การพิจารณาดูว่าบุคคลมีธรรมจักรเคลื่อนหรือยัง
การพิจารณาดูว่าบุคคลมีธรรมจักรเคลื่อนหรือยัง
คำว่า “ธรรมจักร” มีความหมายหลายลักษณะแล้วแต่บุคคลแต่ละท่านจะหยิบเอาสมมุติบัญญัติอันเป็นคำศัพท์ของกลางนี้ไปใช้ในความหมายอย่างไรก็แล้วแต่ท่านนั้นจะนิยาม ไม่มีใครผิด แต่เราต้องเข้าใจผู้ใช้คำนี้ว่าเอาไปใช้ในความหมายใด ดังจะกล่าวต่อไป
ธรรมจักร ในความหมายแคบคือ บทสวดพระธรรมจักร อันนี้ไม่ต้องแปลมาก ความหมายมีแค่นี้ เป็นความหมายแรกที่ชาวพุทธพอจะนึกออกและเข้าใจได้
ธรรมจักร ในความหมายเชิงนามธรรม อันหมายถึง การเคลื่อนธรรม หรือการประกาศพระธรรม สร้างศาสนาของพระพุทธเจ้า หมายถึง การประกาศธรรม เผยแพร่ธรรมของพระพุทธเจ้านั่นเอง
ธรรมจักร ในความหมายเชิงรูปธรรม อันหมายถึง สัญลักษณ์กากบาทไขว้คล้ายเครื่อง หมายสวัสดิกะแต่กลับทิศกันเป็นเครื่องหมายแสดงถึงการเจริญก้าวหน้าของพุทธศาสนา
ธรรมจักร ในความหมายของนักปฏิบัติสมาธิแนวหนึ่ง เป็นกรรมฐานสายมหายาน หมายถึงการทำสมาธิโดยการเดินลมปราณหมุนวน ที่เรียกว่า “สมาธิหมุน” นั่นเอง
ธรรมจักร ในความหมายของโลกทิพย์ หมายถึง อาวุธชนิดหนึ่ง จะอยู่ในกายทิพย์ของเทพเทวดาชั้นสูง โดยเฉพาะโพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก เหมือนสัญลักษณ์ธรรมจักรที่พบเห็นในมหายาน แต่จะมีทั่วไปตามกายทิพย์ ทำหน้าที่เคลื่อนหมุนลมปราณภายในกายทิพย์
ธรรมจักร อันหมายถึงเฉพาะในบทความนี้ หมายถึง ธรรมชาติของแต่ละคนที่จะดำเนินไปสู่การบรรลุธรรมโดยไม่หลงทางได้ด้วยตนเอง อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีคนคอยบอกหรือสอน ไม่หลงทาง ไม่สะเปะสะปะ ไม่ทำกิจที่ไม่ใช่ของตน เป็นศิษย์ที่อาจารย์จะไว้ใจปล่อยให้ดำเนินชีวิตไปได้เองโดยไม่ต้องคอยดูแลสั่งสอนอีกต่อไป เรียกว่า ธรรมจักร เคลื่อนแล้ว เครื่องจักรแห่งธรรมดำเนินไปแล้ว เดินเครื่องเองได้แล้ว
ในบทความนี้จะใช้ความหมายสุดท้ายนี้ เพื่ออธิบายพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติธรรม ที่ปฏิบัติจนถึงขั้นธรรมชาติภายในเคลื่อนดำเนินไปเองอย่างตรงทางสู่ทางธรรมในวิถี ในแบบของตนเอง ไม่ใช่แบบของใคร ไม่ต้องให้มีใครมาสั่งหรือคอยบอก ซึ่งกว่าจะปฏิบัติธรรมได้ถึงขั้นนั้นไม่ใช่ของง่าย และเมื่อถึงขั้นนั้นแล้ว จะทราบได้อย่างไรว่าธรรมเดินไปถึงขั้นนี้แล้ว บทความนี้จะอธิบายถึงลักษณะของการเคลื่อน “ธรรมจักร” ของแต่ละคน
เมื่อธรรมจักรเคลื่อนแล้วบุคคลมีลักษณะอย่างไร?
แตกต่างกันตามแต่วิถีธรรมภายในของแต่ละบุคคล ว่าทำบุญกรรม สร้างบารมีมาอย่างไร บางท่านทำมาทางด้านปราบ ก็จะเดินสายปราบ บางท่านทำมาด้านโปรด ก็จะเดินสายโปรด จะปราบหรือโปรดก็จะมีกลุ่มเฉพาะของตนเอง เช่น บางท่านปราบเฉพาะมารเล็ก บางท่านปราบเฉพาะมารใหญ่ บางท่านปราบเฉพาะอสูรเล็ก บางท่านปราบเฉพาะอสูรใหญ่ ด้านโปรดก็ไม่เหมือนกัน บางท่านโปรดเด็ก, บางท่านโปรดมารอสูรกลับใจ, บางท่านโปรดเทพ-พรหม, บางท่านโปรดพุทธภูมิ (ผู้บำเพ็ญบารมีแล้วปรารถนาสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า) แม้แต่วิธีปราบและโปรดของแต่ละคนก็แตกต่างกันอีก บางคนปราบโดยการรบทัพจับศึก, บางคนปราบโดยการต่อสู้ประจันหน้าตรงๆ ตัวต่อตัว, บางคนปราบแบบลอบฆ่าเหมือนนินจา, บางคนปราบแบบใช้ หยิน-หยาง กำจัดกันเอง, บางคนปราบโดยการใช้ความอ่อนสยบแข็ง ใช้ผู้หญิงลดความก้าวร้าวของผู้ชาย ฯลฯ ไม่เหมือนกัน การจะทราบได้ว่าแต่ละท่านได้ผ่านพ้นความเป็นปุถุชน ที่มีแต่เรื่องปากท้องจองจำไว้ เข้าสู่มรรคาแห่งธรรมของตนเองได้หรือยังนั้น ต้องใช้เวลาสังเกตนาน จึงจะสรุปได้
ตัวอย่างบุคคลที่มีธรรมจักรเคลื่อนแล้ว (ตัวอย่างเกิดขึ้นจริง แต่ขอสงวนนาม)
นาย ก. เดิมเป็นคนล้มเหลวในชีวิต ทำให้ทุกข์ เครียดและกินแต่เหล้าไปวันๆ ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไร เหมือนคนไม่มีค่าอย่างนั้น แต่เมื่อได้ทำคุณงามความดี ปฏิบัติธรรมจนผ่านแล้ว ธรรมจักรเคลื่อนแล้ว เขาได้คลุกคลีอยู่กับผู้มีอำนาจทางการปกครองท้องถิ่น โดยการกินเหล้าวงเดียวกัน แรกๆ เขาก็หลงเชื่อคนอื่นไปหมด ช่วยงานคนเหล่านั้น แต่ไม่นานนัก เขาก็ถอยออกมา ถอนตัวด้วยเหตุผลส่วนตัว ไม่ได้บอกใคร และมักเป็นเช่นนี้บ่อยๆ เขาก็เปลี่ยนกลุ่มไปเรื่อยๆ เมื่อถอนตัวออกมาแล้ว คนที่เขาเข้าไปคลุกคลีด้วยก็รับกรรมที่ตนเองได้ก่อไว้ อันนี่มีจุดสังเกตได้ว่าธรรมจักรเคลื่อนแล้ว คือ
๑) แม้เขาเข้าไปคลุกคลีกับคนไม่ดี แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็ถอนตัวออกมาได้เอง โดยไม่ต้องมีคนไปสั่งสอน นี่เป็นลักษณะของบัณฑิตลุยโคลนในระยะแรก เขาจะแปดเปื้อนกับคนไม่ดีบ้าง แต่จะไม่จมปลักกับคนชั่วเหล่านั้น แต่กรรมเก่าของเขาทำไว้แบบนั้น คือ ทำกรรมร่วมกับคนชั่วไว้ เคยมีบุญกรรมพัวพันกับคนประเภทนี้
๒) เมื่อเขาถอนตัวออกมา เวรกรรมก็ดำเนินไปตามตรง คือ ใครทำดีก็ได้รับผลดี ใครทำชั่วก็ได้รับผลชั่ว แม้แต่ละคนเดิมอาจจะมีฤทธิ์มีเดช มีพลังคุ้มกันกายปกป้องตนเองจากเจ้ากรรมนายเวร จนไม่มีใครปราบได้ แต่เมื่อเขาเข้าไปแล้ว คนเหล่านี้ก็สิ้นฤทธิ์เดชลง แสดงว่าธรรมที่เขาเดินสอดคล้องกับกฎแห่งกรรม ตรงนิพพาน
๓) แม้เขาจะหลงในระยะแรก แต่เขาก็ได้สติกลับมาในภายหลัง แสดงว่าเขามีสติตลอด ไม่ได้หลงแบบกู่ไม่กลับ และหากสนทนาดู จะพบว่าปัญญาเขาสูงขึ้น
ภายนอก เขาเป็นคนที่ติดเหล้า ติดเพื่อน และมักเข้ารวมกลุ่มกับคนเลว หลงคนเลว วันๆ ก็มีแต่เรื่องอย่างนี้ ไม่จบไม่สิ้น จากกลุ่มหนึ่งไปกลุ่มหนึ่ง แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่าแก่นแท้แล้วไม่ได้แย่เลย เพียงแต่ธรรมชาติของเขา เวรกรรมเก่าของเขาทำมาเช่นนี้นั่นเอง นี่ก็นับได้ว่า “ธรรมจักร” ภายในของเขาเองเคลื่อนแล้ว เป็นธรรม “ภาคปราบ”
นาง ข. เดิมเป็นคนโง่เขลาโดนคนหลอกง่าย ทำให้เครียดและทุกข์มาก ต่อมาได้ปฏิบัติธรรม ภายนอกก็ไม่เปลี่ยนแปลง ยังดูเหมือนคนเดิม ไม่ได้มีการนุ่งห่มขาว ไม่ได้มีการเข้าทรง ไม่ได้มีการเข้าวัดทำสมาธิ ไม่ได้ถือศีลอะไรมากกว่าปกติ ไม่มีกินเจ แต่เข้าสู่สังคมท้องถิ่น และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น เช่น ปัญญายาเสพติดในท้องถิ่น โดยทราบละเอียดว่าใครขาย ใครส่งของให้ใคร กระขายยาบ้าที่ไหน เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้เอาข้อมูลไปแจ้งตำรวจ ได้แต่พิจารณาดูว่าพวกเขาจะกลับตัวกลับใจเมื่อไร บางครั้งก็หลงว่าคนนั้นน่าจะเป็นคนดี ให้การสนับสนุน แต่ภายหลังก็ถอนตัวเพราะเห็นความไม่ดีที่ค่อยปรากฏ เข้าใจเครือข่ายของอำนาจในท้องถิ่น ว่าเชื่อมโยงกันอย่างไร ผูกขาดกันอย่างไรโดยละเอียด บางครั้งก็เครียดกับเรื่องแบบนี้บ้าง แต่ก็ยังสนุกที่จะทำต่อไปเองโดยไม่มีใครมาสั่งสอน ยิ่งทำก็ยิ่งรู้มากขึ้น แต่ไม่ได้เข้าไปปรับเปลี่ยนอะไรมากนักเพราะไม่มีอำนาจอะไร ได้แต่ดึงคนไปทางดี ถ้าถึงไม่ไหวก็ปล่อยไป ดึงได้บ้างไม่ได้บ้าง นี่แสดงว่า “ธรรมจักร” ของนาง ข เคลื่อนแล้ว พิจารณาได้จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปดังนี้
๑) มีปัญญาเท่าทันคนมากขึ้น เข้าใจสังคมมากขึ้น เข้าใจถึงเรื่องขั้วอำนาจภายในท้องถิ่น แม้ไม่ได้เรียนจบสูง (จบ แค่ ป. ๔) แต่มีปัญญารู้ทันคน เข้าใจสังคมเอง
๒) การกระทำนี้เป็นการ “โปรด” ในลักษณะหนึ่ง คือ การฉุดช่วยให้มารและอสูรกลับใจ แต่เมื่อไม่สำเร็จก็ปล่อยไปตามกรรม แม้จะเครียดบ้างบางช่วงก็ตาม
๓) ลักษณะธรรมจักรที่เคลื่อน เป็นธรรมแบบ “อวโลกิเตศวร” คือ โปรดอสูรมังกรดำให้กลับตัวกลับใจ เหล่าอสูรที่เคยคิดกลับใจจากชาติที่แล้ว เมื่อรอยกรรมเลวเข้ามาซ้ำเดิม ก็พยายามดึงไม่ให้กระทำซ้ำรอยเดิมอีก จึงพบคนไม่ดีแต่มีอำนาจมาก
ธรรมจักรเมื่อเคลื่อนแล้วแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียวกัน
ธรรมชาติของคนเราทำมาไม่เหมือนกัน และยิ่งไม่ใช่ชาติสุดท้ายที่เราจะได้นิพพานด้วยแล้ว เราจะไม่เหมือนกันเลย แต่จะมีรอยกรรมรอยเกวียน มีรูปแบบเฉพาะตัวแตกต่างกันไป การที่สถานปฏิบัติธรรมก็ดี วัดก็ดี ทำให้คนมีเปลือกนอกหรือรูปแบบที่เหมือนกันนั้น แสดงว่าไม่เข้าใจสัจธรรมพื้นฐานของคน ไม่เข้าใจธรรมชาติของความแตกต่างและหลากหลายของบุคคล สิ่งที่เขาถ่ายทอดไม่ใช่ธรรมะจริง แต่เป็นธรรมะในอุดมคติของตนเอง ว่านี่ถูก นั่นผิด แล้วเอามาตรฐานนั้นมาครอบบุคคลแต่ละบุคคลไว้ให้เหมือนกันภายใต้รูปแบบความถูกผิดของตน ที่ตนได้ตั้งมาตรฐานขึ้นมาเอง เช่น ต้องใส่ชุดสีขาวมาปฏิบัติธรรม จึงเรียกว่าถูก ใส่สีอื่นๆ เรียกว่าผิด เป็นต้น ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่ผู้มีธรรมจริง
เมื่อธรรมจักรของตนเคลื่อนแล้วบุคคลต่างกันดังนี้
๑) คนที่ปรารถนาพุทธภูมิ
คือ ปรารถนาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เขาจะทำตัวเปลี่ยนไป เช่น แสวงหาสัจธรรมด้วยตนเอง หาอาจารย์ ยอมก้มจำนนไปเรียนรู้ธรรมจากผู้อื่น แต่จะหาแนวทางใหม่แบบของตัวเองไปด้วย แม้จะผิดพลาดอย่างไรก็ไม่กลัว บ้างจะเริ่มเข้าหาผู้คน ช่วยเหลือผู้คนเท่าที่กำลังตนจะทำได้ ทำให้เป็นคนที่โดดเด่นมีชื่อเสียง เช่น อาจเป็นนายก ได้ และทำคุณงามความดีเพื่อประชาชนทั้งหลายเหล่านั้น โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนเลย
๒) คนที่ปรารถนาสาวกภูมิ
คือ ปรารถนานิพพานโดยไม่ต้องตรัสรู้เองให้เหนื่อยยาก ไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง ไม่ต้องยากลำบากในการสั่งสมบารมีมากมาย เพียงแค่ขอให้พระพุทธเจ้ามาโปรดก็นิพพานได้ เขาเหล่านี้จะมีความจงรักภักดีตรงต่อผู้ที่เขาหวังจะนิพพานด้วย เช่น ไปศรัทธาต่อหลวงพ่อรูปนั้นรูปนี้อย่างมาก ไม่มีความเป็นผู้นำมากนัก อาจมีบริวารเป็นผู้นำองค์กรต่างๆ ได้ แต่จะยังมีความรู้สึกว่าต้องมีหลักให้ยึดสักหลักที่เป็นมนุษย์ที่น่านับถืออยู่เสมอ
๓) คนที่ปรารถนาปัจเจกภูมิ
คือ ปรารถนาตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือตรัสรู้เอง มีปัญญามาก แต่ไม่อยากมีภาระ ในการสร้างศาสนา หรือฉุดช่วยสรรพสัตว์อื่นใด ขอเพียงเอาตัวเองรอดไปเดี่ยวๆ ได้ก็พอแล้ว ทำให้ไม่ชอบสุงสิงกับใครมาก ไม่ค่อยชอบไประรานใคร และไม่ชอบให้ใครมาระรานตนเอง จะเริ่มแปลกแยกตัวเองออกจากสังคมมากขึ้น แม้ยังมีสังคมอยู่ แต่ใจจะไม่ค่อยพัวพันกับสังคมที่ตนอยู่อาศัยนั้นนัก มีจิตวิเวกสันโดษเหมือนมีโลกของตัวเอง
ท่านที่ธรรมจักรเคลื่อนแล้ว จะมีความชัดเจนในตัวเองในแบบใดแบบหนึ่งในสามแบบนี้ จึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แม้แต่แต่ละแบบ ในแต่ละคนยังไม่เหมือนกันเลย ดังนั้น ต้องพิจารณาลักษณะการเคลื่อนไปของเขาเหล่านี้ให้ดีว่าไปได้ตลอดรอดฝั่งด้วยตนเองโดยไม่ติดข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่าธรรมจักรเคลื่อนแล้ว ไม่ต้องห่วงอีกต่อไป
ในปัจจุบัน สำนักปฏิบัติธรรม ไม่ได้สอนศิษย์โดยคำนึงถึงการพึ่งพาตนเองให้ได้อย่างแท้จริง หลายสำนัก ปล่อยให้ศิษย์ยึดติดกับตน เพื่อหวังลาภสักการะ และความนิยมต่อไป ไม่ได้ตั้งใจทุ่มเทสอนให้ศิษย์พึ่งพาตนเองให้ได้อย่างแท้จริง ศิษย์ก็ยังมีความอ่อนแออยู่ และต้องพึ่งพาอาศัยสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา นี่ยังไม่เข้าสู่ธรรมที่แท้จริง ธรรมจักรยังไม่เคลื่อน เพราะอาจารย์ไม่มีความสามารถในการเคลื่อนธรรมจักรให้ศิษย์ได้ หลายสำนักปฏิบัติธรรมในปัจจุบันเป็นเช่นนี้ และท่านเหล่านี้ จะพัวพันและยึดติดกันมาก มากจนบุญกรรมสะสมร่วมกันมากเกินขอบเขตที่จะรับเป็น “เศษวิบากกรรม” กลายเป็นบุญใหญ่สะสมพรั่งพรู ชดใช้กันไม่หมดไม่สิ้น ทั้งยังยึดมั่นถือมั่นกันอีกมากนัก เมื่อละสังขารตายลง ไม่อาจบรรลุธรรมได้ทั้งศิษย์และอาจารย์ ต้องจุติที่สวรรค์สุขาวดีเป็นส่วนมาก บทความนี้ ขอเตือนให้ท่านที่ยึดมั่นกันมากๆ ให้พึ่งพาตนเองให้ได้เถิด