การบำเพ็ญบารมีแบบเทพนักษัตร

การบำเพ็ญบารมีแบบเทพนักษัตร

การบำเพ็ญบารมีแบบเทพนักษัตร

คำว่า “เทพ” คือ เทวดาที่มีตำแหน่งเฉพาะ ไม่ใช่เทวดานางฟ้าบริวาร ที่ไม่มีตำแหน่งอะไรทำเป็นพิเศษ คนที่เป็นเทวดานางฟ้านั้นมีมาก เพียงแค่มีหิริโอตตัปปะ ได้ตลอดชีพก็จุติเป็นนางฟ้าและเทวดาได้แล้ว แต่การได้ตำแหน่งเทพบนสวรรค์นั้นต้องมีผลงานบนโลกมนุษย์อย่างชัดเจนก่อน ผู้ใดมีผลงานใด ก็ได้รับตำแหน่งนั้นไป เช่น ผู้ที่สร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ทรงธรรมโดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ เลย ทำด้วยน้ำพักน้ำแรง แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่ผลบุญสามารถส่งผลให้ไปเกิดเป็นพระวิษณุเทพ ได้ แต่พระวิษณุเทพ ไม่ได้มีองค์เดียว มนุษย์ผู้ใดที่สร้างบุญบารมีแบบนี้ก็ได้เป็นพระวิษณุเทพทั้งหมด เพราะต่างก็ทำบุญบารมีมาแบบเดียวกัน จะห้ามไม่ให้เป็นนั้นไม่ได้ เมื่อสร้างบุญบารมีแล้วต้องได้รับอย่างนั้น ดังนั้น พระวิษณุเทพ เป็นเพียงชื่อเรียก “ตำแหน่งเทพ” บนสวรรค์เท่านั้น มีเทวดามากมายที่ได้ตำแหน่งนี้ เฉกเช่นเดียวกับ “พระสยามเทวาธิราช” ก็เป็นตำแหน่งเทพเช่นกัน ผู้ที่ได้ตำแหน่งเดียวกันนั้น แม้จะได้สร้างบุญบารมีมาในแบบเดียวกัน แต่องค์ประกอบของการสร้างบุญบารมีไม่เหมือนกัน เช่น บางคนสร้างกุฏิให้พระทุศีล บางรูปสร้างให้พระอรหันต์ ดังนั้น บุญบารมีก็ไม่เท่ากัน เมื่อมีการประชุม แต่ละองค์จะนั่งเรียงตามลำดับบุญบารมีไป ท่านที่มีบุญบารมีมากจะนั่งอยู่หน้าสุด ใกล้องค์ประธานมากที่สุด

สำหรับตำแหน่งเทพนั้น มีหลายระดับ ได้แก่ เทพนักษัตร คือ เทพที่บำเพ็ญมาจากการเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น วัวที่สละตนเพื่อชาวนา ก็อาจได้จุติเป็นเทพหลังจากตายจากวัว, เทพกษัตริย์ คือ เทพที่พัฒนาความเจริญทางโลกทางวัตถุ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์, เทพคุมธาตุ เช่น เทพประจำธาตุต่างๆ, เทพประจำดาวต่างๆ, เทพประจำกิจต่างๆ ที่มนุษย์นับถือ ไล่ไปจนถึง “มหาเทพ” ซึ่งนับเป็นเทพที่สูงสุด เนื่องจาก เป็นเทพที่มาจากพรหมโลก มีวิมานอยู่ในพรหมโลก แต่ได้มานั่งทรงงานที่สวรรค์ชั้นที่สอง เช่น องค์พิฆเนศก็มาจากพรหมโลกแต่ทรงงานที่สวรรค์ชั้นที่สอง เพราะใกล้มนุษย์มากกว่าพรหมโลก จะทรงงานอยู่จนหมดวาระของตน ก็จะกลับวิมานที่พรหมโลก จากนั้นจะมีพระพิฆเนศองค์ต่อไปมานั่งผลัดเวรกันทำงานแทนต่อไป หรือแม้แต่พระศิวะ จะทรงงานโดยอยู่ที่ยอดเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นเขาที่เชื่อมโยงจากนรกผ่านโลกมนุษย์ไปจนถึงสวรรค์ ทำให้สามารถตรวจดูดุลยภาพของสามภพ เพื่อการรักษาไว้ซึ่งสามภพได้ อนึ่งคำว่าสามภพนี้ อยู่ในโลกธาตุของมนุษย์เรานี่เอง เพราะโลกธาตุของมนุษย์ ในใต้ดินมีภพนรก บนฟ้ามีภพสวรรค์ พื้นดินก็เป็นภพโลกมนุษย์ ดังนั้น จึงเรียกว่าสามภพ หรือ ไตรภพ ส่วนในพรหมโลกนั้น มีภพเดียว คือ สุคติภูมิที่เรียกว่าพรหม ไม่มีนรก และไม่มีโลกมนุษย์ ส่วนสุขาวดี ก็เป็นอีกโลกธาตุหนึ่ง ที่ไม่มีสามภพ มีภพเดียวคือสวรรค์สุขาวดีเช่นกัน จึงไม่ใช่ไตรภพ ทั้งนี้ โลกธาตุในจักรวาลนี้ มีเป็นหมื่นโลกธาตุ บางโลกธาตุ จะมีแต่สัตว์ทิพย์อยู่ และเป็นจิตวิญญาณต้นแบบที่จะไปจุติยังโลกธาตุอื่นๆ ต่อไป ในโลกธาตุแห่งสัตว์ทิพย์นั้น ไม่มีมนุษย์และเทวดาอยู่ ยกเว้น ผู้ดูแลสัตว์ทิพย์เหล่านั้น สัตว์ชนิดหนึ่ง มีผู้ดูแลที่มีกายเป็นมนุษย์เพียงหนึ่งคน ทำหน้าที่คล้ายคนเลี้ยงสัตว์ชนิดนั้นๆ แบบนี้ก็มีเหมือนกัน

ในบทความฉบับนี้ จะขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องของเทพนักษัตรก็พอ ดังต่อไปนี้

เทพนักษัตรคืออะไร

เทพนักษัตร คือ เทพที่บำเพ็ญบารมีมาโดยไม่ผ่านกายสังขารของมนุษย์ คือ บำเพ็ญมาจากสัตว์เดรัจฉาน ทำให้มีกายเป็นเทพที่ไม่สมบูรณ์ เพราะจิตมีความยึดมั่นในสัญญาเก่าที่เคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดนั้นๆ ก่อนตาย เช่น กระต่ายที่กระโดดเข้ากองไฟให้คนได้กินเนื้อนั้น จะได้จุติเป็นเทพนักษัตรประจำปีเถาะ มีกายเป็นมนุษย์ มีหัวเป็นกระต่าย ปกติ สัตว์ไม่สามารถคิดที่จะสร้างบุญบารมีได้ นอกจากสัตว์นั้นมีบารมีเก่ามาก เช่น จุติมาจากดวงจิตพระโพธิสัตว์ เช่น พระโพธิสัตว์ที่ยอมจุติไปเป็นวัว เป็นต้น เทพนักษัตรนี้ จึงเป็นผู้ที่พิเศษ มีบารมีเก่า เป็นดวงจิตที่พิเศษโดดเด่นจากดวงจิตสัตว์เดรัจฉานอื่นๆ มากมายนัก

เทพนักษัตรมีอะไรบ้าง

เทพนักษัตรที่คนไทยรู้จักดี คือ เทพนักษัตรประจำปีต่างๆ ทั้งสิบสององค์ คอยลงมาดูแลโลกมนุษย์ โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันในแต่ละปี เช่น ปีวอก เป็นเทพวานร มีเศียรเป็นลิงมาดูแลโลกมนุษย์ แท้แล้วเทพนักษัตรมีมากกว่านั้นมาก แต่เทพนักษัตรประจำปีนี้ ล้วนได้รับการคัดเลือกแล้วว่าให้มาดูแลโลกมนุษย์ได้ ยังมีเทพนักษัตรแบบอื่นๆ อีก ที่ไม่ใช่เทพนักษัตรประจำปี กล่าวได้ว่าสัตว์เดรัจฉานทุกชนิดที่ทำคุณงามความดีก็สามารถเป็นเทพนักษัตรได้ทั้งสิ้น เช่น กระทิง หากทำความดีก็จุติเป็นเทพกระทิงได้ ปกติ เทพเหล่านี้จะอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และคอยช่วยงานพระโพธิสัตว์ หรือพระยูไล และจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปเพราะบำเพ็ญจากสัตว์เดรัจฉานต่างชนิดกัน ดังนี้

๑)    ปีชวด  คือ เทพหนู              ชอบโกงกิน มีพรรคพวกมาก และต้องถูกแมวจับ

๒)    ปีฉลู    คือ เทพวัว               ชอบสะสมทีละน้อยและเอามาพิจารณา เชื่อง

๓)    ปีขาล คือ เทพเสือ             ชอบซุ่มเงียบก่อนจับเหยื่อ เป็นเจ้าแห่งมวลสัตว์

๔)   ปีเถาะ คือ เทพกระต่าย        ชอบสร้างทางหนีทีไล่ไว้มาก มีทางเลือกมาก

๕)   ปีมะโรง คือ เทพนาค           ชอบจำศีลสะสมบารมีช่วยงานศาสนามีบริวารมาก

๖)    ปีมะเส็ง คือ เทพงูเล็ก           ชอบใช้พิษสงต่อกร จ้องอาฆาตทำลาย นอนกิน

๗)   ปีมะเมีย คือ เทพม้า             ชอบแข่งขัน ท้าทาย โผทะยาน รวดเร็ว เชื่อง

๘)   ปีมะแม คือ เทพแพะ            ชอบสันโดษ แต่ถูกเอาไปบูชายัน เหมือนพระเยซู

๙)    ปีวอก คือ เทพวานร            ชอบซุกซน ห้ามไม่หยุด ก่อเรื่อง แต่ไม่เจตนาร้าย

๑๐)     ปีระกา คือ เทพไก่             ชอบเกษตร ค้าขาย ทำครัว มีทั้งส่วนดุและเชื่อง

๑๑)     ปีจอ คือ เทพสุนัข            ชอบเอาอกเอาใจเจ้านาย เหมือนขันที รักสบาย

๑๒)     ปีกุน คือ เทพหมู              ชอบนอนกิน ไม่ทันเล่ห์ใคร เชื่อง ถูกนำไปฆ่า

เมื่อปีกุน ๒,๕๕๑ มีคนจำพวกหนึ่ง มีบุญเก่าคิดมานั่งนอนกินเสวยสุข เป็นผู้มีอำนาจในประเทศไทย สุดท้าย ก็ถูกเขาจัดการโดยไม่รู้ตัว เหมือนหมูที่เขาขุนเอาไว้ฆ่า ในปีชวด พ.ศ. ๒,๕๕๒ มีคนจำพวกหนึ่ง ชอบใช้พรรคพวกแอบโกงกิน กินใต้โต๊ะ กินสกปรก เข้ามามีอำนาจ และถูกแมวจับ จึงมีข่าวอยู่เสมอว่าจับทุจริตได้มากมาย จับผู้ค้ายาบ้าได้มากมายในปีนี้ ส่วนในปีหน้า พ.ศ. ๒,๕๕๓ ปีฉลู เป็นปีของวัว คือ คนที่ค่อยสั่งสมคุณงามความดีทีละน้อย (แทะเล็มหญ้า) รู้จักคิดพิจารณาโดยละเอียด (เคี้ยวเอื้อง) แล้วมีพละกำลังมากพอ (วัวลากของ) จะปรากฏโดดเด่นมากขึ้นในสังคมไทย จะได้รับการดูแลจากคน มีการเลี้ยงดู เหมือนวัวที่มีคนเลี้ยง และวัวจะทำกิจเป็นคุณต่อมนุษย์ เช่น พระสงฆ์ที่สั่งสมคุณงามความดีมาทีละน้อย ไม่ได้รับการเหลียวแล จะค่อยได้รับการดูแล และจะทำกิจเพื่อคุณประโยชน์ต่อสรรพสัตว์มากขึ้น พ่อค้าที่สุจริตจะได้รับการช่วยเหลือ

เมื่อเทพนักษัตรมาจุติจะบำเพ็ญต่อไปอย่างไร

เทพนักษัตรมีวิสัยติดความเป็นสัตว์เดรัจฉาน เมื่อจุติมาเป็นมนุษย์เพื่อบำเพ็ญบารมีให้สูงขึ้นไปได้นั้น จะผ่านด่านสำคัญๆ ได้ จะต้องอาศัยการช่วยเหลือจากผู้มีธรรม เช่น พระหรือเซียน หรือฤษี ก็ได้ เช่น เทพวานรได้พระถังซัมจั๋งช่วยอบรมสั่งสอน, เทพปีระกาได้เซียนช่วยในการบำเพ็ญบารมี, เทพวัวได้พระศิวะช่วยเหลือ (วัวเป็นพาหนะของพระศิวะ) เป็นต้น สำหรับข้าพเจ้านั้น บำเพ็ญบารมีผ่านมาทางเทพปีระกา (ไก่) จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเหล่าเซียนเป็นพิเศษโดยบำเพ็ญแบบ “ดาวลูกไก่” มาก่อน คือ หากินทางคุ้ยเขี่ย จึงต้องเลี้ยงชีพด้วยการเขียน ส่วนเพื่อนของข้าพเจ้าผู้หนึ่งบำเพ็ญบารมีมาทางเทพวานร คือ บำเพ็ญแบบ “ซุนหงอคง” คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งบำเพ็ญมาทางเทพสุกร “ตือโป้ยก่าย” สำหรับท่านผู้อ่านที่ระลึกได้ว่าตนเองน่าจะบำเพ็ญมาทางเทพนักษัตร หรือกำลังมีจิตวิญญาณเป็นเทพนักษัตร แม้ทำคุณงามความดีดั่งเทพ แต่แก้วิสัยคล้ายสัตว์เดรัจฉานไม่ได้ ให้หาท่านผู้ทรงธรรมแบบต่างๆ เช่น พระ, ฤษี หรือเซียน ฯลฯ แบบใดแบบหนึ่งเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของตนให้สูงยิ่งขึ้นไป ก็จะหลุดพ้นจากวิสัยติดความเป็นสัตว์ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น