ธรรมประยุกต์ (ปฏิเวธ) การฝึกอภิญญาตามแนวทางลมปราณอานาปานสติ
การบำบัดด้วยลมปราณ (ออร่าบำบัด) ดนตรีและอัญมณีบำบัด
ที่มาของศาสตร์ความรู้ด้าน “ออร่าบำบัด” (พลังชีวิต)
ก่อนเข้าสู่เนื้อหาบทความ ต้องขอทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อน คือ บทความนี้เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีพลังอยู่ เสมือนกับการแตกตัวของอตอมย่อมได้เป็นพลังงานตามหลักการของไอสไตน์ คือ E = MC2 และเชื่อว่าพลังงานในสิ่งมีชีวิตเป็นพลังงานที่มีเอกลักษณะเฉพาะ เช่น พลังงานที่เกิดจากการย่อยอาหาร, เผาผลาญอาหารในร่างกาย, พลังงานที่เป็นประจุไฟฟ้าเคมีที่สื่อสารในสมอง, พลังงานเหล่านี้เรียกว่า “พลังชีวิต” ซึ่งจะมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิต เมื่อตายลงพลังงานเหล่านี้ไม่สูญหายไปไหน ตามหลักของพลังงานและสสารที่ไม่สูญหายไปไหน แต่จะก่อให้เกิดสิ่งอื่นๆ หรือกลับคืนสู่ธรรมชาตินั่นเอง ทำให้ในธรรมชาติมีพลังชีวิตเหล่านี้มากมาย และเป็นพลังงานที่เกื้อกูลสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น ดวงอาทิตย์ยามเช้า และดวงจันทร์เต็มดวง เชื่อว่ามีพลังงานที่มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จึงได้ศึกษาค้นคว้าพลังงานที่เกื้อกู,ชีวิตนี้ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น อยู่ในอากาศ, ในหิน, ในน้ำ ฯลฯ และกลายเป็นศาสตร์ “หินบำบัด”
อนึ่ง ความร้อนถ่ายเทสู่วัตถุต่างชนิดได้แตกต่างกันฉันใด หินบำบัดเหล่านี้ก็ซึมซับพลังชีวิตได้แตกต่างกันฉันนั้น ในขณะที่วัตถุบางชนิดนำความร้อน แต่บางชนิดไม่นำความร้อน, วัตถุบางชนิดนำแสง, บางชนิดไม่นำแสง, วัตถุบางชนิดรวมแสง, บางชนิดกระจายแสง, วัตถุบางชนิดนำไฟฟ้า, บางชนิดไม่นำไฟฟ้า ฯลฯ จึงเห็นได้ว่าวัตถุชนิดต่างๆ มีความสามารถในการดูดซับและนำพลังชนิดต่างๆ ที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้คือ
- ดูดซับพลังได้ต่างกัน
- ส่งผ่านพลังได้ต่างกัน
- เหนี่ยวนำพลังได้ต่างกัน
- ปกป้องและผลักพลังได้ต่างกัน
ในการรักษาด้วยปราณ หรือรักษาโรคโดยรักษาที่พลังชีวิต เมื่อมีการถ่ายลมปราณที่ดีหรือบริสุทธิ์เพื่อขับถ่ายไล่ปราณเสียออกไปแล้ว บางครั้งเกิดปัญหาว่าปราณเสียอยู่ในบรรยากาศรอบๆ ส่งผลเสียต่อท่านอื่นให้ได้รับผลกระทบไปด้วย การใช้วัตถุบางชนิดดูดซับปราณเสียที่ถูกขับออกมาขณะรักษาด้วยลมปราณ จึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ นอกจากนี้ ยังมีวัตถุบางชนิดช่วยในการเหนี่ยวนำและส่งผ่านพลังในการรักษาโรคที่แตกต่างกันอีกด้วย ดังนั้น หากมีความชำนาญ ก็สามารถเลือกใช้ได้อย่างถูกต้อง
อนึ่ง ต้องเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของวัตถุที่ซึมซับพลังได้แตกต่างกัน แต่วัตถุนั้นจะไม่เจ็บป่วยเหมือนคน ดังนั้น การถ่ายปราณเสียลงในธาตุวัตถุเฉพาะอย่างจึงไม่เป็นการทำลายวัตถุนั้น แต่เป็นการช่วยคนและป้องกันปราณเสียรั่วไหลไปที่ไม่ควรรั่วไหล ทั้งนี้ เมื่อวัตถุดูดซับปราณเสียมากๆ จนล้นก็จะไหลออกตามธรรมชาติ ผู้ใช้วัตถุนั้นจำต้องนำวัตถุไปล้างน้ำลงดิน ให้ธาตุดินดูดซับปราณเสียนั้นเก็บไว้ หรือให้ดูดซับพลังธรรมชาติ ก็จะไม่เป็นอันตรายแก่คน (ธาตุดินมีคุณสมบัติพิเศษในการเก็บและดูดของเสียได้) โดยมีหลักการเคลื่อนผ่านของพลังงานผ่านวัตถุตัวนำต่างๆ ว่า วัตถุตัวนำต่างๆ มีความสามารถในการหักเหพลังงาน ฯลฯ โดยขึ้นอยู่กับรูปทรงของวัตถุที่เป็นตัวกลางของพลังงานนั้นๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ในทางวิทยาศาสตร์ เช่น เลนส์นูนรวมพลังงานแสง (ส่ง) , เลนส์เว้ากระจายพลังงานแสง (รับ) ฐานพีรามิด (ส่ง) กระจายพลัง, ยอดพีรามิด (รับ) รวมพลัง
ทั้งนี้วัตถุที่เป็นตัวนำพลังงาน มีสองประเภท คือ ประเภทที่ไม่เป็นตัวนำพลังงานชีวิต (ปราณ) แต่เป็นตัวนำพลังงานอื่นๆ เช่น เหล็ก, ทองแดง, แก้ว และประเภทที่เป็นตัวนำพลังงานชีวิต เช่น เหล็กไหล, แก้วโป่งขาม, ไหลน้ำพี้, ข้าวตอกพระร่วง, เทอร์ควอยซ์, แก้วมณีโชติ ฯลฯ นอกจากจะขึ้นกับชนิดแล้วยังขึ้นอยู่กับรูปทรงของวัตถุชนิดนั้นๆ ด้วย
จำแนกชนิดของหินหรืออัญมณีและคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับปราณมนุษย์
ในศาสตร์ของหินบำบัดของชาวตะวันตกโบราณซึ่งมีความเป็นมายาวนาน ได้บันทึกประโยชน์และการใช้หินบำบัดที่แตกต่างกัน สามารถจำแนกเป็นประเภทได้ดังต่อไปนี้
หนึ่ง ประเภทดูดซับพลังปราณมนุษย์
กลุ่มดูดซับพลังงานทั่วไป (เป็นสูตรลับ)
สอง ประเภทส่งผ่านพลังปราณมนุษย์
กลุ่มส่งผ่านพลังงานทั่วไป (เป็นสูตรลับ)
กลุ่ม ลาปิส, อความารีน ช่วยขับพิษ, ร้อนใน ขับความร้อน
กลุ่ม เทอร์ควอยซ์ ช่วยขับโรคหวัด, หอบหืด
กลุ่ม โรสควอทซ์ ช่วยขับโรคผิวหนังชั้นนอก
กลุ่ม ซิทริน, อำพัน, บุษราคัม ช่วยบรรเทาท้องอืดอาหารไม่ย่อย
กลุ่ม คาร์นีเลียน, โรสควอทซ์ ช่วยขับรอบเดือน, สตรีปวดรอบเดือน
กลุ่ม โกเมน, ทับทิม ช่วยแก้ความดันต่ำ, หมดเรี่ยวแรง
กลุ่ม ปรอท ส่งพลังร้อนเข้าร่างกาย, สัมพันธ์กับพิษ
อย่าลืมว่านักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า สสารทุกสิ่งมีพลังงานอยู่ภายใน ไม่เว้นแม้นแต่ร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ พลังงานยังสามารถถ่ายเทถึงกันได้ เช่น ไอความร้อนจากร่างกายคนผู้หนึ่งก็สามารถถ่ายทอดให้คนอีกผู้หนึ่งได้ นอกจากนี้ วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์แล้วด้วยว่าในบรรยากาศมีพลังงานมากมาย พลังเหล่านี้อยู่ในรูปคลื่น แม้แต่ในร่างกายมนุษย์ก็มีพลังงานคลื่นเหล่านี้ด้วย และยังค้นพบอีกว่าการที่มนุษย์คิดและรู้สึกต่างกัน จะส่งคลื่นพลังที่แตกต่างกันออกมา สามารถจำแนกเป็นประเภทต่างๆ ได้ ดังนั้น การที่จะมีการถ่ายพลังภายในรักษาหรือขับไล่พลังเสียๆ ออกไป จึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด จัดเป็นแพทย์ทางเลือกที่ได้รับการพิสูจน์แล้วและมีหลักการทั้งทางฟิสิกส์และชีวิวิทยาในการยืนยันและรับรองถึงที่มาของวิชาการเหล่านี้
อนึ่ง การรักษาโรคในแพทย์แผนปัจจุบัน จะมุ่งเน้นที่จะใช้ “สารเคมี” เช่น ยา ในการบำบัดรักษาโรค มากกว่าที่จะใช้ “พลังงาน” หรือแนวคิดด้านฟิสิกส์ แต่สารเคมีนั้น มีผลกระทบมากมายต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ ดังนั้น การใช้ยารักษาโรคจึงต้องมีการกลั่นตัวยา, สกัดตัวยา มีการใช้สารอื่นๆ ประกอบช่วยในการรักษา และมีขีดจำกัดในการรักษามากมาย เพราะหากตัวยามากเกินไป ตกค้างในร่างกาย ก็กลายเป็นพิษได้ ในขณะที่การรักษาโดยใช้พลังงาน หรือปราณนั้น จะมีความละเอียดอ่อนมากกว่าเสมือนการสกัดซ้ำซ้อนจนสสารไม่มี จึงไม่มีการตกค้างแต่อย่างใด และพลังงานนั้นยังถ่ายเทเข้าออกได้ หากมีการขับลมปราณที่ถูกวิธี และนอกจากนี้ เชื้อโรคต่างๆ ต่างก็มีพลังงานในตัวเอง และตายได้หมดทั้งสิ้นหากได้รับพลังงานที่ไม่เหมาะสม เช่น กรณีเป็นไข้ พลังธาตุไฟในร่างสูงขึ้น เพื่อฆ่าเชื้อโรคแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย การใช้พลังปราณรักษาโรคจึงเป็นการฆ่าเชื้อโรคโดยพลังงาน ที่ไม่มีสารเคมีตกค้างในร่างกายโดยอาศัยหลักกลไกป้องกันโรคตามธรรมชาติของร่างกายนี่เอง ทั้งนี้ ผู้เขียนได้เคยพบผู้บำบัดด้วยลมปราณท่านหนึ่งเล่าถึงคนไข้โรคเอดส์ ที่กำลังใกล้ตายเข้ามารับการรักษา แล้วปฏิบัติสมาธิหมุน (ลมปราณธรรมจักร) ทั้งๆ ที่ใกล้ตายและไม่มียาต้ายไวรัส ทว่า คนไข้รายนี้กลับเข้าสมาธิหมุนจนน้ำหนองไหลกระเด็นออก และแผลเริ่มตกสะเก็ดภายในเจ็ดวันแผลหนองก็หายและลุกขึ้นเดินได้ตามปกติ นี่คือตัวอย่าง การใช้พลังงานภายใน (ปราณ) กำจัดเชื้อโรคที่การแพทย์แผนปัจจุบันยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ ดังนั้น จึงถือว่าการรักษาโรคด้วยลมปราณและหินบำบัดนี้ เป็นการแพทย์ทางเลือกอีกแผนหนึ่ง
วิธีการบำบัดรักษาด้วยลมปราณและอัญมณีบำบัด
สำหรับผู้ที่ฝึกลมปราณมาได้ดีแล้ว และมีพลังวัตร (พลังชีวิตสะสมอยู่ภายใน) ที่บริสุทธิ์เพียงพอในการบำบัดรักษาโรคเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ให้การบำบัดผู้อื่น เพราะหากตนเองมีสุขภาพไม่ดี มีปราณที่ไม่ดี การถ่ายปราณให้ผู้อื่นนั้น จะกลายเป็นโทษทั้งต่อตนเองและผู้อื่นอีกด้วย เมื่อฝึกฝนการบำบัดและพร้อมดีแล้ว จึงเข้าสู่วิถีของการเป็นนักบำบัดโรคด้วยออร่าบำบัด หรือปราณและอัญมณีบำบัดได้อย่างแท้จริง ด้วยวิธีดังนี้
หนึ่ง ได้รับการตรวจวินิจฉัยอาการและรู้แน่ชัดแล้วถึงโรคนั้นๆ และวิธีการรักษาโรค อย่างถูกต้องชัดเจน อันอาจต้องอาศัยการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือการถ่ายภาพออร่าเมื่อประเมินสุขภาพและทำนายโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และสามารถวินิจฉัยโรคได้
สอง เข้าสมาธิกระตุ้นลมปราณภายในคุณก่อน ให้ลมปราณเพียงพอและเป็นปราณดี ก่อนที่จะทำการถ่ายเทลมปราณเพื่อบำบัดรักษาโรคให้แก่ผู้อื่น เดินลมปราณตามหลักของตน จนรู้สึกว่าลมปราณตื่นตัวมีปริมาณที่มากพอ พร้อมที่จะให้การรักษา
สาม วางอัญมณี (วัตถุตัวนำปราณ) ที่เหมาะสมกับการใช้งานในตำแหน่งที่เกิดโรค ซึ่งจะคอยดูดซับปราณเสียออกมาไว้ในนั้น ไม่กระจายย้อนกลับไปเข้าร่าง หรือฟุ้งในบรรยากาศอีก โดยผู้รับการบำบัดนอนคว่ำหรือหงายตามสะดวกในการวางอัญมณี
สี่ ถ่ายปราณไปยังฝ่ามือแล้ว “วนตามเข็มนาฬิกา” เมื่อต้องการส่งปราณดี (สีทอง) ขับไล่ปราณเสีย และ “วนทวนเข็มนาฬิกา” เมื่อต้องการดูดพลังปราณเสียออกมา ทั้งนี้ เวลาส่งหรือดูดพลังอาจใช้อัญมณีช่วยเหนี่ยวนำ โดยใช้หัวแม่มือหนีบไว้ในฝ่ามือ เลือกชนิดอัญมณีที่เหมาะสมกับการรักษาและการดูดหรือส่งถ่ายพลัง
ห้า นำอัญมณีที่ใช้ดูดซับพลังไปขับปราณเสียออกให้ถูกที่ โดยล้างลงยังพื้นดิน และใช้พลังปราณขับถ่ายออกไปด้วย ส่วนอัญมณีที่ใช้ส่งพลังให้เก็บไว้ตามธรรมชาติที่เหมาะแก่การดูดซับพลังคืนกลับ เช่น บางชนิดตากแดดอ่อนๆ บางชนิดตากแสงจันทร์ บางชนิดอยู่ในร่มไม้ บางชนิดแช่ผ่านธารน้ำไหล ฯลฯ เสร็จแล้วเก็บเข้าที่
อนึ่ง การหมุนวนถ่ายลมปราณหากไม่ชำนาญก็ไม่เกิดผล ผู้ที่จะเป็นนักบำบัดด้วยลมปราณควรฝึกฝนลมปราณที่หมุนวนให้ชำนาญ เช่น ลมปราณธรรมจักร และเก็บพลังวัตรที่บริสุทธิ์ไว้ด้วยการฝึกเข้าฌานนั่งสมาธิ แผ่เมตตา และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสไร้ความหม่นหมองอยู่เสมอจะทำให้มีความสามารถในการบำบัดรักษาโรคให้ผู้อื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถรักษาโรคผู้อื่นได้ แม้นแต่ผู้ที่มีความสามารถในการรักษาโรคให้ผู้อื่น ยังต้องประเมินตนเองอยู่ตลอดเวลาว่าอยู่ในฐานะที่จะให้การรักษาผู้อื่นได้หรือไม่ในขณะนั้นๆ ดังนั้น การดูแลสุขภาพ การเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง การหมั่นฝึกฝนและการไม่รักษาผู้อื่นมากจนเกินไป จึงจะสามารถทำให้การรักษาแต่ละครั้งได้ผลมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การบำบัดด้วยลมปราณ เป็นการบำบัดแบบ “ฟื้นฟูบำบัด” จึงต้องใช้การรักษาที่ต่อเนื่อง การถ่ายเทลมปราณให้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะที่ทำการรักษาจนกว่าจะหายขาดได้ในที่สุด ซึ่งปกติจะทำการบำบัดหลังการรักษาด้วยยาชนิดอื่นๆ แล้วมากกว่าที่จะใช้พลังชีวิต (ปราณ) รักษาให้โดยตรง เนื่องจากพลังชีวิตมีคุณสมบัติในการปกป้องคุ้มครองก่อนการเกิดโรค, รักษาสมดุลหมุนเวียนของระบบร่างกาย และการฟื้นฟูขับถ่ายของเสียออกไป ดังนั้น โดยหน้าที่โดยตรงแล้ว จึงไมได้มีหน้าที่ในการรักษาโดยตรง จัดเป็นเพียงการ “ฟื้นฟูบำบัด” เท่านั้น ซึ่งการแพทย์ปัจจุบันไม่เน้นการบำบัด
ในทางการรักษาโรคโดยตรงนั้น สามารถใช้ยาสมุนไพรที่มีสารเคมีตกค้างน้อยกว่ายาแผนปัจจุบันก็ได้ ผสานกับการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเพื่อให้ละเว้นและอโหสิกรรมไม่ผูกอาฆาตให้เกิดโรค หรือสามารถใช้การรักษาตามแผนปกติก็ได้
การฝึกปราณธรรมจักรเพื่อการบำบัดโรค
วิชชาธรรมจักรคนไทยรู้จักกันในนาม “สมาธิหมุน” เนื่องจากมีอาการตัวหมุนเมื่อเข้าสมาธิ แท้แล้วนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิชชาธรรมจักรเท่านั้นเอง วิชชาธรรมจักรสายพระอาจารย์รัตน์ นับเป็นสายแรกแห่งเมืองไทย ส่วนวิชชาฝ่าหลุนของอาจารย์หลี่หงจื๊อ นับเป็นวิชชาธรรมจักรสายแรกของโลกในยุคปัจจุบัน ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งสิ้น ทั้งในชาวต่างชาติและในชาวไทย วิชชาธรรมจักรเป็นทั้งสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ ทั้งนี้ หากเป็นสมถะจัดเป็นการเดินลมปราณชนิดหนึ่ง สามารถพัฒนาไปสู่การใช้ “ออร่าบำบัด” ได้ โดยมีหลักการฝึกต่างกันดังนี้
ธรรมจักรสายฝ่าหลุน
วิชชาธรรมจักรแบบฝ่าหลุนของอาจารย์หลี่หงจื๊อ จะหมุนธรรมจักรอย่างพอดี เหมาะสม และมีกระบวนท่าหมุนจักรที่ไม่เป็นอันตราย จึงสามารถฝึกได้อย่างปลอดภัย หากฝึกอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้สุขภาพดีขึ้นทั้งกายและใจ แต่หากจะเปรียบพลังวัตรแล้ว สายธรรมจักรฝ่าหลุน จะเป็นสายที่ฝึกปราณในระดับที่ไม่มากเกินไป และจะค่อยเป็นค่อยไป เน้นความเรียบง่ายสม่ำเสมอ แต่พลังปราณจะไม่มากไม่รุนแรงมากพอ
ธรรมจักรสายพระอาจารย์รัตน์
วิชชาธรรมจักรสายพระอาจารย์รัตน์ จะรวบรัดเร็วกว่าสายธรรมจักรของฝ่าหลุน เนื่องจากหมุนค่อนข้างแรงและรวดเร็ว จนหลายท่านที่นั่งสมาธิต้องมีอาการตัวหมุน จึงได้ยินชื่อเรียกกันว่าสมาธิหมุน ซึ่งเกิดจากปราณที่ได้รับการกระตุ้นตื่นตัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ถึงระดับที่รักษาอาการของโรคร้ายบางอย่างได้อย่างฉับพลันทันทีเช่นกัน จึงได้ยินกันว่าสมาธิหมุนรักษาอาการโรคเอดส์ (หมายถึงรักษาอาการ แต่อาจยังไม่สามารถรักษาโรคได้หายขาด) นี่คือ อานุภาพที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ พลังธรรมจักรสายนี้ยังเชื่อมโยงกับพลังจักรวาล คือ พลังงานต่างๆ ในธรรมชาติรอบตัวได้อีกด้วย
ธรรมจักรสายอายตนะวิปัสสนา
วิชชาธรรมจักรอีกสายหนึ่งในไทย คือ สายพ่อครูบัญชา ซึ่งได้เคยมีลูกน้องชวนไปนั่งสมาธิหมุนกับพระอาจารย์รัตน์แต่ได้ปฏิเสธ แล้วท้าทายพระพุทธเจ้า จนกระทั่งเกิดอาการตัวหมุนขณะเข้าสมาธิขึ้นเองอย่างฉับพลัน จนถึงขั้นลมปราณทะลวงขึ้นกลางกระหม่อม เจ็บเหมือนเข็มพันๆ เล่มทิ่มศีรษะ พ่อครูบัญชาไม่เลิกละความอยากรู้ในที่สุดของวิชชา จึงได้ตั้งจิตยอมตาย แล้วก็รอดตาย ปราณทะลวงออกศีรษะ รู้สึกเหมือนมีควันพวยพุ่งออกมา แล้วก็โล่งคลายหายสิ้น จากนั้นพ่อครูจึงได้ละทิ้งทางโลกมาสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมที่อุบลราชธานี ทว่าวิชชาธรรมจักรสายนี้นับว่าอันตราย จำต้องมีผู้ดูแล
ธรรมจักรสายวัชระตันตระ
เป็น วิชชาธรรมจักรสายอารยะมิตร วิชชาธรรมจักรนี้ ได้ศึกษาโดยตรงจากพ่อครูบัญชา และศึกษาเพิ่มเติมจากธรรมจักรทั้งสายฝ่าหลุนของอาจารย์หลี่หงจื้อซึ่งชำนาญด้านลมปราณ และพระอาจารย์รัตน์ที่ชำนาญด้านวัตถุสื่อพลัง เช่น พีรามิด และได้ผสานวิชชาจากอาจารย์อีกหลายท่านทางด้านออร่าด้วยเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การบำบัดด้วยซ่อมเสียง ฯลฯ เพื่อผสมผสานเป็นแบบเฉพาะตัว มีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง เพราะผ่านการกลั่นกรองจากการเรียนรู้ประสบการณ์พลังธรรมจักรมาหลายที่แล้ว
บทความต่อไปนี้ของนำเสนอ การฝึกลมปราณธรรมจักรแบบเร่งลัดและปลอดภัยและได้ผลมากที่สุดแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศูนย์ปฏิบัติธรรมอารยะมิตร ซึ่งจะมีหลักการฝึกคล้ายคลึงกับวิชชาธรรมจักรสายอื่นๆ ดังจะกล่าวต่อไปนี้
วิชชาลมปราณธรรมจักรสายอารยะมิตร
เป็นวิชชาธรรมจักรที่พัฒนาจากผู้เขียนได้ปฏิบัติเองโดยเฉพาะ โดยมีขั้นตอนดังนี้
- การระเบิดลมปราณ
ให้นั่งสมาธิในท่าโยคะ เพราะจะสะดวกสบายสำหรับการไหลเวียนของลมปราณมากกว่าการนั่งท่าปกติที่ใช้ในการรวมปราณหรือรวมจิต โดยวางฝ่ามือทั้งสองหงายฝ่ามือขึ้นวางไว้บนเข่า แล้วเปิดบทสวดมนต์หรือดนตรีธรรมชาติบำบัดที่ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายร่างกายจิตใจ เป็น “รูป” (เสียง) ในการนำจิตเข้าสู่รูปฌาน ก่อนเข้าสู่ภาวะไร้รูปต่อไป จากนั้น ให้รู้สึกเคลิ้มมีความสุขเพลิดเพลินไปกับบทเพลง ให้อารมณ์ปีติเป็นกำลังส่งจิตให้แรงกล้า แล้วหมุนร่างกายโดยให้ท้องน้อยเป็นจุดศูนย์กลาง (พลังวัตรที่สะสมอยู่ที่ตันเถียนจะถูกกระตุ้น) ให้หมุนเพื่อบดกระตุ้นบีบเอาพลังวัตรที่จุดนี้ให้ออกมาในรูปลมปราณ โยหมุนเวียนขวาเท่านั้น คือ ซีกซ้ายไปหน้า ซีกขวาไปหลัง วนเป็นเกลียว เสมือนกับว่าท้องน้อยที่บ่อพลังจุดกำเนิดพลัง แล้วส่งพลังนั้นพุ่งขึ้นไปเหนือหัว ร่างกายทั้งร่างราวกับเชือกที่ไร้กระดูก อ่อนพลิ้วไหวไปกับเสียงเพลงอย่างเพลิดเพลิน ให้ลืมทุกสิ่ง ทิ้งทุกอย่าง อะไรก็ไม่อยากได้ ไม่อยากเอาทั้งสิ้น ชั่วขณะที่ฝึก อย่าให้ความคิดอื่นหรือจิตที่ไม่ดีเข้ามาปน ต้องการเพียงความอิสระเบาสบายแห่งจิตเท่านั้น จนเริ่มรู้สึกถึงพลังที่มีปราณมากขึ้นโดยลำดับได้อย่างชัดเจนขึ้นทีละน้อย เหมือนกับเรานั่งอยู่กลางกระแสน้ำวน มีแรงบางอย่างพัดพาร่างเราให้วนไป โดยที่เราแทบไม่ได้ออกแรงกายเลย
- การเปิดทะลวงจักระทั้งเจ็ด
ให้กำหนดจิตว่ามีพลังจากท้องน้อยพุ่งผ่านลำตัวขึ้นไปทะลุศีรษะทุกครั้งที่หมุนวน ก็มีพลังพุ่งออกไป ราวกับมีผู้บีบเอาน้ำออกจากผ้าที่เปียกทำให้น้ำไหลออกจากผ้า (ผ้าอุปมาคือร่างกาย ส่วนน้ำอุปมาคือลมปราณ) โดยมีทิศทางการไหลทะลวงขึ้นศีรษะโดยตลอด เมื่อรู้สึกถึงความโปร่งโล่งทั้งร่างกายท่อนบนได้จากการทะลวงลมปราณขึ้นด้านบนแล้ว ให้กลับทิศลงทางด้านล่าง คือ ใต้พื้นที่นั่งทับอยู่ ราวกับนั่งทับจักรที่หมุนอยู่ จากนั้นให้ย้อนขึ้น จากพื้นทะลวงเลยขึ้นไปเหนือศีรษะ การจะเปิดด่านเพื่อทะลวงลมปราณได้โดยไม่เจ็บปวดนั้น ผู้ฝึกจะต้องมีจิตใจผ่องใสเพลิดเพลิน ไม่ฝืน ไม่กลัว ไม่ระแวง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เสียสมาธิ ไม่หวั่นไหว และปล่อยจิตเดิมแท้ที่ลึกอยู่ข้างใน ให้ได้รับการกระตุ้นออกมา ปล่อยให้มันแสดงอาการเต็มที่ ถึงจุดนี้ บางท่านจะถูกแรงหมุนพัดร่างให้ล้มลงกลิ้งกับพื้นไปมาหลายรอบ ไม่อาจหยุดได้ ทั้งบางรายยังมีอาการอาเจียนอีก นับว่าเป็นด่านที่ผ่านยาก และหลายท่านท้อถอยและเลิกฝึกจนพลาดโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย จำต้องรู้จักเคล็ดลับ ที่มีเฉพาะที่อายระมิตรเท่านั้น คือ การกำหนดจิตให้แรงที่ไหลวนในร่างนั้น ทะลวงออกจากร่างทางศีรษะ หากลมปราณไม่ถูกขับออก จะถูกกักในร่าง เมื่อออกจากสมาธิ จะมีอาการดิ้นออก อยากปลดปล่อย จู่ๆ เดินไปดีๆ ก็จะมีอาการหมุนวนอยู่ร่ำไป เหมือนควบคุมลมปราณในร่างไม่ได้ อาการเช่นนี้ ทั้งพระอาจารย์รัตน์ และพ่อครูบัญชาก็ล้วนผ่านมาแล้วทั้งสิ้น แม้นผู้เขียนยังถูกแรงปราณในร่างให้เข้าป่าไปฝึกวิชชากับเถาวัลย์และต้นไม้ในป่า ด่านนี้นับเป็นด่านที่ต้องอดทน
- การเปิดทะลวงชีพจรทั่วร่าง
เมื่อลมปราณทะลวงจักระทั้งเจ็ดได้แล้ว อย่าเพิ่งเลิกการฝึกกลางคันโดยทันที ให้ถ่ายลมปราณที่มีแรงมากมายมหาศาลที่พัดพาร่างกายเรา ราวกับเราไม่ได้ออกแรงกายเลยนั้น ไปยังส่วนต่างๆ ที่เหลือของร่างกาย คือ แขนทั้งสองข้าง และขาทั้งสองข้าง ถึงจุดนี้ แขนและขาจะร่ายรำหรือแสดงบทบาทที่จิตเดิมแท้ต้องการสื่อสารกับใจ กับสมองของเรา มันจะแสดงออกมาเป็นการกระทำ ให้เห็นอดีตชาติ บ้างได้รื้อฟื้นอภิญญาเก่า บ้างได้กระบวนท่ามวยจีนโดยที่ไม่เคยจดจำที่ใดมาก่อน หากอดทนฝึกถึงที่สุดแล้ว จะได้ถึงขั้นฝ่ามือล่องลอย คือ ร่ายรำราวกับฝ่ามือล่องลอยได้อย่างอิสรเสรี เป็นกระบวนท่าที่ต่อเนื่องสัมพันธ์กันนับไม่ถ้วนและไม่จบสิ้น จนไม่อาจจดบันทึกหรือจดจำได้ทัน ในขั้นนี้ จะมีด่านที่ต้องผ่านไปขั้นสูงสุดของวิชชาไร้ลักษณ์เป็นด่านย่อยๆ อีกสองด่าน คือ
- บดเนื้อเปลี่ยนเส้นเอ็น
คือ การร่ายรำกระบวนท่าแล้วให้ลมปราณพัดเพเอาร่างกายไป จนกระทั่งเกิดความเจ็บปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอย่างมาก จนถึงจุดหนึ่ง ความเจ็บปวดเมื่อล้าพลันมลายหายไปสิ้น ราวกับร่างกายไม่เหลือเนื้อและเส้นเอ็นเลย หากเคยนั่งสมาธินิ่งๆ เมื่อด่านเส้นเอ็นคลายตัวจะรู้สึกเหมือนเส้นเชือกที่ตึงอยู่ๆ ก็ขาดผึง แต่ไม่เจ็บปวด กลับมีแต่ความเบาสบายผ่อนคลายยิ่งขึ้นไปอีก หากสำเร็จขั้นนี้ ร่างกายจะเบาสบายมาราวกับคนไม่มีร่างกายเนื้อ เบาหวิวทั้งตัว
- บดกระดูกฟอกไข
คือ การร่ายรำกระบวนท่าต่อจากขั้นบดเนื้อเปลี่ยนเส้นเอ็น โดยปล่อยให้ลมปราณที่ถูกกระตุ้นทีมีอยู่มากมายนั้น ให้พัดเพเอาร่างกายร่ายรำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนรู้สึกราวกับกระดูกกำลังถูกบดหักกรอบแตก ทีละส่วนๆ ถึงจุดนี้ จะได้ยินเสียงเหมือนกระดูกกรอบแตก แต่ไม่ได้แตกจริง และกลับไม่มีความเจ็บปวดใดๆ มีแต่ความเบาสบายผ่อนคลายอย่างยิ่งยวดเข้ามาแทนที่ จนรู้สึกราวกับกระดูกทั้งร่างแตกกรอบสลายไปไม่เหลือกระดูกอีกเลย ร่างกายราวกับเป็นมวลพลัง เป็นน้ำที่ไหลวนไปมา จิตล่องลอยในกระแสน้ำอย่างร่าเริงมีความสุขความสบาย ทิ้งกายทั้งหมดไปสิ้น และสัมผัสจิตวิญญาณที่มีพลังได้อย่างเต็มเปี่ยม ระหว่างที่รู้สึกกระดูกแตกนั้น จะรู้สึกราวกับกระดูกมีมากมายเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วถูกบดให้เล็กลงไปอีก ในบางส่วนเช่น มือ แต่บางส่วนอาจมีความรู้สึกเพียงเล็กน้อย
ทั้งนี้ ท่วงท่าต่างๆ ที่เคลื่อนไหวไปนั้น ไม่มีการจดจำหรือทำท่าตามแบบใดๆ ทั้งสิ้น จะต้องปล่อยให้จิตเดิมแท้ที่อยู่ข้างในถูกกระตุ้นเต็มที่ จนแสดงอาการออกมาเอง ยกเว้นกรณีอดีตชาติของผู้ฝึกผู้นั้นไม่มีวิชชานี้เลย และมีความสามารถหรือความพร้อม ก็จะถ่ายทอดกระบวนท่าให้ฝึกใหม่ แต่โดยปกติแล้ว จะใช้หลักการปล่อยให้จิตเดิมแท้แสดงอาการร่ายรำออกมาเอง โดยจิตจะสอดสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับบทเพลงสวดมนต์ต่างๆ และเคลื่อนไหวไปเองอย่างกลมกลืน เป็นลักษณะหนึ่งของดนตรีบำบัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวร่างกายเป็นแนววิถีโค้งเป็นวงกลมวนไปมา เมื่อเพียงพอ ดีแล้วก็จะเปลี่ยนท่าต่อไปเรื่อยๆ จนสามารถถ่ายเทลมปราณได้ครอบคลุมหมดทุกส่วนในร่างกาย
- ระบายปราณควบคุมพลัง
ขั้นนี้ให้ระบายลมปราณที่ได้รับการกระตุ้นมากมายนั้นให้ออกไปให้หมด อย่าให้เหลือค้างไว้ เพราะจะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยเหมือนนักกีฬาที่มีกรดแลกติคเหลืออยู่ และยังทำให้ไม่เกิดอาการหมุนนอกเวลาทำสมาธิอีกด้วย ในบางท่านหลังฝึกสมาธิหมุน แล้วทำกิจวัตรประจำวันจู่ๆ ก็เกิดอาการหมุนขึ้นมาเฉยๆ ด้วยสาเหตุนี้นั่นเอง จึงต้องมีการระบายลมปราณให้หมด ลมปราณเสียจะออกไป ลมปราณบริสุทธิ์จากจักรวาลจะเข้ามาแทนที่ (หลังทะลวงทั้งเจ็ดจักระแล้ว) นับเป็นการจบการฝึกในทุกครั้งที่ใช้ปราณธรรมจักร หรือหากมีเศษลมปราณเหลือ จะต้องฝึกเก็บลมปราณเข้าที่ให้เป็น ให้ถูกวิธี ลมปราณธรรมจักรจึงจะไม่ตื่นออกมานอกเวลานั่งสมาธิ สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
เมื่อฝึกลมปราณธรรมจักรอย่างต่อเนื่องดีแล้ว สามารถเรียกลมปราณขึ้นมาใช้ และขับเคลื่อนร่างกาย เรียกว่า “กำลังภายใน” ผู้ใช้กำลังภายในจะรู้สึกได้ชัดเจนว่ามีการใช้พลังภายนอกหรือพลังจากร่างกายน้อยมากในขณะที่เคลื่อนไหว เช่น รู้สึกว่าร่างกายเคลื่อนไปโดยไม่ค่อยได้ออกแรง หรืออกแรงเพียงนิดเดียวแต่ได้ผลมากผิดปกติ เมื่อฝึกมากขึ้นก็สามารถเรียกใช้ลมปราณธรรมจักร เพื่อการบำบัดรักษาโรคให้ตนเองได้ ทั้งยังสามารถเรียกลมปราณออกมาใช้ในขณะต่อสู้, การทำงาน, การรักษาโรคให้ผู้อื่นด้วยการถ่ายลมปราณให้เป็นต้น อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ฝึกธรรมจักรใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้รับการรับรองในความสามารถด้านการบำบัดด้วยลมปราณ กรุณาอย่าเพิ่งรีบถ่ายลมปราณรักษาผู้อื่น
ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังชีวิตและกำลังภายใน
การเคลื่อนไหวของมนุษย์มีการใช้พลังงานโดยรวมสามแหล่งด้วยกัน คือ กำลังภายนอก (พลังจักรวาล), กำลังภายใน (พลังจิตวิญญาณ) และกำลังกาย (พลังทางชีวภาพ) เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ขออธิบายกำลังทั้งสองแหล่งก่อนที่จะอธิบายการประสานกำลังทั้งสามแหล่งร่วมกันในการเกิดการทำงานหนึ่งๆ ดังต่อไปนี้
๑.๑) กำลังภายนอก (พลังจักรวาล)
หมายถึงพลังงานทุกชนิดที่อยู่ภายนอกร่างกายและจิตใจ เช่น พลังแสงอาทิตย์, พลังเส้นแรงแม่เหล็กโลก, พลังดึงดูดจากดวงจันทร์, พลังจากบุคคลอื่นที่กระทำต่อเรา, พลังไฟฟ้าภายนอก, พลังประจุเคมี ฯลฯ พลังจักรวาลเหล่านี้ หากเทียบเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ในการทำงานหนึ่งๆ ของมนุษย์แล้ว จัดเป็น “กำลังภายนอก” ในหลักการใช้พลังขั้นสูงหลายชนิดได้นำพลังเหล่านี้มาช่วยมนุษย์ เช่น คานงัด, เครื่องจักรกล ฯลฯ ในหลักการฝึกจิตในสมัยโบราณ มีการใช้พลังภายนอก เช่น ไอคิโด ศิลปะการต่อสู้ที่ใช้แรงของคู่ต่อสู้จัดการคู่ต่อสู้, ยูโด ศิลปะการต่อสู้ที่ใช้หลักแรงโน้มถ่วง ศิลปะการต่อสู้เหล่านี้ใช้พลังภายในตนเองแต่น้อย ใช้พลังภายนอกร่างกายมากกว่า ในศาสตร์การฝึกจิตโบราณยิ่งกว่านั้น ได้ฝึกการดูดซับพลังภายนอกหรือพลังจักรวาลเหล่านี้ด้วย โดยใช้หลักการเลือกเฉพาะพลังจักรวาลที่มีผลดีต่อชีวิตมนุษย์ แล้วขับถ่ายพลังที่ไม่ดีภายในร่างกายออกไป เสมือนการหายใจเข้าออกเพื่อขับถ่ายอากาศนั่นเอง พลังจักรวาลที่อยู่นอกร่างกายมนุษย์นี้ มีทั้งที่เป็นพลังหล่อเลี้ยงจิต ที่เรียกว่าปราณหรือออร่า และประเภทที่มีดวงจิตร่วมอยู่ด้วย เช่น ผี, วิญญาณ, จิตวิญญาณต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในจักรวาล วิธีการนำเอาพลังงานเหล่านี้มาใช้ประโยชน์นั้นมีมากมาย บ้างนำมาใช้ในการหล่อเลี้ยงหรือรักษาตนเอง บ้างนำมาใช้งาน เช่น สั่งให้ผีหรือเทวดาไปทำงานให้ตน เป็นต้น
๑.๒) กำลังภายใน (พลังจิตวิญญาณ)
เป็นพลังชีวิตที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ซึ่งไม่ได้เกิดจากกระบวนการทางร่างกาย แต่เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการทางจิตวิญญาณ ที่เรียกว่า “พลังชีวิต, ลมปราณ หรือออร่า” นั่นเอง พลังชีวิตหรือพลังจิตวิญญาณหรือลมปราณนี้ มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อสิ่งมีชีวิตหนึ่งๆ ตายลงจะสลายจากร่างกายเดิม แล้วเกิดการรวมตัวกันใหม่ของกลุ่มก้อนพลังงานจากพลังจักรวาลโดยรอบ กลายเป็นการมีอยู่ของจิตวิญญาณในอีกลักษณะหนึ่ง หรือเกิดในชาติภพใหม่นั่นเอง เช่น เกิดเป็นสัมภเวสี (ผี) เกิดเป็นเทวดา, เกิดเป็นเปรตในนรก เป็นต้น กำลังภายในนี้ จะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามหลักอนิจจัง ไม่ได้มีอยู่ในปริมาณและคุณภาพคงที่หรือแน่นอนไปตลอด บางครั้งก็ยังสมดุลหมุนเวียนดี บางครั้งก็เสียสมดุล เช่น ในเวลาเจ็บป่วยก็เสียสมดุลได้ กำลังภายในเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับร่างกายและจิตใจอย่างสูง โดยเฉพาะเรื่องของจิตวิญญาณ หากจิตใจบริสุทธิ์พลังชีวิตจะมีคุณภาพดี มีสีขาวบริสุทธิ์ ถึงแม้ร่างกายจะไม่เปลี่ยนแปลงไปก็ตาม เนื่องจากพลังภายในนี้จะเปลี่ยนแปลงตามภาวะจิตใจ มากกว่าความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เพียงอารมณ์เปลี่ยนแปลงพลังภายในเหล่านี้ก็มีสีสันเปลี่ยนแปลงไปทันที โดยสามารถถ่ายภาพออร่าเพื่อพิสูจน์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ พลังภายในนี้จะช่วยในการทำงานของจิต เพื่อให้จิตสามารถทำงานร่วมกับร่างกายได้ดี และยังทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากพลังจักรวาลด้านลบอื่นๆ ช่วยฟื้นฟูรักษาบำบัดหลังร่างกายมีอาการป่วย เป็นต้น นอกจากนี้พลังภายในเหล่านี้ ยังเป็นเครื่องควบคุมกระบวนการทำงานต่างๆ ของร่างกาย โดยมีจิตเป็นผู้สั่งการ ดังนั้น การฝึกจิตและลมปราณ จึงสามารถควบคุมกระบวนการต่างๆ ของร่างกายได้ เช่น การเผาผลาญอาหาร, การหลั่งฮอร์โมน, การแบ่งเซลใหม่ในร่างกาย ฯลฯ พลังภายในเหล่านี้มี ๗ แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกัน เรียกกันว่าจักระ ซึ่งมีอยู่ตามตำแหน่งของร่างกายทั้งหมด ๗ จักระ ทำหน้าที่ควบคุมร่างกายส่วนต่างๆ แตกต่างกันไป เช่น จักระตาที่สาม ช่วยด้านปัญญา, จักระหัวใจควบคุมหัวใจ เป็นต้น
๑.๓) กำลังกายเนื้อ (พลังทางชีวภาพ)
ได้แก่ พลังงานที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารของร่างกายตามปกติ ซึ่งได้จาก คาร์โบไฮเดรต, น้ำ, ออกซิเจน ทำปฏิกิริยาร่วมกัน จึงเกิดพลังงานขึ้นมา พลังงานจากกายเนื้อนี้แตกต่างจากพลังงานภายใน (พลังชีวิต) ตรงที่ กำลังจากกายเนื้อจะขึ้นอยู่กับร่างกาย แต่กำลังภายในจะขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณมากกว่า แต่ทั้งสองส่วนก็ประสานงานร่วมกันในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ โดยกำลังกายเนื้อนี้จะเกิดจากการหายใจแบบใช้ออกซิเจนและไม่ใช่ออกซิเจนของเซลในร่างกาย ส่วนกำลังภายในเกิดจากจิตสั่งการให้ช่วยหนุนกำลังให้กายเนื้อ เช่น กรณียกน้ำหนักมากๆ สังเกตว่าผู้ยกน้ำหนักจะกลั้นหายใจช่วงหนึ่ง ช่วงที่ไม่หายใจนี่เอง ปริมาณกรดแลกติคจะเพิ่มสูงขึ้น และกระตุ้นให้จิตเกิดความตึงเครียด และขับดันให้ใช้ “กำลังภายใน” มาหนุนร่วมด้วย ดังนั้น นักยกน้ำหนักส่วนใหญ่จะมีการยกน้ำหนักโดยกลั้นหายใจช่วงหนึ่ง ช่วงนั้นเอง จิตจะดึงกำลังภายในมาช่วยยกน้ำหนักด้วย ในขณะที่เมื่อหายใจแบบใช้ออกซิเจน การกระตุ้นกำลังภายในจะลดลง เพราะปริมาณกรดแลกติคมีน้อย ความตึงเครียดมีน้อย การกระตุ้นให้กำลังภายในออกมาจะน้อยกว่าช่วงที่หายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน แต่อย่างไรก็ตาม การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนก่อให้เกิดกรดแลกติค ซึ่งเป็นสารพิษตกค้างในเซลร่างกาย ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายนัก ดังนั้น ในศาสตร์การฝึกจิตโบราณ จึงมีการฝึกใช้จิตควบคุมกำลังภายในโดยให้สามารถกระตุ้นใช้ได้พร้อมการหายใจแบบใช้ออกซิเจน ซึ่งจะมีผลดีต่อร่างกายมากกว่าการกระตุ้นกำลังภายในด้วยการกลั้นหายใจ การฝึกจิตแบบนี้เรียกว่า อานาปานสติ หรือ การฝึกเดินลมปราณ ซึ่งไม่ใช่แค่การดูลมหายใจเข้าและออกเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการรวมจิตใจและร่างกายเป็นหนึ่ง ขณะหายใจเข้าและออกอีกด้วย
ปัจจัยที่กระตุ้นกำลังภายในให้ตื่นขึ้น
กำลังภายในที่ถูกเก็บอยู่ในจักระทั้ง ๗ ของร่างกาย เรียกว่า “พลังวัตร” เมื่อมีการเคลื่อนที่ไหลเวียนก็จะเรียกว่า “ลมปราณ” ปกติกำลังภายในเหล่านี้จะอยู่อย่างสมดุลและทำงานควบคุมร่างกายในปริมาณที่สมดุลพอดี ไม่มากเกินไป แต่ก็มีบางขณะที่ร่างกายต้องใช้พลังมากเป็นพิเศษ เช่น ไฟไหม้, ถูกปล้น ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ เป็นสิ่งกระตุ้นพลังวัตรที่เก็บไว้ในจักระต่างๆ ให้ตื่นขึ้นมาทำงานได้ ปัจจัยดังกล่าวมีดังนี้
๑. ปริมาณกรดแลกติคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น
๒. อารมณ์เพศและการกลั้นการหลั่งน้ำกาม ซึ่งเกิดได้โดยทั่วไป
๓. ความกลัวและการตกใจสุดขีด เช่น ในขณะที่ไฟไหม้บ้าน
๔. ความหนาวเย็นโดยรอบร่างกาย เช่น ในขณะนั่งสมาธิบนหิมะ
๕. คลื่นเสียงที่มีความถี่คงที่ในจังหวะที่ต่อเนื่อง เช่น เสียงระฆัง
๖. แสงสีวูบวาบบางชนิด เช่น แสงสีที่ใช้ในการเพ่งกสิณ เป็นต้น
๗. พลังจักรวาลภายนอกที่ไหลเวียนเข้ามาในร่างกายแบบฉับพลัน
ปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ สามารถกระตุ้นพลังวัตรที่เก็บไว้ในจักระต่างๆ ให้ตื่นขึ้นได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจิตในตอนนั้นใช้พลังงานใดอยู่ หรืออยู่ในภาวะใด เช่น ขณะกลั้นการหลั่งน้ำกาม พลังวัตรกุณฑาลิณีจากจักระที่หนึ่งจะตื่นตัวขึ้น, ขณะยกของหนักโดยกลั้นหายใจ พลังวัตรตานเถียนจากจักระที่สองจะตื่นตัวขึ้น, ขณะฟังเสียงระฆังพร้อมเดิมลมปราณธรรมจักร พลังวัตรที่ธรรมจักรในจักระนั้นๆ ก็จะเคลื่อนไหวตื่นขึ้น เมื่อกำลังภายในเหล่านี้ตื่นขึ้นแล้ว ก็ต้องมีการระบายออกและใช้ประโยชน์ หาไม่แล้วจะทำให้เกิดการคั่งค้างของพลังงานส่วนเกินในกล้ามเนื้อร่างกาย มีผลเสียต่อร่างกายได้ไม่ต่างกับนักกีฬาที่ออกกำลังกายโดยไม่ใช้ออกซิเจน ดังนั้น จำต้องมีความเข้าใจถึงกำลังภายในเหล่านี้ และสามารถวัดระดับกำลังภายในที่ไหลเวียนอยู่ว่าสมดุลหรือไม่ มีส่วนใดขาดหรือเกินไป หากขาดก็ต้องเพิ่มพูนให้สมดุล หากเกินก็ต้องระบายออกให้หมด เป็นต้น