ธรรมประยุกต์ (ปฏิเวธ) เมื่อไสยศาสตร์และพุทธศาสตร์บรรจบกัน ทำอย่างไรจะไม่ให้ฤทธิ์เสื่อมถอย

ธรรมประยุกต์ (ปฏิเวธ) เมื่อไสยศาสตร์และพุทธศาสตร์บรรจบกัน ทำอย่างไรจะไม่ให้ฤทธิ์เสื่อมถอย

ทำอย่างไรอภิญญาและเครื่องรางของขลังจึงจะไม่เสื่อม

บทนำก่อนเข้าสู่บทความ เพื่อความเข้าใจกันและความสมานฉันท์

ขอให้ใช้วิจารณญาณในบทความที่จะกล่าวต่อไปนี้ เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ควรนำเสนอเพราะไม่นำไปสู่การบรรลุธรรม แต่ด้วยได้พิจารณาความเป็นจริงในปัจจุบันแล้วว่าคนส่วนใหญ่ยังพึ่งพาเครื่องรางของขลังกันอยู่ ทั้งในอดีตก็มีมา, ปัจจุบันก็เป็นอยู่ และในอนาคตก็คงห้ามกันไม่ได้ ดังนี้ ผู้เขียนจึงขออธิบายตามขีดจำกัดความสามารถในการ ค้นคว้าทางจิต ซึ่งอาจมีส่วนถูกส่วนผิดบ้างไม่ ๑๐๐% ในเมื่อท่านทั้งหลายยังคงพึ่งพาอาศัยเครื่องรางของขลัง ก็ขอนำเสนอแก่ท่านที่พึ่งพาอาศัยเครื่องรางของขลัง ส่วนท่านที่ไม่สนใจ ก็ขอให้พิจารณาเพียงแนวทางนี้เป็น สัมมาทิฐิ หรือไม่ หากไม่ ก็ขอให้ท้วงติง แต่หากเป็นสัมมาทิฐิแล้ว ก็ขอให้ท่านทั้งหลายสนับสนุนย่อมเป็นการดีมากกว่าการโต้เถียง เพราะจะได้ผลบุญในวิทยาทานครั้งนี้ร่วมกัน  

สาเหตุใดจึงต้องสะสมเครื่องรางของขลังชนิดใหม่อยู่เรื่อยๆ จนเกินจำเป็น

สำหรับนักสะสมเศษซากวัตถุนิยมที่ไร้จิตวิญญาณ มักแสวงหาแต่เครื่องรางของขลังแล้วไม่รู้จักการปฏิบัติดูแล จนเครื่องรางของขลังเหล่านั้นไม่เหลือพลังที่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป เป็นแค่เศษซากวัตถุไว้เป็นที่ระลึกต่างหน้าเท่านั้นเอง ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุให้นักสะสมเหล่านี้ ต้องแสวงหาเครื่องรางของขลังชนิดใหม่ๆ ไม่จบไม่สิ้น จนกองเต็มบ้านไปหมด แต่ไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เพราะไร้ซึ่งพลังจิตวิญญาณครอบครองสถิตอยู่นั่นเอง ในสมัยโบราณ ท่านที่มีเครื่องรางของขลังประจำตัวนั้น จะมีไม่มากนัก ดังเช่น วรรณคดีไทยในโบราณ มักจะมีอาวุธหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่กายเพียงอย่างเดียวเป็นต้น แต่ในสมัยปัจจุบัน นักสะสมจะใช้ เงิน ในการเช่าบูชาซื้อหามากมายเต็มไปหมด ทว่า สะสมมากเท่าไรก็ไม่พบว่ามีความศักดิ์สิทธิ์จริงๆ มีแต่หลอกตัวเอง ปลอบใจตัวเอง พูดโกหกว่าของตนมีฤทธิ์ไปเช่นนั้นเอง หากได้เข้าใจถึงที่มาของพลังจิตวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในเครื่องรางของขลังแล้ว ก็จะได้เข้าใจว่าเหตุใดตนมีเครื่องรางของขลังมากมายแต่ไม่เห็นความศักดิ์สิทธิ์อย่างผู้อื่นบ้างเลย หากลองปรับพฤติกรรมการดูแลเครื่องรางของขลัง แม้นมองไม่เห็นจิตวิญญาณที่สถิตอยู่ แต่ให้มองว่าสิ่งเหล่านี้มีชีวิตินทรีย์มีจิตใจเหมือนเราบ้าง เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ก็จะทำให้ปัญหาการสะสมเครื่องรางของขลังใหม่ๆ ที่วนเวียนเดิมๆ หมดไปได้ และจะได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง 

ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง” ดังนี้จึงต้องซื้อหาเครื่องรางของขลังใหม่ๆ อยู่เรื่อย

นี่คือสัจธรรมความจริงเที่ยงแท้ตลอดกาลแห่งพระพุทธเจ้า ตรัสเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว ไม่เว้นแม้แต่เรื่องอภิญญาและเครื่องรางของขลังทั้งหลาย ล้วนต้องมีอันเสื่อมสลายหายสิ้นความขลังทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดที่จีรังยั่งยืนตลอดไป แม้นแต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสวลีนี้ก็ยังทรงละสังขารจากโลกไปในวันหนึ่ง ดังนี้ จึงไม่แปลกเลยที่ หลายท่านมักแสวงหาเครื่องรางของขลังชนิดใหม่ๆ และจำต้องเสียเงินในการเช่าบูชามากมาย บางท่านมีเครื่องรางของขลังเต็มหิ้งยังไม่พอ นำมาห้อยตามตัวเต็มไปหมด โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าวัตถุเหล่านั้น ไม่เหลือพลังความขลังเสียแล้ว เหลือเพียงเศษซากวัตถุที่ขาดพลังจิตวิญญาณไปสิ้น และนี่คือที่มาของบทความที่จะนำเสนอต่อไปนี้

จำแนกประเภทแหล่งพลังในสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ที่มาของพลังแห่งอภิญญาและเครื่องรางของขลัง

จำต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จะมีความศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องมี พลังอำนาจจิต และพลังอำนาจจิตนั้น เป็นพลังที่มีอยู่ในธรรมชาติ อยู่ในจักรวาลนี้ ที่เรียกว่า พลังจักรวาล นั้นมีอยู่มากมายหลายประเภท เมื่อคนเรามีชีวิตจะมีพลังชีวิต จึงสามารถขับเคลื่อนไปได้ อุปมาก็เหมือนรถยนต์มีน้ำมันหล่อเลี้ยงก็เคลื่อนที่ได้ แต่เมื่อตายลง พลังชีวิตซึ่งก็คือพลังงานรูปหนึ่ง ไม่สูญหายไปไหน แต่จะหวนกลับคืนสู่ธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ มีสีมีความถี่ (สเปคตรัม) และมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน การใช้พลังชีวิตที่ยังอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องเข้ากันได้ดีกับพลังชีวิตของมนุษย์นี้ หากใช้เป็นหรือใช้ได้ถูกวิธี ก็จะมีผลดีต่อธรรมชาติด้วย คือ ไม่ก่อให้เกิดสารพิษจากการเผาผลาญพลังงาน การใช้พลังงานที่นอกเหนือจากพลังแสงอาทิตย์, พลังรังสีต่างๆ การใช้พลังที่มองไม่เห็นนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานคู่อารยะธรรมของโลกทุกยุคทุกสมัย ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีวัดพลังงานชีวิตเหล่านี้ ที่เรียกว่า กล้องถ่ายออร่า ซึ่งทางองค์การนาซ่าได้ใช้ในการสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลกนั่นเอง เครื่องรางของขลังที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีพลังชีวิตที่เรียกว่า ออร่า เช่นนี้ จึงจะจัดว่าศักดิ์สิทธิ์และช่วยเหลือมนุษย์ได้จริง ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ร่างกายของคน เป็น มวลสาร ที่รองรับและดึงดูด พลังศักดิ์สิทธิ์ เหล่านี้ได้ดีที่สุด เฉกเช่นเดียวกับเหตุผลว่าทำไม ดวงจิตของพระโพธิสัตว์หรือมหาเทพทั้งหลาย จะต้องจุติลงมาอาศัยในร่างมนุษย์จึงจะสามารถบำเพ็ญบุญบารมีได้มากนั่นเอง ดังนั้น แม้นไม่มีวัตถุมงคลใดๆ เลย ใช้ร่างกายของตนเองนั้น ดูดซับพลังศักดิ์สิทธิ์จากจักรวาล ที่มีอยู่ในธรรมชาติก็ได้เช่นกัน ส่วนผู้ที่ไม่ถนัดวิธีนี้ จำต้องอาศัยพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายทอดลงไว้ในเครื่องรางของขลังแทน ดังที่จะได้กล่าวโดยละเอียดต่อไป

๑.    พลังบริสุทธิ์ (พลังเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น)

เป็นพลังสูงสุดของทุกแสงสีรวมกัน ทำให้มีสเปคตรัมเป็นสีขาว อันเกิดจากมนุษย์ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ปลดปล่อยออกมายามเมื่อมีชีวิต และเมื่อตายลง ก็จะเคลื่อนที่ออกจากโลก ไปไกลแสนไกล แต่ก็ยังสามารถส่งพลังแห่งความบริสุทธิ์ลงมายังโลกได้ตลอดเวลา พลังบริสุทธิ์เหล่านี้ เป็นพลังแห่งการมีชีวิต ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขมีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน หากขาดซึ่งพลังบริสุทธิ์เหล่านี้ปกป้องแล้ว มนุษย์ย่อมจะได้รับพลังด้านลบ เกิดโรคร้ายเบียดเบียนได้รับความตายมากมาย พลังเหล่านี้ ได้แก่ พระพุทธเจ้า, พระอรหันต์ ต่างๆ ที่บรรลุธรรมแล้วตายจากโลกไป พลังชีวิตนี้สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตร่างกายมนุษย์ให้ยืนนานได้มากกว่าปกติ ดังที่พบพระอรหันต์หลายรูปมีอายุยืนยาวนานผิดปกติ ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงว่าหากเจริญอิทธิบาทสี่คล่องแล้วย่อมสามารถยืดอายุอยู่ได้ยาวนานตามประสงค์ทีเดียว นี่แสดงให้เห็นถึงการศึกษาพลังแห่งความบริสุทธิ์ของพระอรหันต์ ที่เป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิตให้ยืนยาวนานได้โดยแท้ เราจึงจัดพลังบริสุทธิ์แห่งพระอรหันต์เป็นพลังขั้นสูงสุด 

๒.    พลังคุณธรรม (พลังเพื่อความดีงามแก่มหาชน)

เป็นพลังรองลงมาจากพลังบริสุทธิ์สีขาว พลังคุณธรรมจะมีรัศมีหรือแสงสีทอง อันเกิดจากมนุษย์ที่มีจิตใจดีงาม แต่อาจยังไม่บรรลุธรรม ยังไม่หลุดพ้น ยังมีกิเลสความไม่บริสุทธิ์อยู่ ทว่าก็มีความเมตตาแก่มวลมนุษย์ด้วยกัน มีความโอบอ้อมอารี และมีคุณธรรมที่สูงส่ง อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้คือ พลัง ไม่ใช่ ทาส ดังนั้น อย่าได้ริอาจสั่งหรือตั้งเป้าให้พลังเหล่านี้ทำตามใจอยากของตนเอง และอย่าโวยวายเมื่อไม่ได้รับผลตามใจตน จะเอาวิสัยแบบลูกค้าคือพระเจ้ามาใช้กับพลังเหล่านี้ไม่ได้ เพราะพลังก็คือพลัง หากขาดซึ่งเครื่องยนต์กลไกลที่จะดำเนินไปแล้ว ก็ไร้ผลสิ้นเชิง ดังนั้น ต่อให้มีพลังก็เหมือนมีน้ำมันแต่ไม่มีรถยนต์ จะไปไหนก็ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อรับพลังเหล่านี้ ที่เรียกว่า เทพประทานพร แล้ว จำต้องมีการ ขับเคลื่อน กลไกล คือ ร่างกายของเรา ไปตามพลังที่ได้รับด้วย บางท่านได้พลังในการทำดี แต่ไปใช้พลังในด้านลบ กลับเป็นการฝืนพลังและได้รับความเสียหายต่อมาอีกด้วย ดังนั้น แม้นว่าได้รับพลังแล้วจะนอนรอพรไม่ได้ จำต้องมีการทำกิจการตามที่ตนขอไว้ให้สำฤทธิ์ผลด้วย แหล่งพลังเหล่านี้เรียกว่ามหาเทพ เช่น องค์พรหม, องค์ศิวะ, องค์นาราย ฯลฯ

๓.    พลังบุญ (พลังเพื่อผลบุญในอนาคตแก่ตน)

เป็นแหล่งพลังที่มีพละกำลังรองลงมาจากพลังคุณธรรม ได้แก่ มนุษย์ด้วยกันที่ตายลงแล้วจิตใจดีงามทำความดี แต่ยังไม่หวังผลขนาดเพื่อมหาชนแบบมหาเทพ ทำความดีเพื่อตนเองได้สบายใจเฉพาะหน้าบ้าง ดังนั้น ยังไม่ได้ตั้งจิตเพื่อมหาชน เมื่อคนเหล่านี้ตายลง จะปล่อยพลังชีวิตตนเอง ออกจากโลกไปไกล ไปอยู่ในที่สงบสุขกว้างขวาง รอเวลาเดินทางกลับมาเกิดใหม่ ที่เรียกว่า สวรรค์ (แบบมหาเทพจะเรียกว่าพรหมโลก) ซึ่งมวลพลังมากมายที่อยู่รอบโลกในจักรวาลนั้น จะส่งพลังบางส่วนมาช่วยคนที่มี เครื่องรับ ที่จับกระแสคลื่นพลังชนิดเดียวกันได้ เพราะมีจิตที่มีพลังความถี่สอดคล้องกัน หากตอนยังมีชีวิต ให้ถ่ายออร่าคู่กัน ออร่าก็จะผสานกลมกลืนกันราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน เรียกว่า มีบุญสัมพันธ์กัน การส่งพลังมาช่วยคนที่ยังมีชีวิตบนโลกนี้ มีเหตุผลชัดเจน ไม่ใช่เป็นแบบสุ่ม ไม่ใช่เกิดขึ้นแบบมั่ว มีระบบระเบียบการจัดการชัดเจนโดยธรรมชาติจัดสรร ที่เรียกว่า เทวดาประจำตัว คือ เมื่อมีพลังชีวิตหนึ่งเคลื่อนมาสู่โลกมนุษย์เข้าสู่เซลที่ปฏิสนธิแล้ว เพื่อเตรียมกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนนั้น จะมีพลังรายล้อมมาด้วย ไม่ได้มาโดเดี่ยว เรียกว่าเป็นเทวดาประจำตัว คอยดูแลเด็กทารกจนโต ดังนี้ แม้ไม่มีเครื่องรางของขลังใดๆ เลย มนุษย์ทุกคนก็ล้วนมีเทวดาประจำตัวคอยดูแล หรือ มีพลังปกป้องตนเองที่ได้รับจากจักรวาลอยู่แล้วเป็นเบื้องต้นบางส่วน ตราบเมื่อบำเพ็ญเพียรทางจิตขั้นสูง จนคลื่นกระแสพลังจิตส่งไปสื่อกับพรหมโลก หรือ มหาเทพต่างๆ ได้ ก็จะได้รับพลังจากมหาเทพเหล่านั้นเพิ่มเติม ดังเช่น ฤษีที่บำเพ็ญตบะ แล้วได้อิทธิฤทธิ์ต่างๆ นั่นเอง

๔.    พลังฤทธิ์ (พลังเพื่อยังชีพบนโลกทั้งดีและไม่ดี)

เป็นแหล่งพลังงานจากเทวดาที่อาศัยบนโลก แต่มนุษย์มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น พวกคนธรรพ์ในธาตุกายสิทธิ์, นาคที่อยู่ใต้บาดาลในแม่น้ำโขง, วิทยาธรที่อาศัยอยู่ในกุมารทอง ฯลฯ เป็นต้น เทวดาเหล่านี้มีบุญบารมีน้อย จึงไม่ได้ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นสูง ยังต้องอาศัยอยู่บนภพที่คาบเกี่ยวกับโลกมนุษย์ และยังไม่ได้สัมผัสสวรรค์เนื้อแท้ที่ปราศจากความวุ่นวายจากมนุษย์ ที่มีแต่เทวดาและนางฟ้าด้วยกัน แต่ก็มีพลังมาก มีอิทธิฤทธิ์พอตัว (แต่จะน้อยกว่ามนุษย์ที่ฝึกจิตขั้นสูง) ด้วยเพราะคนมองไม่เห็นและสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยการกำหนดจิตก็ถึงทันที จึงสามารถทำงานต่างๆ ช่วยคนได้อย่างมากมาย อีกทั้งยังอยู่อาศัยบนโลกมนุษย์จึงใกล้ชิดมนุษย์และสามารถช่วยมนุษย์ได้ตลอดเวลา มากกว่ามหาเทพและพระอรหันต์ ที่หลุดพ้นไปจากโลกไกลแล้ว ดังนั้น จึงไม่แปลกที่หลายท่านจะนิยมเครื่องรางของขลังประเภทนี้ ซึ่งจะช่วยงานผู้ครอบครองอย่างขะมักเขม้นเพื่อเก็บสะสมบุญบารมีนั่นเอง เพราะพลังบริสุทธิ์แบบอรหันต์จะไม่ละเมิดกฎแห่งกรรม จะส่งพลังมาช่วยเฉพาะช่วงเวลาที่กรรมเปิดอำนวย ในขณะที่พลังคุณธรรมแบบมหาเทพจะเลือกช่วยคนได้จำกัดเพราะห่างไกลจากโลกพอสมควร จำต้องเลือกช่วยเหลือคนดี จึงจะได้ผล ดังนี้ พลังฤทธิ์ของเทวดาที่อยู่บนโลก จึงเป็นแหล่งพลังงานบนโลกที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ทั่วไป และให้ผลได้ทั้งดีและไม่ดีขึ้นกับผู้ใช้ จำต้องใช้ให้ถูกวิธี

๕.    พลังมืด (พลังเพื่อกิจการต่างๆ บนโลก ในด้านร้าย)

เรียกง่ายๆ ว่า ไสยดำ ที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันดี ลักษณะของไสยดำคือการนำเอาพลังด้านมืดหรือด้านลบมาใช้งาน ไม่ได้อัญเชิญพลังจากเทวดาเข้ามาดูแลมนุษย์ แต่เป็นการเอาพลังสัมภเวสีบ้าง พลังจากสัตว์นรกบ้าง ที่ล่องลอยวนเวียนอยู่ ไม่ได้ไปสู่ภพภูมิที่ถูกต้องนั้น นำมากักขังตรึงไว้ เลี้ยงไว้อยู่กับตนด้วยอิทธิฤทธิ์ เพื่อใช้ไปในทางที่เสื่อม ไม่ได้ใช้พลังเพื่อช่วยเหลือคนดี ไปสนับสนุนการทำเลวของคนเลวทั้งหลายนั่นเอง พลังมืดเหล่านี้ แฝงอยู่ในเครื่องรางของขลังหลายประเภทมากมาย บางท่านก็มีไว้ในครอบครองร่วมกับเครื่องรางของขลังที่มีพลังด้านบวก เป็นเอาว่าจับมารบกันเองในบ้านเฉยๆ เสียอย่างนั้น บางท่านก็ได้รับผลกระทบจากพลังที่ต่างขั้วกันนี้ ทำให้ภายในบ้านแตกแยกความสามัคคี ไม่รักใคร่สมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวกัน ของประเภทนี้จะไม่ขอกล่าวถึงมากนักในบทความที่จะอธิบายต่อไปนี้

ระดับพลังจักรวาลที่สถิตอยู่ในเครื่องรางของขลัง

จำต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า พลังชีวิต ประกอบไปด้วย จิต และ วิญญาณ เมื่ออยู่ร่วมกันเรียกว่า จิตวิญญาณ เช่น ภูติ, ผี, เทวดา ล้วนมีการอยู่ในลักษณะของจิตวิญญาณทั้งสิ้น สิ่งที่เราเห็นกรณีเป็นผี เรามักเรียกว่า ผี หรือ วิญญาณ แต่สิ่งที่เราเห็นเมื่อเป็นเทวดา เรามักเรียกส่า กายทิพย์ แท้แล้วทั้งสองอย่างนั้น เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผีหรือกายทิพย์ เพราะเมื่อเวไนยสัตว์ทุกชนิดตายลง ก็จะจุติและปฏิสนธิทันที ไม่มีการรอคั่น แสดงว่าสิ่งที่เราเห็นนั้น ล้วนแต่ มีชีวิตินทรีย์ คือ เกิดใหม่ในภพใหม่แล้วทั้งสิ้น เพียงแต่มีลักษณะแตกต่างกันไปตามกำลังบุญบารมีเท่านั้นเอง หากมีบาปมากบุญน้อย กายทิพย์ก็น่าเกลียด เป็นเหมือน ผี เหมือน เปรต เราเห็นเข้าก็ไปเรียกว่า วิญญาณ แต่หากกายทิพย์สวยงาม เป็น เทพ เป็น เทวดา เราก็มักคิดว่าไม่ใช่วิญญาณ แท้แล้วสิ่งที่เราเห็นเรียกว่า ขันธ์ห้าชุดใหม่ ของจิตดวงนั้นๆ อาศัยรวมกัน คือ มีครบทั้ง วิญญาณ, เวทนา, สัญญา, สังขาร, รูปนาม (จิตและรูปขันธ์) คือ มีทั้งการรับรู้, ความสุขทุกข์เจ็บปวด, มีที่อาศัยแห่งจิต, มีรูปร่างให้เห็นได้ ฯลฯ มนุษย์เราเองก็มีขันธ์ห้า โดยอยู่อาศัยในกายเนื้อที่ขยับเคลื่อนไหวได้สะดวก แตกต่างจากเทวดาบางตนที่ขันธ์ห้าอาศัยในธาตุกายสิทธิ์ก็มี ในต้นไม้ก็มี การเคลื่อนไหวทำบุญสะสมบารมีจึงยากกว่า ได้ผลบุญน้อยกว่า เป็นต้น

ดังนั้น ในตัวมนุษย์ก็มี พลังศักดิ์สิทธิ์ อยู่เช่นกัน คือ พลังจิตวิญญาณ สาเหตุที่เรียกว่าพลังจิตวิญญาณ เพราะประกอบไปด้วย จิต ซึ่งมีพลังในการหยั่งรู้, สั่งการ ฯลฯ ส่วนวิญญาณก็เป็นพลังงานอีกส่วนหนึ่งที่เป็นเครื่องมือให้จิตใช้ครองร่างกาย ควบคุมร่างกาย และปกป้องคุ้มครองไม่ให้ดวงจิตอื่นๆ เข้ามาแย่งอยู่ในร่างกายของตนได้ บางท่านวิญญาณอ่อนแอบางจุด หรือที่เรียกว่าออร่ามีปัญหา หรือกายทิพย์มีปัญหา นั่นเอง ทำให้ดวงจิตของเจ้ากรรมนายเวรที่จ้องอาฆาตล้างแค้น เข้ามาแฝงปนในร่างกายเนื้อ และแปรเปลี่ยนรหัสพันธุ์กรรม ดีเอ็นเอ ของเซลในร่างกายให้สอดคล้องกับคลื่นพลังจากดวงจิตนั้นๆ จนก่อเกิดเป็น เซลมะเร็ง เกาะกินเซลและเนื้อเยื่อปกติขึ้นในที่สุด ดังนี้ แม้จะตัดเอาเซลมะเร็งออกไป แต่ดวงจิตอาฆาตนั้น ยังกลับมาเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมของเซลปกติได้อีก จึงทำให้กลับเป็นมะเร็งได้อีก  

การมีชีวิตอยู่แบบไม่มีจิต เช่น เซลแต่ละเซลในร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเซลเม็ดเลือดขาวที่ขยับไปกินเชื้อโรคได้เอง, เซลสืบพันธุ์ที่ขยับไปสืบพันธ์ได้เอง ฯลฯ เซลเหล่านี้ไม่มีจิต แต่อาศัย วิญญาณ หรือมวลพลังออร่า หรือปราณ หล่อเลี้ยง และที่มีรหัสพันธุ์กรรมเดียวกัน ด้วยเพราะคลื่นพลังจากดวงจิตที่อาศัยอยู่ในร่างนั้นๆ เป็นต้นแบบแม่พิมพ์ และด้วยเหตุนี้จิตจะสามารถควบคุมการทำงานทุกส่วนในร่างกายได้ แม้แต่เซลขนาดเล็ก เช่น เซลไขกระดูก จิตเรานั้นสามารถสั่งการให้เซลพวกนี้ผลิตไขกระดูกเพิ่มเติมได้ ดังนั้นจำต้องแยกแยะระหว่าง สิ่งมีชีวิต ทางวิทยาศาสตร์ กับชีวิตินทรีย์ในทางพุทธศาสนา เพราะชีวิตินทรีย์ในทางพุทธศาสนาพิจารณา จิต เป็นสำคัญ ส่วน สิ่งมีชีวิต ในทางวิทยาศาสตร์ พิจารณา การสืบพันธ์ ได้ เป็นสำคัญ ทั้งนี้ หากพิจารณาว่าเม็ดเลือดหรือเซลบางชนิดในร่างกาย แตกตัวได้ และมีพันธุ์กรรมแตกต่างจากเดิม ก็ควรเรียกว่า สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ เกิดขึ้นในร่างกายเรา เช่น เซลมะเร็ง สามารถแบ่งเซลได้และมีพันธุ์กรรมต่างจากเดิม ก็น่าจะนับเป็นการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตใหม่ จากสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่เดิม แต่ในทางพุทธศาสนาพิจารณาจิตเป็นสำคัญ จึงไม่เรียกว่าเป็นชีวิตินทรีย์ หากไม่พบว่ามีจิต ดังนี้ แม้พืชบางชนิดจะมีปราณ หรือออร่า หรือพลังวิญญาณเป็นพื้นฐาน แต่ขาดดวงจิตอาศัย เช่น ตะไคร่น้ำ ก็ไม่จัดเป็นชีวิตินทรีย์ ไม่รับรู้เวทนาความสุขทุกข์ แต่ก็ยังสามารถขยายพันธ์ได้ ส่วนต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีดวงจิตเทวดาไปอาศัย ก็จะเรียกเป็นชีวิตินทรีย์ ไม่ควรโค่นลง หากจำเป็นต้องตัด ควรขอขมาเทวดาแล้วอัญเชิญดวงจิตเทวดาไปอยู่ที่ใหม่ที่จัดให้แทน    

ในทางพระพุทธศาสนาไม่ได้ถือเอาว่า การสืบพันธุ์ เป็นเครื่องกำหนดสิ่งมีชีวิต แต่ถือเอาว่า การรับรู้สุขทุกข์ ได้ คือ มี จิตผู้รู้ เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ดังนี้ จึงมี สิ่งมีชีวิตบางชนิดทางวิทยาศาสตร์ที่สืบพันธุ์ได้แต่ไม่มีจิต และในทางพระพุทธศาสนาก็ถือว่า สิ่งที่มีจิตผู้รู้แม้นไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ก็เป็นสิ่งมีชีวิต เช่น คนที่เป็นหมัน ก็เป็นสิ่งมีชีวิต, จิตอรหันต์ที่ตายแล้วแต่มีความรับรู้ได้และไม่เกิดใหม่อีกก็เป็นชีวิต (ชีวิตที่ไม่เกิดและไม่ดับอีก) การกระทำต่อสิ่งที่มีดวงจิต จะต้องรับกรรม เช่น ตัดไม้ก็ต้องรับกรรม เพราะทำลายที่อยู่ของรุกขเทวดา การฆ่าสัตว์ก็ต้องรับกรรม การกินสาหร่ายขนาดเล็กที่ไม่มีจิตก็ไม่ต้องรับกรรม (จริงๆ มีกรรมทุกครั้งที่มีการกระทำ แต่รับผลไม่มากนัก จึงถือว่าไม่มีเลย) และธรรมชาติมีการสืบเนื่อง (สันตติ) เป็นเรื่องธรรมดา เช่น ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ที่เกิดต่อเนื่องแบบเดิมๆ จะเรียกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอีกแบบหนึ่งได้หรือไม่ เพราะมีการเคลื่อนไหว และมีการสืบเนื่องแบบเดิมๆ มีการให้ผลเป็นสิ่งที่เหมือนเดิม ได้กลุ่มก้อนชนิดใหม่ ที่เหมือนเดิม จะเรียกว่าเป็นการ สืบพันธุ์ หรือไม่ คำตอบทางวิทยาศาสตร์ก็คงไม่ยอมรับว่าเป็นการสืบพันธุ์เพราะไม่นับสารนิวเคลียร์ว่าเป็นสิ่งมีชีวิต แต่ไวรัสและเชื้อโรคหลายชนิดก็เป็นอย่างนี้ คือ มีการเกิดต่อเนื่องคล้ายหรือเหมือนของเก่า โดยอาศัยสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยอำนวย ในทางวิทยาศาสตร์ยอมรับไวรัสว่าเป็นสิ่งมีชีวิต แต่ในทางพุทธศาสนาไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะไวรัสเป็นเพียงการสืบเนื่องที่ไร้การรับรู้ทางจิต เหมือนการเกิดขึ้นแล้วดับไปของอะไรบางอย่างตามธรรมชาติ เช่น ปฏิกิริยาลูกโซ่ต่างๆ ดังนี้ ยังมีสิ่งต่างๆ ในโลกอีกมากที่เกิดขึ้นสืบเนื่อง และขยับได้ ธรรมชาติสร้างมา แต่ไม่มีดวงจิตอาศัยอยู่ แต่ก็ไม่แน่ว่าในอนาคต ก็อาจมีจิตที่ก่อกรรม บุญทำกรรมแต่งให้ต้องไปสถิตหรือจุติในสิ่งเหล่านี้ก็เป็นได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่า การเกิดขึ้นของสิ่งที่สืบเนื่องและขยับเขยื้อนได้นั้น มาก่อนการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นภายหลัง เมื่อมี ดวงจิต มาอาศัยต่างหาก

สิ่งที่ขยับเขยื้อนและสืบต่อเนื่องได้นั้นมีมากมาย บางท่านค้นพบ ตัวเปรี้ยว ซึ่งวิ่งหนีได้ ขยับได้ แต่ไม่มีดวงจิตอาศัย เสมือนเป็นรากฐาน เป็นหุ่น ที่รอการจุติของดวงจิตบางชนิด ที่ก่อกรรมและต้องมารับกรรมจุติในตัวเปรี้ยวเหล่านี้ต่อไปในอนาคต ตัวเปรี้ยวเหล่านี้ มี พลังปราณหรือวิญญาณ แต่ไม่มี ดวงจิต การจับตัวเปรี้ยวมากิน จึงมีกรรมน้อย ที่เรียกว่า ไม่ใช่การฆ่าสัตว์ แต่ในอนาคตหากมีดวงจิตมาอาศัยในตัวเปรี้ยวเมื่อไรการจับตัวเปรี้ยวมากินก็จะเกิดกรรมขึ้นทันที ยังมีสิ่งมีชีวิตในทางวิทยาศาสตร์อีกมากมายที่ไม่มีชีวิตตามหลักพุทธศาสตร์ และมีผู้ค้นพบใน ป่าหิมพาน ในทาง คริสต์ศาสนา น่าจะเทียบได้กับ สวนเอเดน คือ สถานที่ที่ธรรมชาติจำลองแบบสิ่งมีชีวิตต่างๆ ขึ้นมา ให้มีพลังวิญญาณก่อน ก่อนที่จะนำพาดวงจิตมากมายมาอาศัยสถิตอยู่ แล้วก่อเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตในทางพระพุทธศาสนานั่นเอง   

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้นขอย้อนกลับไปสู่การเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตบนโลก เริ่มจากธรรมชาติของการเกิดจักรวาลทำให้เกิดโลกที่พร้อมจะเกิดสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น (ที่เรียกว่าพระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าในที่นี้หมายถึงสรรพสิ่ง ก็คือธรรมชาติสร้างตัวเอง) จากนั้น ดวงจิตที่บริสุทธิ์จากดาวดวงเดิมที่สลายไม่อาจเกิดสิ่งมีชีวิตได้แล้ว ก็จะมาสำรวจแล้วแผ่พลังปราณบริสุทธิ์ ซึ่งก็คือ พลังชีวิตต่างๆ ลงไปในพื้นดิน, น้ำ, ท้องฟ้า ฯลฯ สิ่งต่างๆ ก็เริ่มมีพลังขับเคลื่อนไหวและสืบต่อเนื่อง จากนั้น ก็จะบังเกิดสิ่งที่มีชีวิตทางวิทยาศาสตร์แต่ไม่มีดวงจิตอาศัย จนกลายเป็น สวนเอเดน หรือ ป่าหิมพาน ที่พร้อมจะให้มนุษย์อาศัยได้ จากนั้น ดวงจิตที่บริสุทธิ์ก็นำพาดวงจิต พรหม เข้ามาเกิดขึ้นบนโลกครั้งแรก ดังนี้ จึงเกิดเป็นตำนาน พระพรหมสร้างโลก คือ ลงมาจุติเป็นพวกแรกๆ เพื่อสร้างระบบระเบียบและแนวทางการดำเนินชีวิตไว้บนโลก แต่แท้แล้วโลกใบนี้ไม่ได้มีคนนั่งปั้น ธรรมชาติสร้างเอง ที่เราเรียกกันว่า พระเจ้าผู้สถิตอยู่ทุกสรรพสิ่ง ซึ่งก็คือ สรรพสิ่ง หรือก็คือ ธรรมชาติ นั่นแหละ ที่สร้างตัวเองขึ้นมา จากนั้น พรหมซึ่งบำเพ็ญพรหมจรรย์ และอาศัยการบำเพ็ญฌานเป็นเนืองนิตย์ไม่อาจรับรู้ถึงดินแดนที่เรียกว่า อาณาจักรพระเจ้า หรือ นิพพาน ได้ ดวงจิตที่บริสุทธิ์ผู้นำพาดวงจิตพรหมมาเกิด ก็ต้องช่วยกันส่ง ดวงจิตพระบุตร หรือก็คือ พระโพธิสัตว์ ลงมาจุติ ช่วยมนุษย์โลก (ดวงจิตพรหม) เหล่านั้น ด้วยการสอนให้มีความรักความเสียสละ การช่วยเหลือกัน และสละทิ้งความอยากได้อาลัยในโลก หรือแม้นแต่รสชาติแห่งฌาน (หากติดฌานจะกลับไปยังพรหมโลกอีก จะไม่ได้นิพพาน) แล้วพระเจ้า หรือดวงจิตที่บริสุทธิ์จะมีพลังดึงดูดจิตที่หลุดพ้นนั้นกลับคืนสู่อาณาจักรพระเจ้าหรือนิพพานนั่นเอง (คลื่นพลังสอดคล้องกันจะไหลไปสู่ที่เดียวกัน)

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาของพลังที่ศักดิ์สิทธิ์ชนิดต่างๆ ของจักรวาลและของโลก ซึ่งก็คือ พลังชีวิตแหล่งต่างๆ ที่สอดคล้องและส่งเสริมต่อมนุษย์ หากมนุษย์รู้จักนำมาใช้ก็จะได้ประโยชน์ที่เรียกกันว่า ไสยศาสตร์ เช่น พวกเครื่องรางของขลังต่างๆ ที่นำมาใช้ประกอบอาชีพให้เจริญก้าวหน้า เป็นต้น ต่อไปนี้จะขอแบ่งระดับพลังของเครื่องรางของขลังตามหลักการข้างต้น ออกเป็นสองแบบง่ายๆ คือ

๑.     ระดับจิตวิญญาณ เป็นระดับพลังที่สูงมาก กล่าวคือ มีทั้งจิตและวิญญาณอาศัย เสมือนสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งทีเดียว เพียงแต่เครื่องรางของขลังนั้นไม่ได้แสดงความเป็นสิ่งมีชีวิตออกมาให้เห็นโดยตรง แต่จิตวิญญาณที่อาศัยอยู่ในเครื่องรางของขลังนั้นต่างหากที่แสดงความสามารถพิเศษออกมาในทางลับได้ อาทิเช่น ธาตุกายสิทธิ์ที่มีดวงจิตเทวดาอาศัยอยู่, กุมารทองที่มีจิตวิญญาณของเทวดาสถิตอยู่, ศาลพระภูมิที่มีการอัญเชิญจิตวิญญาณมาอาศัย ฯลฯ เหล่านี้ เป็นการแสวงหาพลังงานในจักรวาลตามธรรมชาติ เพื่อนำมาช่วยในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เครื่องรางของขลังประเภทที่มีจิตวิญญาณนี้ ผู้ครอบครองไม่จำเป็นต้องอัดพลังปราณเข้าไปเสมอๆ แบบที่มีแต่วิญญาณแต่ไม่มีจิต เพราะดวงจิตที่อาศัยอยู่ในเครื่องรางของขลังนั้นเอง จะเป็นผู้ดึงพลังมาหล่อเลี้ยงดวงจิตเอง เพียงแต่ดูแลเครื่องรางของขลังนั้นให้ถูกวิธี ทำให้ดวงจิตที่อาศัย อยากอาศัยอยู่ได้นานและช่วยเหลือการงานของตน ไม่ละทิ้งเครื่องรางของขลังไปสถิตที่อื่นก็เพียงพอ

๒.    ระดับวิญญาณไม่มีจิต เป็นระดับพลังที่ไม่สูงมากนัก กล่าวคือ ไม่มีจิตอาศัย ไม่สามารถรับความรู้สึกนึกคิดได้ ไม่สามารถสั่งการกระทำการใดได้ เป็นแค่พลังที่หล่อเลี้ยงจิตเฉยๆ เมื่อถ่ายภาพด้วยกล้องออร่าก็จะเห็นออร่า เช่นกัน อาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า พลังปราณ ที่ผู้มีพลังจิต ใช้จิตอัดถ่ายเทพลังปราณไว้ในเครื่องรางของขลังชนิดนี้ ซึ่งจะมีคุณสมบัติตามจิตของผู้ปลุกเสกกำหนดไว้นั้นๆ จนกว่าจะเสื่อมสลายหายไปตามกาลเวลา (ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน อนิจจัง) ดังนั้น เครื่องรางของขลังประเภทนี้ จำต้องอาศัยการช่วยกระตุ้นพลังปราณด้วยจิตของผู้ครอบครอง เช่น ดาบบางชนิดผู้ทำอัดพลังปราณลงไป ผู้ใช้ก็ต้องใช้ปราณหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เครื่องรางของขลังประเภทนี้จึงจัดเป็นเพียงแค่เครื่องมือเฉยๆ ไม่จัดเป็นสิ่งมีชีวิตในอีกมิติหนึ่ง จึงไม่จำเป็นต้องให้การเลี้ยงดู แต่จำต้องได้รับพลังปราณอัดหล่อเลี้ยงเข้าไป เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์เสมอ

ในการดูแลเครื่องรางของขลัง จำต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ตนมีอยู่นั้น มีจิตวิญญาณชนิดใดอยู่หรือไม่ หรือเป็นแค่เพียง ปราณหรือวิญญาณ ที่ไม่มีจิต ซึ่งผู้มีอิทธิฤทธิ์ใช้พลังปราณของตนอัดลงไป หรืออัญเชิญหรือดึงพลังมาจากแหล่งอื่นหรือไม่ ก็จะสามารถดูแลจัดการเครื่องรางของขลังของตนเองได้ถูกต้องเหมาะสม ไม่เสื่อมพลังง่ายไป ยกตัวอย่างเช่น พระเครื่อง ไม่มีจิตของพระองค์ที่คล้องอยู่ แต่หากได้อัญเชิญของพลัง ก็จะได้รับพลังที่เหมือนองค์ท่านมาสถิตในพระเครื่องนั้นๆ หากผู้มีพระเครื่องไม่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ไม่เกิดผล แต่หากปฏิบัติจิตอย่างดี พลังที่ได้รับไปจะช่วยจูนให้จิตของเราพัฒนาขึ้นได้ เหมือนการที่ถูกคลื่นจูนปรับให้เหมือนกันนั่นเอง เช่นนี้ การมีพระเครื่องไว้ในครอบครองจึงเกิดผลดี ซึ่งองค์ท่านจะมาช่วยเราแค่บางครั้งเท่านั้น เช่น เกิดอุบัติเหตุท่านรับรู้ได้ก็มาช่วยได้บางครั้งที่เคราะห์กรรมเปิดให้เท่านั้น ดังนั้น เราจำต้องพึ่งตนเองทุกครั้ง ย่อมเป็นการดีกว่าพึ่งพาอาศัยแต่พลังขององค์พระ 

สาเหตุหกประการแห่งความเสื่อมแห่งอภิญญาและของขลัง

๑.     ลาภ คือ ความหลงใหลในลาภ จนเกิดเป็นความโลภ เช่น เรียกค่าครูมากเกินไป ผิดครู จนนำความวุ่นวายมาสู่ตัวเอง และยังความเสื่อมแห่งอภิญญามาในที่สุด

๒.    ยศ คือ ความหลงใหลในยศตำแหน่ง ที่เขามอบให้เพื่อใช้งานเรา เช่น เศรษฐีจ้างให้เราเป็นตำแหน่งหมอประจำตัว เราหลงยอมทำตาม เขาใช้งานเราไปเลวก็ทำ ทำแบบนี้ จนนำทางตนเองไปสู่ความเสื่อมสิ้นหมดทั้งอภิญญาและตัวตนเอง

๓.    สรรเสริญนินทา คือ ความหลงใหลในคำสรรเสริญนินทา เผลอลืมตนขาดสติ หลงตนเองมากเกินไป สภาวะจิตค่อยๆ เลื่อนออกจากสภาวะเดิม ไม่อาจระลึกสภาวะอารมณ์ของจิตเดิมที่มีอำนาจจิตได้ ทำให้อภิญญาค่อยๆ เสื่อมลง

๔.    ปฏิบัติบกพร่อง คือ เดิมที่ปฏิบัติเคร่งครัดจนเกิดอภิญญา ภายหลังมีอภิญญาก็ปฏิบัติหละหลวม ย่อหย่อน เกียจคร้าน ลดน้อยถอยลงไป จนถึงความเสื่อมในที่สุด ดังนั้น การปฏิบัติที่หละหลวมของตนเองก็นำไปสู่อภิญญาเสื่อมได้ในที่สุด

๕.    ศีลธรรมบกพร่อง คือ ศีลธรรม หรือกฎระเบียบเดิมที่ครูบาอาจารย์เคยวางไว้ให้ เมื่อมีอภิญญาเข้าแล้วก็ละเลยไม่สนใจในศีลธรรม ที่เรียกว่า ผิดครู ไม่ทำตามสัญญาหรือคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ เมื่อศีลธรรมเสื่อม อภิญญาก็เสื่อมตาม

๖.     จิตตก คือ จิตที่ตกต่ำจากระดับเดิม เช่น เกิดความกลัวตาย, ตกทุกขเวทนา ได้รับผลกรรม, ป่วย, ฯลฯ เมื่อจิตถดถอยตกต่ำลงจากระดับเดิมลงไป ทำให้กำลังจิตลดลงและเสื่อมถอยจากอภิญญาเดิม รวมทั้งเครื่องรางของขลังก็เสื่อม 

 

การดูแลเครื่องรางของขลังชนิดต่างๆ ไม่ให้เสื่อมเร็วเกินไป

พระเครื่อง

พระเครื่องโดยทั่วไป เกิดจากการอัญเชิญพลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาประทับสถิตในวัตถุมงคลนั้นๆ ในขณะทำพิธีอัญเชิญที่เรียกว่า การปลุกเสกพระ ซึ่งจิตที่สื่อไปยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ เช่น องค์หลวงปู่ทวด ก็จะทรงแผ่พลัง ปราณ, ออร่าหรือวิญญาณ แบ่งออกมาสถิตอยู่ในวัตถุมงคลนั้นๆ โดยไม่มีการ แบ่งจิต เช่นนี้ วัตถุมงคลก็จะมีพลังแบบเดียวกับองค์หลวงปู่ทวด แต่จะไม่มีจิตของหลวงปู่ทวดที่จะมาสิงสถิต รับรู้เจ็บปวด หรือกระทำกรรมใดๆ ร่วมกับผู้ครอบครองวัตถุมงคล พลังที่ได้รับมาสถิตอยู่ในวัตถุมงคลนี้ หากวัดเป็นคลื่นพลังงานแล้ว จะเป็นคลื่นพลังงานเดียวกับจิตของหลวงปู่ทวด เสมือนหนึ่งเดียวกัน เพียงแต่ไม่มีจิตในการรับรู้สั่งการ เสมือนว่าผู้ได้ครอบครองได้พลังชีวิตบางส่วนของหลวงปู่ทวดมาอยู่กับตนนั่นเอง ซึ่งจะแตกต่างกับการแบ่งภาคจิตมาเกิดขององค์หลวงปู่ทวด ที่จะมาเกิดเป็นคนได้สมบูรณ์และทำกิจการต่างๆ ได้มากกว่า ดังนี้ จึงต้องเข้าใจว่า แม้นมีพลังของหลวงปู่ทวดแล้ว ยังต้องมีการกระทำของตนเองเป็นเครื่องขับดันอีกด้วย จึงจะเกิดผลที่ชัดเจน เพราะพระเครื่องนั้น ไม่มีจิต ผู้เป็นเจ้าของนั้นมีจิต จึงต้องใช้จิตของตนกระทำโดยใช้พลังที่ได้รับมาในทางที่ดีงาม จะเห็นผลที่ชัดเจน ว่าพระเครื่องนั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์จริง

สาเหตุที่พระเครื่องไม่แสดงอิทธิฤทธิ์

เป็นที่น่าแปลกว่าพระเครื่องที่ปลุกเสกจากที่เดียวกัน มีพลังเหมือนกันแต่ทำไม บางท่านได้พบอิทธิฤทธิ์ปรากฏให้เห็นมากมาย ในขณะที่บางท่านไม่พบอิทธิฤทธิ์ปรากฏให้เห็นเลย อย่างที่กล่าวข้างต้นว่า พระเครื่องไม่มีจิต มีแต่วิญญาณ เป็นพลังงานหล่อเลี้ยงอยู่ ดังนี้ เจ้าของผู้มีจิต จำต้องใช้จิตขับเคลื่อนพลังวิญญาณที่ได้รับนั้นไปในทางที่ดีงาม เมื่อมีการขับเคลื่อน ก็จะเกิดการหมุนเวียนของพลังงาน เข้าออก เหมือนการหายใจเข้าออก ย่อมจะทำให้เกิดพลังมากขึ้นอีกด้วย ในขณะที่เมื่อหากนำไปใช้ในทางตรงข้ามกับดวงจิตที่ให้พลังวิญญาณนั้นมา เช่น พลังจากองค์หลวงปู่ทวดใช้ช่วยเหลือคนและประเทศชาติ แต่หากเราได้รับพลังขององค์หลวงปู่ทวดแต่นำไปใช้ในทางลบ ก็จะทำให้ไม่ได้รับพลังนั้นๆ อีก เพราะพลังที่ใช้สวนทางกัน ไม่สอดคล้องกัน ไม่หนุนเนื่องกัน เมื่อใช้พลังหมดก็หมดกัน ดังนี้ หากต้องการให้พลังพระเครื่องมีตลอดเวลาหรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จำต้องใช้พลังในด้านดีเรื่อยๆ ก็จะได้รับพลังนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน จำต้องเข้าใจว่าพระเครื่องของตนนั้น เป็นพลังวิญญาณจากดวงจิตของใคร และบุคคลนั้นเคยทำความดีงามไว้อย่างไรบ้าง หากสามารถเดินตามรอยท่านได้ จะได้รับพลังที่หนุนเนืองอย่างมากมายทีเดียว เปรียบได้กับรอยกรรมรอยเกวียน ย่อมเดินตามเดิม พลังวิญญาณนั้นมีขั้นมีประจุ และมีคลื่นความถี่ที่เฉพาะที่ชัดเจน สามารถดึงดูดพลังในแบบที่สอดคล้องกัน ให้ไหลเข้ามาต่อเนื่องได้ ประดุจน้ำแต่ละหยดที่เป็นน้ำเหมือนกัน ย่อมดึงดูดกันเป็นสายน้ำ และไหลตามทางน้ำหรือแม่น้ำสายเดิมๆ พลังงานจากวิญญาณก็เป็นแบบนี้ จำต้องมีการไหลเวียนออกไปสู่มหาชน เหมือนแม่น้ำไหลสู่ทะเล พลังจากต้นกำเนิดจึงจะไหลหนุนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย แต่หากนอนขี้เกียจไม่ทำอะไรเลย พระเครื่องก็ไม่แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ ดังนี้ เมื่อได้ครอบครองพระเครื่องของดีไปแล้ว จำต้องทำดีด้วยเหตุนี้

ทำอย่างไรพระเครื่องที่ตนมีอยู่จึงจะแสดงอิทธิฤทธิ์

อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นว่าพระเครื่องได้รับพลังจากจิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพลังที่ได้รับมาเป็นวิญญาณที่ไม่มีจิต ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนดวงจิตต้นแบบทุกประการ เพียงแต่ไม่มีจิตที่จะรับรู้และสั่งการใดๆ ได้เท่านั้นเอง ดังนั้น เมื่อได้รับพระเครื่องชั้นดีเช่นนี้มาแล้ว หากผู้ครอบครองไม่ใช้จิตตนเองกระทำการอันใดเลย พระเครื่องก็ไม่แสดงอิทธิฤทธิ์อันใดได้ นอกจากนี้ ความที่ พลังวิญญาณในพระเครื่องมีคุณสมบัติเหมือนจิตของสิ่งศักดิ์สิทธินั้นทุกประการ ทำให้ผู้ครอบครองที่ต้องการใช้พลังของพระเครื่อง จำต้องทำตามแบบจิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้นแบบด้วย จึงจะเกิดอิทธิฤทธิ์ที่ชัดเจน ยกเว้นกรณี จิตสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เห็นเรามีเคราะห์ เพราะสื่อกับพลังวิญญาณในวัตถุมงคลได้ แล้วเข้ามาช่วยเราให้รอดเคราะห์อย่างปาฏิหาริย์ เราก็จะเชื่ออย่างสนิทใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่จริง ในที่นี้เท่ากับรอรับ หรือรอให้เกิดเคราะห์ก่อนจึงจะรู้ได้ ซึ่งไม่ค่อยจะคุ้มค่าเลย ดังนี้ หากจะสามารถนำเอาพลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตน ในทุกสถานการณ์น่าจะมีผลดีกว่า ดังนี้ จึงขอเสนอให้ท่านลองใช้พลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนมีอยู่ โดยเดินตามรอยกรรมที่จิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เคยทำไว้ ประดุจการใช้จิตของตนเคลื่อนพลังขนาดเล็ก ไปตามลำน้ำออกสู่ทะเล หรือเพื่อประโยชน์แก่มหาชน เมื่อนั้นเอง พลังมากมายจากจิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้นกำเนิดพลังนั้น ก็จะไหลหนุนเนื่องเข้ามาประดุจสายน้ำไม่ขาดสาย และแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เราเห็นได้ในรูปแบบต่างๆ มากมายอย่างที่ไม่สามารถอธิบายเชิงเหตุผลได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการทำความดีตามรอยจิตสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ เอง ที่ทำให้พระเครื่องไม่เสื่อมอิทธิฤทธิ์ ทั้งยังทำให้ผู้ครอบครองได้พลังอำนาจอันแท้จริงของตนอีกด้วย

กุมารทอง

วิธีการเลี้ยงดูกุมารทองนั้น แล้วแต่ครูบาอาจารย์ผู้ปลุกเสกกุมารทองจะเป็นผู้เจรจากับดวงวิญญาณที่เป็นกุมารทองนั้น ก่อนที่จะตกลงให้มาช่วยเหลือตนในฐานะกุมารทอง กุมารทองเป็นเทวดาชั้นล่างอยู่บนโลกมนุษย์ที่มีบุญบารมีน้อย และไม่มีวิมานอาศัย แต่พอมีวิชาความรู้ติดตัวบ้าง สามารถช่วยเหลือผู้คนได้บ้าง เรียกว่า วิทยาธร เมื่อครูบาอาจารย์ผู้ปลุกเสกกุมารทองได้อัญเชิญเทวดานั้นมาสถิต หากครูบาอาจารย์มีบุญบารมีมาก ก็ย่อมเลือกดวงวิญญาณวิทยาธรที่ดีมีความสามารถมาก แตกต่างกันไปตามแต่ความสามารถของผู้ปลุกเสก ดังนี้ แม้นใช้ตุ๊กตากุมารทองที่ผลิตจากโรงงานเดียวกัน แต่ผู้ปลุกเสกต่างกัน ผลที่ได้ต่างกันลิบลับทีเดียว เมื่อได้เจรจากับวิทยาธรนั้นด้วย คาถาปลุกเสก เรียบร้อย ซึ่งคาถาปลุกเสกก็คือ สัญญาอัญเชิญเทวดามาร่วมบุญบารมีช่วยเหลือตนนั่นเอง โดยในสัญญานั้นจะดูแลวิทยาธรอย่างไรบ้าง อาทิเช่น เลี้ยงดูกุมารทองทุกครั้งที่ตนกินสิ่งใดก็ตาม เป็นต้น คาถาปลุกเสกกุมารทองส่วนใหญ่ในประเทศไทย จะเป็นแนวทางเดียวกันทั้งหมด จึงมีวิธีเลี้ยงดูกุมารทองคล้ายคลึงกัน ส่วนในต่างประเทศ เช่น อินเดียนแดง, ยิบซี ฯลฯ มีการเรียกดวงวิญญาณมาช่วยงานเหมือนกัน แต่เรียกว่า “Totem” คือ เสมือนสัตว์เลี้ยงที่ช่วยงานแต่มองไม่เห็นตัว โดยมีวิธีการเลี้ยงแตกต่างกันเล็กน้อย ด้วยเพราะคาถาปลุกเสก หรือก็คือ สัญญาจ้างงาน มีเนื้อหาที่แตกต่างกันนั่นเอง

สาเหตุที่กุมารทองเสื่อมอิทธิฤทธิ์

๑.    การเลี้ยงดูผิดวิธี

ครูบาอาจารย์จะกำชับหนักหนาว่าต้องเลี้ยงดูกุมารทองอย่างดี เพราะเขามี ชีวิตจิตใจ อย่าคิดว่ามองไม่เห็นตัวเขาแล้วเขาจะไม่มีจริง หรือเราจะทำอย่างไรกับเขาก็ได้ เพราะเขาไม่มีปากเสียงมาเถียงมาด่ากับเรา คิดแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะเทวดาชั้นล่าง เวลาโมโหหรือโกรธขึ้นมา ก็กลายเป็นเทวดาอันธพาลได้ทันทีเหมือนกัน อย่าคิดว่าเทวดาไม่ทำผิด เพราะขนาดพระอรหันต์ยังมีผิดพลาดได้ พวกเขาเป็นเทวดามีศีลอยู่บ้างจริง แต่ก็ไม่ได้จะไม่ผิดพลาดเลย จำต้องระวังด้วย สำหรับท่านที่ยังประสบการณ์น้อย แรกๆ อาจคิดว่าไม่มีอะไร ไม่มีปัญหา แต่สำหรับท่านที่มีประสบการณ์ยาวนานและเห็นปัญหามามาก จะแนะนำได้อย่างชัดเจน ว่าจะต้องเลี้ยงดูกุมารทองอย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหามาวุ่นวายแก่ผู้ปลุกเสก

๒.    การทำตัวไม่ดีของผู้เลี้ยง

บางท่านเลี้ยงดูถูกวิธี แต่ใช้กุมารทองไปในทางชั่วร้าย กุมารทองก็เหมือนเด็ก ได้กินกับเรา เขาก็ติดรสในอาหาร ยังสละกิเลสไม่ได้ ไม่ใช่พระอรหันต์ ดังนั้น ความยึดติดในลาภสักการะของกุมารทองยังมีอยู่ หากผู้เลี้ยงก็ติดในลาภสักการะหรือหลงเข้าสู่ทางชั่วร้ายแล้วใช้งานกุมารทองไปในทางชั่วร้าย ก็จะส่งผลให้กุมารทองเลียนแบบและทำเรื่องเลวร้ายตามไปด้วย ดังนี้ ตัวผู้เลี้ยงเองก็ต้องรักษาศีลธรรมให้ดีด้วย

ทำอย่างไรให้กุมารทองไม่เสื่อมอิทธิฤทธิ์อีกทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์เพิ่มขึ้น

ต้องไม่ลืมว่า กุมารทองไม่ใช่ทาส ต้องเข้าใจว่า กุมารทองเป็นเทวดาระดับวิทยาธร ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์และวิชชาเฉพาะตัวระดับต้นเท่านั้น บุญบารมีน้อยกว่าเทวดาชั้นสูง แต่อยู่ใกล้ชิดกับคน อยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้ ดังนั้น วิธีที่จะทำให้กุมารทองไม่เสื่อมอิทธิฤทธิ์ อีกทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์เพิ่มเติม จึงต้องเข้าใจการเกิดขึ้นของกุมารทอง ที่มาอาศัย รูปขันธ์ คือ ตุ๊กตาเด็กชาย เขาย่อมมีวิสัยคล้ายเด็กชาย คือ ซุกซน และเฉลียวฉลาด มีความสนุกในการร่ำเรียน และมักเลียนแบบ ผู้เลี้ยง ประหนึ่งลูกที่ทำตามบิดาฉะนั้น ดังนั้น หากผู้เลี้ยงดูกุมารทองเข้าใจจิตวิญญาณของกุมารทองเช่นนี้แล้ว ย่อมสามารถอบรมสั่งสอนทั้งยังพัฒนาความสามารถของกุมารทองได้ดียิ่ง ดังนี้

๑.     ต้องเป็น แบบอย่างที่ดี แก่กุมารทอง เพราะกุมารทองจะอยู่ใกล้ชิดเราตลอด การที่เรากินอะไรก็มักชวนกุมารทองมากินด้วย ทำให้กุมารทองต้องคอยดูแลเราอย่างใกล้ชิดนั่นเอง เพราะเขาบุญน้อย อาทิพย์ทิพย์มีจำกัด จึงอาศัยอาหารที่เรากิน หากเราอนุญาตเขาก็จะกิน อาหารทิพย์ ซึ่งก็คือ มวลออร่าและพลังงานในอาหาร ซึ่งเป็นมวลพลังละเอียด ทำให้อาหารที่เรากินแม้นมีสารอาหารเลี้ยงร่างกาย แต่จิตใจของเราจะไม่มีพลังที่เรียกว่า วิญญาณาหารหล่อเลี้ยง ได้เหมือนกัน กุมารทองจะมารอกินกับเราจนติดเราเป็นนิสัย และจะคอยดูแลเราป้วนเปี้ยนรอบกาย และลอกเลียนแบบนิสัยเรา เราจะต้อง ทำดีละเว้นความชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เพราะแม้นคนมองไม่เห็น แต่ กุมารทอง เห็นเรา ย่อมจะเลียนแบบนิสัยเรา เช่น หากเราขโมยของคนในที่ลับ กุมารทองทำตามก็จะขโมยของเราได้เหมือนกัน ดังนี้ หากเลี้ยงไม่ดี ก็วุ่นวายได้ จึงมักมีปัญหาคนเลี้ยงกุมารทองไม่ไหว เอามาคืนครูบาอาจารย์อยู่มากมายนัก บางท่านเป็นคนขาดเมตตาใช้กุมารทองทำร้ายคน ตนเองก็เป็นคนดุร้าย เมื่อนานวันเข้ากุมารทองก็มีนิสัยดุร้าย เมื่อตนเสื่อมวิชชา กุมารทองเกิดโมโหขึ้นมาก็ทำร้ายผู้เลี้ยงได้เหมือนกัน เฉกเช่น คนเลี้ยงสุนัข ยังมีโอกาสที่ถูกสุนัขกัดขบได้เช่นกัน

๒.    เป็นคนที่ สนุกในการเรียนรู้ อยู่ตลอดเวลา เพราะต้องไม่ลืมว่าตอนอัญเชิญเทวดามาสถิตเป็นกุมารทองนั้น เป็นดวงวิญญาณของ วิทยาธร ดังนั้น เป็นดวงวิญญาณที่ชอบการเรียนรู้อยู่แล้ว และมีบุญบารมีไม่มาก ความซุกซนจึงยังมีอยู่ การใช้ชีวิตประจำวันของผู้เลี้ยงกุมารทองจึงต้องมีความสนุกร่าเริงในการเรียนรู้ทุกอย่าง การทำงานทุกอย่างตลอดเวลา เพราะหากทำให้ดูน่าเบื่อไม่สนุกแล้ว กุมารทองก็จะเบื่อไปด้วย และไม่อยากมาทำงานช่วยเรา สำหรับท่านที่บูชากุมารทองเพื่อให้ช่วยเรื่องการค้าขาย จำต้องค้าขายให้สนุกสนาน ให้จินตนาการว่ามีเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง คอยแอบมองดูเราและเลียนแบบเราตลอดเวลา ถ้าเราทำงานค้าขายสนุกสนาน พูดจาดีงามกับคนที่มาซื้อของ เขาก็จะทำตามเรา เลียนแบบเราบ้าง การค้าขายของเราจะเพิ่มทวีคูณมากกว่าสองเท่าทีเดียว เพราะกุมารทองนั้นมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าเรา และกุมารทองจะคุยกับเทวดาประจำตัวลูกค้า สามารถดลใจให้แวะเข้ามาดูของในร้านเรา หรือดลใจให้ตัดสินใจซื้อของในร้านเราได้

๓.    จำต้องฝึก สมาธิอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่เรียกกุมารทองมากินอาหารนั้น อาหารที่เรากินจะเหลือเพียงสารอาหาร แต่อาจจะไม่เหลือพลังชีวิตหรืออร่าที่เรียกว่า วิญญาณาหาร ทำให้เรารู้สึกไม่อยากอาหารใดๆ เบื่ออาหาร อาหารอะไรก็จืดชืดไม่น่ากิน ร้ายแรงถึงขั้นไม่กินอาหารเอาเสียดื้อๆ ก็ได้ ในระยะแรกๆ อาจไม่รู้สึกตัว แต่เมื่อนานวันเข้า อาจเกิดปัญหาพวกนี้ได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้เลี้ยงกุมารทองได้เรียกได้อนุญาตให้กุมารทองกินอาหารทิพย์ คือ ออร่า หรือพลังชีวิตในอาหารไปแล้ว ตนเองจะได้เพียงสารอาหารไม่ได้พลังชีวิต จำต้องเพิ่มพลังชีวิตของตนเองเข้าไปด้วย การอยู่ในที่ๆ อากาศถ่ายเทและบริสุทธิ์ เช่น ตามท้องไร่ท้องนา มักไม่ค่อยมีปัญหา เพราะออร่าจะพระแม่โพสพจะหล่อเลี้ยงให้กำลังชีวิตแก่ชาวนาตลอดเวลา แต่หากเป็นคนกรุงเทพฯ ที่อยู่แต่ในห้องแอร์แออัด ไม่ค่อยได้สัมผัสพลังชีวิต ชีวิตก็จะค่อยๆ ห่อเหี่ยว เบื่อง่าย มีคนรักก็เบื่อกันง่าย, กินอาหารก็เบื่อง่าย, ใช้สินค้าเสื้อผ้า ฯลฯ ก็เบื่อง่าย ดังนี้ จึงไม่แปลกที่จิตวิญญาณคนกรุงเทพฯ เรียกร้องหาแต่ ของใหม่ๆๆ อยู่เรื่อยๆ เพราะจิตวิญญาณของเขาขาดการหล่อเลี้ยงด้วยอาหารที่เรียกว่า วิญญาณาหาร หรือออร่าของเขาห่อเหี่ยวนั่นเอง ดังนี้ ให้แก้ไขด้วยการออกไปสูดอากาศในป่าบ้าง ในธรรมชาติ จะมีออร่าธรรมชาติหล่อเลี้ยงพลังชีวิต ให้จิตใจฟื้นคืนสภาพได้ การนั่งสมาธิในห้องก็สามารถรวบรวมกำลังจิต ประสานออร่าหรือพลังชีวิตที่หลงเหลือในเมืองกรุงเข้ามาหล่อเลี้ยงจิตใจได้เช่นกัน เป็น ออร่าดวงอาทิตย์ หรือ พลังจักรวาลที่เรียกว่า สุริยเทพ นั่นเอง ดังนี้ ผู้เลี้ยงกุมารทองจึงควรนั่งสมาธิบ่อยๆ

 ๔.    อย่าผิดครู อย่าผิดสัญญา ที่ได้รับปากครูบาอาจารย์ว่าจะดูแลเลี้ยงกุมารทองอย่างไร เพราะหากเราไม่ทำตามนั้นแล้ว กุมารทองอาจไม่อยู่กับเรา เพราะเขาไม่ได้ถูกเราผูกมัดด้วยอำนาจมนตรา แต่เราสื่อจิตอัญเชิญเขามาอยู่กับเราเฉยๆ หากเราเลี้ยงเขาไม่ดี เขามีทางใหม่ เขาก็ไปจากเราได้ เหมือนเราเลี้ยงแมว แล้ววันหนึ่งแมวก็หายไปจากบ้านเราฉะนั้น (แต่อย่าไปมองว่าเขาเป็นสัตว์เลี้ยงละ)

ธาตุกายสิทธิ์

หลายท่านนิยมสะสมธาตุกายสิทธิ์ เพราะสวยงามและเชื่อว่ามีอิทธิฤทธิ์ดลบันดาลสิ่งดีงามและความมงคลต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัวได้ อาทิเช่น แก้วโป่งขาม, แก้วมณีโชติรส ฯลฯ แต่หลายท่านที่สะสมอาจไม่เคยพบกับปาฏิหาริย์ของธาตุกายสิทธิ์เลยก็มี แต่ด้วยความเชื่อและความชอบสะสมส่วนตัว ทำให้มีของสะสมเต็มหิ้งบูชามากมาย กลายเป็น นักวัตถุนิยม แทนที่จะเป็น นักจิตนิยม ด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่นั่นเอง การดูแลธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ จึงต้องทำความเข้าใจของที่มาของความศักดิ์สิทธิ์ หรือ จิตวิญญาณที่อยู่ภายในธาตุกายสิทธิ์นั้นๆ ให้ได้ก่อน จึงจะเข้าใจได้ว่าสมควรจะจัดการดูแลรักษาธาตุกายสิทธิ์นั้นอย่างไรให้ถูกวิธี อย่าลืมว่าในทางพระพุทธศาสนานั้น เทวดาหรือผีก็ดี จัดเป็น เวไนยสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตินทรีย์ คือ มีชีวิตจิตใจ มีความทุกข์ความสุข รับทุกขเวทนาและสุขเวทนาได้ มีความอยากได้ มีกิเลสตัณหาต่างๆ ไม่ต่างกับคน เพราะจิตวิญญาณนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลงไปสู่การสละทิ้งซึ่งกิเลสทั้งปวงได้ จึงยังมีความอยาก ยังมีการยึดมั่นเหมือนเดิม เมื่อจะสะสมธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้แล้ว จำต้องดูแลธาตุกายสิทธิ์เสมือนสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งทีเดียว เพราะเขาคือเทวดา เราจึงต้องดูแลเขาอย่างดีเป็นพิเศษ

ธาตุกายสิทธิ์คืออะไร มีที่มาทางจิตวิญญาณอย่างไร

ธาตุกายสิทธิ์เป็นธาตุประเภทแรกๆ ที่มนุษย์ยุคแรกๆ เกิดมาบนโลก หรือดวงจิตวิญญาณพวกแรกๆ จุติมายังโลกที่ยังไม่พร้อมจะเกิดสิ่งมีชีวิต ไม่สามารถหาร่างกายสิ่งมีชีวิตในการจุติอาศัยได้ แม้นกระทั่งต้นไม้ก็ไม่มี จำต้องอาศัยธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ในการสถิตดำรงชีวิตินทรีย์ ก่อนที่โลกจะพัฒนาเป็นสารเคมีชีวภาพประเภทต่างๆ เช่น สารโปรตีน, ยูเรีย ฯลฯ และเมื่อโลกพัฒนาไปจนมีร่างกายสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดอยู่ก็ตาม แต่ธาตุกายสิทธิ์ก็ยังคงมีปรากฏให้เห็น เพราะยังคงมีดวงจิตวิญญาณบางชนิดที่จุติมาเพราะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ ต้องอาศัยในธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้อยู่เรื่อยๆ นั่นเอง ดังนั้น ธาตุกายสิทธิ์ในสมัยปัจจุบันจึงมีการเกิดคล้ายคลึงกันกับการจุติของเทวดาชั้น จตุมหาราชิกา ที่มีมิติซ้อนอยู่กับโลกมนุษย์ กล่าวคือ เทวดาในชั้นนี้บางตนมีวิมานในอากาศก็สงบจากความวุ่นวายของมนุษย์โลก เทวดาที่อาศัยต้นไม้อยู่ก็เป็นรุกขเทวดาอยู่อย่างเงียบสงบต่อไปจนกว่าบุรพกรรมจะนำมนุษย์มาตัดไม้ทำลายป่า หรือภุมเทวดาบางตนก็อาศัยอยู่ในที่ๆ เขาจัดให้ เช่น พระภูมิเจ้าที่ เป็นต้น สำหรับธาตุกายสิทธิ์แล้ว เทวดาเหล่านี้ก็อาศัยสถิตอยู่ตามก้อนแร่ก้อนหินที่มีสภาวะรักษาพลังทิพย์ของตนได้ดี แร่ธาตุบางชนิดที่เก็บพลังงานประเภทนี้ได้ดี จึงเป็นที่มาของ ธาตุกายสิทธิ์ เปรียบเสมือนพลังความร้อน ย่อมอยู่ในตัวนำความร้อนที่แตกต่างกันได้ต่างกันฉันใด พลังชีวิตที่จุติเป็นเทวดามีกายทิพย์เหล่านี้ ก็ต้องอาศัยเก็บพลังชีวิตของตนไว้ในธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ฉันนั้น เพราะไม่อาจหาวิมานอยู่, ต้นไม้อาศัย, ศาลพระภูมิ ฯลฯ ได้ ทั้งยังไม่ได้รับอนุญาตจากเบื้องบน (เทวบัญชา) ให้มาดูแลหรืออยู่ร่วมกับมนุษย์ แบบเทวดาประจำตัว ดังนั้น จำต้องอยู่กับธาตุกายสิทธิ์ไปวันๆ ไม่ได้สะสมบุญบารมีใดๆ บ้างอาศัยการบำเพ็ญเพียรสมาธิยาวนาน จนกระทั่งมีผู้มีบุญบารมีที่เหมาะสมกันไปพบเข้า ธาตุกายสิทธิ์จึงได้มาร่วมทำความดีสะสมบุญบารมีด้วยการช่วยเหลือผู้ครอบครอง ในเรื่องราวต่างๆ ตามแต่กำลังความสามารถของเทวดาประเภทนั้นๆ ธาตุกายสิทธิ์จึงมีอิทธิฤทธิ์หลากหลาย

ธาตุกายสิทธิ์มีวิสัยและความเป็นอยู่อย่างไร

ธาตุกายสิทธิ์ไม่ใช่ วิทยาธร แบบ กุมารทอง เป็นเทวดาในชั้นจตุมหาราชิกา น่าจะอุปมาเปรียบได้กับพวก คนธรรพ์ และ ยักษ์ ที่นิยมอยู่อย่างสงบสุขในป่าเขาลำเนาไพรลึก บ้างอาศัยในพื้นดิน กายทิพย์มีความสวยงาม จิตวิญญาณนิยมความสงบสุขสวยงาม จึงมีธาตุกายสิทธิ์เป็นแก้วสวยงามเป็นที่สถิต ศาสตร์ด้าน หินบำบัด ของชาวตะวันตก จะใช้หินบำบัดพวกนี้ ร่วมกับดนตรีบำบัด และ อโรมาเทอราพี ซึ่งคนธรรพ์นั้นมีวิสัยชอบความสุนทรียะ ดนตรีบำบัดและกลิ่นหอมพวกกำยานอ่อนๆ จึงช่วยเพิ่มพลังให้กับหินบำบัด หรือ คนธรรพ์เหล่านี้ได้ดีอย่างยิ่ง ชาวตะวันตกโบราณจึงเลือกใช้หินเหล่านี้ในการบำบัดรักษาโรคมาแต่ครั้งโบราณกาล ซึ่งได้พัฒนาวิธีการรักษาและการเลือกใช้หินหรืออัญมณีแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับโรคชนิดต่างๆ อีกด้วย คนธรรพ์มีวิสัยแตกต่างจากวิทยาธรที่ดูเป็นเด็กที่มีฤทธิ์ซุกซน แต่คนธรรพ์กลับเป็นหนุ่มสาวที่มีความสุนทรียะรักความสงบและรักธรรมชาติ ดังนี้ ในการรักษาหินบำบัดหรืออัญมณี หรือธาตุกายสิทธิ์ตามแบบฉบับของศาสตร์ตะวันตกโบราณ จึงมักนำหินเหล่านี้ไปผ่านลำธารธรรมชาติที่ไหลเย็น, อาบแสงแดดอ่อนๆ, อาบแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ฯลฯ เพื่อเพิ่มพลังชีวิตให้กับธาตุกายสิทธิ์ให้ฟื้นคืนพลัง หลังจากที่ใช้ในการบำบัดโรคชนิดต่างๆ แล้วนั่นเอง มีบางครั้งที่คนนำธาตุกายสิทธิ์ไปเจียระไนให้มีเหลี่ยมแพรวพราว ทว่า ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียพลังชีวิตที่อยู่ภายใน รั่วไหลออกไปหมดสิ้น ทำให้เสียความศักดิ์สิทธิ์ได้ ดังนั้น นักใช้หินบำบัด จึงไม่นิยมคริสตัลที่เกิดจากการเจียระไนตัดแต่งนั่นเอง

ทำอย่างไรให้ธาตุกายสิทธิ์ไม่เสื่อมแต่กลับมีอิทธิฤทธิ์เพิ่มขึ้น

คนธรรพ์ที่อาศัยในธาตุกายสิทธิ์ไม่เหมือนกับกุมารทอง เพราะมีความรักอิสรเสรี ชอบธรรมชาติและความสุนทรียะ จึงไม่นิยมเดินทางติดตัวไปกับเจ้าของ และไม่นิยมกินเครื่องเซ่นสังเวยของคน แต่จะดูดซับพลังจากธรรมชาติเป็นสำคัญ และจะทำงานเมื่อเราเรียกใช้ในการบำบัดรักษาโรค จึงไม่วุ่นวายแต่ก็ยังต้องการฟื้นคืนพลังอยู่เสมอ หาไม่เช่นนั้นแล้ว ธาตุกายสิทธิ์ที่เรามีอยู่ก็หมดพลังความศักดิ์สิทธิ์ได้ ต้องมีเคล็ดในการดูแลและเพิ่มพลังบุญบารมีและอิทธิฤทธิ์ให้คนธรรพ์ในธาตุกายสิทธิ์ดังนี้

๑.    การฟื้นคืนพลังให้ธาตุกายสิทธิ์

ธาตุกายสิทธิ์เป็นคนธรรพ์ เป็นเทวดา จึงช่วยในการดลใจคนที่เราต้องติดต่อค้าขายได้ หรือช่วยปกป้องเราให้แคล้วคลาดจากอันตรายที่มีผู้ปองร้าย หรือสิ่งลี้ลับที่จะเข้ามากระทำต่อเราได้เช่นกัน ขึ้นชื่อว่า เทวดา แล้ว ทุกประเภทย่อมมีความสามารถหลากหลายเทียบเท่ากับคนทำงานได้หลายประเภท แต่เราควรมีการให้งานเหมาะแก่เทวดาในแบบที่ทำซ้ำๆ ได้ เพราะในแง่ของการบริหารแล้ว การทำงานที่ชำนาญบ่อยๆ จะทำให้เทวดาองค์นั้นมีกำลังบุญบารมี มีความชำนาญเพิ่มขึ้น ไม่จับฉ่าย และความที่คนธรรพ์ในธาตุกายสิทธิ์นั้น เคยอยู่ในป่าในถ้ำในธรรมชาติที่สงบเงียบมาก่อน แตกต่างจากวิทยาธรในกุมารทอง ดังนั้น จำต้องให้คนธรรพ์ได้พักสงบเงียบเพื่อฟื้นคืนพลังหลังจากใช้พลังแล้วทุกครั้ง ด้วยเพราะความสามารถยังจำกัดนั่นเอง

๒.    การเพิ่มกำลังบุญบารมีให้ธาตุกายสิทธิ์

– เก็บธาตุกายสิทธิ์ไว้ในที่อันควรแก่การพักเจริญภาวนา เพื่อให้คนธรรพ์ในธาตุกายสิทธิ์ได้เจริญภาวนาฟื้นคืนพลังของตน เช่น ไว้ใกล้กับพระพุทธรูป ควรเปิดบทสวดมนต์ในห้องพระเพื่อกระตุ้นคลื่นเสียงพลังในธาตุกายสิทธิ์ให้สอดคล้องกับบทสวดมนต์ พลังอำนาจของธาตุกายสิทธิ์จะเพิ่มพูนขึ้นจากเดิมอย่างมากทีเดียว

– นำธาตุกายสิทธิ์ไปสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริงบ่อยๆ เพราะคนธรรพ์ชอบธรรมชาติที่สงบ สายน้ำลำธารในป่าเขา ผู้ครอบครองจำต้องออกไปสัมผัสพร้อมธาตุกายสิทธิ์ เพิ่มเพิ่มพลังหรือฟื้นคืนพลังให้ธาตุกายสิทธิ์นั้นๆ อย่าให้ธาตุกายสิทธิ์ต้องเหี่ยวเฉา เพราะคิดถึงถิ่นธรรมชาติที่จากมา จำต้องให้เขาได้สัมผัสพลังธรรมชาติบ่อยๆ ด้วย

– การเจริญภาวนาหรือการนั่งสมาธิพร้อมธาตุกายสิทธิ์ ต้องไม่ลืมว่าร่างกายมนุษย์นั้นสามารถสะสมบุญบารมีได้มากที่สุด ไม่ว่าเทวดาจะมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าคนเพียงใดก็ตาม การสร้างบุญบารมีก็ได้ผลน้อยกว่าร่างมนุษย์ ผู้ครอบครองธาตุกายสิทธิ์ควรนั่งสมาธิเจริญภาวนาพร้อมธาตุกายสิทธิ์นั้นๆ เพื่อเพิ่มกำลังบุญบารมีให้ธาตุกายสิทธิ์

– การทำบุญบารมีพร้อมกับธาตุกายสิทธิ์ เช่น บางที่ท่านสวมใส่ธาตุกายสิทธิ์ ให้ใช้ เทวานุสติ ระลึกถึงคุณของเทวดาตนที่อาศัยในธาตุกายสิทธิ์ คือ คนธรรพ์นี้ มาร่วมผลบุญกับตนด้วย ก็จะยังผลให้ธาตุกายสิทธิ์ได้บุญบารมีมากขึ้น มีฤทธิ์อำนาจสูงขึ้น หากคนธรรพ์ตนเก่าได้บุญมากจนเกิดใหม่ เบื้องบนก็จะส่งเทวดาที่สนใจร่วมบุญบารมีกับเรา มาอาศัยสถิตในธาตุกายสิทธิ์แทนองค์เดิม ซึ่งจะมีอิทธิฤทธิ์สูงขึ้น

– แม้นว่าคนธรรพ์ในธาตุกายสิทธิ์ จะไม่ติดตามป้วนเปี้ยนเจ้าของธาตุกายสิทธิ์ตลอดเวลาเหมือนกุมารทองก็ตาม แต่ความเคยชินเก่าๆ ของคนธรรพ์ที่คุ้นเคยกับธรรมชาติที่สงบมาก่อน ทำให้ผู้ครอบครองต้องฟื้นคืนพลังให้ธาตุกายสิทธิ์อยู่เสมอ ควรนำธาตุกายสิทธิ์ผึ่งแดดอ่อนๆ ทุกเช้า และอาบแสงจันทร์ทุกวันเพ็ญ และควรให้ผ่านน้ำในลำธารที่ใสเย็นทุกสัปดาห์ หากไม่สามารถทำได้ ควรนำติดตัวไปทำบุญตักบาตรธรรมดาทุกเช้าก็ได้ หรือใช้การนั่งสมาธิกำหนดจิตร่วมกับธาตุกายสิทธิ์ทุกสัปดาห์ ไม่ควรปล่อยปละละเลย ซื้อมาครอบครองกองไว้ แล้วไม่เหลียวแล (กรณี สวมใส่ธาตุกายสิทธิ์ตามร่างกาย ผู้ครอบครองควรนั่งสมาธิและเข้าสู่ธรรมชาติ เพื่อฟื้นคืนพลังให้ธาตุกายสิทธิ์ แต่กรณีไม่ได้สวมใส่ธาตุกายสิทธิ์ เช่น วางใส่พานไว้ ก็ควรนำธาตุกายสิทธิ์รับพลังธรรมชาติเพื่อฟื้นคืนพลังดังที่กล่าวมาข้างต้น)

ผ้ายันต์และการสักยันต์

ผ้ายันต์และการสักยันต์ เป็นการใช้พลังจิตของผู้สร้างยันต์ประกอบเข้ากับคาถาตัวอักขระต่างๆ แล้วบันทึกลงไว้ในแผ่นผ้าบ้าง, หนังบ้าง, สังกะสีบ้าง, แผ่นทองแดงบ้าง หรือแม้นแต่แผ่นหนังคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อให้เป็นเครื่องรองรับพลังชนิดนั้นๆ ส่งผลให้ร่างกายของผู้ได้รับการสักสามารถเปิดรับพลังศักดิ์สิทธิ์ชนิดนั้นๆ ได้ หรือผ้ายันต์นั้นๆ สามารถบันทึกกระแสพลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชนิดนั้นๆ ได้ ทั้งนี้ ขอบเขตของกระแสพลังของผ้ายันต์จะมีจำกัด ขึ้นอยู่กับคาถาและกำลังจิตของผู้กระทำจะส่งให้ครอบคลุมกว้างขวางเท่าไร ยันต์ทั้งหลายมีพลังปกป้องพลังชั่วร้ายเป็นสำคัญ ยันต์ไม่ใช่พลังที่ให้โชคลาภหรือทำการค้าขายได้เท่ากับดวงจิตเทวดาที่สามารถดลใจลูกค้าให้ซื้อได้ ดังนั้น พวกยันต์ส่วนใหญ่จึงเน้นไปทางด้านการปกป้องคุ้มกันภัยเป็นสำคัญ แต่มีบ้างเหมือนกันที่ผู้สร้างยันต์ จะใช้คาถาอื่นๆ ในการสร้างยันต์ ทำให้ยันต์ใช้งานได้กว้างขวางมากกว่าแค่ป้องกัน ดังนี้ ยันต์ปกติจึงมีแต่พลังแต่ไม่มีจิตอาศัย

ยันต์ฟันแทงไม่เข้า พอยกพวกตีกันแล้วก็ตาย เพราะอะไร

แท้แล้วคาถาและลวดลายบนผ้ายันต์นั้น เป็นเพียงสื่อหรือเครื่องรับพลังเท่านั้น แต่ไม่ใช่เครื่องจับหรือดึงดูดพลังโดยตรง เมื่อยันต์ได้รับการปลุกเสกก็จะบันทึกพลังของผู้ปลุกเสกเข้าไปในผ้ายันต์นั้นๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า พลังก็ค่อยๆ เสื่อมสูญอนิจจังไปตามเวลา ดังนั้น จึงต้องมีเครื่องดึงดูดพลังให้ยันต์อย่างต่อเนื่องด้วย โดยเครื่องกำหนดดึงดูดพลังนั้น คือ จิต ของเจ้าของยันต์นั่นเอง ดังนั้น เจ้าของยันต์จึงควรทำการปลุกเสกอ่านคาถาในผ้ายันต์นั้นๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ทุกเช้าก่อนออกจากบ้าน ทุกเย็นเมื่อกลับเข้าบ้าน เป็นต้น ตามแต่ประเภทของยันต์ ซึ่งจะมีขีดจำกัดในพลังต่อต้านสิ่งชั่วร้าย, ขอบเขตการครอบคลุมปกป้อง หรือระยะเวลาที่ปกป้องได้ยาวนานแตกต่างกัน ผู้ใช้ยันต์แต่ละชนิดจำต้องเข้าใจหลักการของพลังลี้ลับที่เข้ามารบกวน ประเมินกำลังฝ่ายตรงข้ามและระยะเวลาการจู่โจม เพื่อเลือกปลุกเสกยันต์ที่เหมาะสมในการปกป้องคุ้มครองอันตรายจากฝ่ายตรงข้ามที่จะเข้ามาจู่โจมได้ ดังนั้น นักเรียนขานักเลงที่ตะเลงๆ ยกพวกตีกัน ไปสักยันต์แล้วทดสอบความเหนียวของยันต์ดีเรียบร้อย แต่เมื่อไปยกพวกตีกันจริงๆ ก็ร้อยเรียบตายอนาถคาคมหอกคมดาบคาบปืนได้ เพราะไม่เข้าใจหลักการปกป้องของยันต์ที่มีขีดกำจัดอย่างไรนั่นเอง ส่วนคนที่สักยันต์บนร่าง เมื่อจิตยังมีกำลังดีก็ดูดซับพลังแบบเดิมได้ตลอด แต่เมื่อต่อสู้บาดเจ็บจิตใจเริ่มอ่อนแอ กำลังจิตตกลง พลังคุ้มกันก็ลดลงได้เช่นกันจนถึงขั้นสูญสิ้นพลังปกป้องจากยันต์นั้นในที่สุด ก็สามารถ ช้ำในตายโดยไม่มีบาดแผล ได้

ดังนั้น อย่าได้หยิ่งผยองในอิทธิฤทธิ์ เหนือฟ้ายังมีฟ้า แม้นมียันต์หนังเหนียว แต่ถูกทุบหรือจมน้ำก็ตายได้ ต้องเข้าใจสัจธรรมความเป็นจริง และอนิจจังของชีวิตด้วย 

ทำอย่างไรยันต์จึงจะมีพลังมากขึ้น และไม่เสื่อมอิทธิฤทธิ์

๑.    การจัดเก็บดูแล

จำต้องเก็บผ้ายันต์ในที่ที่เหมาะแก่การดูดซับพลังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหลายท่านก็มักเก็บไว้ใกล้กับพระพุทธรูป และวัตถุมงคลชนิดอื่นๆ ที่พลังไม่ขัดแย้งกัน ควรสังเกตให้ดีๆ เพราะยันต์บางชนิดเป็นนาค, ครุฑ, เสือ ฯลฯ พลังอาจขัดแย้งกับวัตถุมงคลบางชนิด จำต้องแยกออกจากกัน ไม่ให้เกิดความสับสนของพลังของของเจ้าของผู้ใช้เอง

๒.    การสวดภาวนา

จำต้องภาวนาสวดมนต์คาถาในยันต์นั้นๆ อยู่เสมอเพื่อดึงพลังเข้ามาสู่ยันต์นั้นๆ การสวดคาถาที่บันทึกในผ้ายันต์ทุกเช้าก่อนออกจากบ้านเพื่อปกป้องคุ้มครองหลังออกจากบ้าน และเมื่อกลับถึงบ้านให้สวดบทสวดมนต์คาถาในยันต์นั้นๆ แล้วเก็บผ้ายันต์ไว้ในที่เก็บเพื่อให้พลังปกป้องคุ้มครองของผ้ายันต์นั้นปกป้องทั้งบ้านในยามหลับ

๓.    การถือศีลธรรม

การถือศีลและปฏิบัติธรรม (ทำทาน, เจริญภาวนา) ช่วยให้ยันต์ไม่ต้องรับงานหนัก เพราะบางท่านเมื่อเห็นว่าตนมียันต์วิเศษ ใครทำอันตรายอันใดไม่ได้ ก็ข่มเหงรังแกผู้อื่น ไม่มีศีลธรรม ก่อศัตรูมากมายในที่สุดก็เกินกำลังที่ยันต์จะปกป้องคุ้มครองได้ การมีศีลธรรมจึงช่วยปกป้องภยันตรายได้เสมือนยันต์อีกเปลาะหนึ่งเลยทีเดียว

๔.    การฝึกกำลังจิต

การฝึกจิตให้มีพลัง ให้มีอำนาจจิตในตัวเอง ทำให้เจ้าของยันต์มีพลังจิตดึงพลังตามคาถาที่ระบุไว้ในยันต์นั้นได้ ผ้ายันต์ก็ได้รับพลังจากการที่จิตของเจ้าของภาวนาคาถาที่อยู่ในยันต์นั้นๆ สม่ำเสมอ อนึ่ง จิตของเจ้าของยันต์มีพลังอยู่แล้ว เพียงแต่อาศัยคาถาเป็นสื่อนำไปดึงดูดพลังที่ต้องการ ก็จะได้รับพลังที่ต้องการได้ เนื่องจากพลังในจักรวาลนั้นมีมากมายหลายชนิด จำเป็นต้องสื่อให้ถูกชนิดจึงจะได้ผลตามที่มุ่งหวัง การท่องคาถานำจิต จึงทำให้จิตดึงดูดพลังถูกชนิด และยิ่งจิตมีพลัง การดึงพลังยิ่งได้มาก เท่ากับเป็นการเพิ่มกำลังอำนาจในการป้องกันของผ้ายันต์ให้เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น