รวมบทความธรรมะที่ได้จากจิตสัมผัสสื่อวิญญาณ
มหาธรรม เรื่อง ภาษาโลก ภาษาธรรม ภาษาจิต
ภาษา คือ สมมุติอย่างหนึ่ง ที่ถูกมนุษย์บัญญัติขึ้นให้เข้าใจเหมือนๆ กันในแต่ละสังคม ของบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์บัญญัติขึ้นเช่นแตงโม มันเกิดขึ้นมาเองบนโลก แต่แตงโมที่เราเห็น เรายังเข้าใจได้เพียงระดับ “สมมุติ” ยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้หรือสัจธรรมภายในของมัน ความเข้าใจของเรานั้น ก็คือ สมมุติอย่างหนึ่ง เช่น เข้าใจว่ามี สัณฐานกลม สีเขียวเกือบดำ รสหวาน กินได้ อันนี้ คือ สมมุติของแตงโมตามความเข้าใจเบื้องต้นของเรา ยังไม่ใช่ส่วนที่เป็นสัจจะเที่ยงแท้สากลของสรรพสิ่ง ที่ซ่อนอยู่ในแตงโม อนึ่ง วิมุติธรรม หรือแก่นแท้ หรือสัจธรรมนั้น อยู่ในทุกสรรพสิ่ง ในแตงโมก็มีวิมุติธรรมนั้น แต่เราอาจยังไม่พบในครั้งแรกเห็น เราอยากสร้างคำเรียกคำหนึ่ง ให้คนในสังคมเข้าใจร่วมกัน ก็บัญญัติคำว่า “แตงโม” ขึ้นมาเรียก อันนี้เรียกว่า “บัญญัติ” ดังนี้ สมมุติ กับ บัญญัติ มักคู่กันอย่างนี้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทีเดียว อันบัญญัตินั้นมักออกมาในรูปคำศัพท์ แต่ก็มีบัญญัติในรูปอื่นด้วยเช่น กริยาท่าทาง, การบอกใบ้, ภาษาใบ้, การแสดงสีหน้า เหล่านี้ เป็นบัญญัติอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีมาตรฐานน้อยกว่าคำพูด นอกจากคำพูดแล้ว การเขียนอักษรและสัญลักษณ์ต่างๆ ก็นับเป็นบัญญัติได้ด้วย เช่น ขีดตรงลงมาหนึ่งขีด อันนี้ เป็นสมมุติ แต่ในประเทศไทย เราบัญญัติมันหมายความว่า “หนึ่ง” แต่ในประเทศฝรั่งบัญญัติมันว่าอักษร “ไอ” เป็นต้น เหล่านี้ นำมาซึ่ง “ภาษาโลก” หรือภาษาที่ใช้กันในทางโลก แต่ยังมีภาษาทางโลก ที่เราเอามาใช้เฉพาะทางอีก เรียกว่าศัพท์เฉพาะทาง (Technical term) เช่น ศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์, ศัพท์เฉพาะทางการแพทย์, ศัพท์เฉพาะทางศาสนาเช่น คำว่า “นิพพาน” เป็นศัพท์ทางโลกแปลว่า “สูญ” แต่ในทางพระพุทธศาสนาหมายถึง ภาวะหลุดพ้นทุกข์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งมีอยู่จริง และตรัสรู้ได้โดยพระพุทธเจ้า ดังนี้ นิพพานในความหมายเฉพาะทางพุทธศาสนา จึงไม่ใช่ความสูญเปล่า แต่ทำไม พระพุทธเจ้าต้องเอาคำนี้มาใช้เรียกสภาวะธรรมชาติที่หลุดพ้นจากทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิด คำตอบคือ เพราะไม่มีคำอื่นที่ตรงความหมายจะใช้ จึงนำคำที่ใกล้เคียงมาใช้เรียกแทน คำที่ใกล้เคียงที่สุด คือ “นิพพาน” ที่แปลกันทางโลกว่า “สูญ” เนื่องจากพระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่าการเลือกใช้คำนี้ เหมาะสมกับการดำเนินไปของจิตมากที่สุด ทำให้จิตตรงต่อภาวะความหลุดพ้นได้มากที่สุด ลักษณะนี้ เรียกว่า “ภาษาจิต” คือ ภาษาที่ใช้สื่อกับกริยาอาการของจิตโดยตรง ดังนี้ คำว่า “นิพพาน” ถ้าแปลความตามภาษาโลก จะแปลว่า “สูญ” ถ้าแปลความตามภาษาจิต จะแปลว่า “ให้จิตตรงต่ออาการสูญไปของทุกๆ สิ่ง ไม่ว่าจิตจะรับรู้อะไร ก็ตรงไปรับรู้อาการสูญนั้น” นั่นเอง นับเป็นการหลอกล่อให้ผู้ปรารถนาจะได้นิพพานนั้นเพ่งจิตไปที่ความสูญ เมื่อนั้น ก็เข้าสู่กระบวนการที่จะทำให้ได้นิพพานตามแบบพระพุทธศาสนาจริงๆ ซึ่งถ้าแปลตามภาษาธรรมแล้ว จะแปลว่าภาวะความหลุดพ้นจากทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิด แต่ถ้าอยู่ร่วมกับคำอื่นก็แปลต่างไปอีก เช่น คำว่า “กิเลสนิพพาน” นิพพานในที่นี้แปลเพียงว่า “ดับสูญ” ก็พอ คือ หมายถึง “กิเลสดับสูญ” เท่านั้น ไม่ได้หมายรวมถึงหลุดพ้นจากการเกิดไปด้วย
การใช้ภาษาโลก เพื่อมาเป็นภาษาธรรม ทำให้ต้องอธิบายความหมายเฉพาะกันมากมาย เมื่อผู้คนเข้าใจความหมายเฉพาะทางธรรม ก็เข้าใจภาษาธรรม ที่เอามาใช้หมายความแคบลงเฉพาะในทางธรรมนั้น ในระดับต่อไป ถ้าบุคคลจะฝึกจิต เขาจะต้องอาศัย “ภาษาจิต” การใช้ภาษาโลกจะช่วยปูพื้นได้เพียงตื้นๆ เท่านั้น การใช้ภาษาธรรมก็ไม่อาจอธิบาย กริยาอาการของจิตได้เต็มที่ สุดท้ายแล้ว จำต้องใช้ภาษาจิตหรือที่เรียกว่า “จิตสู่จิต” คือ ข้ามพ้นจากภาษาโลก, ภาษาธรรม แล้วพุ่งตรงที่จิตของผู้ฟัง เพื่อนำทางจิตของผู้ฟังไปตามประสงค์เช่น การพูดว่า “ไม่อาลัยกะอะไร อะไร ใดๆ อีก” อย่างนี้ เวลาฟังก็งงหน่อย พองงก็หยุดจะคิดก็คิดไม่ออก จะนึกก็นึกไม่ออกไม่เห็นภาพไม่มีนิมิตหมายอธิบายไม่ได้ แต่พอเข้าใจว่าไม่ไปอะไรกับอะไรสักอย่างหรือการพูดว่า “ไป ไป ไปให้พ้นไปจากความเพียรจม มาเพียรจมอะไรกัน ไป ไป” อย่างนี้ หากเรากำลังนั่งสมาธิยาวขณะนั้นพอดี เราอาจเอะใจ เอ อะไรมาไล่เราให้ไป ไปไหน แล้วเราเพียรจมอะไร กำลังพยายามทำสมาธิอยู่ มาว่าว่าเราเพียรจมอะไร สักพัก เราอาจ “ปิ้งแว้บ” ขึ้นมาก็ได้ นี่ก็คือ ภาษาจิต
มหาธรรม เรื่อง เหนือกว่าการรักษาคือการไม่ต้องรักษา เป็นอย่างไร
พระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธะบรมครูแห่งการรักษา ด้วยเพราะท่านบำเพ็ญบารมีมาทางการรักษา เช่น รักษาโรคให้กับผู้ป่วย, รักษาบ้านเมืองให้มั่นคง ฯลฯ ทว่า การรักษาในแบบของท่าน ไม่เหมือนการรักษาในแบบของพระนาราย พระนารายในพรหมโลก ก็ได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการรักษาเช่นกัน คือ ท่านบำเพ็ญบารมีด้วยการรักษาโลกให้อยู่อย่างสุขสงบ ทว่า ทั้งสององค์ต่างกันสิ้นเชิงในด้านการเอาชนะความเสื่อม กล่าวคือ เมื่อพระยูไลบำเพ็ญบารมีด้วยการรักษาอย่างยิ่งยวดอยู่นั้น ท่านค้นพบและยอมรับความจริงว่าสรรพสิ่งมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ดังนี้ ท่านปล่อยวางการรักษาแล้ว หยุดแล้ว จบแล้ว พอแล้ว ท่านจึงตรัสรู้ธรรมด้วยการเข้าใจในที่สุดแห่งการรักษา คือ การไม่ต้องรักษา แต่หลุดพ้นจากความเสื่อมได้อย่างไร คือ การไม่มุ่งไปที่การรักษาสภาวะเดิม ซึ่งเป็นวิธีการแบบชาวพรหมโลก ที่ยึดติดสภาวะสุขสงบแต่เดิม แต่คือ การปล่อยวางเสีย ดับเสียซึ่งเหตุแห่งความเสื่อม, ความดับ นั้นๆ ดังนี้ เมื่อเหตุแห่งความเสื่อม, ความดับ, ความเจ็บป่วย, ความไม่สงบนั้น ไม่มีเสียแล้วก็ไม่เกิดภาวะเสื่อม, ดับ, เจ็บป่วย ฯลฯ เช่นนี้ ก็ไม่ต้องรักษา นี่คือ เหนือกว่าการรักษา ก็ไม่ต้องรักษาอย่างนี้
การเพียรพยายามรักษา ทำให้เกิดกุศลผลบุญไปเกิดยังพรหมโลก เช่น พระนารายก็ดี เป็นฤษีบรมครูแพทย์ก็ดี แต่ไม่ทำให้ได้เห็นธรรม ไม่ถึงสุขาวดีโลกธาตุ การรักษาถึงที่สุดแล้วยอมจำนน ยอมรับสัจธรรมความจริงต่างหาก ที่จะทำให้บรรลุธรรม และถึงที่สุดแห่งวิชชาการรักษา คือ การไม่ต้องรักษา แต่ทำอย่างไรจึงไม่เสื่อม, ไม่ดับ, ไม่เจ็บป่วย ดังกล่าว ซึ่งก็คือ ภาวะที่ใกล้เคียงนิพพานที่สุดนั่นเอง คือ หลุดพ้นแล้วจากการเสื่อม, การดับ, การเจ็บป่วย, และตาย ด้วยการดับที่เหตุ, ตัดที่เหตุ เสียก่อนที่สิ่งนั้นๆ จะเกิด
กรรมคือเหตุต้นที่ต้องนำไปสู่การรักษา
เพราะกรรม ทำให้เกิดวิบากกรรม และทำให้บุคคล หรือบ้านเมืองต่างๆ มีสภาพเสื่อมลง เจ็บป่วย และนำไปสู่การรักษา แต่เราไม่ได้เกิดมาชาติเดียวเพื่อรับกรรมทั้งหมด ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องรับกรรมทั้งหมดก็ได้ เราสามารถผ่อนชำระไปหลายๆ ชาติ ซึ่งสวรรค์ก็จะใช้วิธีนี้ จึงให้เราใช้กรรมอย่างละประมาณ ๕๐๐ ชาติ มากน้อยได้กว่านี้ตามเหตุปัจจัย เมื่อเราเกิดมาชาติหนึ่ง ต้องรับวิบากกรรมมาก และเราเกิดทุกข์ เราพุ่งตรงสู่ธรรม และปฏิบัติธรรมจนเกิดมรรคผลแล้ว เราไม่จำเป็นต้องกลับไปรับกรรมอีก เพราะกายสังขารของเราต้องใช้ในการโปรดสัตว์ ถ้ามัวแต่รับกรรม ร่างกายทรุดโทรมมีโรคภัยเบียดเบียน ก็จะไม่ได้ทำกิจโปรดสัตว์ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการรับกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร ดังนี้ เราสามารถชำระกรรมด้วยวิธีอื่นๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องรับในรูปของความเจ็บป่วย หรือเราจะผ่อนผันไปรับชาติหน้าก็ได้ ด้วยเหตุว่าชาตินี้เรารับกรรมพอดี จนยอมจำนนต่อกรรม จนนำไปสู่การปฏิบัติจิตจนบรรลุธรรมแล้วนั่นเอง เก็บกรรมที่เหลือไว้ชำระชาติหน้า เพื่อให้ชาติหน้ามีกรรม ไม่หลงสุข ไม่หลงบุญ ไม่หลงโลก และมีทางตรงสู่ธรรมได้อีกต่อไป จึงต้องเหลือกรรมไว้บ้างไม่ต้องรับ ไม่ต้องชำระทั้งหมดก็ได้ (ถ้าไม่รีบนิพพาน) ปกติ กรรมแต่ละกรรม จะมีเจ้ากรรมนายเวร คอยดูอยู่ เจ้ากรรมนายเวรก็คือ คนที่เรากระทำกรรมกับเขาไว้ แล้วเขามีความอาฆาตแค้นเรา เขาก็ต้องมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรในกรรมนั้นๆ มารับผิดชอบดูแลการกระทำกรรมต่อเรา โดยกระบวนการนี้ สวรรค์จะคอยดูความเรียบร้อยให้ ไม่ให้เกิดการแก้แค้นกันจนเกิดความวุ่นวาย โดยทั้งหมดนี้ ทำเพื่อให้สรรพสัตว์พุ่งตรงไปสู่ธรรม ให้ยอมรับกฎแห่งกรรม ให้ยอมจำนนต่อกรรม แต่เมื่อผู้รับกรรม เข้าสู่การปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ไม่ต้องโหมกรรมเข้าทั้งหมดก็ได้ ถ้าไม่รีบชำระกรรมเพื่อเข้านิพพานในชาตินี้เลย ก็ผ่อนผันไว้ชำระชาติต่อไปแทน ดังนี้ เจ้ากรรมนายเวรมีมากมาย มักจะเข้ามารุมล้อมดึงเราลงต่ำ เพื่อเล่นงานเราให้เราเป็นไปตามกรรม แต่ถ้าเรารู้กิจอันควรของเราว่าเรารับกรรมมากแล้ว พอดีแล้ว ไว้ผ่อนชำระต่อชาติหน้า เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้เจ้ากรรมนายเวรดึงเราลงต่ำอีก ถ้าจิตวิญญาณข้างในของเรามีบุญบารมี มีธรรมอยู่ เจ้ากรรมนายเวรเล่นงานเราไม่ได้ เขาจะหลอกเราลงต่ำก่อน เราไม่ต้องไปรับ ก็ไม่มี
มหาธรรม เรื่อง การปฏิบัติตามกฎแห่งกรรมจนหลุดพ้นเป็นอิสระจากกรรม
“การปฏิบัติตามกฎแห่งกรรมจนหลุดพ้นเป็นอิสระจากกรรม” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่ากรรมจะไม่มี หรือไม่ต้องรับกรรมก็หาไม่ แต่หมายถึง แม้มีกรรม แต่เราไม่ได้ตกเป็นทาสของกรรม เรามีความเป็นอิสระจากกรรม เช่น ถ้าเรามีวาระกรรมต้องถูกทิ่มด้วยของแหลม เราต้องรับวิบากนี้แน่ แต่เราเลือกได้ว่าจะรับจากใคร อย่างไร เช่น ไปบริจาคเลือด ทำให้เข็มซึ่งเป็นของแหลมแทงเข้าเนื้อ ช่วยเหลือผู้คน เป็นต้น เช่นนี้ เราก็ได้รับวิบากกรรมนี้แล้ว เราก็อาจไม่เหลือวิบากกรรมมากเท่าไรนัก อาจเหลือแค่หนามตำก็พ้นเลยก็ได้ แต่ถ้าเราไม่ไปทำ เราอาจถูกคนจี้เอามีดแทงก็เป็นได้ (อันนี้ ยกตัวอย่างสมมุติ) นี่คือ การปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นเป็นอิสระจากกรรม ไม่ใช่การแก้กรรม ไม่ใช่การปลดกรรม การมุ่งเน้นการแก้กรรม ทำให้เราไม่เป็นอิสระจากกรรม ทำให้เราวนอยู่ ติดอยู่กับเรื่องรับกรรม และใช้กรรมอยู่นั่น เจ้ากรรมนายเวรเราเยอะมาก ชนิดที่ใช้ชาติเดียวก็ไม่หมด ต้องผ่อนชำระหนี้กรรมกันเป็นร้อยชาติพันชาติ ดังนี้ เราจะใจร้อนใช้หนี้กรรมหมดในชาติเดียวอาจไม่ไหว เราก็ผ่อนส่งเป็นชาติๆ ไป ตามกำลังการชดใช้ของเรา กำลังการชดใช้ที่พอดี คือ กายสังขารต้องพอไหว ทำกิจต่อได้ ไม่ใช่นอนป่วยจนทำอะไรไม่ได้อีกเลย และชำระให้เจ้ากรรมนายเวรได้เนืองๆ ไม่ใช่ไม่ผ่อนส่งเลย ก็หาไม่ และเราต้องมีกิจทางธรรมทำ ให้ต่อเนื่องอยู่ตลอด เจ้ากรรมนายเวรจะทราบว่าเรามีกิจทางธรรม ก่อกุศลอยู่ เขาจะเกรงใจเรา แม้มีระลอกกรรมเข้ามา เขากระทำต่อเราแล้ว พอประมาณ ก็จะได้รับการผ่อนปรนลงได้ แต่ถ้าเราไม่มีธรรมก้าวหน้าเลย จะไม่มีการผ่อนผันให้ กฎสวรรค์จะให้เจ้ากรรมนายเวรเล่นงาน จนกว่าคนนั้นๆ จะยอมจำนน ยอมแพ้ต่อกรรม และยอมรับผิด หันมาทำคุณงามความดี ในคนที่ยอมจำนนแล้ว เข้าสู่ทางธรรมแล้วหรือบรรลุธรรมแล้ว ก็จะได้รับการผ่อนปรนให้ เช่นนี้ กรรมก็จะบีบให้คนเข้าสู่การบรรลุธรรมได้ ไม่ใช่การผ่อนปรนที่ออกนอกทาง เช่น การทำบุญไปแลกเปลี่ยนกับการขอให้เจ้ากรรมนายเวรยกโทษให้ อย่างนี้ ไม่ทำให้คนตรงสู่ทางธรรม จะทำให้มวลสรรพสัตว์หลงทาง ออกนอกทางนิพพานหมด ในการปฏิบัติตามกฎแห่งกรรมจนหลุดพ้นเป็นอิสระจากกรรมต่างจากการแก้กรรมตรงที่ เราปล่อยให้กรรมรุมกระหน่ำเราก่อน จนเราทุกข์มาก และวิ่งไปสู่ทางหลุดพ้นให้ได้ และเราเร่งปฏิบัติจนหลุดพ้นได้จริงๆ จากนั้น เราทำกิจทางธรรมต่อเพื่อแผ่บุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไปด้วย ดังนี้ เราไม่ได้ตกเป็นทาสของกรรม แต่เรายอมจำนนต่อกรรม ยอมให้เจ้ากรรมนายเวรเล่นงานเราได้ก่อนในช่วงแรก พอเจ้ากรรมนายเวรได้เล่นงานเรา จนเป็นที่พอใจระดับหนึ่ง ความแค้นจะลดลง จากนั้น เราจึงหลุดพ้นกรรมในภายหลัง ต่างจากการแก้กรรมที่ การแก้กรรมทั่วไปจะเร่งแก้กรรมแต่ละกรรม แต่จะไม่พุ่งตรงไปที่การหลุดพ้นจากการทุกข์อันแท้จริง จะวนอยู่กับการแก้กรรมไปแต่ละกรรม เดี๋ยวกรรมใหม่เข้ามา ก็วิ่งเข้ามาหาคนช่วยให้ปลดกรรมให้อีก ซ้ำๆ วนๆ อยู่อย่างนี้ อันนี้ไม่ได้เป็นอิสระจากกรรม ถูกกรรมครอบงำ บงการ ตกเป็นทาสของกรรม ทั้งชีวิตต้องวนเวียนอยู่กับการแก้กรรม ซึ่งทำได้เป็นครั้งๆ ไป แต่ไม่ถึงที่สุดของความหลุดพ้น ดังนั้น การแก้กรรมแบบนี้ จึงกลายเป็นการขวางนิพพานไป อนึ่ง พึงเข้าใจว่าเทวดาทั้งหมด รู้เรื่องกฎแห่งกรรมทั้งสิ้น มีแต่มนุษย์ที่มาเกิดแล้วหลงลืมกฎแห่งกรรม แต่แม้ว่าเทวดาจะรู้เรื่องกฎแห่งกรรม แต่เขาก็ยังไม่บรรลุธรรม ดังนั้น จึงต้องมาเกิดเพื่อเสวยกรรมให้เกิดทุกข์ แล้วนำไปสู่ความหลุดพ้นและบรรลุธรรมในท้ายที่สุด คนบางคนทราบเรื่องกรรมดีและเชื่อเรื่องกรรม แต่เขาอาจไม่บรรลุธรรมเลยก็ได้ เขาอาจได้เป็นเทวดาชั้นใดชั้นหนึ่ง เพราะอานิสงค์ของการเชื่อเรื่องกรรมนั่นเอง ดังนี้ จึงสำคัญมากที่จะต้องกล่าวว่าการแก้กรรมอาจทำให้ไม่ได้บรรลุธรรมขั้นใดเลย แต่ได้เพียงบุญไปเกิดเป็นเทวดาเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มกันเลยกับการได้เกิดมาเป็นชาวพุทธ เพราะมีเทวดาอีกมาก ก็เสวยบุญอยู่บนสวรรค์เหมือนกันแต่ก็ไม่ได้เกิดมาเป็นชาวพุทธเลย ดังนั้น การได้เกิดเป็นชาวพุทธแล้ว อย่าวนอยู่แต่ในเรื่องกรรม เพราะทำให้ได้แค่สวรรค์ แต่ไม่หลุดพ้น พึงเร่งปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นไปย่อมคุ้มค่าเกิดมาชาติหนึ่งมากกว่า การวนอยู่กับการแก้กรรมนั้น ไม่ทำให้พุ่งตรงไปสู่การหลุดพ้นได้ แต่การยอมให้กรรมกระหน่ำอย่างกล้าหาญเพื่อบีบให้ตนเองเกิดทุกข์ และเร่งปฏิบัติธรรม จนบรรลุมรรคผล ย่อมให้ผลคุ้มค่ามากกว่า นี่คือ ความเป็นอิสระจากกรรม
มหาธรรม เรื่อง การสอนสมาธิของสำนักต่างๆ อาจยังไม่ใช่สัมมาสมาธิ
“สัมมาสมาธิ” คือ สมาธิที่ตรงสู่นิพพาน ไม่ไปอย่างอื่น แต่ปัจจุบัน หลายสถานธรรมสอนสมาธิที่ไม่ตรงนิพพาน เช่น สมาธิหลายอย่างพุ่งตรงไปพรหมโลก, สมาธิบางอย่างพุ่งไปแก้กรรม อันนี้ ได้ดุสิต กับสุขาวดี สมาธิเหล่านี้ไม่ตรงนิพพาน ไม่ใช่สัมมาสมาธิเลย
สมาธิที่พุ่งไปพรหมโลก สังเกตได้อย่างไร
สมาธิที่พุ่งไปพรหมโลกปฏิบัติแล้วได้พรหมโลก ไม่ตรงนิพพานนั้นคือสมาธิในกรรมฐานใดๆ ที่ไม่ได้พุ่งตรงไปสู่ความหลุดพ้น ความดับ ความสูญ ความไร้อะไรให้ยึด แต่พุ่งตรงไปที่ปฏิบัติแล้วสุขจากผลของสมาธิ ติดสุขจากสมาธิบ้าง ติดความสงบในสมาธิบ้าง เป็นสำคัญ สมาธิแบบนี้ ส่งผลสู่พรหมโลกทั้งสิ้น เมื่อปฏิบัติแล้ว จะไม่เกิดอาการหลุดออก, พ้นไป, ปล่อยคลาย, เลิกยึดเกาะ ฯลฯ เลย แต่จะแช่อยู่, จมอยู่, ดองอยู่, สืบอยู่, เสวยอยู่, ทรงอยู่, ดำรงอยู่, เพลินอยู่, เกาะเกี่ยวอารมณ์อยู่, ติดสุขอยู่, ติดสงบอยู่ ฯลฯ เป็นต้น เช่น สมาธิที่นั่งนานๆ แข่งกัน บ้างก็เพลินกับการเล่นนิมิต บ้างก็มุ่งเอาวสีในฌาน วนไปวนมาอยู่ตรงนี้ ไม่ก้าวหน้าไปไหน ไม่เกิดปัญญาเสียที ทั้งยังไม่เกิดภาวะหยั่งรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่เกิดภาวะความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดเสียที คือ ทำเท่าไรๆ ก็ไม่เบื่อ มาทำกันซ้ำๆ เดิมๆ อยู่นั่น ไม่ไปไหนเสียที ติดทั้งกรรมฐาน ติดอาจารย์ผู้สอน ติดสังคมที่นั่น และติดสถานธรรม เป็นต้น อาการติดเหล่านี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ไปไหน บ้างถึงกับมาปลูกบ้านอยู่อาศัยในสถานธรรมนั้นๆ เลยก็มี แบบนี้มาเพื่ออยู่มาเพื่อดำรง เป็นการปฏิบัติเอาภพ เอาภูมิ ไม่ได้ดับสิ้นภพ สิ้นชาติส่งผลถึงพรหมโลกกันมากมาย ให้เราลองสังเกตดู คนที่ยึดสถานธรรมมากๆ ปฏิบัติแล้วไม่เกิดปัญญาไม่พึ่งพาตนเองได้เสียที ไม่ไปไหนมาไหนได้โดยอิสระได้เสียที ติดอยู่กับที่อยู่นั่น อยู่กับอาจารย์ อยู่กับสถานธรรมอยู่นั่น อันนี้แหละ เขาไม่ได้สัมมาสมาธิ แต่ไม่จัดเป็นมิจฉาสมาธินะ เพราะเป็นจิตฝ่ายกุศลอยู่ (มิจฉาสมาธิ คือ สมาธิที่เอาไปใช้ในทางก่อกรรมทำชั่ว ซึ่งก็มีบ้าง) อนึ่ง สมาธิแบบนี้ มุ่งเน้นความสุขสงบส่วนตน ไม่มุ่งเน้นเพื่อการโปรดสัตว์แบบโพธิสัตว์ที่จะกล่าวต่อไป
สมาธิที่พุ่งไปสุขาวดีหรือดุสิต สังเกตได้อย่างไร
สมาธิที่พุ่งไปสุขาวดีหรือดุสิต ปฏิบัติแล้วได้ภพภูมินี้ และไม่ตรงนิพพานนั้น คือสมาธิในใดๆ ที่ไม่ได้พุ่งตรงไปที่การให้ตนเองหลุดพ้นให้ได้ก่อน แต่มุ่งตรงไปสู่การโปรดสัตว์ในรูปแบบต่างๆ เช่น สมาธิแผ่เมตตาโปรดสัตว์, สมาธิแก้กรรม, สมาธิคุ้มครองโลก, สมาธิรักษาโรค ฯลฯ สมาธิเหล่านี้ ไม่ได้พุ่งตรงสู่นิพพานหรือความหลุดพ้นที่แท้จริง แต่มุ่งแก้ ปัญหาบางประการของชีวิตมนุษย์เป็นสำคัญ เหล่านี้ ส่งผลให้ยังไม่ได้นิพพาน แต่จะได้สุขาวดีหรือดุสิตแทน ผู้ปฏิบัติจะได้บรรลุโพธิจิต เป็นพระโพธิสัตว์เสียส่วนมาก อนึ่ง สมาธิเหล่านี้ เกือบถึงนิพพาน แต่ย่อหย่อนลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น สมาธิแผ่เมตตาโปรดสัตว์ ถ้าไม่ใช่การแผ่เพื่อปลดเปลื้องตนเองให้หลุดพ้นทุกข์ เพื่อชำระชดใช้ในเจ้ากรรมนายเวร อันนี้ ก็ไม่ตรงนิพพาน จะกลายเป็นการโปรดสัตว์แทน หรือสมาธิแก้กรรม หรือกรรมฐานแก้กรรมทั้งหลาย อันนี้ ถ้าไม่ได้เน้นไปที่การไม่ก่อกรรมใหม่ และชำระชดใช้กรรมเก่าเฉพาะของตนให้หมดสิ้นไป (ไปเน้นช่วยคนอื่น) ก็ไม่ตรงนิพพาน ปฏิบัติแล้วได้โพธิสัตว์กายกษิติครรภ์ เป็นส่วนใหญ่ หรือแม้แต่สมาธิคุ้มครองโลกก็เช่นกัน เช่น สวดมนต์คุ้มครองโลก, ปกป้องโลก, ปรับสภาพโลก ฯลฯ อันนี้ ได้เป็นพระโพธิสัตว์ทั้งสิ้น ไม่ได้นิพพาน ซึ่งก็ไม่ผิด ไม่เลวร้ายอะไร ดีแล้ว มีคนช่วยโลกก็ดี แต่ต้องบอกกันตรงๆ ไม่หลอกลวงกันว่าไม่ใช่สมาธิที่ตรงนิพพาน เป็นสมาธิสำหรับการบำเพ็ญบารมี จะได้ไม่มีกรรมกับลูกศิษย์ เพราะหากลูกศิษย์เข้าใจว่าอาจารย์สอนให้ถึงนิพพาน หลงอย่างนี้ แต่อาจารย์ไม่ได้นิพพาน พาไปที่อื่น อันนี้เป็นกรรมตกถึงอาจารย์ ต้องชดใช้ที่สุขาวดี ไม่ได้นิพพานทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าบอกตรงๆ แล้วยอมรับทั้งคู่ ทั้งคู่จะมีกรรมน้อยกว่า แต่เมื่อเต็มใจปฏิบัติสมาธิเพื่อโปรดสัตว์แล้ว ก็จะได้ถึงโพธิสัตว์เร็วกว่าแบบอื่น ลองสังเกตดู สถานธรรมจะเน้นช่วยสัตว์อื่น ไม่ค่อยเน้นเอาตัวเองให้รอดก่อน
สมาธิที่พุ่งไปสู่นิพพาน (ที่ไม่ใช่ภพภูมิใดๆ) สังเกตได้อย่างไร
สมาธิที่พุ่งไปสู่นิพพาน ปฏิบัติแล้วดับภพภูมิสิ้นชาติ ไม่เกิดอีก คือ นิพพานนี้ คือ สมาธิใดๆ ที่มุ่งตรงไปสู่การทำให้ตนเองหลุดพ้นให้ได้ก่อน คนอื่นว่ากันทีหลัง ยังไม่ต้องไปสนใจสรรพสัตว์อื่น เอาตัวเองรอดให้ได้ก่อน โดยไม่มุ่งหวังไปที่ความสุขสงบในสมาธิที่เกิดขึ้น แต่จิตตรงอยู่แต่ว่าตนจะหลุดพ้นไปได้อย่างไร แม้ทำสมาธิมีความสุขสงบดีแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกว่ายังไม่ใช่ทางหลุดพ้น ต้องเอาตัวเองหลุดพ้นไปจากการวนอยู่กับความ สุขสงบที่ได้จากสมาธินั้นด้วยคือ มีความต้องการหลุดพ้นไปอย่างเดียว สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอาทั้งสิ้น สมาธิแบบนี้จัดเป็น “สัมมาสมาธิ” อันแท้จริง อนึ่ง สมาธิแบบสุขาวดีหรือดุสิต นั้น ยังไม่ใช่สัมมาสมาธิอันแท้จริง แต่ก็จัดอยู่ว่าเข้าข่ายอยู่ในฝ่ายสัมมาเหมือนกัน คือ ช่วยคนอื่นให้หลุดพ้นนั่นเอง แต่ยังไม่ได้เน้นเอาตนเองหลุดพ้นให้ได้ก่อน ดังนั้น จึงมักพลาด เพราะตนเองยังไม่ได้หลุดพ้นแท้จริง แต่ไปช่วยคนอื่นให้หลุดพ้น จึงไม่เข้าใจการหลุดพ้นที่แท้จริง จึงช่วยได้เพียงบางส่วนแต่ไม่ถึงนิพพานแท้จริง ทั้งนี้ พระยูไลหรือพุทธะทั้งหลาย จะมีสมาธิแบบสุขาวดีมาก แต่จะมีเฉพาะท่านที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงเพียงองค์เดียวเท่านั้น ที่จะได้ “สัมมาสมาธิ” ที่แท้จริง นักปฏิบัติทั้งหลายได้อาศัยสมาธิแบบอื่นๆ เป็นพื้นฐานมาก่อน เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จึงได้อาศัยสมาธิจากพระพุทธเจ้า ซึ่งตรงนิพพานอย่างแท้จริงเพียงหนึ่งเดียว ให้สังเกตดู หากที่ไหนมีการฝึกสัมมาสมาธินี้ ผู้ฝึกจะไม่วนอยู่, ติดพันอยู่, เกาะเกี่ยวอยู่, ยึดอยู่ กับอะไรใดๆ แต่จะพึ่งพาตนเองได้ มีความเป็นอิสรเสรี ไม่วิ่งวนหาที่พึ่งพาใหม่ๆ และดำเนินชีวิตโดยทางสายกลางไปได้ด้วยตนเอง หลุดพ้นเป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัดใดๆ ทั้งปวง สุดท้าย ก็จะแยกออกไปดำเนินชีวิตอย่างอิสระ ไม่ยึดติดอาจารย์ ไม่ยึดติดสถานธรรม ไม่อ่อนแอเอาแต่พึ่งพาอาศัยอยู่แต่ในสถานธรรม เรียกว่า มีสำนักก็เหมือนไม่มี หาที่อยู่แน่นอนไม่ได้ หรือไม่มีแหล่งรวมตัวเฉพาะ มาพบกัน ฝึกแล้ว แยกย้ายกันไป ต่างคนต่างไป คนละทิศ คนละทาง เหมือนพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก ในสมัยโบราณนั่นเลย อันนี้ เป็นผลจากการฝึกสมาธิ ฝึกจิตให้หลุดพ้นเป็นอิสระจริงๆ แต่ท่านเหล่านี้ ไม่ใช่พระปัจเจกฯ จึงมีกรรมเวรต้องชำระค้างอยู่กับสังคมโลกไม่ได้แปลกแยกตัวออกไปจากสังคมโลกหรือเป็นอิสระหายไปเลยก็หาไม่ แต่จะเข้าสู่สังคมโลก เพื่อชำระชดใช้กรรมของตนที่ยังค้างคาอยู่กับมวลสัตว์นั่นเอง แต่ท่านจะเหมือนพระปัจเจกฯ นี่เพราะหลุดพ้นเหมือนกัน ต่างกันแค่พระปัจเจกฯ ไม่ค่อยมายุ่งกับสังคมโลก จะปลีกตัวออกจากสังคมไป แต่ท่านเหล่านี้ จะกลับเข้ามาโปรดสัตว์โลกอย่างอิสรเสรี ไม่ยึดถือมั่นในกันและกัน ก็เท่านั้นเอง
วิธีฝึกสัมมาสมาธิ
๑) เริ่มจากการเพ่งพิจารณาไตรลักษณ์จนเกิดสมาธิ เช่น หากฝึกลมหายใจ ให้เพ่งดูที่อาการดับไปของลมหายใจเป็นสำคัญ ลมหายใจดับตรงไหน ให้นึกถึงนิพพานตรงนั้น จิตจดจ่อตรงนั้น หรือหากฝึกฌานให้เพ่งดูความดับไปของสุขเป็นสำคัญ ไม่ได้เอานิมิต, ความว่าง, ความไม่มีอะไร, ความไม่มีสัญญา หรืออะไรใดๆ ที่ไม่ตรงไตรลักษณ์เป็นหมาย เป็นเครื่องนำจิตให้รวมเป็นสมาธิ นี่คือ วิธีเริ่มเข้าสมาธิ
๒) เมื่อถึงจุดที่เพ่งพินิจอยู่ในระหว่างนั้น คือ จุดที่ดับก็ดี, จุดที่สูญไปก็ดี, จุดที่ไร้ทุกอย่างก็ดี ฯลฯ ตรงตามไตรลักษณ์แล้ว จิตจะตรงนิพพานตรงนั้น หากจิตมีสติตื่นขึ้นเต็มตัวโพล่งออกมาเต็มที่ ไม่มีเหลืออย่างอื่นแล้ว เรียกว่า “ดับรอบ” จุดนี้เอง จะบรรลุธรรม แต่ถ้าสติตื่นไม่เต็มที่ มีช่องว่างอยู่ ว่างเท่าไร ตรงนั้นกั้นนิพพาน เช่น ยังมีความวนเวียนในเรื่องทรัพย์อยู่ ทรัพย์ก็ขวางนิพพาน วนเวียนในเรื่องคู่อยู่ คู่ก็ขวางนิพพาน อย่างไรก็ดี อาจสำเร็จได้โสดาบันเป็นเบื้องต้นด้วยวิธีนี้
๓) หากฝึกสมาธิแบบอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นสัมมาสมาธิอยู่ ให้ลัดตรงเข้าสู่ไตรลักษณ์เลย หรือก็คือการยกจิตขึ้นวิปัสสนาญาณเลยนั่นเอง ไม่ให้ช้า ไม่ให้เพลิน ไม่ให้แช่อยู่ในความสุขสงบนั้น ไม่เช่นนั้น จะลืมทุกข์เดิมที่ตนได้รับ และหลงสุขสงบที่ได้รับมาแทน จึงต้องรีบลัดตรงเข้าสู่การพิจารณาไตรลักษณ์เลย โดยใช้ไตรลักษณ์ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ในการพิจารณา เช่น อนิจจัง, ทุกขัง หรือ อนัตตา ก็ได้
มหาธรรม เรื่อง การสอนสติของสำนักต่างๆ อาจยังไม่ใช่สัมมาสติ
“สัมมาสติ” คือ สติที่ตื่นออกจากการยึดมั่นถือมั่น ออกจากวังวนและเครื่องร้อยรัดใดๆ ทั้งปวง ไปสู่ความหลุดพ้น คือ นิพพานอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ไปอย่างอื่น การเจริญสติ ที่ไม่ไปสู่นิพพานนั้นในสมัยพุทธกาลไม่ค่อยมี เพราะสำนักธรรมมีแต่การเจริญสมาธิ มีแต่พระพุทธเจ้าที่เน้นเรื่องสติ เป็นการฝึกจิตแบบพิเศษของพระพุทธเจ้าในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ และเพราะสตินี้เองจึงทำให้บรรลุธรรม เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชำนาญในสมาธิมากแล้ว ในขณะนั้นเอง ท่านได้เพ่งเสียง ได้ยินเสียงพิณทิพย์ ทราบว่าพิณหย่อน เสียงไม่กังวาน พิณตึงไปก็ขาดได้ แต่พิณที่พอดี กลับมีเสียงกังวาน ท่านก็ตรัสรู้ธรรมด้วยการเพ่งเสียง นั่นเอง ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าสมาธิที่พระพุทธเจ้าใช้เมื่อตรัสรู้นั้น คือ “สมาธิเพ่งเสียง” หรือเทียบกับคำที่ปัจจุบันนิยมใช้ คือ “วิถีกวนอิม” โดยคำว่ากวนแปลว่าเพ่ง คำว่าอิมแปลว่าเสียง เพราะเสียงนั้น ทำให้ท่านตื่นออกจากฌานลึก มีสติตื่นขึ้นจึงบรรลุธรรม แต่ในสมัยนั้นไม่มีใครทำแบบนี้ มีแต่จมดิ่งลึกลงในฌานเข้าไปเรื่อยๆ เท่านั้น ดังนั้น จุดที่ทำให้ท่านหักเหออกมาได้ ก็คือ “สติ” หรือ อาการจิตตื่นรู้ นั่นเอง “สติ” ที่ว่านี้เอง ก็คือ “สัมมาสติ” คือ สติที่ทำให้หลุดพ้นออกมาจากฌานลึก หรือตื่นออกจากการหลงเพลินในฌานและตรัสรู้ธรรมในที่สุด นับช่วงนี้ได้ว่าเป็น “วิปัสสนากรรมฐาน” ช่วงที่จิตดิ่งลงฌานลึกแล้ว มีธรรมชาติภายนอกกระตุ้น ทำให้จิตถอย ถอนออกมาจากสมาธิลึก แล้วยกจิตขึ้นพิจารณาในฉับพลัน ซึ่งเจ้าแม่กวนอิมเองก็บรรลุธรรมด้วยวิธีเดียวกันนี้ แต่ท่านไม่ได้ถูกกระตุ้นด้วยเสียง แต่ถูกเด็กแกล้งเอาไม้เคาะหัว ขณะนั่งสมาธิลึกอยู่นั่นเอง (ไม่แน่ว่าเด็กคนที่เอาไม้เคาะหัวท่านนั้น อาจเกิดมาเป็นพระนั่งเคาะหัวพวกเราๆ ท่านๆ บ้างก็ได้)
การสอนสติไม่ใช่สัมมาสติได้อย่างไร
เมื่อสติไม่ได้เพ่งหรือพุ่งไปตรงการหลุดพ้น แต่เพ่งไปที่อื่น เช่น เพ่งไปที่จิตลักษณะนั้น ลักษณะนี้ เช่น จิตโกรธ, จิตโลภ, จิตหลง แต่ไม่เพ่งไปที่ความดับรอบ ดับหมด ดับไม่เหลือ ดับสูญไม่มีอะไรเหลือเลย อันนี้ สติไม่จดจ้องตรงนิพพาน จึงไม่ได้เป็นสัมมาสติ สติแบบนี้ นำไปสู่สมาธิได้ และไม่ใช่สัมมาสมาธิด้วย แต่สัมมาสตินั้น นำไปสู่สมาธิได้เช่นกัน แต่จะเป็นสัมมาสมาธิ เช่น การฝึกสติจับความดับของจิตแต่ละขณะจิตนั้น จนจิตรวมนิ่งอยู่กับการดับไป ซ้ำๆ ก็เกิดสมาธิ จดจ่อลงที่ความดับ จนกว่าจะถึงความดับรอบ ดับสูญไม่เหลืออะไรเลย ตรงนั้นก็ตรงนิพพาน จะอุปมาอย่างนี้ สัมมาสติ ก็เหมือนคนเล็งธนูตรงเป้าพอดีเผงเลย แล้วพอตรงแล้วก็ปล่อยธนู ธนูก็ดำเนินไป การดำเนินไปเหมือนสมาธิค่อยๆ เจริญไป เมื่อถึงเป้าก็คือบรรลุธรรม อันนี้เรียกว่าสัมมาสตินำไปสู่สัมมาสมาธิ และได้ผลลัพธ์คือการบรรลุธรรม เรียกได้ว่าถ้าจะฝึก “สัมมาสติ” นั้น ให้จดจ่อลงไปแต่จุดที่ดับรอบ, ดับสูญไม่เหลือ หรือภาวะช่องว่างระหว่างการกระทบกระทั่ง การเกิดทุกข์และสุขสลับกันไปมา (ภาวะทุกขัง) หรือ ภาวะที่ไม่อาจยึดมั่นเป็นตัวตนของตนอะไรได้เลยก็ได้ เป็นสำคัญ ถ้าจดจ่อลงตรงทางเข้าสามทางนี้ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา ก็ได้ตรงนิพพาน เป็น “สัมมาสติ” แต่ถ้าสติไปจดจ่อลงที่กาย แต่ไม่เพ่งไปที่อาการดับของกาย หรืออาการไม่อาจยึดเป็นตัวเป็นตนได้ของกาย อันนี้ ไม่ได้สัมมาสติ อนึ่ง การจะได้สัมมาสตินั้น จำต้องเกิดสัมมาทิฐิก่อน การจะได้สัมมาทิฐินั้น ก็ต้องบรรลุธรรมอย่างน้อยโสดาบัน หากไม่ได้ถึงโสดาบัน จิตยังไม่ตรงนิพพาน “สัมมาสติ” ที่แท้จริงก็ยังไม่เกิด
การฝึกสติเพื่อเป็นพื้นฐานของอินทรีย์ห้า หรือความแก่กล้าของจิตเราในทางสตินั้น ก็อาจไม่จำเป็นต้องฝึก “สัมมาสติ” ก็ได้ เป็นสติธรรมดาทั่วไป แต่ไม่ใช่มิจฉาสติ ก็พอ คือ การเจริญสติให้ดีเป็นพื้นฐาน ก่อนที่จะนำไปใช้ในการประหารกิเลสในขั้นต่อไป ซึ่งในขั้นนี้ จะต้องใช้ “สัมมาสติ” แล้ว ดังนั้น หลายสำนักที่สอนเรื่องสติ อาจไม่ได้สอนสัมมาสติ อาจเป็นเพียงสติทั่วไป ให้ฝึกอบรมอินทรีย์ห้าเป็นพื้นฐานไว้ก่อน เมื่อสติเจริญดีแล้ว ก็ฝึกสัมมาสติต่อไป การฝึกสัมมาสติ ทำให้จิตไวต่อไตรลักษณ์ และเท่าทันไตรลักษณ์ตลอดจนกระทั่งถึงวาระบรรลุธรรม ซึ่งการฝึกสติทั่วไป ต่างจากการฝึกสัมมาสติเพียงการไม่ได้เพ่งพิจารณาไตรลักษณ์เท่านั้น การต่อยอดสติเป็นสัมมาสติ จึงไม่ยากเลย
มหาธรรม เรื่อง การฝึกญาณ Sense of freedom อันนำไปสู่อาสวขยญาณ
ญาณ มีหลายชนิด เราสามารถฝึกได้ โดยอาจเริ่มฝึกจากสมาธิก่อน เพื่อให้เกิดผลเป็นฌาน เมื่อฌานเจริญดีแล้ว จะส่งผลให้เกิดญาณ ระยะนี้เอง ก็จะมีภาวะหยั่งรู้เกิดขึ้นได้ แต่ไม่อาจกำหนดรู้ กำหนดสิ่งที่จะรู้ หรือญาณชนิดใดๆ ได้ ดังนั้น อาจได้ญาณหลายชนิด แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยพื้นฐานเก่าก่อนของแต่ละท่าน แต่หากประสงค์ตรงต่อความหลุดพ้นแล้ว ญาณที่เหมาะตรงที่สุด คือ “อาสวขยญาณ” หรือญาณหยั่งรู้ในการทำกิเลสหรือสังโยชน์ (เครื่องร้อยรัด) ให้หมดสิ้นไป เราสามารถฝึกญาณเฉพาะชนิดใดชนิดหนึ่ง มุ่งเน้นตรงไปเลยก็ได้ เช่น ญาณหยั่งรู้อนาคต หรือญาณหยั่งรู้อดีต อันนี้ จะฝึกเป็นชนิดๆ เน้นตัวใดตัวหนึ่งก็ได้เหมือนกัน โดยสมาธิที่เราฝึกนั้น จะแตกต่างไปจากสมาธิทั่วไป เช่น การฝึกนึกย้อนเวลากลับไปบ่อยๆ จนชินสภาวะ ย้อนไปไกลๆ นานๆ ยาวขึ้นๆ โดยมีสมาธิเป็นฐาน เป็นต้น อันนี้ เป็นสมาธิเฉพาะด้าน คือ เฉพาะญาณหยั่งรู้อดีต ไม่ใช่สมาธิที่เน้นญาณทั่วๆ ไป ในที่นี้ จะแนะนำให้ฝึกลองฝึก “อาสวขยญาณ” ดู
การฝึกญาณขั้นต้นอันนำไปสู่ “อาสวขยญาณ” เป็นทางตรงสู่นิพพาน
ในชีวิตของเรามีความทุกข์เกิดขึ้นได้มากมาย หลากหลายรูปแบบ จากหลายสาเหตุ เช่น เราอาจติดยาเสพติดและวนเวียนอยู่กับการแอบเสพยา, การหนี, การถูกจับ ฯลฯ วนๆ อยู่อย่างนี้ก็ดี หรือวนอยู่กับอะไรบางอย่างที่เราให้เราต้องทุกข์ใจ ให้เราเลือกสิ่งที่หนักใจก็ดี ทรมานใจก็ดี มากที่สุด ที่เราอยากหลุดพ้นอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาก่อน และเราคิดว่าเรารับกรรมกับสิ่งนี้มานานมากพอแล้ว เราเจ็บปวดกับมันมากพอแล้ว เรายอมแล้ว จำนนแล้วและขอร้องเรียกหา “ความหลุดพ้น” จากสิ่งเหล่านี้แล้ว เราเริ่มต้นจากจุดนี้ แล้วเอา ชนะอย่างหนึ่งให้ได้ก่อน จากนั้น อย่างอื่นๆ จะง่ายขึ้น เมื่อเราสามารถหลุดพ้นได้ด้วยตัวเราเอง เรายังไม่ต้องพูดถึงการถอนรากถอนโคนกิเลส เราเอาแค่นี้ก่อน พอเราทำได้หนึ่งอย่าง เราจะเชื่อและศรัทธาว่า “ความหลุดพ้น” มีจริง เหมือนชาวคริสต์ ที่เชื่อว่า “ความรอด” มีอยู่จริง แล้วพยายามเอาชนะใจตัวเองให้ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเขาเอาชนะมันได้ด้วยตัวเอง เมื่อนั้น เขาจะมี “ศรัทธา” ที่แท้จริง คือ “ศรัทธาตรงต่อนิพพาน” คือ ศรัทธาว่าความหลุดพ้นมีอยู่จริง ความรอดพ้นมีอยู่จริงและเราทำได้ด้วยตัวเราเองเพราะเกิดจากตัวเราเอง ไม่ต้องไปโทษใคร เมื่อทำได้หนึ่งอย่าง ก็ทำต่อไปในอย่างอื่นๆ แต่เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง แต่หากพร้อมเต็มที่ที่จะละวางทั้งหมด ก็ค่อยพุ่งตรงเข้าสู่การประหารกิเลสด้วยอาสวขยญาณ โดยเริ่มจากการฝึก Sense of freedom ก่อน
วิธีการฝึกญาณขั้นต้นอันนำไปสู่ “อาสวขยญาณ” (Sense of freedom)
สิ่งต่างๆ ย่อมมีสาเหตุ เช่น การที่เราห้ามใจตัวเองไม่ให้เสพยาเสพติดไม่ได้นั้น เราไม่ได้เสพยาตลอดเวลา แต่ก่อนเสพยาจะมีเหตุ มีสิ่งกระตุ้นก่อน หากเราตัดที่เหตุได้ก่อนที่เราจะจมอยู่ในความอยากจนติดออกมาไม่ได้นั้น จะทำให้เราหลุดพ้นก่อนที่จะถูกดึงดูดด้วยอารมณ์เก่าๆ เราก็ตัดที่เหตุต้นทันทีเลย เช่น เพื่อนชวนเราไปเที่ยว เวลาเราไปเที่ยว เรามักใช้ยา เราก็บอกว่าไม่สบาย ป่วย ตัดไปเลยให้ได้ ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่แรก เราตัดที่ใจเราก่อน ไม่รู้สึกร่วมไม่ว่าจะบวกหรือลบ ชอบหรือไม่ชอบ อะไรต่อสิ่งยั่วยุเหล่านั้น หากเราไปใส่ความไม่ชอบ, ความเกลียด, ความรู้สึกผิด เราจะถูกขังอยู่ในภาวะจิตที่หม่นหมอง ดังนั้น เราไม่ยินดีกับสิ่งเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องไปยินร้ายกับมัน เราเฉยๆ กับมัน แต่เราเท่าทัน ว่องไวต่อมันมากพอที่จะเอาตัวออกมาก่อนได้ เหมือนเวลาเรารู้ตัวว่ากำลังถลำลงในหลุมทรายดูด แต่เรายังไม่ทันตกลงไปทั้งตัว เรารู้สึกได้ที่เท้า แล้วเรารีบก้าวเท้าออกมาได้ก่อน เราจะหลุดพ้นไปได้ เราใช้วิธีนี้ เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้น หลุดรอดออกมา ซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดเวลา ตั้งใจฝึกอย่างนี้ ก็จะเกิด Sense of freedom คือ ญาณหยั่งรู้ในการเอาตัวรอด หลุดพ้นจากใดๆ ไรๆ ทั้งปวง ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของการฝึก “อาสวขยญาณ” นั่นเอง เมื่อเรามีญาณหยั่งรู้ในการหลุดพ้นจากทุกเหตุ ทั้งขวาและซ้าย ทั้งขาวและดำ ทั้งหยินและหยางได้ เราจะมีกำลังจิตมากพอที่จะประหารกิเลส และนำไปสู่ “อาสวขยญาณ” ในที่สุด โดยการเริ่มต้นฝึกจิตง่ายและได้ผลอย่างนี้นี่เอง
มหาธรรม เรื่อง ไทญาณ (Sense of freedom) ญาณรู้ความหลุดพ้นเป็นอิสระ
การถ่ายทอดญาณหยั่งรู้ไปสู่การบรรลุธรรมสามแบบของทิเบต ได้แก่ มหายาน คือ การหลุดพ้นแบบฉับพลัน หรือเซน, ตันตระญาณ คือ ญาณหลุดพ้นด้วยกุศโลบาย อุบายวิธี การอันหลากหลายปรับไปตามยุคสมัย และ วัชระญาณ คือ ญาณหลุดพ้นด้วยการฝึกตนในโลกแห่งความเป็นจริง รับแรงกระทบกระทั่งต่างๆ ขัดเกลาจนแข็งแกร่ง จนไม่มีสิ่งใดทำลายได้อีก อันนี้ คือ การฝึกจิตให้เกิดญาณหยั่งรู้จนบรรลุธรรมทั้งสามแบบของทิเบต นอกจากนี้ ยังมีอีกแบบ คือ “โพธิญาณ” ซึ่งเป็นญาณเฉพาะของพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือก็คือ ญาณหลุดพ้นได้ด้วยการตรัสรู้ของตนเอง ซึ่งนับว่าเป็นญาณสูงสุดของญาณทั้งมวล เป็นหัวใจของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว ในบทความฉบับนี้ จะขอกล่าวถึง “ไทญาณ” อันเป็นญาณที่ง่ายขึ้น แต่เหมาะสมกับคนจำนวนมาก หมายถึง ญาณหยั่งรู้ความหลุดพ้นเป็นอิสระ หรือ Sense of freedom ซึ่งผู้เขียน ขอใช้บัญญัติคำว่า “ไท” มาผสมกับคำว่าญาณ เนื่องจากคำว่า “ไท” เป็นคำเก่าแก่ แท้ดั้งเดิม หมายถึง ความเป็นอิสระ ผู้รักอิสระ ซึ่งหมายถึง ชนเผ่าหนึ่ง ที่นิยมอยู่รวมกันเป็นกลุ่มโดยอิสระ มากมายในเขตสุวรรณภูมินี้ ได้แก่ คนไทลื้อ, ไททรงดำ ฯลฯ มากมายหลายเผ่า ซึ่งเขาเหล่านี้เป็นต้นตระกูลของคนในประเทศไทยปัจจุบัน ในความเป็นไทนั้น มีอะไรมากมาย ที่แตกต่างจากความเป็นชนเผ่าอื่น เช่น ความไม่ยึดติดประเทศ คนไท จะอยู่ในประเทศไทยก็มี, ลาวก็มี, พม่าก็มี อยู่ตามป่าเขาดงดอยอย่างอิสระ ดังนี้ จึงเรียกว่า “คนไท”
คนไท มีความรักอิสระ ไม่ชอบการถูกผูกมัดและการตกเป็นทาสของใคร นอกจากนี้ ยังนิยมเรียนรู้ เปิดกว้างรับสิ่งต่างๆ แต่ไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง โดยพวกเขาจะเรียนรู้และพัฒนาปรับสิ่งที่ตนได้รับมานั้นให้เข้ากับตนเอง ดังนั้น ความเป็นคนไทแท้จึงไม่ใช่สังคมปิด แต่เป็นสังคมเปิดที่มีพลวัตรแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง หลากหลาย และเคลื่อนไปตลอดเวลา นอกจากนี้ คนไทยังไม่ใช่ปัจเจกชนแบบชาวฝรั่ง เพราะคนไทมีน้ำใจดีงาม และพึ่งพาอาศัยกันเป็นกลุ่ม ไม่นิยมอยู่แปลกแยกตัวเองโดดเดี่ยว ดังนี้ แม้รักอิสระ แต่ไม่ใช่ปัจเจกชน สิ่งเหล่านี้ เป็นรากเหล้าของคนไทยในปัจจุบันอย่างแท้จริง แม้คนไท ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในประเทศไทย, ลาว, พม่า ฯลฯ แต่ความเป็นคนไทก็ได้ลดลงไปมาก เช่น การเปิดรับเอาวัฒนธรรมอื่นๆ เข้ามาดัดแปลงให้เป็นของตนเอง ก็ลดลง เพราะความกลัวเสียความเป็นคนไทไป ทำให้เสียความเป็นคนไทในด้านนี้ไปในที่สุด แม้แต่คนไทในประเทศไทยเอง ก็มีความเป็นคนไทยน้อยลง เพราะยอมเป็นทาสรับใช้ นิยมการถูกจ้างงานด้วยพ่อค้า ทำให้ขาดความเป็นอิสรเสรี ไปในที่สุด ดังนี้ ความเป็นคนไท ก็ลดลง ทั้งคนไทในประเทศไทย, ลาว, พม่า ก็ตาม การฟื้นฟูความเป็นคนไทขึ้นจะส่งผลให้คนแข็งแกร่งขึ้นในแต่ละบุคคล ขยายวงไปยังสังคม และประเทศไทย ถึงประเทศลาว และประเทศพม่า เรียกว่าทั่วภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในท้ายที่สุด ดังนี้ การฝึก “ไทญาณ” หรือญาณหยั่งรู้ความหลุดพ้นเป็นอิสระ (แต่ไม่ใช่ปัจเจกชน) จึงเป็นทางออกในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเริ่มจากตัวเราเอง ขยายวงกว้างไปสู่สังคม แผ่ขยายไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะความเป็นไทนี้ มีความเป็นสากลมาก ทั้งความรักอิสรภาพก็ดี, การเปิดรับเพื่อเรียนรู้แต่ไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองก็ดี, ความสามัคคีและมีน้ำใจช่วยเหลือพึ่งพากันได้ก็ดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งสากลมาก มากเสียกว่ากระแสความเป็นฝรั่ง, แขก, จีน ฯลฯ เสียอีก และเป็นสิ่งที่โลกเราต้องการมากในสภาวการณ์ปัจจุบันนี้
การฝึก “ไทญาณ” เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการพิจารณาทุกข์ ว่าเรามีอะไรที่ทุกข์บ้าง มากมายใช่ไหม เราก็เลือกสักอย่างที่เราอยากหลุดพ้นจากมันจริงๆ และมันหนัก มันทุกข์มาก เราคิดว่าเราจะสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว เรากล้าหาญพอที่จะเอาชนะมันไปข้างหนึ่ง เราฝึกที่จะเอาใจเราหลุดพ้นจากพันธนาการของมันก่อน ให้ใจเราเป็นอิสระจากมันให้ได้ เมื่อทำได้อย่างหนึ่ง อย่างอื่นก็ทำได้ด้วย ดังนี้ ไม่ต้องกลัวอะไรจะกลืนเรา จนเสียความเป็นอิสระอีก เราพร้อมที่จะเปิดกว้างเรียนรู้ได้ทุกอย่างโดยไม่เสียอิสรภาพความเป็นตัวของตัวเอง เรามีศรัทธาตรงว่าความหลุดพ้นมีจริง ทำได้จริงด้วยตัวเราเอง นี่แหละ “ไทญาณ”
มหาธรรม เรื่อง ลางบอกเหตุ อธิบายในทางพุทธศาสนาได้หรือไม่
พระพุทธศาสนากล่าวถึง “เหตุปัจจัย” หรือ อิทัปปัจจัยตา ไว้ ผู้เขียนขออธิบายง่ายๆ อย่างนี้ “เหตุ” คือ สิ่งที่เมื่อถึงวาระดับลง จะก่อให้ “ผล” ถึงวาระเกิดขึ้น เช่น เมฆเมื่อหมดลงไปก็จะกลายเป็นฝนได้ ในกรณีนี้ เมฆดับลง ฝนเกิดขึ้นแทนที่ เมฆเป็นเหตุ ฝนเป็นผล แต่ปัจจัย หมายถึงสิ่งที่ปรุงประกอบในระหว่างกระบวนการนั้นๆ เช่น การที่มีลมแรง, อากาศร้อนอบอ้าว, เสียงกบร้อง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ “เหตุ” ของการเกิดฝน แต่เป็นเครื่องปรุงประกอบ เป็น “ปัจจัย” ในระหว่างกระบวนการนี้เท่านั้น ในทางพุทธศาสนาเราเน้นที่ “เหตุ” และ “ผล” คือ พิจารณาตรงไปที่อะไรเกิดจากอะไรดับ อะไรที่เกิดขึ้น อะไรที่ดับลง เป็นสำคัญ ส่วนปัจจัยนั้น มองว่าเป็น “เครื่องปรุงแต่ง” เท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น การที่เรามีความยึดมั่นว่าต้องทำความสะอาด พอคนรอบข้างทำความสกปรกให้เกิดขึ้น เราโกรธ อันนี้ คนรอบข้างที่ทำให้เกิดความสกปรก เป็นเหตุของการสิ้นไปของความสะอาด แต่ไม่ใช่เหตุที่ทำให้เราโกรธ เหตุที่ทำให้เราโกรธ เพราะภาวะเดิมที่ไม่โกรธของเราดับลง คนที่ทำให้เกิดความสกปรก จึงเป็นเพียง “ปัจจัย” ปรุงแต่งในขณะเกิดเหตุการณ์เท่านั้น ถ้าเราจะเอาชนะโกรธ จะไปมุ่งที่ใจของเราที่หวั่นไหว และก่อตัวจนเกิดเป็นความโกรธ ถ้าใจเราไม่หวั่นไหว ความสงบนิ่งในใจก็ไม่ดับลง ใจก็ไม่โกรธ โดยที่ไม่สำคัญว่าคนๆ นั้น จะทำสกปรก หรืออย่างไร เช่นนี้ โกรธจะไม่เกิดได้จริง แต่ถ้าเราพุ่งไปที่คนที่ทำความสกปรก เพื่อไม่ให้เราโกรธ จริงอยู่ เราอาจควบคุมไม่ให้คนทำความสกปรกได้ แต่ถ้ามันมี “ปัจจัย” อื่นๆ เข้ามาอีกละ เราจะหลุดพ้นจากความโกรธ เราจะไม่โกรธได้ไหม เช่น มีคนมาด่าว่าเราว่าเราเข้มงวดเกินไป เราไม่ผ่อนปรนให้คนอื่นบ้าง อย่างนี้ เดี๋ยวเราก็โกรธอีก ดังนั้น การตัดโกรธ ก็ตัดที่เหตุของโกรธ ไม่ใช่มุ่งไปตัดที่ปัจจัยปรุงแต่ง คือ คนรอบข้าง ส่วนการจะตัดความสกปรก โดยการไปตัดเหตุที่คนทำสกปรกนั้น ก็นับว่าได้หนึ่งเหตุ แต่ถ้าสาเหตุของความสกปรก มาจากอย่างอื่นที่ไม่ใช่คนที่ชอบทำความสกปรกคนนั้นละ เช่น จู่ๆ มีลมพัดหอบเอาฝุ่นมามากมาย นี่ก็ก่อให้เกิดความสกปรกได้ ในทางพุทธศาสนา จึงไม่มุ่งไปจัดการ “ดับเหตุ” ทางโลก แต่มุ่ง “ดับเหตุ” ทางธรรม คือ “ใจ” เรานั่นเอง เพราะเป็นตัวแปรที่เราควบคุมได้ ไม่ใช่ตัวแปรนอก ไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกตัวเราที่เราควบคุมไม่ได้ก็หาไม่ พระพุทธศาสนาค้นพบตัวแปรที่ควบคุมได้นี้ คือ “จิตใจ” เรานั่นเอง ดังนั้น จึงมุ่งเน้นพัฒนาจิตใจตนเอง ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่สิ่งต่างๆ ทางโลก ซึ่งเราไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด ยิ่งเราพยายามควบคุมตัวแปรภายนอก เรายิ่งวนอยู่ ติดพันอยู่ กับตัวแปรอีกมากมายที่จะเข้ามากระทบ จากคนๆ หนึ่งที่มีอำนาจ เราจัดการได้ คนๆ ใหม่ก็เข้ามาแทนที่อีกเรื่อยๆ ไม่มีจบสิ้นไปได้
พระพุทธศาสนาจึงมีวิธีการที่น่าเชื่อถือได้ไม่ต่างจากวิทยาศาสตร์ แต่ก้าวล้ำหน้ากว่าวิทยาศาสตร์ตรงที่การค้นหาตัวแปรที่ควบคุมได้แท้จริง ในขณะที่วิทยาศาสตร์ ควบคุมตัวแปรต่างๆ ในหลอดทดลองบ้าง, ในเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ บ้าง สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นมา ไม่ใช่ธรรมชาติ ทำให้ผลารทดลอง ไม่อาจใช้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติได้ทั้งหมดเพราะยังมีตัวแปรอีกมากมายในธรรมชาติ ที่นอกเหนือการควบคุม การศึกษาตัวแปรที่ถูกควบคุมในหลอดทดลองก็ดีนั้น ให้คำตอบเราได้ในกรอบจำกัด เราอาจได้สมการ (Simulation) เราอาจได้สูตรที่จะอธิบายผลกระทบของสิ่งต่างๆ รอบตัวเราได้บ้าง แต่นั่น ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เพราะเราศึกษาภายใต้กรอบระบบของการศึกษาวิจัย เรากำหนดสิ่งแวดล้อมในการทำการศึกษาวิจัยก่อนเสมอ เช่น การทำหลอดทดลองขึ้นมาเพื่อรองรับเฉพาะตัวแปรที่ต้องการศึกษาเท่านั้น ดังนี้ จึงมีนักคิดอีกกลุ่มที่แย้งว่าการเชื่อในสมการมากเกินไป ไม่ใช่สิ่งที่อธิบายความจริงในธรรมชาติได้ แน่นอนว่าวิธีทางวิทยาศาสตร์ใช้ได้ดีในสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้ เช่น ในโรงงานผลิตสินค้าต่างๆ แต่ในสังคม ซึ่งเป็น “ระบบเปิด” การสร้างระบบ กรอบการทดลอง ไม่อาจอธิบายสังคมหรือธรรมชาติได้อย่างแท้จริง ดังนี้ แนวคิด “ไร้ระบบ” คือ การไม่จำกัดการศึกษาอยู่แต่ในระบบ จึงเกิดขึ้น ที่เรียกว่าแนวคิด Chaos theory นั่นเอง
ภายใต้แนวคิด Chaos theory ค่อนข้างสอดคล้องกับพระพุทธศาสนา ซึ่งปฏิเสธที่จะยอมรับการสรุปผลจากการทดลองธรรมชาติในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่ธรรมชาติ หรือการสร้างระบบในการทดลองขึ้นมา แต่เชื่อในผลกระทบจากสิ่งทุกสิ่งที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันนี้ไม่ใช่ในเชิงสสารกลายเป็นพลังงานตามแนวคิดสัมพันธภาพ ของไอสไตน์ แต่เป็นมุมมองของความสัมพันธ์ที่โยงใยซับซ้อนและถึงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหน จึงมีคำอุปมาไว้ว่าผีเสื้อโบยบินกระพือปีกถึงดวงดาว หรือที่เรียกว่า Butterfly effect คือ สิ่งต่างๆ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกันในทางพระพุทธศาสนา ใช้คำว่า “ทุกขัง” เพื่ออธิบายสภาวะนี้ อนึ่ง คำว่า “ทุกขัง” ไม่ใช่ทุกขเวทนา คำว่าทุกขเวทนา เป็นเวทนา หรือความรู้สึกที่จิตรับรู้ได้ ถ้าไม่มีจิต ก็ไม่อาจรับรู้เวทนา ไม่อาจมีสุขหรือทุกข์ได้ แต่สำหรับทุกขังนั้น เป็นกฎไตรลักษณ์ คือ ลักษณะสามประการของสรรพสิ่ง ดังนั้น ก้อนดินก็เป็นสรรพสิ่ง จึงมี “ทุกขัง” ได้ แต่ก้อนดินไม่มีจิต จึงไม่มีทุกขเวทนา คำว่าทุกขัง จึงไม่ได้หมายความถึงเพียงแค่ว่าความรู้สึกทุกข์เท่านั้น แต่หมายถึง การกระทบกระทั่งถึงกันทั้งหมดของสรรพสิ่ง ไม่อาจมีสิ่งใดที่แปลกแยกตัวเองเป็นปัจเจก หรือหลีกลี้หนีพ้นไปได้เลย เราจึงไม่อาจถือตัวเอง ถือตน เป็นตัวตนของตน หรือแยกตัวออกจากการกระทบกระทั่งกันกับคนในสังคมของเราได้เลย
ดังนี้ จะกล่าวว่า Butterfly effect ก็คือ “ทุกขัง” ในทางพุทธศาสนานั่นเอง ทว่า ในทางพระพุทธศาสนานี้ กล่าวต่อไปอีกว่ามีภาวะหนึ่ง ที่หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ แม้จะอยู่ภายใต้ภาวะที่ต้องมีการกระทบกระทั่งกันอย่างไม่อาจหนีได้นี้ นั่นคือ มีทุกขังอยู่ แต่ไม่เกิดทุกขเวทนานั่นเอง หรือแม้ถูกกระทบกระทั่ง แต่ใจก็ไม่มีทุกข์นั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีอีกว่าอนิจจัง คือ ภาวการณ์เกิดและดับ ไม่อาจหลีกหนีได้นั้นมีอยู่ในทุกสรรพสิ่งทางโลก แต่ผู้ปฏิบัติธรรม สามารถมีจิตใจที่เหนือภาวะอนิจจังนี้ได้ กล่าวคือ แม้มีการเกิดดับ แต่จิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ก็พ้นแล้ว หลุดแล้ว จากภาวะนี้ ไม่ต้องมาเกิดและดับอีก ที่เรียกว่า “นิพพาน” นั่นเอง ในทฤษฎีสัมพันธภาพ กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงของสสารต่างๆ ไปสู่ความเป็นพลังงาน และจากพลังงานมาเป็นสสาร นั่นคือ การเกิดและดับลงของตัวแปรหนึ่งไปสู่อีกตัวแปรหนึ่ง และสิ่งนี้เกิดขึ้นได้กับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุชนิดใดก็ตาม แต่การที่วัตถุจะแปลงเป็นพลังงานได้นั้น ต้องมี “ปัจจัย” ปรุงประกอบที่เหมาะสม เช่น สารกัมมันตรังสี อาจแปลงเป็นพลังงานได้ง่ายกว่าสารอื่นๆ แต่สสารชนิดอื่นๆ ในโลก ค่อนข้างเฉื่อยชามากกว่า ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าสสารชนิดอื่นๆ จะแปลงเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไม่ได้ ดังนั้น คำว่า “อนิจจัง” ก็สอดคล้องกับทฤษฎีสัมพันธภาพเช่นกัน
คำว่า “ลางบอกเหตุ” นั้น น่าจะเทียบได้กับ “ปัจจัย” มากกว่าเหตุ แต่เพราะการสังเกตที่ดี เห็นปัจจัยปรุงประกอบเหล่านี้ ก็อาจนำไปสู่การทำนายผลลัพธ์บางประการได้ เช่น การสังเกตอุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้น อาจทำนายได้ว่าฝนจะตก แม้อุณหภูมินี้ไม่นับเป็นเหตุของฝนตกก็ตาม ในการศึกษาและทำนายผลลัพธ์ จากเหตุนั้น เป็นไปได้ยาก เพราะเหตุต้องดับลง จึงเกิดผลตามมา เมื่อเกิดผลตามมา เหตุก็ดับลงหมดแล้ว ดังนี้ ไม่เหลือให้ศึกษา การศึกษา “ปัจจัย” เพื่อทำนายผลลัพธ์ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่ง ในทางวิทยาศาสตร์ เรียกวิธีนี้ว่า “ดัชนีชี้นำ” (Leading index) ซึ่งจะชี้นำการเกิดขึ้นของผลลัพธ์บางประการได้ ในวิถีชาวบ้านของคนไทย เราเรียนรู้ดัชนีชี้นำนี้มานานแล้ว เรียกว่า “ลางบอกเหตุ” แต่การศึกษาไม่มีระบบ ทำให้ไม่ได้รับความเชื่อถือ และอิงกับการใช้ “จิตสัมผัส” มาก เมื่อคนรุ่นหลัง ไม่อาจใช้จิตสัมผัสลางบอกเหตุได้ การทำนายก็คลาดเคลื่อน ทำให้เราถูกมองว่า “ลางบอกเหตุ เป็นเรื่องงมงาย” ไป แท้แล้ว ถ้าเราได้พัฒนาจิตวิญญาณของเราตามแบบพระพุทธศาสนา มันก็คือ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด Chaos theory อย่างหนึ่ง นั่นเอง เพราะเราเชื่อว่าการสร้างระบบการทดลองที่จำกัดตัวแปรไว้นั้น ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติความเป็นจริง และเชื่อว่าเราจะควบคุมจิตใจของเราได้เพียงเท่านั้น อย่างอื่น ล้วนเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ทั้งสิ้น ดังนี้ การใช้จิตสัมผัสเพื่ออ่านลางบอกเหตุแบบคนไทย จึงอาจกลายเป็น Butterfly effect อย่างหนึ่งก็ได้