มนตราแก้ปัญหาชีวิต พิธีศักดิ์สิทธิ์ “พลีกรรมด้วยน้ำมนต์ธาตุสี่”
มนตราแก้ปัญหาชีวิต พิธีศักดิ์สิทธิ์ “พลีกรรมด้วยน้ำมนต์ธาตุสี่”
พราหมณ์โยคีที่ทำการ “รับอริยขันธ์” ตั้งแต่ขันธ์ ๘ จนถึงขันธ์ ๐ จะได้รับการถ่ายทอดพิธีการต่างๆ ของพราหมณ์โยคีในแบบของอริยพราหมณ์ สามารถนำพิธีกรรมต่างๆ ไปใช้ปัดเป่าทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ประชาชน โปรดสัตว์บำเพ็ญบุญบารมีได้ หนึ่งในพิธีกรรมที่ใช้นั้นคือ “การพลีกรรม” เพื่อบรรเทาเบาบางวิบากกรรมที่รุมเร้าในชีวิตของตน ดังนี้
บรมครูทางจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับมนตรา
๑) พระพุทธเจ้าสมณโคดม
หลักธรรมคำสอนที่ใช้ในการแก้ปัญหาชีวิต และมนตราต่างๆ จะใช้พลังจากพุทธคุณ จึงให้ผู้ทำพิธี ตั้งพระพุทธรูปเล็กๆ ไว้ด้วย เพื่อกราบไหว้ในเวลาทำพิธีไหว้ครู
๒) พระนบีมูฮัมหมัด
หลักธรรมคำสอนของพระนบีมูฮัมหมัด ช่วยในการสร้างสังคมอิสลามให้อยู่กันอย่างสงบสันติสุข อิสลามไม่ใช่ศาสนาแต่เป็นทุกสิ่ง ให้ตั้งรูปเคารพบูชาท่านก่อนทำพิธี
๓) ท่านขงจื้อ
หลักธรรมคำสอนของท่านขงจื้อ ได้ปรับหลักเต๋าที่ลึกซึ้งเกินไปจนคนทั่วไปไม่เข้าใจ ไม่อาจบรรลุธรรมได้ ให้สามารถปฏิบัติได้จริง ไม่ผิดครรลองธรรม จึงต้องบูชาท่าน
ผู้ใช้มนตราแก้ปัญหาชีวิตนี้ ควรศึกษาหลักธรรมจากพระพุทธองค์ และแนวทางการแก้ปัญหาสังคมจากคัมภีร์อัลกุรอาน ทั้งยังควรศึกษาแนวทางการใช้ธรรมะประยุกต์ระดับพื้นฐานแบบจริยธรรมจากท่านขงจื้อด้วย จึงควรบูชาเป็นครูทางจิตวิญญาณ เวลาตั้งโต๊ะบูชา ให้วางพระพุทธรูป (พระพุทธเจ้า) ไว้ตรงกลาง วางพระนบีมูฮัมหมัดไว้ทางขวา ซึ่งอาจเป็นเครื่องหมายแทนท่านอย่างอื่นก็ได้ เช่น พระคัมภีร์ฯ แล้ววางท่านขงจื้อไว้ด้านซ้าย บูชาสามองค์ใช้ธูปสามดอก เทียนจุดเล่มเดียว ดอกไม้เลือกได้ตามควร
สิ่งที่ใช้ในพิธีกรรม
๑) พระธรณี (ธาตุดิน)
ให้ใช้ผงแป้ง, ดอกมะลิ, ดอกไม้ขนาดเล็ก ที่มีกลิ่นหอม ตามแต่สามารถหาได้ เป็นเครื่องแทนธาตุดิน ที่จะใช้ในการบูชาในพิธี ซึ่งจะใช้โรยลงในน้ำพอควร
๒) พระคงคา (ธาตุน้ำ)
ให้ใช้น้ำเปล่าใสเย็นบริสุทธิ์ เป็นตัวแทนของธาตุน้ำ นำใส่ในขันที่เตรียมไว้เฉพาะ ขันที่ใช้สำหรับทำพิธีนี้เราจะไม่ใช้ทำอย่างอื่น นอกจากทำน้ำมนต์ในพิธีนี้เท่านั้น
๓) พระวาโย (ธาตุลม)
ให้ใช้การเป่าเสก แทนธาตุลม เมื่อว่าคาถา แล้วให้เป่าลมออก โดยยกขันที่ใส่เครื่องบูชาขึ้นจรดหน้าผาก ว่าคาถาเสร็จ ก็เป่าเบาๆ ยาวๆ หนึ่งครั้งก็พอ คือ ปลุกธาตุลม
๔) พระเตโช (ธาตุไฟ)
ให้ใช้เทียนขนาดเล็ก จุดไฟให้สว่าง แล้วหยดน้ำตาเทียนลงในขันทำน้ำมนต์ เป็นเครื่องแทนธาตุไฟ เมื่อทำน้ำมนเสร็จก็ดับเทียนได้ ก่อนทำพิธีให้จุดธูปไหว้ครูก่อน
สิ่งที่ใช้แทนธาตุทั้งสี่ในพิธี จะปรับได้ตามยุคสมัย ขอเพียงมีลักษณะเข้าตามธาตุทั้งสี่ก็พอ ทั้งนี้ให้เลือกที่เป็นมงคล, บริสุทธิ์, หาง่าย, มีในท้องถิ่น, ไม่ต้องเสียเงินในการเตรียมมาก ทำแล้วเกิดจิตที่เป็นกุศลแต่ฝ่ายเดียว ห้ามใช้ของอัปมงคลในพิธีเด็ดขาด
มนตราศักดิ์สิทธิ์ปลุกเสกน้ำมนต์ธาตุสี่
โอม พุทธธัง พ้น ธรรมมัง ว่าง สังฆัง ปลด
วิบากกรรมจงลด บรรเทาเบาบาง จนหมดสิ้นไป
ข้าขออัญเชิญ………………
พระแม่ธรณีด้วยดอกไม้ของหอม
พระแม่คงคาด้วยน้ำบริสุทธิ์
พระแม่วาโยด้วยลมปราณเป่า
พระแม่เตโชด้วยไฟจากเทียน
ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัย และพระแม่ทั้งสี่ จงร่วมกันปลุกเสกน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์นี้
เพื่อขจัดความทุกข์ภัยไปจากชีวิต ของคุณ ……………….. (ชื่อผู้ขอทำพิธี)
ขอให้พ้นจากวิบากกรรม นำชีวิตสู่ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปเทอญ สาธุ…
ขั้นตอนการทำพิธี
๑) ติดต่อนัดหมาย
ให้ผู้ที่ต้องการทำพิธี เข้านัดพบผู้ทำพิธี แล้วแจ้งเหตุผล และความเป็นมาของปัญหาชีวิตในเรื่องนั้นๆ เพียงหนึ่งเรื่องก่อน หากผู้ทำพิธี เห็นทางแก้ได้ สามารถใช้ปัญหาแก้ได้จริง ก็จะรับไว้ว่าสามารถทำพิธีให้ได้ แล้วนัดหมายวันเวลาในการทำพิธีที่สะดวกเหมาะสม นับเป็นฤกษ์มงคลตามแต่จะถือเคล็ดกัน (ได้หลายแบบ) กรณีที่ปัญหาหนักเกิน วิบากกรรมแรงกว่ากำลังผู้ทำพิธีจะแก้ได้ ท่านจะปฏิเสธ แล้วแนะนำผู้ทำพิธีที่มีกำลังเหนือกว่าขึ้นไป ให้ไปติดต่อท่านผู้นั้นแทน เพื่อทำพิธีกับท่าน
๒) เตรียมเครื่องบูชา
เครื่องบูชา มีดอกไม้, ธูป, เทียน, และเงินตามแต่ศรัทธา (ห้ามผู้ทำพิธีเรียกเอาเงินจากผู้ขอทำพิธี) สามารถใช้เงินได้ตั้งแต่หน่วยย่อยที่สุดที่ใช้กันอยู่ เช่น ในปัจจุบัน อาจเป็นเหรียญสลึง ก็ได้ (ถ้ามี) หรือ ๑ เหรียญบาท ขึ้นไป จนถึงแล้วแต่ระดับที่ต้องการจะสนับสนุนการทำความดีของผู้ทำพิธี ส่วนผู้ทำพิธีต้องเตรียมน้ำในขัน พร้อมลอยดอกไม้ และเทียน สำหรับทำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ (น้ำมนต์จากธาตุสี่)
๓) ไหว้ครูก่อนทำพิธี
ช่วงนี้ ผู้ทำพิธีจะเตรียมของและไหว้ครู ระหว่างนั้นจะทักทายปราศรัยกับผู้ขอทำพิธีตามควร เพื่อให้เกิดความผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ เกิดจิตปีติเป็นกุศลง่าย ไม่เกิดนิวรณ์ทั้งห้าขณะทำพิธี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก หากผู้ขอทำพิธีลังเลแคลงใจในพิธี พิธีก็ไม่สำเร็จ ดังนั้น ต้องไม่มีทั้ง ความอยากตามใจตนเอง, ความพยาบาทเคียดแค้นใคร, ความแคลงใจระแวงสงสัยไม่ไว้วางใจ, ความฟุ้งซ่าน, ความเศร้าสลดหดหู่หมดกำลังใจขาดสติปัญญา ดังนั้น ผู้ทำพิธีต้องพูดคลายนิวรณ์ทั้งห้านี้ให้ผู้ขอทำพิธี หากไม่สามารถคลายนิวรณ์นี้ได้สำเร็จขณะทำ ก็ไม่มีความหมายในการทำพิธีนั้นๆ
๔) เริ่มทำพิธี
ช่วงนี้ ให้ผู้ขอทำพิธีนั่งหลับตา ไม่จำเป็นต้องพนมมือ นั่งตามสบายปล่อยร่างกายตามสบาย ทำสมาธิให้แน่วแน่หลุดจากนิวรณ์ห้าชั่วคราว ห้ามลืมตาขึ้นจนกว่าจะเสร็จพิธี ซึ่งผู้ทำพิธีจะบอกเองว่าให้ลืมตาขึ้นได้เมื่อไร ส่วนผู้ทำพิธีก็จะทำการว่าคาถาเสกน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ให้เสียงดังฟังชัดถ้อยชัดคำ ไม่ผิดเพี้ยน หากจะอ่าน ต้องบันทึกมนตราในหนังสือแล้วเก็บไว้ในที่สูงอย่างดี หรือบนโต๊ะหมู่บูชานั้นๆ เอง เมื่อว่าคาถาเสกน้ำมนต์เสร็จ ให้ประพรมน้ำมนต์แต่เบาๆ บางๆ พอแค่รู้สึกเย็นๆ ให้แก่ผู้ขอทำพิธี อย่าเทน้ำมนต์รด ไม่ใช่การอาบน้ำมนต์ แล้วบอกเคล็ดให้ทำพลีกรรมแก่ผู้ขอทำพิธีขณะเขานั่งหลับตา บอกเบาๆ บอกคล้ายการสะกดจิต เย็นๆ ช้าๆ ถ้าเขาจำไมได้ไม่เป็นไร สามารถอธิบายทีหลังได้ จนจบ เป็นอันเสร็จพิธี บอกให้ลืมตาได้
๕) จบพิธีกรรม
ผู้ทำพิธีต้องทำการ “พลีกรรม” คือ การบำเพ็ญเพื่อปัดเป่าวิบากกรรมที่ตนได้รับ ด้วยกำลังแห่งธาตุทั้งสี่ ซึ่งในการพลีกรรมนี้เอง จะช่วยทำให้วิบากกรรมบรรเทาเบาบางลงไป ซึ่งผู้ขอทำพิธีจะขาดเสียไม่ได้ หากขาดการปฏิบัติบูชาแล้ว พิธีกรรมที่ทำมาทั้งหมดนับว่าเป็น ๐ ไป ไม่เกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป
การพลีกรรมในวิบากกรรมต่างชนิดกัน
เราอาราธนาคุณพระรัตนตรัยมานำทาง เพื่อปฏิบัติบูชาพลีกรรมแก่แม่พระทั้งสี่ ดังนี้
๑) พลีกรรมธาตุดิน ด้วย “ทาน”
ผู้ขอรับทำพิธีต้องมีการพลีกรรมต่อพระแม่ธรณี ด้วยการปฏิบัติบูชาเท่านั้น ไม่ใช่การกราบไหว้บูชา การพลีกรรมต่อพระแม่ธรณีให้ใช้ความหนักแน่นไม่หวั่นไหว ราบเรียบรองรับได้ทุกอย่างดุจแผ่นดิน คือ การทำทานให้คนจำนวนมาก หรือพระสงฆ์แบบไม่จำกัดผู้รับ (สังฆทาน) นั่นเอง ซึ่งจำนวนในการทำต้องหนักแน่นพอควรแก่กรรมที่ได้ทำ แก่วิบากกรรมที่ตนได้รับ แล้วอธิษฐานยกผลบุญให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม
๒) พลีกรรมธาตุน้ำ ด้วย “ศีล”
ผู้ขอรับทำพิธีต้องมีการพลีกรรมต่อพระแม่คงคา ด้วยการปฏิบัติบูชาเท่านั้น ไม่ใช่การกราบไหว้บูชา การพลีกรรมต่อพระแม่คงคาให้ใช้ความต่อเนื่องไม่ขาดสายดุจดั่งแม่น้ำ ดุจดั่งพระแม่คงคา หากผู้ปฏิบัติทำทาน จะเสียทรัพย์มาก จึงให้ปฏิบัติบูชาพระแม่คงคาด้วย “ศีล” คือ ให้ถือศีล ๕ อย่างเคร่งครัด เป็นเวลาติดต่อกันยาวนานตามแต่วาระกรรมจะหนักมากหรือน้อย ซึ่งผู้ทำพิธีจะเป็นผู้บอกเองว่ากี่วัน
๓) พลีกรรมธาตุลม ด้วย “ภาวนา”
ผู้ขอรับทำพิธีต้องมีการพลีกรรมต่อพระแม่วาโย ด้วยการปฏิบัติบูชาเท่านั้น ไม่ใช่การกราบไหว้บูชา การพลีกรรมต่อพระแม่วาโยให้ใช้ความเย็น, เบา, ว่างเปล่า ดุจดั่งพระวาโย ธาตุลม ด้วยการบริกรรมตามลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า “พุทธ” แล้วรวมลมหายใจไว้ที่ท้องน้อย จน “ท้องพอง” ช่วงนี้ใช้รวมกำลังจิตกำลังใจ ความหมายของพุทธ คือ รวมจิตเป็นหนึ่งเดียว “จิตคือพุทธะ” จากนั้น ให้ผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ช้าๆ น้อยๆ (ลมละเอียด) หายใจออกบริกรรม “โธ” ให้รู้สึกถึงความผ่อนคลายเบาสบายทั่วร่างกายและจิตใจ จน “ท้องยุบ” ช่วงนี้ใช้ปล่อยปล่อย แผ่ปราณจากท้องไปทั่วตัวแผ่ไร้ประมาณไปทุกสิ่ง ความหมาย ของ “โธ” คือ ธรรม คือ ธรรมชาติ คือ สรรพสิ่ง เราจะทลายตัวตนของตนออก ทลายขันธ์ห้าออก แล้วหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรม คือ ทุกสรรพสิ่ง ไม่แบ่งแยก ไม่แตกต่าง คือ หนึ่งเดียวกัน ให้แผ่ปราณออกอนันต์ตามลมหายใจออกนั้นๆ สัมผัสความรู้สึกเบาสบายผ่อนคลายของธรรมชาติ ดุจ ความสุขสงบยามที่เราไปริมแม่น้ำ, ทะเลสาบใหญ่ๆ, ป่าใหญ่ที่สงบสงัด ภาวนาไปหลายรอบ ทุกรอบหายใจเข้าออก จนรู้สึกเบาสบายใจ สุขสงบ จนละจากนิวรณ์ทั้งห้า จึงค่อยๆ ปล่อยไปตามธรรมชาติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกำหนดอะไรอีก พักสุขสงบอยู่อย่างนั้น เสพความรู้สึกสุขสงบอย่างนั้น ลึกขึ้น ละเอียดขึ้น เบาขึ้น สบายขึ้น ว่างมากขึ้น จนไม่เหลืออะไรให้รู้สึกเลย นับว่าถึงฌานสี่ ซึ่งระหว่างนี้ อาจจับได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรืออาจระลึกได้หลังจากออกจากสมาธิแล้ว ให้ทำนานเท่าที่พอใจ จนรู้สึกเบาสบายใจ หายเครียด ให้ทำสม่ำเสมอทุกวัน
๔) พลีกรรมธาตุไฟ ด้วย “ปัญญา”
ผู้ขอรับทำพิธีต้องมีการพลีกรรมต่อพระแม่เตโช ด้วยการปฏิบัติบูชาเท่านั้น ไม่ใช่การกราบไหว้บูชา การพลีกรรมต่อพระแม่เตโช ธาตุไฟ ให้ใช้ความสว่างไสว ไล่ความมืดมน ใช้พระเพลิงผลาญความไม่รู้ให้หมดสิ้นไป ดุจดั่งไฟให้แสงสว่างและมอดไหม้เปลือกสมมุติได้ทุกสิ่ง เหลือแต่แก่นแท้คือเถ้าถ่าน อนิจจัง ความไม่มีอะไรที่ควรแก่การอาลัยอาวรณ์, อยากได้อยากใคร่หา หรือยึดมั่นถือมั่น ผู้ปฏิบัติบูชาพระแม่เตโช ให้ปฏิบัติบูชาพระแม่ทั้งสามก่อนเสมอ โดยเฉพาะพระแม่วาโย (ลม) ผู้เป็นต้นกำเนิดให้แก่พระแม่เตโช (ลมก่อให้เกิดไฟ เช่น ลมพัดแล้งในป่า จึงเกิดไฟป่าขึ้นได้) เมื่อเกิดปัญญา คือ ความสว่างไสว ความรู้เท่าทันความหลงโลก พ้นจากการหลงยึดมั่นถือมั่นในทิฐิความเชื่อเดิมๆ ได้แนวคิดใหม่แล้ว ให้นำปัญญาไปปฏิบัติ จึงนับว่าเป็นการบูชาพระแม่เตโช ในการภาวนาบูชาพระแม่วาโยนั้น จะเกิดปัญญาขึ้นได้ ดุจ ไฟที่สว่างไสวจากการที่ลมพัดเข้าป่าจนเกิดไฟป่าได้ฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติได้แนวคิดใหม่ ได้ปัญญาแล้ว จักต้องมีศรัทธาในปัญญา ที่พระแม่เตโชช่วยให้เรา ดังนั้น เราจะไม่เย่อหยิ่งว่าเราเก่งนักเก่งหนา คิดอะไรได้ดีแล้ว แต่จะอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับนับถือถึงพลังธรรมะ ธรรมชาติ คือ พลังธาตุไฟ แล้วนำความคิดที่ได้ไปปฏิบัติจนเกิดผล
การปฏิบัติบูชาด้วยการพลีกรรมแก่พระแม่ทั้งสี่ ผู้เป็นแม่ธาตุแห่งสรรพสิ่ง แห่งธรรมะ แห่งธรรมชาตินี้ จักต้องทำด้วยศรัทธา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มองไม่เห็นได้ด้วยตาเลย ปาฏิหาริย์จะไม่เกิดโจ่งแจ้งให้เราเห็น มีแต่ผีมารที่อยากได้ลาภสักการบูชาเท่านั้น ที่จะแสดงฤทธิ์อำนาจอวดคน พระแม่ทั้งสี่นี้ หล่อเลี้ยงเราทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกสรรพสิ่ง ท่านไม่นิยมอวดฤทธิ์เดชใดๆ ไม่ต้องการเรียกร้องลาภสักการะใดๆ หากผู้ใดหลงผิดไปเชื่อพวกที่เรียกร้องลาภสักการบูชา แสดงว่าผู้นั้นนับถือผีมาร มีจิตออกห่างจากพระแม่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่แล้ว ไม่ใช่ผู้มีความศรัทธาต่อพระแม่อีกต่อไป เมื่อคนไม่นับถือพระแม่ จะหลงผิด เพราะหลงผีมาร ทำความชั่วสารพัด เมื่อนั้น พระแม่ทั้งสี่จะสำแดงอิทธิฤทธิ์ปราบความดื้อด้านด้วย ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะหลีกหนีจากกรรมได้ จักต้องตายเกลื่อนกลาดดาษดาสิ้น ไม่ด้วยภัยแห่งแผ่นดินแยก แผ่นดินถล่มทลาย น้ำท่วมฉับพลันมหาศาล ลมพัดรุนแรงพังทลายทุกสิ่งพินาศลงราบเรียบ ไม่เหลือแม้แต่ตึกระฟ้า หรือไฟที่ไหม้ดาหน้ารวดเร็วร้อนแรงไม่เหลืออะไรเลยนอกจากขี้เถ้าสีดำ นี่คือ อำนาจแห่งความยิ่งใหญ่ของพระแม่ทั้งสี่ ที่มนุษย์หรือผีตนใดไม่อาจต้านทานได้เลย ผู้ใดประสงค์ปฏิบัติบูชาพระแม่ทั้งสี่ จักต้องทำให้ถูกวิธี ไม่ใช่ทำพิธียิ่งใหญ่ กราบไหว้บูชา นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระแม่ต้องการเลย จำต้องทำการปฏิบัติบูชาด้วย ทาน, ศีล, ภาวนา และปัญญา เท่านั้น ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ซึ่งหลักการนี้นำมาจากพระพุทธเจ้านั่นเอง
ความศักดิ์สิทธิ์ของการทำพิธี
๑) ไม่ได้อยู่ที่อิทธิฤทธิ์ แต่อยู่ที่ปัญญา
๒) ไม่ได้อยู่ที่เงินตรา แต่อยู่ที่การปฏิบัติ
๓) ไม่ได้อยู่ที่ประวัติผู้ทำพิธี แต่อยู่ที่ความเข้าใจ
๔) ไม่ได้อยู่ที่ตัวพิธี แต่อยู่ที่ตัวผู้เข้าทำพิธี
๕) ไม่ได้อยู่ที่พลังมนต์ดำ แต่อยู่ที่พลังแห่งธรรมะ
๖) ไม่ได้อยู่ที่ความขลัง แต่อยู่ที่ความรู้จริงในการพิธี
๗) ไม่ได้อยู่ที่เทพเทวดา แต่อยู่ที่วิบากกรรมของสัตว์นั้นเอง
๘) ไม่ได้อยู่ที่พรหมลิขิต แต่อยู่ที่กรรมปัจจุบันจะทำขึ้นใหม่เอง
๙) ไม่ได้อยู่ที่พระเจ้า แต่อยู่ที่เราทั้งหลายจะเข้าใจในธรรมะ ในพระเจ้า
๑๐)ไม่ได้อยู่ที่พระพุทธเจ้า แต่อยู่ที่เราจะปฏิบัติตามหลักธรรมที่ท่านได้ตรัสรู้
นี่คือ “ไสยขาว” มีความรู้แจ้งเป็นฐาน ไม่ใช่อวิชชาเป็นฐาน แล้วแต่ท่านจะพิจารณาเถิด