ภิกษุ “ผู้ขอ” และ ภิกษุ “ผู้ให้”

ภิกษุ “ผู้ขอ” และ ภิกษุ “ผู้ให้”

ภิกษุ “ผู้ขอ” และ ภิกษุ “ผู้ให้”

ใครหนอได้หลุดพ้นแท้จริง

สาวกของพระพุทธเจ้าเขาเรียกว่า “ภิกษุ”

คำว่า “ภิกษุ” เขาแปลกันว่า “ผู้ขอ”

ยังชีพอยู่ในโลกนี้ได้ด้วยการ “ขอ”

ดังนั้น จึงได้บิณฑบาตขออยู่ทุกๆ วัน

ภิกษุอยู่อย่างไม่ปรารถนากรรมใดๆ

พวกเขาหลบเลี่ยงละเว้นการก่อกรรม

จึงอาศัยศีลเป็นเครื่องป้องกันและระลึก

พวกเขาระวังตนไม่ประมาทในกรรมต่างๆ

ผู้น้อย อยู่ได้ด้วยการขอ จึงไม่เย่อหยิ่ง

พวกเขาระวังตน ไม่ประมาท ไม่หลงเพลิน

เมื่อขอเสร็จ หมดธุระทางโลกก็หลบเลี่ยงไป

อาศัยความสงัดสันโดษหลบเลี่ยงกรรมต่างๆ

กรรมนั้นยิ่งใหญ่ ทำให้เกิดชาติภพใหม่ไม่จบสิ้น

ภิกษุผู้ขอรู้อยู่ว่าตนไม่ใหญ่เกินกรรม

จึงทำตนเป็นผู้น้อยระมัดระวังในกรรมเสมอ

และพอใจกับการอยู่แบบ “ผู้ขอ”

ภิกษุผู้ขอเป็นเพียงผู้น้อย ไม่ปรารถนาก่อกรรมใดๆ

จึงปวารนาตนอยู่อย่างสงบเป็นผู้น้อยในสังคม

ด้วยสำนึกว่าเราเป็นเพียงผู้ขอ พอใจเพียงอิ่มไปวันๆ

หาได้กล้าผยองคะนองตน ก่อกรรมใดๆ ร่วมกับคนในสังคมไม่

เมื่อภิกษุยอมรับว่าตนเองอยู่ในโลกนี้ได้ด้วยการขอ

เขายอมรับความจริงว่า “ภิกษุแปลว่าผู้ขอ”

จึงได้ทำตัวเป็นผู้น้อย หลีกเลี่ยงภัยแห่งโลก

อาศัยศีลเป็นเครื่องระวังป้องกันภัย

ภิกษุผู้ขอจึงไม่ทำตัวเย่อหยิ่งสูงส่งแต่เรียบง่ายธรรมดา

และหลีกเลี่ยงการยกย่องสรรเสริญของผู้คน

ปลีกวิเวกสันโดษเมื่อเสร็จธุระทางโลก

ขอเสร็จแล้วเลี่ยงหลบกรรมไปแบบผู้น้อย

ผู้ไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ผู้ขอ

ผู้ไม่ปรารถนาเป็นสาวก จึงไม่ปรารถนาเป็นผู้ขอ

ผู้ปรารถนาเป็นศาสดา ล้วนแต่ปรารถนาเป็น “ผู้ให้”

ผู้ขอแต่หลงตัวเองว่าสูงส่ง กำลังแยกตัวเองเป็นอิสระชน

ผู้ให้ถือตัวว่าเป็นผู้ให้ จึงทำตัวสูงส่ง

พวกเขาปรารถนาความเป็นศาสดาเจ้าลัทธิ

และพวกเขามีกำลังบุญมากมายที่จะให้

จึงสมควรที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้ให้”

เพราะบารมีพระพุทธเจ้าที่คนทั้งหลายศรัทธา

พวกภิกษุจึงอาศัยการขอเพื่อยังชีพอยู่ได้

ภิกษุผู้ขอ บางรูปได้รับความนิยมศรัทธามาก

จึงค่อยๆ ลืมไปว่า เรากำลังเป็น “ผู้ขอ” อยู่

ภิกษุผู้มีบุญมากเมื่อได้ลาภสักการะมาก

และพอใจกับบริวารสานุศิษย์ที่ปรนเปรอ

หลงลืมตนไปว่ากำลังเป็น “ภิกษุผู้ขอ” อยู่

เพราะคิดว่าตนมีจิตบริสุทธิ์ไม่ยึดติดใดๆ

ภิกษุผู้ขอเริ่มกลายพันธุ์เป็น “ผู้ให้”

ความคิดปรารถนาหลุดพ้นจากกรรมเลือนรางไป

ภิกษุผู้ขอเริ่มสนุกกับการก่อกรรมสร้างบุญบารมีใหม่

ภิกษุผู้ขอกำลังปรารถนาเป็น “ศาสดาเจ้าลัทธิ” โดยไม่รู้ตัว

ภิกษุผู้ขอที่หลุดพ้นกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด

ย่อมรู้ภัยแห่งกรรมที่ตนเองไม่อาจล่วงรู้ได้หมด

จึงประมาณตนเป็นผู้น้อยและหลบเลี่ยงเวรกรรมต่างๆ

อยู่อย่างผู้ขอธรรมดา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงจิตที่บริสุทธิ์นั้นได้

ภิกษุผู้ให้ไม่อาจหลุดพ้นเวรกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด

เพราะประมาทในภัยแห่งกรรมอันยากจะล่วงรู้ได้หมด

จึงไม่ประมาณตนว่ารู้แต่ใบไม้ในกำมือเท่านั้น

กล้าก่อกรรมดีมากมาย สืบชาติต่อภพใหม่ไม่สิ้นสุด

ภิกษุผู้ให้หลงตนว่าไม่ยึดมั่นใดๆ แล้ว ทำกรรมดีก็ไม่มีผลอะไร

กรรมชั่วทำย่อมได้รับผลฉันใด กรรมดีทำก็ได้รับผลฉันนั้นเหมือนกัน

กรรมชั่วมากก็ก่อตัวเป็นชาติภพตัดรอนนิพพานได้ฉันใด

กรรมดีที่มากมาย ก็ก่อตัวเป็นชาติภพยืดเวลานิพพานได้ฉันนั้นเหมือนกัน

ภิกษุ “ผู้ให้” ประมาทในกรรมอันเป็น อจิณไตย

คิดว่าตนเข้าใจเรื่องกรรมได้ทุกอย่างดั่งองค์ศาสดา

เริ่มพลาดพลั้งก่อกรรมดีที่มากมายเกินจะรับได้หมดชาติ

ชาติใหม่ก็ก่อตัวขึ้นเพื่อรองรับการชำระวิบากกรรมนั้นๆ

เพราะประมาทไม่เชื่อในสัพพัญญูญาณของพระพุทธเจ้า

จึงไม่เชื่อว่าศีลนั้นปกป้องตนเองจากกรรมก่อชาติสืบภพได้

ได้ผ่อนปรนศีลลงเองอย่างไม่มีการปรึกษาหารือผู้ใด

ภิกษุไม่รู้ตัวว่าได้สร้างกรรมสืบชาติต่อภพให้แก่ตนเองแล้ว

ภิกษุ “ผู้ให้” ต่างยินดีกับคำสรรเสริญของผู้คนว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว

หลงเพลินไปกับการยกยอปอปั้นของสาธุชนผู้ศรัทธา

ในขณะที่ภิกษุ “ผู้ขอ” ผู้รู้ภัยกรรมไม่ประมาทพลาดพลั้ง

อยู่อย่างผู้น้อยเก็บตัวเงียบไม่มีใครรู้จัก

………………………………(อรหันตสาวก-อรหันตโพธิสัตว์)……………………………..

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น