การบำบัดผู้ติดสุราเรื้อรังด้วยไทเก๊ก (ขยายผลสู่การบำบัดยาเสพติดอื่นๆ ได้)

การบำบัดผู้ติดสุราเรื้อรังด้วยไทเก๊ก (ขยายผลสู่การบำบัดยาเสพติดอื่นๆ ได้)

การบำบัดผู้ติดสุราเรื้อรังด้วยไทเก๊ก (ขยายผลสู่การบำบัดยาเสพติดได้)

ปัจจุบัน คนไทยได้รับการบันทึกสถิติว่ามีการจำหน่ายสุราและดื่มสุรามากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จนเราต้องมีโฆษณา เลิกเหล้า เลิกจน อย่างที่ได้เห็นกัน เนื่องจากมีผู้ห่วงใยได้ไปทำการศึกษาปัญหาพบว่า เหล้านั้นเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์ คือ นำไปสู่ความทุกข์ และความยากจน ดังที่เนื้อหาโฆษณาได้กล่าว่า “จนเครียดกินเหล้า” เพราะ “กินเหล้าจึงจน” เพราะ “จนจึงเครียด” เพราะ “เครียดจึงกินเหล้า” เป็นวงจรอุบาทว์ไม่จบไม่สิ้น จากครอบครัวสู่สังคม จากรากหญ้าสู่ปลายยอด เป็นปัญหาสังคมในที่สุด

จากการได้สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ติดสุราเรื้อรัง พร้อมการสังเกตพฤติกรรมระยะยาวพบว่า ผู้ติดสุราส่วนใหญ่มีความรู้อยู่แล้ว ว่าการดื่มเหล้าทำลายตนเองอย่างไร แต่ไม่มีกำลังใจ และพลังจิต มากพอที่จะเอาตัวเองสลัดหลุดออกจากการเป็นทาสของสุราได้ พวกเขาไม่โง่ และมักรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ถูกคนบอกให้เลิกเหล้า เพราะน้อยใจว่า ฉันรู้ดีว่ามันไม่ดีต่อฉัน ฉันก็อยากเลิก ไม่ต้องมาซ้ำเติม มาย้ำมากหรอก แต่จะให้ฉันทำอย่างไรละ ฉันเลิกไม่ได้ ฉันเครียด ฉันจึงต้องกินเหล้า นี่คือ ความรู้สึกลึกๆ ของผู้ติดสุราที่ไม่อาจอธิบายออกมาได้ เพราะถูกคนมองว่าเป็นคนเลว ไม่มีคนเข้าใจ จึงไม่อยากพูด แล้วประชดสังคม ประชดคนพูด ด้วยการอาระวาด ใช้กำลังในที่สุดก็แปลกแยกตัวจากสังคม มาสร้างสังคมย่อยกลุ่มเล็กขึ้นเอง คือ กลุ่มนักเลงสุรานั่นเอง นี่คือ กระบวนการที่เกิดขึ้น

สำหรับผู้ติดสุราที่พยายามเลิก มักเข้าหาเสียงเพลง เพราะเสียงเพลง ช่วยให้คลายเหงา ทำให้รวมจิตฟังไปที่เสียงเพลงนั้นๆ ทำให้ไม่คิดเรื่องอื่น ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เครียดได้ชั่วคราว หากขาดเสียงเพลงแล้ว พวกเขามักจิตใจว้าวุ่น และความฟุ้งซ่านจะเข้ามารบกวนจิตใจทันที ทำให้ต้องหันไปดับความฟุ้งซ่านด้วยสุรา เสียงเพลงจึงช่วยได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่อาจช่วยเขาให้หลุดพ้นจากมารสุราได้อย่างแท้จริง ปัจจุบัน ยังไม่มีใครบำบัดผู้ติดสุราได้

แนวทางการปฏิบัติกรรมฐานเพื่อการเลิกสุรา

ฝ่ายผู้ให้การช่วยเหลือ

๑)    ต้องระลึกอยู่เสมอว่า ผู้เข้ารับการบำบัด เป็นเสมือนลูกที่ตนรัก ตนมีความเมตตา จะต้องไม่เพ่งโทษ ไม่โกรธเคือง ไม่ดุด่า ไม่ว่ากล่าว ไม่ซ้ำเติมผู้ติดสุราที่เข้าสู่สถานบำบัดเด็ดขาด เมื่อเข้ามาถึง อย่างแรกที่เขาควรได้รับทันที คือ “กำลังใจ” 

๒)    ต้องมีความเข้าใจพื้นฐานความคิด และความปวดร้าวเก่าก่อนที่ผู้ติดสุราได้รับมา พวกเขาล้วนรับวิบากกรรมมายาวนาน น่าสงสาร จะไม่มีการขุดคุ้ย ในเรื่องที่ทำให้เขาไม่อยากจะบอก แต่ต้องเข้าใจว่าเขาได้รับความเจ็บปวดมาก่อนเสมอ

๓)    ต้องมีความเข้าใจในกรรมฐานที่ใช้ในการบำบัดผู้ติดสุรา ว่ามีกระบวนการ วิธีการ ข้อควรระวัง การดูแลที่ใกล้ชิดอย่างไรในแต่ละขั้น จึงจะสามารถให้การช่วยเหลือ และเฝ้าระวังผู้ติดสุรา ขณะปฏิบัติกรรมฐานนั้นๆ ได้ ด้วยความปลอดภัยทั้งคู่

ฝ่ายผู้รับการช่วยเหลือ

๑)    ต้องทำบุญชดใช้กรรม กรรมที่หนุนให้เราเป็นคนติดสุรา คือ กรรมในการขวางกั้นสติปัญญาของผู้อื่น ทำให้ตนเองต้องดื่มสุราไร้สติปัญญาในปัจจุบัน ดังนั้น ต้องอุทิศตนเพื่อให้คนอื่นได้มีสติปัญญา เช่น ใช้แรงกายช่วยงานสถานปฏิบัติธรรม

๒)    ต้องทำความเข้าใจแนวทางในการบำบัดเสียก่อน และยินยอม ยินดีกับวิธีการบำบัด โดยไม่ติดใจเอาเรื่องสถานปฏิบัติธรรม หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากผู้บำบัด แต่เป็นกรรม หรือการกระทำของผู้ฝึกเองที่ผิดพลาดไป

๓)    ต้องมีความศรัทธาในแนวทางการบำบัด มีวิริยะในการฝึกฝนจนได้ผลอย่างน้อยในระดับใดระดับหนึ่ง ไม่ควรเลิกกลางคัน และควรทำให้เต็มที่ ในแต่ละขั้นตอน ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางการบำบัด จนหลุดพ้นจากกรรมนี้

ขั้นตอนการปฏิบัติกรรมฐานบำบัดผู้ติดสุรา

คาถา “ธรรมมาทำไป” บริกรรมเพื่อบำบัดผู้ติดสุรา

“ธรรมมา ธรรมมา ทำ ทำ, มา ทำ ธรรม ไป”

ทุกครั้งที่รู้สึกอยากสุรา ให้ระลึกถึงคาถานี้ แล้วหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ทำไปบริกรรมไป นั่นคือเรียกธรรมะให้มารักษาตัวเรา ให้พ้นจากมารสุรา ระหว่างที่เราทำงาน ช่วยเหลือผู้คน ธรรมะ จะมารักษาเรา ดังสุภาษิตที่ว่า “ธรรมะ ย่อมรักษาผู้ประพฤติ (ทำ) ธรรม” หากจำไม่ได้ให้บริกรรมย่อ “ธรรมมาทำไป” มีธรรมอะไรเข้ามา ก็ให้สักแต่ว่าทำไป อย่าอยู่ว่าง

กรรมฐานเพื่อการเลิกสุราขั้นที่หนึ่ง

นั่งสมาธิ เปิดบทสวดมนต์ พร้อมเคาะฆ้องเป็นจังหวะ ให้คลื่นเสียงสั่นสะเทือนไปรอบตัวผู้ฝึก ผู้ฝึกให้กำหนดการรับรู้เสียงที่ดังรอบตัวนั้น กำหนดจิตวนรอบตามคลื่นเสียง ราวกับตัวเองหมุนวน การรับรู้หมุนวน ปราณธรรมจักรจะตื่นขึ้น ทำให้ผู้ฝึกอาจมีการล้มลงแล้วร่างกายเกิดการหมุน ผู้ช่วยเหลือต้องคอยนำเบาะมากั้นไม่ให้ร่างกายของผู้ฝึกหมุนไปกระทบสิ่งต่างๆ จากนั้น ให้ผู้ฝึกพยายามตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น ทำตัวเหมือนลูกข่าง หมุนแต่ทางแนวดิ่ง ประคองร่างไม่ให้กลิ้งลงไป มือทั้งสองข้างนั้น สามารถยื่นออกมาเพื่อประคองการหมุน ให้เข้าสู่สมดุลให้ได้ ระหว่างมือออกมา อาจร่ายรำท่าไทเก๊ก หรือกำหนดจิต เหมือนตนเองอยู่ในน้ำวน ใช้แขนสองข้างประคองตนไม่ให้ล้ม อยู่กลางน้ำวนโดยตั้งกายตรงให้ได้ หากจะลุกขึ้นหมุนรอบ หรือหากจะร่ายรำก็ทำได้

กรรมฐานเพื่อการเลิกสุราขั้นที่สอง

ยืนสมาธิ กางขาออกเล็กน้อย แล้วเปิดเพลงบทสวดมนต์ พร้อมกับหมุนแกนแกลางร่างกาย กำหนดจิตใช้ท้องน้อยเป็นศูนย์กลาง พยายามเคลื่อนไหวร่างกายแต่น้อย แต่สังเกตการณ์หมุนวนภายใน นั่นคือ กำลังภายใน ที่เรียกว่า “ลมปราณธรรมจักร” ใช้ท่าหมุนต่อไปเรื่อยๆ เรียกว่า “ท่ากวนสมุทร” จนลมปราณตื่นขึ้น ให้ค่อยๆ ถ่ายลมปราณลงไปยังปลายเท้าทั้งสองข้าง จนเท้าทั้งสองเหมือนอ่อนนุ่มเป็นน้ำที่ไหลไม่ติดขัด แล้วจึงค่อยๆ กำหนดจิตรวมที่หน้าออก หมุนเหมือนหมุนวนที่ท้องน้อย แล้วถ่ายลมปราณไปยังปลายแขนสองข้าง จากนั้น ให้ร่ายรำท่าไทเก๊ก ปล่อยจิตให้ล่องลอยไปตามบทสวดมนต์

กรรมฐานเพื่อการเลิกสุราขั้นที่สาม

นั่งหรือยืนสมาธิก็ได้ กำหนดลมหายใจเข้าสุดปลายที่ท้องน้อย พักชั่วคราว แล้วหายใจออกเหมือนพ่นลมออกไปไกลแสนไกล ระบายลมออกเบาๆ ประณีต ละเอียด ค่อยๆ ช้าๆ จากนั้น ค่อยๆ เปล่งเสียง “โอม” โดยให้รีบปิดปากไว้ทันที แล้วดันคลื่นเสียงขึ้นกลางศีรษะ ให้ความสั่นสะเทือนเกิดขึ้นไปทั้งศีรษะ ราวกับมีคลื่นเสียงแผ่ออกจากหัวเราไปไกลสุดประมาณ สักพักหนึ่งเมื่อรู้สึกโล่งหัวเล็กน้อย ให้เปล่งเสียง “โอม” โดยอ้าปาก เล็งยิงเสียงออกไปข้างหน้า ราวกับจะทำให้ทุกอย่างข้างหน้าสั่นสะเทือนไปกับเสียงของเรา พยายามออกเสียงให้น้อย ให้เบาที่สุด แต่มีความถี่ และการสั่นสะเทือนมากที่สุด เริ่มจากการออกเสียง “โอม” เสียงต่ำก่อน ไล่เสียง เหมือนไล่ตัวโน๊ต ไปเสียงสูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ ระบายความรู้สึกว้าวุ่นกังวลออกไปทางเสียงให้หมดสิ้น จนเบาสบายใจ

กรรมฐานเพื่อการเลิกสุราขั้นที่สี่

นั่งสมาธิ กำหนดจิตเพื่อจะพักลืมเรื่องราวต่างๆ กำหนดเวลาอย่างต่ำ ๒ ชั่วโมง โดยปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ใช้ “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” เป็นเครื่องไถ่ถอนความคิดฟุ้งซ่านออก กรรมฐานตัวนี้ หากเข้าสมาธิได้ดิ่งลึกและนานพอ จะทำให้ลืมเรื่องราวที่รกรุงรังได้มาก และมากถึงขั้นอาจหลงลืมตัวเองไปชั่วขณะ เมื่อออกจากสมาธิจะงงเล็กน้อยว่าที่นี่ที่ไหน เวลาเท่าไร ตนเองเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ และสิ่งที่รกหัว ทำให้จิตฟุ้งซ่านจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง ช่วยให้เลิกสุราได้เด็ดขาดนัก หากทำได้ให้นั่งต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมง

กรรมฐานเพื่อการเลิกสุราขั้นที่ห้า

นอนสมาธิ จนรู้สึกว่างเบาสบายมีความสุข แล้วลุกขึ้นนั่งสมาธิประคองจิต และอารมณ์กรรมฐานไว้ให้คงเดิม ให้สุขสบายแบบเดิม จากนั้น จึงลุกขึ้นยืน ให้ประคองอารมณ์กรรมฐานต่อไป ให้เบาสบายมีความสุขสงบเช่นเดิม จากนั้น ค่อยๆ ขยับร่างกาย ไปเป็นท่าไทเก๊กต่างๆ ให้ความรู้สึกสุขสงบเบาสบายยังคงอยู่ จิตยังสงบนิ่งอยู่ ประคองไว้ให้ได้สม่ำเสมอ เมื่อสำเร็จขั้นนี้แล้ว ให้บำเพ็ญเพียร คือ ช่วยเหลือผู้คนในเวลาว่าง อย่าปล่อยให้จิตว่างล่องลอย เพราะมารสุราจะครอบงำจิตขณะนั้น ให้ช่วยเหลือคนบำเพ็ญประโยชน์ไป ช่วยเหลือพ่อแม่ก็ได้ ครูอาจารย์ที่โรงเรียนก็ได้ เพื่อนๆ ในที่ทำงานก็ได้ พยายามอย่าปล่อยให้ตนเองว่างเฉย ไม่จำเป็นต้องเป็นงานหนัก งานเบาๆ เช่น ช่วยหยิบจับนั่นนี่ให้แก่คนอื่นที่ทำงานอยู่ก็ได้ โดยประคองภาวะจิตสุขสงบนี้ไว้ให้ได้ตลอด

ผู้ที่ต้องการบำบัดสุรานั้น มีวิบากกรรมหนัก เจ้ากรรมนายเวรไม่ยอมให้อภัย เขาจึงต้องรับทุกข์มาก และต้องพึ่งสุรายาเสพติด ดังนั้น หากต้องการเลิกสุราให้ได้เด็ดขาด ต้องอุทิศตน ให้เวลาที่ตนว่าง เอาแรงกายมาบำเพ็ญทาน ช่วยเหลือคนทั่วไป ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ หรืออาสาสมัครมาช่วยงานในสถานปฏิบัติธรรม แล้วอธิษฐานจิตว่า

“ขอให้ผลบุญทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าอุทิศแรงกายนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้ข้าพเจ้าติดสุราทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจนเห็นใจในความทุกข์ที่ข้าพเจ้าได้รับ จงให้อภัย จงอโหสิกรรมอันหยาบช้าที่ข้าพเจ้าเคยได้ล่วงเกิน กระทำไว้ต่อท่านในกาลก่อน ขอให้ท่านทั้งหลาย จงมารับส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าตั้งใจมอบให้ด้วยใจบริสุทธิ์นี้ เพื่อประโยชน์สุขของข้าพเจ้าและท่าน ถ้วนหน้ากันเทอญ”

บทสรุปท้ายบทความ

ผู้เขียนเคยเป็นผู้ดื่มเหล้าและเที่ยวราตรีมาก่อน ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่ต้องรับกรรมนั้น ไม่สามารถกินข้าวได้ตามปกติ ไม่สามารถนอนหลับในยามค่ำได้ตามปกติ ตกเย็นต้องว้าวุ่นใจเตรียมออกไปท่องราตรี และต้องมีการสั่งเหล้ามาดื่มตามกำลังทรัพย์ พอเที่ยวจนดึกเมามาย ไร้เรี่ยวแรงกำลัง จึงสามารถล้มตัวลงนอนหลับได้ พอเช้าขึ้นมาก็ตื่นสาย เพราะนอนดึก บางช่วงต้องนอนซมในตอนกลางวัน กินข้าวไม่ได้ ต้องกินอย่างอื่นแทน (สุรา) ผู้เขียนรับวิบากกรรมมานานหลายปี จนในที่สุด ก็ได้ต่อสู้ ปฏิบัติธรรมแบบต่างๆ เพื่อขจัดความทุกข์ในชีวิต ปัจจุบัน ผู้เขียนไม่เที่ยวกลางคืนอีก และไม่ดื่มสุราอีกเลย บิดาของผู้เขียนเองกำลังรับวิบากกรรมหนัก ต้องทุกข์ทนว้าวุ่นกับชีวิต ก่อนที่ข้าพเจ้าจะกลับไปช่วยมารดาให้พ้นจากทุกข์ในระดับหนึ่ง บิดาของผู้เขียนต้องออกเที่ยวกลางคืน เช่นเดียวกับผู้เขียน กลับบ้านดึกตีสองตีสามบ้าง มารดาของผู้เขียนต้องอดทนอยู่อย่างนั้น ปัจจุบัน ข้าพเจ้าเข้าไปช่วยให้มารดาทำสมาธิ เพื่อทำใจรับกับความจริงของชีวิต มารดาฝึกแล้วมีความสุขสบายใจ พ้นจากความเครียด จึงเลิกว้าวุ่นใจเรื่องของบิดา และบิดาของข้าพเจ้าเลิกเที่ยวกลางคืน (กว่าจะเลิก จำต้องมีเรื่องกับข้าพเจ้าพอควร) และตอนนี้ บิดาระลึกเห็นโทษของสุรา แต่ไม่สามารถเลิกได้ บิดาข้าพเจ้ามีจิตปรารถนาจะตรัสรู้เอง แต่ไม่คิดที่จะโปรดสัตว์ (ปัจเจกโพธิ์) ท่านมีความเป็นตัวเองสูง ดื้อด้าน ท่านประกาศว่าใครก็สอนท่านไม่ได้ทั้งนั้น (เป็นคำประกาศปณิธานของปัจเจก) ท่านจะรู้เอง ด้วยตนเอง ข้าพเจ้าไม่อาจขัดขวางความปรารถนานั้น ไม่อาจช่วยบิดาของตนให้พ้นจากสุรา ได้แต่ปฏิบัติจิตอย่างเคร่งครัดให้ดูเป็นตัวอย่าง บิดาก็ยังคิดไม่ออกว่าธรรมะ นี่แหละคือ ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง ท่านจึงหาวิธีอื่นในการพ้นทุกข์ พ้นจากบ่วงของสุรา ด้วยความที่ครอบครัวยากจน บางครั้ง บิดาต้องสละเงินไปซื้อเหล้า แล้วไม่มีอาหารดีๆ รับประทาน บางครั้ง ต้องมาขอจากข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าสังเวชใจในผลกรรมที่บิดาต้องรับอย่างมาก จึงได้เรียบเรียงแนวทางกรรมฐานที่เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการเลิกเหล้าไว้ ณ ที่นี้ อันจะยังผลประโยชน์มหาศาลในภายภาคหน้า หากสามารถนำไปใช้เลิกยาเสพติดอื่นๆ ผลบุญใดที่เกิดจากธรรมทานนี้ ขอจงเป็นไปเพื่อการเลิกเหล้าของบิดาข้าพเจ้าด้วยเทอญ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น