จากเมืองลับแลสู่เมืองแม่หม้าย ผีแม่หม้าย และวิชชาอสูรนางคณิกา
จากเมืองลับแลสู่เมืองแม่หม้าย ผีแม่หม้าย และวิชชาอสูรนางคณิกา
เมืองลับแล เป็นเมืองในโลกทิพย์ ไม่ใช่เมืองของมนุษย์ที่มีกายสังขาร แต่มนุษย์บางคนก็พบเมืองเหล่านี้โดยบังเอิญ เมืองลับแลคือที่อยู่ของจิตวิญญาณ ที่ต่ำกว่าเทวดา แต่ไม่ต่ำลงไปถึงอสูร ซึ่งพวกเขามีบุญน้อยและกรรมน้อย จึงต้องมีความเป็นอยู่คล้ายมนุษย์มาก กล่าวคือ ต้องทำไร่ทำนา ทำมาหากิน เมื่อมนุษย์หลงเข้าไปเมืองลับแลแล้ว ก็คิดว่าเมืองลับแลเป็นเมืองเพราะมันคล้ายกันมาก ทว่า เมืองลับแลไม่มีมนุษย์อยู่เลย มีแต่จิตวิญญาณเท่านั้น ในบทความฉบับนี้จะกล่าวถึงเมืองลับแล เมืองที่คนกล่าวขานกันว่าอยู่ที่อุตรดิตถ์ หรือเมืองเกิดของ “พระยาพิชัยดาบหัก” ที่มีความพิสดารดังจะกล่าวต่อไป
เมืองลับแลต้องกรรม ทำให้อยู่อยากยากลำบาก และหลายครั้งต้องย้ายเมืองหนีพวกเทพและอสูรเหล่าอื่นที่มารุกรานอยู่เสมอ ทำให้เมืองลับแลได้ชื่อว่า “ลับแล” กล่าวคือ เมือมีผู้บุกรุกเข้าไปแล้ว มักย้ายเมืองหนีไป จิตวิญญาณผู้ชายในเมืองลับแลจะรักสงบ และเลี่ยงสงคราม หนีสงคราม ไม่เสียสละชีวิตเพื่อรักษาบ้านเมืองของตน ตายไปแล้ว ก็เกิดเป็นจิตวิญญาณผู้ชายในเมืองลับแล ไม่มีอาณาจักรของตนเอง ไม่มีบุญเลี้ยงตัวดังเช่นเทวดาเหล่าอื่น (เทวดาอยู่ได้ด้วยเสวยบุญเก่าที่ตนกระทำไว้เก่าก่อน) ดังนั้น พวกเขาจึงต้องทำงานหนักเหนื่อย แล้วแทนที่จะเจริญได้ดี ก็ต้องย้ายหนีเทพและอสูรเหล่าอื่นที่มีฤทธิ์มากกว่าไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง จิตวิญญาณผู้ชายจะตายหมด เพราะหมดกรรมแล้ว เหลือไว้แต่จิตวิญญาณผู้หญิงเท่านั้น ระยะนี้เรียกว่า “เมืองแม่หม้าย”
เมืองแม่หม้ายจึงมีแต่จิตวิญญาณแม่หม้ายอยู่เท่านั้น และพวกเขาจะอยู่อย่างยากลำบากขึ้นไปอีก กรรมรุมกระหน่ำพวกเขาหนักเข้าไปอีก เพราะแม่หม้ายพวกนี้ก่อกรรมมากในยามมีชีวิต ได้แย่งสามีผู้อื่นบ้าง เป็นโสเภณีเพื่อหากิน จนทำให้ครอบครัวผู้อื่นแตกแยกบ้าง จึงต้องมาเสวยกรรมในเมืองลับแล แล้วต้องกรรมเสื่อมลงจนกลายเป็นเมืองแม่หม้ายในที่สุด เมืองแม่หม้ายเมื่อได้จิตวิญญาณผู้ชาย หรือมนุษย์ผู้ชายที่หลงเข้าเมืองไป แม่หม้ายก็จะรุมกันแย่งชายผู้นั้นด้วยความกระหายกาม และก่อกรรมซ้ำรอยเก่าคือ กาเมสุมิจฉาจาร เป็นเหตุให้เกิดวิบากกรรมกระหน่ำเมืองแม่หม้ายอีกครั้ง บันดาลให้เมืองล่ม เมื่อเมืองแม่หม้ายล่มสลายลงไปแล้ว จิตวิญญาณแม่หม้ายอยู่ไม่ได้ ไม่มีที่อาศัยอีก ต้องเป็นจิตวิญญาณเร่ร่อนไปอาศัยในเมืองมนุษย์ ระยะนี้เรียกว่า “ผีแม่หม้าย”
ระยะที่กลายเป็นผีแม่หม้ายไปแล้วนี้ จะสิงอยู่ในกายมนุษย์ โดยเลือกมนุษย์ที่มีบุพกรรมเช่นเดียวกับตน คือ เป็นหญิงที่ไม่มีสามีแต่ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคือ ไม่มีสามีแต่มีเพศสัมพันธ์กับชายอื่น โดยเฉพาะสามีชาวบ้าน และส่งผลให้ครอบครัวชาวบ้านที่เคยอยู่ปกติดี ต้องแตกแยก ร้าวฉาน ผู้หญิงเหล่านี้กลายเป็นร่างที่ผีแม่หม้ายใช้อาศัย ตกกลางคืน ผีแม่หม้ายจะออกไปสูบกินพลังชีพจากผู้ชาย ทำให้ผู้ชายที่ทำงานหนักหมดแรงและตายไปเอง ที่เรียกว่า “ไหลตาย” ให้สังเกตดู หมู่บ้านไหนมีคนไหลตายมากๆ ให้ดูผู้หญิงที่ไม่มีสามีแต่ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ แอบเล่นชู้กับสามีผู้อื่น หญิงนั้นแหละที่มีจิตวิญญาณของ “ผีแม่หม้าย” สิงอาศัยอยู่ เวลาจะปราบ ต้องหาตัว “ราชินีแม่หม้าย” ก่อน แล้วปราบตัวพญาหรือราชินีให้ได้ จากนั้นค่อยตามเก็บลูกน้องบริวารมัน สังเกตไม่ยาก ตัวพญาหรือราชินีจะมีความเป็นผู้นำ อยากใหญ่ อยากครอบครอง เช่น เป็นหญิงไม่มีสามีแต่เล่นชู้กับสามีผู้อื่น แล้วสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน, อบต. อันนี้แหละใช่เลย
ผีแม่หม้ายนี้ระยะแรกยังไม่ร้ายกาจเท่าใดนัก เพราะเป็นปีศาจอสูรชั้นต่ำ ในตอนแรกที่ไม่สูบพลังชีวิตคน ยังอยู่ในเมืองแม่หม้าย หรือเมืองลับแลนั้น ยังไม่เสื่อมลงถึงขั้นเป็นอสูร แต่เมื่อไม่มีอาหารกินเองได้ จนต้องมาสูบพลังชีพมนุษย์เมื่อไร เมื่อนั้น “ผีแม่หม้าย” ก็คือ ปีศาจ คือ อสูร อย่างเต็มตัว อสูรแม่หม้ายนี้ ไม่ร้ายกาจในช่วงแรก จนกระทั่งมันได้สูบพลังชีพผู้ชายมากถึงจุดหนึ่ง จนอิทธิฤทธิ์แก่กล้าแล้ว ก็จะร้ายกาจมาก ปราบยาก ระยะนี่เรียกว่า “ปีศาจนางคณิกา” จะมีวิชชานางคณิกาคือ เสพกามกับชายเพื่อสูบพลัง
อสูรหรือปีศาจแม่หม้าย ดูยากกว่าพวกปอบและกระสือ เพราะอาการดีกว่า คล้ายมนุษย์มากกว่า เก็บอาการได้มากกว่า ไม่ดูกินสกปรกมูมมามผิดมนุษย์ แบบพวกเปรต, กระสือ แต่ถ้าใช้หลักสังเกตที่ให้ไว้ข้างต้นก็จับตัวมันได้ไม่ยากนัก และจำต้องปราบก่อนที่จะสายเกินไป หากมันสูบพลังชีพมนุษย์มากจนแก่กล้าแล้วจะปราบยากมาก ต้องใช้มนุษย์เพศชายที่มีอสูรมังกรดำ ไปสูบพลังชีพมันด้วยการมีเพศสัมพันธ์กัน หรือไม่ต้องมีก็ได้ เพราะมังกรดำสูบพลังชีพมารและอสูรได้โดยไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ แต่พวกผีแม่หม้ายจะสูบพลังชีพมนุษย์ได้ต้องผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หากยังไม่แก่กล้านักก็ไม่ต้องใช้อสูรมังกรดำปราบ เรียกเข้าของมัดไว้โดยใช้คาถานารายกรึงจักร แล้วค่อยเอาไปทำลายทีหลังก็ได้ แต่ถ้ามีเมตตาจะโปรดให้หลุดพ้นความเป็นอสูรก่อนก็ได้ ตามแต่กำลังบารมีจะทำได้ แต่ถ้าปล่อยไว้นาน ผู้ชายในหมู่บ้านจะตายกันมากด้วยโรค “ไหลตาย” ไม่ควรทำ
จะกล่าวถึงวิชชานางคณิกาว่าวิชชานี้เป็น “อวิชชา” ไม่ใช่วิชชานำไปสู่ความพ้นทุกข์ จะมีได้ก็ต้องมีพลังปราณที่เคยบำเพ็ญไว้แต่เก่าก่อน รื้อฟื้นคืนอภิญญาเมื่อไรก็เริ่มกิจได้เมื่อนั้น หรือไม่ก็ต้องมีจิตวิญญาณบางดวงเข้ามาร่วมอาศัยในกายสังขารจึงจะมีวิชชานี้ได้ เช่น ในหญิงที่ถูกผีแม่หม้ายเข้าสิง ผู้หญิงเหล่านี้ มีเพศสัมพันธ์กับชายใด ชายนั้นจะมีกำลังจิตลดลง อุดมการณ์ลดลง ความห้าวหาญ กร้าวแกร่งลดลง จนหมดกำลังจิตกำลังใจ ทำงานหนักจน “ไหลตาย” ไปในที่สุด อาการจะค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อย ให้สังเกตคนที่ทำงานหนัก แต่ไม่ค่อยได้มรรคผลมาก เคยขยันแล้วเริ่มท้อถอย นั่นแหละ พวกผีแม่หม้ายอาจเข้ามาสูบพลังชีพเข้าในยามหลับกลางคืนทีละน้อยแล้ว หากเขามีกำลังใจลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ยังต้องทำงานหนักเรื่อยๆ วันหนึ่ง ชายคนนี้จะไหลตาย
วิชชานางคณิกาทำให้ผู้ใช้สะสมพลังปราณไว้ในร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ หากท้องเมื่อไร คลอดบุตรแล้วจะเสียพลังปราณให้แก่บุตรทั้งหมด สูญสิ้นพลังปราณที่สั่งสมมาได้ ดังนั้น พวกนี้จะหาวิธีการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ให้กำเนิดบุตร ดังนั้น พระเยซูจึงสอนว่าอย่าคุมกำเนิดให้ปล่อยไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น เพราะผีแม่หม้ายใช้การคุมกำเนิดนี้ ในการสูบพลังชีพผู้ชาย แม้จะใช้ถุงยางอนามัยก็ป้องกันได้แค่โรคเอดส์ หรือพวกเปรตชั้นต่ำที่เรียกว่า “วิมานิกเปรต” แต่ถุงยางอนามัยไม่สามารถต้านฤทธิ์ของผีแม่หม้ายได้ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์มากกับหญิงเหล่านี้ที่ให้ฟรีให้เปล่า และมีถุงยางอนามัยป้องกัน ให้ระวังไว้ว่าจะมี “ผีแม่หม้าย” แทรกอยู่ในกายของผู้หญิงเหล่านี้ และคอยสูบพลังชีพไป
ทางที่ดีคือ อย่ามีเพศสัมพันธ์กับคนที่เราไม่ได้ทดลองคบหาพิสูจน์ใจจนแน่ชัดดีแล้วว่าสมควรที่จะเป็นสามีภรรยากัน ผู้หญิงที่ให้เปล่าให้ง่าย และป้องกันเราจากโรคเอดส์อย่างดี ก็สามารถเอาชีวิตเราได้ทีละน้อย ด้วยการสูบพลังชีพไปทีละน้อยจนกระทั่งเราสูญเสียพลังมากเข้าถึงขั้นไหลตาย แต่ถ้าสูญเสียพลังน้อย ยังไม่ทันไหลตาย เจอผีชนิดอื่นเล่นงานต่อ เจ้ากรรมนายเวรซ้ำกระหน่ำตอนที่กำลังปราณ พลังภายในเราลดลงนั้นก็อาจตายได้ด้วยโรคอื่นๆ อีกมากมาย เพราะอสูรที่รอกระหน่ำซ้ำมนุษย์ที่มีกำลังปราณถดถอยนั้นมีอยู่มาก เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ ซึ่งรักษาหายได้ด้วยฤทธิ์ยา ฤทธิ์ของพวกอสูรชั้นต่ำนี้ไม่มาก มาจากนรก จึงพอรักษาได้ แต่มันมีเยอะมาก และรุมกระหน่ำอย่างหิวโหยกระหายอยาก ทำให้มนุษย์ที่เป็นโรคไข้หวัดชนิดนี้ตายลงอย่างรวดเร็ว ไม่ทันรักษา
ปัจจุบัน มนุษย์ป่วยเป็นโรคต่างๆ กันมากมาย สาเหตุในทางธรรมนั้น มาจากจิตวิญญาณจำพวกอสูร ไม่ใช่เทวดาชั้นสูงจะกระทำกับมนุษย์ ไม่ใช่ฝีมือมารเพราะมารเป็นเทวดาชั้นหกมีบุญมาก (แต่หลงผิดทาง จิตมีมิจฉาทิฐิทำให้ขวางกั้นนิพพานเท่านั้น) ดังนั้น ต้องระวังว่าอสูรจำนวนมากบุกเข้ามาอยู่ร่วมกับมนุษย์แล้ว การแก้ไขหรือป้องกันที่ดี คือ การมีจิตวิญญาณที่ดี มีพลังภายในสามารถปกป้องตนเองจากโรคภัยต่างๆ ได้ เช่น การฝึกลมปราณแบบไทเก๊ก ที่ทำได้ตั้งแต่เด็กถึงคนชรา ในทางการแพทย์มองว่านั่นคือการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงป้องกันโรค แต่ในทางธรรมก็ขออธิบายดังนี้เทอญ