสิ่งอันไม่บังควร ใครปรารถนาอะไร ก็ปฏิบัติไปในส่วนตน ไม่ต้องไปประกาศแนวทางใหม่ แนวคิดใหม่ ใช้พระธรรมวินัยดั้งเดิมก็พอแล้ว ส่วนถ้าเผยแพร่ธรรม ก็ใช้ธรรมในแบบของตนได้ แต่ต้องกล่าวให้ชัดแก่ผู้รับธรรมว่าธรรมะของข้าพเจ้าไม่ถึงนิพพาน ให้ไปปฏิบัติเอง ตามคำสอนของพระพุทธองค์เถิด ตนเป็นเพียงผู้ช่วยเบื้องต้นเท่านั้น ท่านย่อมสำเร็จผลได้ในบั้นปลายได้ด้วย “พระธรรมวินัย” ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าไม่สันทัดในการใช้คำบัญญัติในไตรปิฎกจึงได้กล่าวแก่ท่านด้วยถ้อยคำอันข้าพเจ้าหยิบยืมสมมุติทางโลกนี้มาใช้เอง ไม่อาจรับรองธรรมของตนได้ เพราะตนไม่ใช่ผู้ตรัสรู้ ไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ฟัง จะเข้าใจถูกผิดประการใด ตรงทางสู่นิพพานหรือไม่ ท่านผู้ฟังเองจักต้องเป็นผู้ปฏิบัติต่อไปให้ถึงเอง เช่นนี้ ก็โปรดสัตว์ในฐานะพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้

การที่พระอเมริกันแยกตัวเองออกจากสาขาหนองป่าพงนั้นผิดหรือไม่?

จะผิดทันทีถ้ามีผู้นำไปตั้งลัทธิใหม่, นิกายใหม่ แล้วเป็นเจ้า เป็นหัวหน้า เป็นนาย เหนือพระสงฆ์รูปอื่นๆ เพราะหากอ้างอิงตามหลักกฎหมายในอเมริกาแล้ว ไม่มีข้อกฎหมายใด รองรับสถานภาพให้ท่านมีอำนาจเหนือหมู่สงฆ์ได้ และพุทธประเพณี ก็ไม่ส่งเสริมเช่นนั้น

แต่จะไม่ผิด ในทางโลก ถ้าประเทศของท่านรับรองให้ท่านได้ว่า “ท่านมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาใดๆ ได้ทุกศาสนา” ถ้าประเทศนั้นรับรองสิทธิให้ท่านอย่างนั้น แสดงว่าประเทศนั้นเปิดโอกาสให้ท่านบวชพระ การบวชของท่านถือว่า “สมบูรณ์ในทางโลก” แต่ในทางธรรมท่านควรถือพระพุทธเจ้าเป็นที่สุดหนึ่งเดียวแล้วไม่ก้มจำนนต่อเจ้าอื่นๆ ที่ได้ตำแหน่งมาในคราวหลัง โดยไม่ได้รับจากพุทธานุญาติโดยตรง เพราะเจ้าเหล่านั้น เป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตยแต่งตั้งเจ้าปกครองในพุทธศาสนาได้ นั้นก็เป็นอำนาจทางโลก ไม่ใช่เรื่องทางธรรม ถ้าท่านจะเข้าประเทศไทย ก็ต้องเคารพอธิปไตยของเขา ต้องนอบน้อมและปรับตัว อ่อนน้อมถ่อมตนไป ถ้าได้พบเจอเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ก็นอบน้อมคารวะ เพื่อให้ตนสามารถอยู่ได้ในประเทศนั้นๆ ไม่ต้องไปแข็งกร้าวหรือต่อต้านใดๆ แต่ไม่ใช่ไปนับถือบูชาเขาเป็นเจ้าอีก เพราะเราไม่เอาทางโลกแล้ว เราปรารถนาทางธรรม เราค้นพบเจ้าของเราแล้ว คือ พระพุทธเจ้า ไม่มีเจ้าอื่นเหนือชีวิตมาลิขิตชีวิตเราอีก กฎหมายบ้านเมืองเรานั้นต้องเคารพ เพราะประเทศต่างๆ ยังไม่เข้าใจในพุทธศาสนาของเรา เราจึงต้องเป็นผู้ “ปรับตัว” แล้วค่อยๆ เผยแพร่ สอนให้เขาเข้าใจถึงพระพุทธศาสนาแท้จริงของเรา ให้เขายอมรับและเชื่อมั่นในการอยู่ร่วมกันของหมู่สงฆ์ด้วย “พระธรรมวินัย” ของเรา ว่าสอดคล้อง ไม่ขัดแย้งกับกฎหมายทุกประเทศ ด้วยพระธรรมนั้น สอนให้เราละเว้น ละวาง ไม่ก่อกรรมใดๆ อีก จึงไม่รู้ว่าจะหาปัญหามาจากอะไร “การขอ” ซึ่งเป็นวิธีอยู่อาศัยของพระสงฆ์โดยไม่มีอาชีพนั้น ก็ไม่มีกฎหมายประเทศใดกล่าวว่า “เป็นความผิด” แต่อย่างใด เพราะไม่ใช่การขโมย

จากนั้นให้ท่านอยู่อย่างไม่ประมาท เร่งปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคผลแท้จริง ตราบใดที่ท่านไม่ได้มรรคผลที่แท้จริง เมื่อนั้น ท่านก็ยังเป็นแค่ “สมมุติสงฆ์” ที่ได้ผ้าเหลืองมาด้วยประเพณีทางโลก ทางโลกเขาทำไว้ ท่านได้มาโดยทางโลกเท่านั้น ท่านจะได้พ้นจากความเป็นสมมุติสงฆ์ กลายเป็น “พระสงฆ์สาวก” ที่แท้จริงของพระพุทธองค์ก็ต่อเมื่อ ท่านปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคผลเท่านั้น ผู้คนทั้งหลายในทางโลกจะกล่าวหาว่าท่านเป็น “พระปลอม” ที่ประเทศนั้นไม่ยอมรับ ประเทศนี้ไม่นับถืออย่างไร ก็ช่างเขา เขากำหนดตัวเราไม่ได้ กรรมใครกรรมมัน กรรมนั้นเรากำหนดของเราเอง เรากำหนดตัวเราเองว่าเราจะเป็น “พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าได้หรือไม่” หรือเราจะละทิ้งความเป็น “สาวก” ไปเป็นเจ้าต่างๆ นานา เราจะมีจิตตรงต่อพระพุทธเจ้าแน่วแน่ หรือเราจะมีจิตไปสู่เจ้าอื่นๆ อาจารย์อื่นๆ จนลืมพระพุทธองค์ไป กลายเป็นลัทธิยกอาจารย์ตนเองเป็นดั่งเทพเจ้าที่เขาเรียกกันว่า “อาจาริยวาท” ทั้งหลาย หากท่านปฏิบัติได้มรรคผลจริง พระรัตนตรัยที่แท้จริงจะปรากฏแก่ท่าน ให้การรับรองท่านว่าท่านได้เป็นทายาทธรรม เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งทางนิมิต ทางโลกทิพย์ ทางโลกแห่งกายสังขารก็สามารถเกิดขึ้นแก่ท่านได้อย่างน่าอัศจรรย์ สิ่งนี้ มีอยู่จริง ผู้เขียนได้พบเห็นด้วยตนเองมามากมายแล้ว จึงได้ศรัทธาในพระรัตนตรัย ที่ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจทางโลก แต่เป็นพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้จริง ที่มีทั้งผู้ที่เป็นสาวกทั้งสองส่วน คือ ทั้งส่วนที่ปรารถนานิพพานและปรารถนาพุทธภูมิ ล้วนมีพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าหนึ่งเดียว มีพระสงฆ์เป็นสาวกเท่าเทียมกันเหมือนกันทุกรูป อยู่ภายใต้พระธรรมวินัยเหมือนกัน ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร ทุกรูปโกนหัวหมด ยกเว้นพระพุทธเจ้าเพราะท่านเป็นเจ้าของเรา (มีมวยผม) แม้แต่พระอชิตะและพระมหากัจจายนะ ที่ปรารถนานิพพานจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้านั้น ก็ปฏิบัติไม่แตกต่างกัน คือ เป็นสาวกไป ไม่ได้เป็นเจ้าลัทธิ เจ้านิกายใดๆ ไม่แม้แต่จะเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะ เจ้าตำบล เจ้าอะไรต่อมิอะไร ก็หามีไม่ ดังนี้ ผู้บำเพ็ญบารมีปรารถนาโพธิญาณ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมีลัทธินิกายใดๆ ใหม่ขึ้นอีก

การที่พระภิกษุณีแอบบวชในทางเถรวาทนั้นผิดหรือไม่?

จะผิดก็ผิดด้วยเหตุผลเดียวกันกับพระภิกษุที่อเมริกา จะถูกก็ถูกด้วยเหตุผลเดียวกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อนึ่ง พระภิกษุณีท่านนี้คงปรารถนานิพพาน หรือพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้จริง แต่ด้วยที่ยืนยันจะเป็น “ภิกษุณีในทางเถรวาท” นั้น คงด้วยเข้าใจผิดว่านิกายเถรวาทเป็นพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ไม่มีนิกาย นิกายต่างๆ ทั้งเถรวาทก็ดี, ธรรมยุติก็ดี, มหายานก็ดี นั้นเกิดขึ้นมาภายหลัง ด้วยการก่อตั้งของเจ้านิกาย เจ้าลัทธิ มีแบบการปฏิบัติที่ต่างออกไปจากเดิมแล้ว เช่น การตั้งเจ้าขึ้นมาในหมู่สงฆ์เพื่อให้ควบคุมดูแลอยู่กันได้อย่างเรียบร้อย เช่น พระสังฆราช อันนี้ ก็ไม่มีในพระพุทธศาสนาดั้งเดิม เพราะพระพุทธศาสนาดั้งเดิมนั้น จะถือ “ธรรมวินัย” ในฐานะที่เท่าเทียมกันด้วยฐานะ “สาวก” เหมือนกันทั้งหมด ไม่มีการยกใครขึ้นมาเป็นใหญ่เหนือใคร แม้แต่พระมหากัสสปะ ก็ไม่เคยบอกว่าตนเองเป็นพระสังฆราช ไม่เคยให้ใครยกตนเองขึ้นมาเหนือตน เพียงแต่ปรับโทษพระอานนท์ เพื่อเป็นแบบอย่างให้หมู่สงฆ์ต้องเคารพพระธรรมวินัย ซึ่งแท้แล้วก็เหมือนละครสมมุติให้หมู่สงฆ์เห็นว่าแม้แต่พระอานนท์ยังต้องถูกปรับโทษเลย จึงทำให้หมู่สงฆ์ยอมเคารพพระธรรมวินัยต่อไป โดยที่พระมหากัสสปะ ก็ไม่ได้มาใช้อำนาจใดเหนือสงฆ์อื่นอีก หลังทำสังคายนา เป็นที่เข้าใจตรงกันหมดแล้ว หมู่สงฆ์ก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นเจ้า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใด ตั้งลัทธินิกายอันแตกต่างไปจากแนวทางปฏิบัติดั้งเดิมอีก หมู่สงฆ์ของพระพุทธเจ้านี้ ท่านสามารถปรับโทษกันได้ ถ้าท่านมีเหตุผลมากพอ รูปใดก็สามารถสั่งสอนกันได้ถ้าเห็นว่ารูปอื่นกำลังทำผิดอยู่ เช่น พระสงฆ์พรรษมาก กำลังแอบเก็บเงินที่ตกอยู่ พระสงฆ์พรรษาน้อยจะเตือนว่า “ท่านอย่าเก็บเลย เงินเพียงน้อย มีค่าน้อยกว่าศีลที่ขาด” เช่นนี้ ก็กระทำได้ ต่างคอยช่วยกันและกัน ตักเตือนกันและใคร ใครก็ตักเตือนกันได้ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร แต่คอยช่วยเหลือกัน เตือนกันอย่างนี้ เป็นพุทธประเพณีแต่ดั้งเดิมแท้พระภิกษุณีรูปนั้น หากปรารถนาจะปฏิบัติตามพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้นิกายเถรวาทยอมรับตนเองก็ได้ แต่ควรเพ่งจิตแน่วแน่ไปที่พระพุทธศาสนาที่แท้จริง พระพุทธเจ้าเพียงหนึ่งเดียวของเรา ว่าท่านจะยอมรับเราหรือไม่ ภิกษุณีที่นิพพานไปแล้วจะยอมรับเราหรือไม่ เพราะนิกายเถรวาทไม่ใช่ผู้กำหนดความถูกผิดของพระพุทธศาสนาดั้งเดิม เป็นเพียงกลุ่มนิกายหนึ่งที่มีแบบแผนปฏิบัติเฉพาะของตน แต่ควรทำตัวเองให้ได้มรรคผลแท้จริง แล้วเมื่อนั้น พระพุทธศาสนาที่แท้จะปรากฏขึ้นเอง จะทราบเองโดยพลันว่าพระพุทธศาสนาที่แท้ยังมีอยู่ยังไม่สูญสิ้น ยังมีอายุได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี อย่างแน่นอน ตามคำรับรองของพระพุทธองค์ แม้ไม่เห็นอยู่บนโลก บนสวรรค์ก็ยังมี แม้ไม่ปรากฏในนิกายใด แต่ในโลกทิพย์ก็ยังมี จักปรากฏทางนิมิตก็ดี ทางโลกทิพย์ก็ดี หรือทางตาเนื้อให้เห็นก็ดี นั่นจะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าท่านได้พบเห็นพระพุทธศาสนาที่แท้จริงแล้ว ผู้เขียนได้พบเห็นครั้งหนึ่ง เป็นดวงสีขาวเหลืองอ่อน ขนาดใหญ่เกือบเท่ากระด้ง มีคนเห็นสามคน ปรากฏทางทิศตะวันตก ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเช้าตรู่ ไม่ใช่ดวงจันทร์ และไม่มีรูปกระต่าย มีแต่ความบริสุทธิ์ผ่องใส ค่อยๆ เลื่อนลงสู่พื้นล่างอย่างรวดเร็ว ผิดจากการตกหรือเคลื่อนของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เมื่อเพื่อนผู้เขียนช่วยเพ่งด้วยตาทิพย์ และถามทางหูทิพย์ ก็ทราบว่าเป็น “ฉัพพรรณรังสี” ของ “องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า” ท่านทรงมาให้ปริศนาธรรมด้วยพระองค์เอง ข้าพเจ้าจึงเข้าใจต่อมาว่า ปริศนาธรรมนี้ ให้พิจารณาว่าอาทิตย์กำลังขึ้นดวงหนึ่ง ฉัพพรรณรังสี ของพระพุทธองค์กำลังลงสู่เบื้องล่างอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าจะเลือกอะไรระหว่างพระอาทิตย์ความหมายโดยนัยคือ “ความเป็นเจ้า” ส่วนฉัพพรรณรังสี ความหมายคือ “พระพุทธศาสนาที่แท้จริง” คือ ต้องละทิ้งความเป็นเจ้าเสียก่อน จึงได้ถึงพุทธศาสนาที่แท้จริง หันหลังให้อาทิตย์ หันหน้าเข้าหาพระพุทธองค์ คือ ยอมละความเป็นใหญ่เหนือใคร (ดุจดวงอาทิตย์) แล้วยอมเป็นสาวก จากนั้น ก็เลื่อนตนเองสู่พื้นดิน คือ กลับสู่ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สมถะ พื้นฐาน แล้วใช้ชีวิตอย่างสามัญชน ปรกโปรดประชาชนรากหญ้านั่นเอง อนึ่ง ภิกษุณีในทางโลกขาดสายไปแล้วก็จริง แต่ในทางธรรมจะไม่ขาดสาย ตามพุทธวาจา ตรัสรับรองให้ไว้ว่า “พระพุทธศาสนาจะมีอายุ ๕,๐๐๐ ปี” ดังนั้น ขอเพียงทางโลกยอมรับเรา เราก็อยู่ได้แบบสมมุติ เมื่อปฏิบัติได้มรรคผลแล้ว จึงจัดเป็นพระภิกษุณีที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้เป็นโดยทางโลก แต่เป็นทายาททางธรรมโดยแท้.

มหาธรรม : การใช้คำศัพท์ในพระพุทธศาสนา เกิดภัยอย่างไร?

หลายครั้งที่นักปฏิบัติธรรมรู้จริงหรือเข้าใจในสัจธรรมแล้ว แต่เมื่อพยายามสื่อสารออกมากลายเป็นการ “ยื่นหัวงูพิษให้ผู้รับ” ธรรมะที่ตั้งใจจะยื่นให้ผู้รับเกิดความเข้าใจ กลายเป็นภัยสำหรับผู้รับ เช่น เมื่อพิจารณาสภาวะอนัตตาไปถึงที่สุดแล้ว ค้นพบสภาวะใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่รู้จะใช้คำอะไรอธิบายสภาวะตรงนี้ ทราบว่าสภาวะตรงนี้ไม่เหมือนอนัตตาที่พิจารณามาในช่วงแรก ด้วยเพราะบุคคลนั้น บรรลุธรรมแล้ว จึงหลุดพ้นจากสมมุติบัญญัติของคำว่า “อนัตตา” จึงได้ค้นพบ “อนัตตาที่ไม่ใช่สมมุติ แต่เป็นวิมุติ” ทว่า เขาคิดว่ามันไม่เหมือนเดิม จึงบอกว่าไม่ใช่อนัตตา ต้องเป็นอัตตา แล้วมาแจ้งบอกแก่ผู้ปฏิบัติท่านอื่นๆ ว่า “นิพพานเป็นอัตตา” อย่างนี้ก็มี เรียกว่า “ยื่นหัวงูพิษให้ผู้รับ” ผู้ฟังปฏิบัติตามย่อมไม่มีผู้ใดได้ถึงนิพพานเลย เพราะคำว่า “อัตตา” มีความหมายเฉพาะเป็นสมมุติบัญญัติทางโลกที่ตายตัวอยู่แล้ว แท้แล้ว เมื่อปฏิบัติถึงที่สุดของการพิจารณาอนัตตานั้น จะเรียกว่า “อนัตตา” ก็ไม่ใช่อีก เพราะหลุดพ้นจากสมมุติบัญญัติแล้วนั่นเอง ทว่า ผู้เผยแพร่ธรรมไม่ระวัง กลับไปเลือกใช้สมมุติบัญญัติอื่นๆ ที่ไม่ใช่อนัตตา ก็คิดว่า ถ้าไม่ใช่อนัตตา ก็ต้องเป็นอัตตานะสิ เช่นนี้ จึงกล่าวว่า “นิพพานเป็นอัตตา” แท้แล้ว จะใช้สมมุติบัญญัติอย่างนี้ไม่ได้ และอันตรายมากด้วย อุปมาเหมือนเปาหมายของการเดินทางนั้น ตรงอยู่ตลอด แต่เราเป็นผู้หลงทางมาก่อน จึงหลงไปทางซ้ายมานาน เมื่อเข้าใจว่าต้องเดินกลับไปทางขวา ก็เลยพบทางสายกลาง เช่นนี้ จะมาบอกว่า “ทางสายกลางนั้น ต้องเดินกลับไปทางขวา” นั้น หาได้ไม่ เพราะบุคคลหลงไม่เหมือนกัน และทางสายกลางก็กลางอยู่อย่างนั้น ไม่ขวา ไม่ซ้าย เราเองต่างหากที่หลงไปทางซ้าย จะมาบอกว่าทางสายกลางอยู่ทางขวา เพราะอาศัยความหลงของเราเป็นเครื่องบอกทางไม่ได้เลย เช่นนี้ จะบอกว่านิพพานเป็นอนัตตาก็ไม่ได้ จะบอกว่าเป็นอัตตาก็ไม่ได้ แต่จะถึงนิพพานได้ ต้องอาศัยการพิจารณาอนัตตาเท่านั้น พิจารณาอัตตาไม่ได้เลย และเมื่อพิจารณาอนัตตาถึงที่สุดแล้วจึงพบว่าแม้แต่คำว่า “อนัตตา” ก็ยังอธิบายสภาวะนั้นไม่ได้อย่างแท้จริง แท้แล้วอธิบายด้วยสมมุติบัญญัติใดๆ ไม่ได้เลย ทั้งอัตตาและอนัตตา แต่คำว่าอนัตตานั้น นับว่า “เหมาะสมที่สุดที่จะใช้เป็นป้ายบอกทาง” แก่ผู้เริ่มพิจารณาสมมุติ

อันนี้ รู้จริง แต่เลือกใช้ “สมมุติบัญญัติ” ในการอธิบาย ผิดวิธี จึงทำให้เกิดภัย

บางท่านไม่รู้จริง แต่ใช้คำศัพท์ดีคือรักษาแนวทางดั้งเดิมไว้ดี ระมัดระวังในการใช้คำมาก เพราะเดิมเป็นนักวิชาการมาก่อน เป็นนักวิจัยมาก่อน แต่ขณะใช้ศัพท์ธรรมะนั้น เขาอาจไม่รู้จริงเลยแม้แต่คำเดียว ในขณะเดียวกันก็ไม่ทราบด้วยว่าผู้ฟังนั้น มีความพร้อมรับธรรมมากเท่าใด พระพุทธเจ้าตรัสแล้วว่า “ธรรมะของท่านอุปมาเหมือนงูพิษ จับผิดก็ตายได้” การเทศนาธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ดีงาม ในน่าศรัทธา ให้ถูกต้อง ตามแบบแนวคิดของนิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ จึงเผยแพร่ไปสู่ชาวบ้าน ยังผลให้นำมาซึ่งความศรัทธาล้นหลาม ลาภสักการะมากมาย ชาวบ้านที่ไม่มีอินทรีย์พร้อมที่จะรับธรรม แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง ได้แต่ “อนุโมทนา” ได้แต่ “ศรัทธายึดมั่น” แล้วก็ทำบุญกันใหญ่ อันนี้ ก็เป็นภัยร้าย เป็น “ศรัทธาโทษ” เพราะกลายเป็นเครื่องผูกมัด ผูกรัดบุคคลผู้ฟังธรรมนั้นๆ ให้ยึดมั่นถือมั่นกันไป แบบนี้ เปลือกนอกดูดี ถูกต้องหมดทุกประการ แต่เพราะผู้เทศนาไม่มีความหยั่งรู้ได้ว่าผู้ฟังจะเข้าใจได้หรือไม่ การเทศนาให้คนฟังมากๆ ก็กลายเป็นภัย คือ เมื่ออินทรีย์ไม่พร้อม ก็ไม่เกิดปัญญา เกิดแต่ “ความหลง” คือ หลงว่าพระรูปนี้เทศนาไพเราะจริงหนอ ดีจริงหนอ ประเสริฐนักหนอ แต่ไม่เข้าใจในธรรมนั้นๆ เลย จึงได้เกิดการยึดมั่นถือมั่นกันมากขึ้นว่าพระรูปนี้เป็นผู้มีคุณวิเศษ เป็นผู้ควรเกาะอาศัยเป็นที่พึ่งได้จริง เป็นสรณะอันเที่ยงแท้ เมื่อพระรูปนี้ไม่ได้นิพพาน บุคคลผู้ยึดมั่นและก่อกรรมร่วมกันไว้ทั้งหลายก็ไม่ได้นิพพานด้วย กลายเป็น “ศรัทธางมงาย” ดีแต่หลงดี ดีแต่ยึดดี ไม่เกิดปัญญามีแต่โทษกลายเป็นกิเลสใหม่ สังโยชน์ใหม่เท่านั้นเอง

อันนี้ เพราะไม่รู้จริง แต่เลือกใช้ “สมมุติบัญญัติ” ในการอธิบายถูกวิธี ก็เป็นภัยได้เช่นกัน     

ดังนี้แล้ว บุคคลจึงควรรู้จริงในสิ่งที่ตนเองเทศนาด้วย ปฏิบัติได้จริงด้วย มีญาณหยั่งรู้ได้ว่าควรกล่าวแต่ผู้ในในสถานการณ์ใดด้วย แล้วยังต้องเลือกใช้วิธีอธิบายโดยแยบคายอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว หากพลาดเพียงจุดใด ธรรมนั้น ย่อมกลายเป็นงูพิษ กัดผู้รับตายได้เช่นกัน หรือถ้าจะให้ปลอดภัยคือ ใช้การพูดในแบบของตนเอง หรือ “ธรรมที่มีอยู่ในตน” แบบของตน แล้วกล่าวออกตัวว่า “ที่กล่าวมานี้ไม่ถึงนิพพาน” เพราะไม่มีคำใดจะอธิบายได้ ข้าพเจ้าไม่อาจอธิบายนิพพานได้ ขอให้ท่านปฏิบัติให้ถึงเองก็จะรู้ ที่ข้าพเจ้ากล่าวก็อุปมาเหมือนคนบอกทาง ไม่อาจชี้ชัดเป้าหมายปลายทาง เพียงบอกต้นทาง กลางทาง ผู้ที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้นั้น ต้องเป็นท่านเอง อย่างนี้ ก็ปลอดภัย หรืออีกวิธีคือ “การปฏิเสธ” คือ จะไม่บอกว่านิพพานคืออะไรอย่างตรงไปตรงมา แต่ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่นิพพานให้หมด เช่น บุคคลหลงยึดว่านี่คือนิพพาน เราอธิบายว่าไม่ใช่ ปฏิเสธเสีย ก็เป็นวิธีหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้ในการบอกทางปฏิบัติเพื่อให้ถึงนิพพาน (ไม่แน่ใจว่าเรียกว่า ปริภาษวิธี หรือไม่) ในกรณีนี้ จำต้องมีศิลปะพอสมควร เพราะมีแต่การโต้แย้งว่าไม่ใช่ จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกรำคาญว่า “แล้วอะไรละที่ใช่ ถ้าท่านรู้จริง ทำไมไม่บอกมา” เมื่อถึงจุดนี้ ผู้สอนจำต้องหากุศโลบายให้เกิดการปฏิบัติ หรือกระตุ้นความอยากรู้ที่เอ่อล้นนั้น ไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้องตรงทาง เช่น การบอกด้วยปริศนาธรรม (โคอัน) ให้คิดต่อเป็นต้น

มีหลายท่านเมื่อปฏิบัติถึงจุดหนึ่งเข้าถึงภาวะที่พ้นสมมุติ แล้วพยายามหาสมมุติอธิบายสภาวะนั้นๆ ทว่า เมื่อพวกเขาเห็นว่าสภาวะที่ค้นพบนั้นแตกต่างไปจากสมมุติเดิมที่พิจารณา เช่น เดิมพิจารณาอนิจจังอยู่ ก็หลุดพ้นจากสมมุติบัญญัติของอนิจจัง เป็นสภาวะใหม่ที่ไม่ใช่แบบเดิม เมื่อพยายามอธิบายว่าสภาวะนี้ไม่ใช่สภาวะเดิม มักเลือกใช้คำตรงกันข้าม อุปมาเหมือนคนหลงทางไปทางขวา ก็บอกว่าทางสายกลางนั้นต้องเดินไปทางซ้าย เพราะเขาหลงทางไปทางขวานั่นเอง ดังนั้น บางท่านก็ใช้คำว่า “นิจจัง” หรือ ธรรมะมีความเที่ยงแท้ มาอธิบายนิพพาน ทำให้ผู้ฟังยึดติดกับคำว่า “เที่ยงแท้” ไปทันที ไม่ทันได้พิจารณาให้แยบคายไปอีก อย่างนี้ก็หลงทางเช่นกัน แต่ถ้ากล่าวหลอกล่อว่าธรรมเที่ยงแท้มีอยู่ เรียกว่า “นิพพาน” เป็นสัจธรรมอันแท้จริง แต่เข้าถึงได้ด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้ไม่ผิด เพื่อแก้การยึดติดว่าธรรมเที่ยงแท้มีอยู่จริง บางท่านจึงได้แก้ให้ว่า “ธรรมะไม่มีธรรมะ” หรือ “มีธรรมะไม่ใช่ธรรมะ” อบย่างนี้ก็มี หรือธรรมใดๆ ล้วนไม่ใช่ “ตัวกูของกู” เพื่อแก้ไขอาการยึดติดในธรรมที่ตนเพิ่งค้นพบ แท้แล้ว เมื่อปฏิบัติธรรมถึงที่สุด แล้วจะปล่อยวางทั้งหมด แล้วพอใจ อิ่มใจ หมดอยาก จะตายก็ได้ทันที ไม่มีอะไรจะให้เอาอีกแล้ว กิจจะทำต่อไปก็ไม่มี ตายตอนนี้ก็ได้สบายใจ โล่งหมดแล้ว มันเป็นเรื่อง “ความพร้อม” ภายในของเราเองทั้งสิ้น ไม่มีคำใดๆ ต้องอธิบายธรรมชาติเลย เพราะธรรมชาติ มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง และไม่อาจเอาสมมุติไปอธิบายวิมุติใดๆ ได้เลย ดังนั้น ยิ่งพยายามอธิบายจึงผิดทาง การปฏิเสธทุกสมมุติจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยได้ ทว่า เพราะบุคคลบางจำพวกมี “ความปรารถนาจะได้ธรรม” เมื่อได้พบ เขาก็ยึดธรรม คว้าธรรมไว้ทันที เมื่อนั้นเอง สภาวะของเขาก็ถอยกลับไปสู่อนาคามี ไม่ใช่ระดับอรหันต์ เหมือนบุคคลวิ่งตามเงา แท้แล้วเงาก็อยู่กับตัวเรา เพียงเราหยุดก็เท่านั้น แต่เมื่อเขาวิ่งตามเงาได้ทันแล้ว กลับบอกว่าเงานี้จับได้ด้วยการวิ่งไล่ให้ทัน ก็ดี หรืออุปมาเหมือนบุคคลคว้าจับลม เมื่อคว้าจับได้ จึงกำเสียแน่น แล้วบอกว่านี่ละ เขาจับลมได้แล้ว แท้แล้ว ในมือที่กำแน่นนั้น ไม่มีลมเหลืออยู่เลย การค้นพบธรรมก็อุปมาดังนั้น

บทความฉบับนี้ จึงขอสรุปง่ายๆ ว่า

๑)    การใช้ศัพท์ทางธรรม ต้องใช้ด้วยความเข้าใจจริงๆ และพิจารณาผู้ฟังแล้วว่ามีอินทรีย์พร้อม รับฟังแล้วเกิดปัญญาได้จริง ไม่ใช่หลงเพลินยึดติดผู้เทศนาธรรม

๒)    การปฏิบัติธรรมเมื่อถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว ไม่ควรหาสมมุติบัญญัติใหม่ๆ มาใช้แทนสมมุติบัญญัติเดิมๆ ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ เพราะจะเป็นการทำลายพระธรรม

๓)    การใช้คำอธิบายของตัวเอง (ธรรมในตน) นั้น เสี่ยงน้อยกว่า แต่ต้องบอกเสมอว่านี่ไม่ใช่ธรรมในไตรปิฎก และไม่ช่วยให้ถึงนิพพาน จะถึงนิพพานได้ต้องไปต่อเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น