การฝึกกำลังจิตเพื่อเพิ่มปัญญาญาณ
การฝึกกำลังจิตเพื่อเพิ่มปัญญาญาณ
ปกติ เรามักเคยได้ยินว่ามีการฝึกอภิญญาสายต่างๆ อันนำไปสู่การมีพลังจิตขั้นสูงสามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากได้ แต่ได้เคยกล่าวไว้แล้วว่าพระพุทธองค์ทรงมิได้สรรเสริญการแสดงฤทธิ์ ทรงสรรเสริญการใช้ปัญญามากกว่า บทความฉบับนี้จะกล่าวถึงการฝึกพลังจิต ให้จิตมีกำลังมากขึ้น อันนำไปสู่ความสามารถในการหยั่งรู้ที่มากขึ้น บทความฉบับนี้จะขอแนะนำเคล็ดลับการฝึกจิตเพื่อญาณหยั่งรู้โดยตรงดังนี้
๑) การอ่านวาระจิตของผู้อื่น
ให้ใช้เคล็ด “หลอมรวม” ระลึกว่าเราเป็นเขา เขาคือเรา (หรือใจเขาใจเรานั่นเอง) ทำจิตให้นิ่ง ใส บริสุทธิ์ น้อมจิตลงดิ่งลึก กระแสจิตจะทะลุทะลวงได้ไกล ส่วนการกำหนดจิตเราเป็นเขานั้น เพื่อให้กระแสจิตพุ่งไปยังเป้าหมายได้ตรง ไม่หลงทาง สัมผัสความรู้สึกนึกคิดของเขา เสมือนสัมผัสสิ่งใหม่ที่ไม่อาจอธิบายได้ ด้วยการเพ่งภาพกิจกรรมบางอย่างที่เขากระทำ เพื่อสัมผัสความรู้สึกขณะนั้นๆ ของเขา หากเรามีกำลังจิตทะลุทะลวงได้มาก เราจะล้วงเอาความรู้สึกนึกคิดเบื้องลึกของเขาได้มาก จากนั้น ออกจากสมาธิ แล้วค่อยๆ ลำดับทบทวนความรู้สึกที่สัมผัสได้ พึงระลึกว่า การสัมผัสจิตผู้อื่นนั้นไม่ใช่การปรุงแต่งและคิดเอาเองของเรา แต่เกิดจากการส่งกระแสจิตออกไปตรงทิศ แล้วสัมผัสสภาวะนั้นๆ อย่างบริสุทธิ์ตรงไปตรงมา จากนั้น จึงค่อยนำข้อมูลมาแปลงเป็นคำพูด เพื่ออธิบายสิ่งที่เราได้ไปสัมผัสมา ในช่วงนี้ การแปลความหมายจะลดความถูกต้องของข้อมูลลงได้ ทำให้ต้องมีการตรวจสอบซ้ำหลายรอบว่าถูกต้องเชื่อถือได้จริง
๒) การสัมผัสองค์เทพต่างๆ
ใช้หลักการ “หลอมรวม” โดยเพ่งกระแสจิตไปที่องค์ท่าน เช่น ใช้คำบริกรรมว่า “โอม ศิวะๆๆๆ” คำว่าโอมเป็นการนำจิตให้หลอมรวม คำว่าศิวะ หมายถึงมหาเทพศิวะ เมื่อจิตบริสุทธิ์เพียงพอและกระแสจิตสัมผัสถึงองค์ท่านแล้ว อาจยังไมได้ความรู้มากนัก ให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะเริ่มสัมผัสถึงลักษณะขององค์ท่านได้มากขึ้น เมื่อได้อ่านข้อมูล หรือได้ยินเรื่องราวขององค์ท่าน จะรู้สึกเหมือนเข้าใจได้ง่าย ได้มากกว่าข้อมูลที่ได้รับ ประติดประต่อเรื่องราวได้ดี โดยที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงคิดได้เช่นนั้น การฝึกจิตสัมผัสองค์เทพเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เรารู้กำลังจิตตนเองว่าฝึกถึงขั้นไหน หากกำลังจิตน้อยก็ยากที่จะสัมผัสองค์ท่านได้ หากสามารถสัมผัสองค์ท่านได้ แสดงว่าฝึกจิตตรงทางได้ผล และยังสามารถช่วยสร้างศรัทธาของเราที่มีต่อการฝึกได้
๓) การสัมผัสนรก-สวรรค์
ใช้หลักการเพ่งกระแสจิต ไปยังเป้าหมายต่างๆ ในสวรรค์ชั้นต่างๆ จำต้องให้จิตมีเป้าหมายในการเพ่ง จึงจะไม่เลย และไปถึงสวรรค์ชั้นนั้นๆ เช่น การเพ่งจิตไปที่พระอินทร์ ก็จะสัมผัสสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ การเพ่งจิตไปที่พระพรหม ก็สามารถสัมผัสพรหมโลกได้ เวลาสัมผัส ให้สัมผัสเริ่มต้นแค่ความรู้สึก ความสุข ความละเอียดเบาสบายก่อน แล้วค่อนๆ ขยายวงกว้างออกไปสัมผัสความเป็นอยู่ของเทวดาชั้นต่างๆ อุปมาเหมือนพุ่งธนูเพลิงตรงเป้า แล้วไฟในธนูเพลิงได้ขยายออกไปฉะนั้น การสัมผัสเช่นนี้ จะได้สัมผัสสภาวธรรมที่บริสุทธิ์เช่นกัน แปลความอธิบายได้ยาก หากไม่บรรลุทิพยจักษุ จำต้องกลับมาศึกษาเทียบเคียงกับพระไตรปิฎกอีกครั้ง ว่าตรงกับสิ่งที่เราสัมผัสได้หรือไม่ เพราะเหตุใดจึงต่างกัน เช่น เราอาจเผลอเพ่งกระแสจิตผิดเพราะจิตไม่บริสุทธิ์พอ
๔) ประเมินการจุติของสัตว์
ใช้หลักการว่า “จิตเป็นอย่างไร นำสัตว์ไปเกิดภพนั้น” เช่น มีแต่ความกระหายหิวโหย จะนำพาไปสู่ภพเปรต, จิตมีแต่ความโหดร้ายเคียดแค้น จะนำไปสู่อสุรกาย, จิตที่มีแต่ความอิ่มเอิบในผลบุญ จะนำไปสู่สวรรค์, จิตที่มีแต่ริษยา นำไปสู่มารภพ ฯลฯ ใช้เคล็ด “หลอมรวม” เพ่งดูจิตของสัตว์ที่เราต้องการรู้การจุติของสัตว์นั้นๆ ก็สามารถประเมินได้เบื้องต้นคร่าวๆ ว่าหากสัตว์นั้นๆ ตายลงจะไปจุติยังภพภูมิใด เวลาเพ่งดูจิต ให้ประเมินภาพรวมว่าโดยรวมแล้วจิตเขามีลักษณะคล้ายอะไร โดยไม่ต้องสนใจเปลือกนอก ส่วนที่เป็นสังขารร่างกายปัจจุบัน เมื่อได้ภาพรวมแล้ว ให้นำข้อมูลมาพิจารณาตามหลักการของจิตอีกครั้ง ว่าเป็นจิตที่เข้าลักษณะของสัตว์ชนิดไหน ก็จะได้คำตอบที่ค่อนข้างใกล้เคียงความจริง
๕) การเพ่งกระแสจิตตรวจร่างกาย
จิตที่มีความละเอียดสูง และกระแสจิตที่มีความเที่ยงตรง การรับรู้ที่บริสุทธิ์ไม่ปรุงแต่ง ทำให้สามารถตรวจร่างกายส่วนต่างๆ ของตนเองได้ เพื่อประเมินสุขภาพและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในด้านสุขภาพ ในการตรวจร่างกายจำต้องมีหลักการทางการแพทย์ที่สอดคล้องกับการฝึกจิต เช่น หากฝึกจิตสายลมปราณมา ก็สามารถตรวจดูลมปราณภายในว่าเดินสะดวกหรือไม่ ติดขัดตรงไหนแสดงว่าอวัยวะบริเวณนั้นมีปัญหา หากฝึกจิตสายจตุธาตุวัฏฐานมา สามารถตรวจดูความสมดุลของธาตุทั้งสี่ในร่างกายได้ การตรวจร่างกายด้วยหลักการต่างๆ พัฒนามาจากจิตานุสติปัฏฐาน และเวทนานุสติปัฏฐานร่วมกัน ทำให้สามารถตรวจเช็คส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีความผิดปกติเจ็บปวดส่วนไหนตามกำลังความสามารถของจิตที่ฝึกมา การรับรู้จะไม่บ่งชี้ได้ชัดเจน แต่เตือนให้ระวังได้เร็วกว่าการตรวจผลทางการแพทย์ กล่าวคือ บอกได้ว่าส่วนไหนกำลังมีปัญหาเท่านั้นเอง
๖) การใช้กระแสจิตเพื่อศึกษาความรู้ด้านต่างๆ
วิชาความรู้ต่างๆ บนโลกนี้ ล้วนแต่มีครูบาอาจารย์ทั้งสิ้น เช่น กาลิเลโอ ฯลฯ การศึกษาเล่าเรียนศาสตร์วิชาต่างๆ หากไม่เข้าใจ หรือยากที่จะเข้าใจ สามารถทำสมาธิแล้วเพ่งจิตโดยตรงไปสู่ครูบาอาจารย์สายนั้นๆ เช่น “โอม กาลิเลโอๆๆๆ” จนจิตมีสมาธิหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับท่าน ท่านก็จะมาช่วยสอนทางจิตให้ เรียกว่า “ครูทางจิตวิญญาณ” สำหรับท่านที่ขาดแคลนครู ขาดโอกาสทางการศึกษา แต่มีความใฝ่เรียนรู้ ทุกครั้งที่มีการขวนขวายศึกษา ครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณจะคอยช่วยเหลืออยู่ ท่านเหล่านี้เป็นเทพฝ่ายปัญญา ไม่ใช่ฝ่ายอิทธิฤทธิ์ การช่วยเหลือมักช่วยในช่วงการศึกษาของเรา ไม่ได้ช่วยในด้านการใช้อิทธิฤทธิ์ในด้านต่างๆ คนไทยโบราณจะเรียกว่า “ครูพักลักจำ” ครูเช่นนี้ก็คือ ครูทางจิตวิญญาณ เป็นจิตวิญญาณที่มีอยู่จริง ไม่ใช่คำพูดเล่นลอยๆ สิ่งสำคัญมากคือ “ความศรัทธา” ที่มีต่อครูบาอาจารย์ หากขาดศรัทธาท่าน ท่านจะไม่ยุ่ง
บทสรุปท้ายบทความ
พึงระลึกว่าการใช้พลังจิตทุกครั้ง ไม่ได้มีความแน่นอนสมบูรณ์แบบเสมอไปอย่าได้ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องถูกต้องเที่ยงตรง ถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่เวลาสื่อจิตให้รับความรู้สึกสัมผัสนั้นมาก่อน เป็นข้อมูลดิบเบื้องต้น จากนั้นจึงค่อยพิจารณาตามเหตุปัจจัยต่างๆ และจำต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่ดีภายหลัง บางท่านมีครูบาอาจารย์ที่มีญาณแจ่มใส สามารถตรวจสอบให้ได้ บางท่านไม่มีคนตรวจสอบให้ ควรอ้างอิงตามพระไตรปิฎก ไม่ควรขัดแย้งกับตำราที่คนส่วนใหญ่ใช้อ้างอิงนัก เพราะจะนำมาซึ่งปัญหาในภายหลัง บางท่านสัมผัสสิ่งที่เป็นทิพย์ได้ด้วย ตาทิพย์, หูทิพย์, จมูกทิพย์, ผิวทิพย์, ลิ้นทิพย์, ใจทิพย์ ฯลฯ อายตนะทั้งหกนี้ เมื่อฝึกจนสัมผัสสิ่งที่เป็นทิพย์ได้ ก็จะสามารถบ่งบอกสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อได้ แต่ละท่านย่อมจะมีความสามารถในการสัมผัสในขอบเขตที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของจิต, กำลังจิต ฯลฯ ชาวคริสต์และชาวอิสลามก็มีการสื่อจิตโดยตรงถึงพระเจ้า ซึ่งจะไม่ขอกล่าวว่าพระเจ้ามีลักษณะความเป็นอยู่อย่างไร คือผู้ใด ขอให้ท่านลองปฏิบัติด้วยตนเอง แล้วท่านจะเข้าใจว่าเหตุใดพระศาสดาทุกพระองค์จึงมุ่งเน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่ง ไม่แยกเป็นตัวใครตัวมัน ตัวกูของกู ไม่มีศาสดาคนใดแยกศาสนาออกเป็นตัวกูของกู แต่ต่างมุ่งเห็นภาพหนึ่งเดียวร่วมกันของสรรพสิ่งทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปรมาตมัน, เต๋า, นิพพาน, พระเจ้า ฯลฯ ล้วนไม่นิยมการแบ่งแยกเป็นตัวกูของกู เพื่อชิงดีชิงเด่นว่าใครเหนือใคร อย่างที่มนุษย์ใจหยาบผู้ขาดความเข้าใจในหลักธรรมนิยมทำกันนัก ขอฝากทิ้งท้ายบทความไว้ให้คิดกันสักนิด