“กาม” เรื่องปากว่าตาขยิบที่ไม่สอน แต่ปล่อยให้แอบไปลองกันเอง

“กาม” เรื่องปากว่าตาขยิบที่ไม่สอน แต่ปล่อยให้แอบไปลองกันเอง

“กาม” เรื่องปากว่าตาขยิบที่ไม่สอน แต่ปล่อยให้แอบไปลองกันเอง

กาม หรือเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเกิดมาได้บนโลกใบนี้ เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่บิดาและมารดาของเราทำให้เราเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องโสโครกอย่างที่คนปากว่าตาขยิบบางคนกล่าวหา แต่เพราะความไม่เข้าใจในกามหรือการสืบพันธ์ ทำให้เกิดความหลงในกาม เมื่อหลงในกาม ก็ก่อกรรมที่เลอะเทอะ และทำให้กามถูกมองว่าเป็นเรื่องโสโครกน่ารังเกียจไปในวงผู้ดี ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องที่ทำให้มนุษย์ทุกคนได้เกิดมาเป็นมนุษย์ การไม่พูดไม่สอนเรื่องกามอย่างถูกวิธีทำให้ เยาวชนจำนวนมากต้องแอบไปลองกันเอง และนำความหายนะมาให้เยาชนพร้อมการกล่าวร้ายจากผู้ใหญ่ ในที่สุด เราจึงมักพบว่าเด็กวัยรุ่นเป็นเหยื่อของกาม หลงทาง ไม่มีคนแนะนำ พลาดไปแล้ว อับอาย และถูกต่อว่ารุนแรง ต้องหนีไปทำแท้ง ต้องหาเงินทำแท้งจากการทำผิดกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ ถูกละเลย และมองว่า “มันเลวเอง ต้องซ้ำเติมมัน” ซึ่งเป็นความไร้เมตตาปรานีอย่างที่สุด ที่ผู้ใหญ่ปล่อยปละละเลยเยาวชน เมื่อเยาวชนผิดพลาดก็ซ้ำเติมว่าเป็นคนเลว แล้วบีบให้เยาวชนเข้าสู่ทางตันที่ไม่มีทางออก และหลายรายต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถเพราะพลาดเรื่องกาม แน่นอนว่าการพูดเรื่องเพศสัมพันธ์ในที่สาธารณะนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ แต่การสอนอย่างถูกต้องและแยบคายนั้น เป็นสิ่งที่ควรกระทำมากกว่า และทำมานานแล้วตั้งแต่โบราณกาล เช่น เมื่อแม่เห็นลูกเข้าวัยสาว จะเรียกเข้ามาให้หัดร้อยมาลัย เพื่อฝึกจิตให้ใจเย็นเป็นคนละเอียด พร้อมในการเป็นแม่คน การสอนแบบนี้นับว่าแยบคายมาก เพราะสอนด้วยการปฏิบัติ และให้เป็นไปโดยธรรมชาติไปเอง ไม่มีการบังคับ ไม่มีการพูด ไม่สอนด้วยการท่องจำ แต่ได้ความพร้อมในเรื่องกามอย่างแท้จริง ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงเรื่องกามโดยเฉพาะ เพื่อแก้ไขทิฐิที่ผิดพลาดและส่งผลให้เรื่องกามกลายเป็นอุปสรรคในชีวิต และการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง ดังต่อไปนี้

๑)    อย่าสอนเรื่องการร่วมเพศ แต่จงสอนเรื่องบทบาทความเป็นพ่อแม่คน

การเรียนการสอนเรื่องเพศในปัจจุบัน นิยมความเร้าใจด้วยการเอาอวัยวะเพศผ่าซีกมาให้ดู ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อเด็กเลย ยิ่งกระตุ้นในเด็กจินตนาการถึงแบบที่ไม่ผ่าเสียอีก ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะหาภาพที่น่าตื่นเต้นเร้าใจมาดึงให้เด็กสนใจเรื่องเพศ เพราะเด็กสนใจเรื่องนี้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่กลัวว่าเด็กจะร่วมเพศไม่เป็น เพราะเรื่องนี้เป็นธรรมชาติที่สัตว์ทุกชนิดสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีการสอน แต่สิ่งที่เราต้องสอนในฐานะมนุษย์ คือ “ความเป็นพ่อเป็นแม่คน” ซึ่งเป็นฐานะที่เกิดขึ้นทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์ ทว่าการเรียนการสอนในปัจจุบันละเลยเรื่องบทบาทความเป็นพ่อเป็นแม่คนมาก และยังยึดติดว่าตำราฝรั่งนั้นสมควรเคารพบูชา ทิ้งแนวทางการสอนแบบไทยๆ ไว้ใต้ผ่าเท้า จนเลือนหายไปกับรอยทางเดิน ซึ่งนับว่าผิดอย่างยิ่ง ส่งผลให้เยาวชนปัจจุบัน เป็นพ่อแม่ไม่เป็น แต่ร่วมเพศเป็นเท่านั้นเอง เด็กทารกจึงถูกทำแท้ง, ถูกทิ้งให้กำพร้า, ถูกส่งให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง, ถูกเลี้ยงอย่างผิดวิธี ฯลฯ เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย

๒)    อย่าสอนเรื่องอวัยวะเพศ แต่จงสอนเรื่องบทบาทของสุภาพบุรุษ/สตรี

เยาวชนที่กำลังมีพัฒนาการทางร่างกายไปสู่ความเป็นหนุ่มสาว ถูกละเลยที่จะได้รับการสอน หรือถ่ายทอดวิถีแห่งสุภาพชน ความเป็นสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรี ทำให้ปัจจุบันเราพบเด็กหนุ่มตาตี๋ ปล่อยให้เด็กสาวตาหยีทำงานหนัก เอารัดเอาเปรียบเพศหญิงจนเพศหญิงทำงานเก่งขึ้นทุกวัน เพศชายหลบไปหากินด้วยคำป้อยอ ในขณะที่เด็กสาวตาหยีก็ด่าเก่ง ไม่มีความละเอียดอ่อน ที่สมควรแก่การเป็นแม่คน ทั้งสองทิ้งบ้านเรือน ไปแข่งกันขนเงินเข้าบ้านมาให้ลูก เพื่อหวังว่าจะได้เงินซื้อรถและเงินมากมายส่งให้ลูกออกไปขับรถซื้อของนอกบ้าน ให้พ้นๆ บ้านไป ต่างก็หวังจะได้รถคนละคัน ทีวีคนละเครื่อง ต่างจะได้หันหลังให้กัน ทิ้งบ้านให้ร้าง แล้วไปเพลิดเพลินใช้เงินนอกบ้านเอาตามใจ ไม่ต้องมาแคร์กัน นี่เพราะความเป็นสุภาพบุรุษสุภาพสตรี ได้เลือนหายไปจากสังคมไทย ไม่มีการสอน ไม่มีการถ่ายทอด และไม่มีคนที่เข้าใจจริงๆ ว่ามันคืออะไร ต่างก็คิดเอาว่าผู้หญิงต้องเซ็กซี่ มีอวัยวะน้อยใหญ่เป็นเครื่องร่ายมนต์ให้หนุ่มหลง ผู้ชายต้องโอ่อ่าฟุ้งเฟ้อ มีเครื่องบำรุงบำเรอมากมายไว้หลอกล่อให้สาวหลงในความร่ำรวย ไม่มีใครเข้าใจว่าการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต้องเริ่มจากการพัฒนาตนเองเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีที่แท้จริง แล้วนำไปสู่การเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ดังนั้น ในปัจจุบันเราจึงพบว่าดาราหน้าตาดี แต่งงานกันไม่เท่าไรก็หย่าร้างกันเงียบๆ สบโอกาสค่อยเปิดตัวแถลงข่าวหย่าร้าง เป็นเรื่องฮิตที่แต่งงานเอิกเกริกหมดเงินไปมากมาย แล้วออกมาแถลงข่าวหย่ากันเงียบๆ ในภายหลัง โดยไม่สนใจว่าลูกของตนจะมีวิถีชีวิตเป็นอย่างไรในอนาคต

๓)    อย่าสอนด้วยการพูดปากเปล่าให้ท่องจำ แต่จงฝึกจิตด้วยการปฏิบัติจริง

เราไม่ได้ปฏิบัติด้วยการร่วมเพศให้เยาวชนดู แต่ปฏิบัติให้เห็นความเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่แท้จริง รวมทั้งความเป็นพ่อแม่ที่ดีด้วย การพูดให้ฟัง, การบรรยายหน้าชั้น, การฉายสไลด์, การให้ไปอ่านหนังสือ ฯลฯ เหล่านี้ไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อยสำหรับการปลูกฝังให้เยาวชนเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี การชวนเด็กไปเล่นกีฬายังสามารถเป็นการสอนเรื่องเพศที่ดีให้แก่เด็กได้มากกว่า โดยเลือกเอากีฬาที่เหมาะสมกับเพศและวัยของเด็ก ซึ่งผู้สอนก็มักจะร่วมเล่นด้วยเล็กน้อยหรือเป็นกองเชียร์ก็ดี สามารถแทรกสอดการแนะนำวิถีแห่งสุภาพชนในเด็กได้อย่างแนบเนียนมากกว่า การสอนให้เด็กหญิงทำครัว และสอนให้เด็กชายฝึกกีฬานับว่าเป็นการสอนเรื่องเพศแก่เด็กโดยทางอ้อมแล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรคิดว่าการสอนเรื่องเพศนั้น ต้องพูดเรื่องอวัยวะเพศเสมอไป

๔)   อย่าสอนเรื่องวิธีร่วมเพศอย่างไร แต่จงสอนเรื่องภาระหลังการร่วมเพศ

วิธีการที่แยบคายในการให้เยาวชนระวังตนเองจากการมีบุตร คือ การสอนให้เป็นพ่อแม่ที่ดี ซึ่งยังผลให้เด็กตระหนักถึงภาระหนักและระวังภาวะตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจได้ ปัจจุบันหลายแห่งที่มีการสอนเรื่องเพศ มักเอาเรื่องการร่วมเพศมาเป็นเนื้อหาสำคัญ นั่นหมายถึงการพูดถึงอวัยวะเพศด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ปรากฏว่ามีสัตว์หรือมนุษย์ตนใด ร่วมเพศไม่เป็นหากไม่มีใครสอน ดังนั้น การสอนเรื่องเพศที่ดี จึงควรเน้นไปยังเรื่องการมีบุตร การดูแลบุตร การเลี้ยงดูบุตร โดยอาจสมมุติให้เยาวชนเลี้ยงน้อง หรือหลานของตนเอง เพื่อให้เห็นความยากลำบาก และความรับผิดชอบที่มากมายของการเป็นพ่อแม่คนให้ได้ก่อน เมื่อเด็กยอมรับและเข้าใจความรับผิดชอบของพ่อแม่คนแล้ว เด็กจะเข้าใจพ่อแม่ของตนเองมากขึ้นด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ในครัวเรือนดีขึ้น และยังทำให้เด็กระวังตัวมากขึ้นในเรื่องทางเพศ เพราะเด็กหญิงมากมายที่ไม่ได้ฝึกตน แต่ร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นสาวแล้ว แม้แต่การขยับร่างกายหลายครั้งที่ไม่ระวัง ก็กลายเป็นอันตรายแก่เด็กได้ เมื่อเด็กตกเป็นเป้าสายตาของผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่หวังร้าย เด็กยังไม่รู้ถึงพิษภัยของการไม่ระวังกาย ไม่สำรวมกาย และถูกเป็นเป้าในการข่มขืนโดยที่เด็กไม่รู้ตัวเลย แต่ผู้ใหญ่สามารถเฝ้าระวังและเห็นอันตรายนี้ได้ก่อน จึงสมควรที่ผู้ใหญ่จะสอนเด็กอย่างแยบคายถึงการสำรวมระวังกาย เป็นต้น เพราะหากพลาดพลั้งไปแล้ว เด็กอาจต้องเสี่ยงกับภาระหลังถูกข่มขืนที่มากเกินกว่าจะแบกรับ

๕)   อย่าสอนเรื่องพัฒนาการของอวัยวะเพศ แต่สอนเรื่องพัฒนาการของจิตใจมนุษย์

อวัยวะเพศจะมีพัฒนาการไปเองตามธรรมชาติ เด็กอาจสงสัยลังเล กังวลและไม่แน่ใจคิดว่าตนเองผิดปกติบ้าง แต่อาการเหล่านี้ไม่ทำให้เด็กผิดปกติ หรือเป็นผลลบต่อเด็กเลย จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องมุ่งเน้นสอนเรื่องพัฒนาการของอวัยวะเพศ หรืออวัยวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเพศ เราสามารถละเว้นการสอนเรื่องนี้ได้ และหันไปมุ่งเน้นการสอนเรื่องพัฒนาการทางจิตใจของเด็กที่กำลังเข้าสู่วัยหนุ่มสาวแทน ซึ่งจะมีผลดีกว่าในทุกๆ ด้าน

๖)    อย่าสอนด้วยทัศนคติเชิงลบในเรื่องเพศ แต่จงสอนด้วยทัศนคติเชิงบวก

หลายครั้งที่ผู้สอนเกรงว่าการสอนเรื่องเพศจะเป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากรู้อยากลอง จึงมุ่งไปสร้างทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับเพศ ทำให้เด็กมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนได้เช่นกัน ซึ่งนับว่าเป็นผลร้ายต่อเด็กมากเสียกว่าการไม่สอนเรื่องเพศให้เด็กเสียอีก หลายครั้ง เด็กมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปทางอื่นเพื่อเลี่ยงปัญหาที่ผู้สอนสร้างทัศคติเชิงลบดักทางไว้ให้ ทำให้เกิดพฤติกรรมแผลงแปลกใหม่ และส่งผลร้ายต่อเด็กมากขึ้นไปอีก การสอนด้วยทัศนคติเชิงบวก เป็นการยกความดีงามของพ่อและแม่ ความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของการสอนเรื่องเพศนั้น เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง ในประเทศฝรั่ง ไม่มีการมุ่งเน้นเรื่องพระคุณของพ่อและแม่นัก จึงไม่มีการตราเนื้อหาการเรียนการสอนเรื่องนี้ไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนใดๆ เลย ซึ่งนับว่าผิดมหันต์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ จำเป็นต้องมี ไม่มีก็ถือว่าไม่จบแม้แต่ ป. ๑ นับเอาปริญญาที่ไม่มีเรื่องพระคุณพ่อแม่เป็นใบปริญญาไม่ได้ เพราะขาดความเป็นคน ความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง ดังนี้ หลักสูตรฝรั่งจึงไม่มีค่าในแง่ความเป็นมนุษย์นัก เราจะตามหลังสิ่งที่เลวร้ายเช่นนั้นไม่ได้ หากเราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยปัจจุบัน แล้วยังมีสติที่ไว้พอ มีใจที่เปิดกว้างไม่ยึดมั่นของเก่าของฝรั่งมากเกินไป เราควรให้ความสำคัญกับการสอนเรื่องเพศด้วยการนำพระคุณพ่อแม่มาเป็นเนื้อหาหลัก และสอนในทัศนคติเชิงบวก พร้อมให้เด็กนั้นเดินตามพ่อแม่ที่ดีงาม โดยไม่มีการกล่าวเรื่องอวัยวะเพศและการร่วมเพศเลย

๗)   อย่าสอนภายใต้อารมณ์เพศ แต่จงสอนภายใต้อารมณ์เมตตาของผู้เป็นพ่อแม่

หลายครั้งที่เรามักคิดว่าเพศสัมพันธ์และกามนั้น เป็นเรื่องการสืบพันธ์ วิธีการสืบพันธ์ และอารมณ์เพศ แต่กลับละเลยความรู้สึกรักและเมตตาของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ละเลยวัตถุประสงค์ของการสืบพันธ์ว่าเป็นไปเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์และวงศ์ตระกูล เมื่อไม่เข้าใจว่าจะมีเพศสัมพันธ์ไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เด็กก็มีเพศสัมพันธ์ไปโดยไร้จุดประสงค์ กลายเป็นเพื่อสนองความสนุกสนานชั่วคราวเท่านั้นเอง แทนที่จะนำความรักความเมตตาของพ่อแม่มาเป็นอารมณ์หลักในการถ่ายทอดเรื่องเพศศึกษา แต่กลับพูดเรื่องอารมณ์เพศว่าเป็นอย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร เกิดอะไรบ้าง เด็กที่ไม่มีอารมณ์เพศอยู่ เมื่อได้เรียนรู้จึงกลายเป็นมีอารมณ์เพศไปในที่สุด และไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ อันนำไปสู่ความผิดพลาดอย่างยิ่งของการเรียนการสอนแบบตำราฝรั่ง ที่ต้องมีรูปอวัยวะเพศผ่าซีก ที่ถือเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์นำหน้าเสมอ

สรุปการสอนเรื่องเพศสัมพันธ์

ขอสรุปท้ายบทความว่า “การสืบพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ” แต่การหลงในรสแห่งการสืบพันธ์ นั้นคือ “กาม” ดังนั้น เราจึงต้องเข้าใจ และแยกให้ออก ไม่เป็นคนปากว่าตาขยิบ ก็ในเมื่อทุกวันนี้เรายังมีคู่นอน ยังมีลูกเต้า ยังคิดมีครอบครัว ยังมีเพศสัมพันธ์กันอยู่ ไฉนเลยจึงมาตีหน้าซื่อมือบริสุทธิ์ ไม่ยอมรับความจริง ทำตัวเลียนแบบพระอรหันต์ทั้งๆ ที่เราก็ทำไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องทำ พระอรหันต์นั้นท่านละกามได้ พระอนาคามีละไม่ได้แบบถาวร ละได้แค่ชั่วคราว ก็นับว่าเป็นบุคคลที่สมควรแก่การบูชาแล้ว ไยเราต้องตั้งเกณฑ์สูงว่าคนดีต้องไม่มีเพศสัมพันธ์ ไยเราไม่ยอมรับว่า การปฏิบัติธรรมถึงขั้นอนาคามีนั้นเป็นไปได้ และยังสามารถมีเพศสัมพันธ์สืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ การสืบพันธ์นั้นไม่มีความผิด เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา เป็นหน้าที่ของสัตว์ที่ยอมรับภาวะเป็นพ่อแม่คน ดังนั้น เราๆ ท่านๆ ที่มีเพศสัมพันธ์กันเนืองๆ นี้ ไฉนเลยจะละเสียจากการปฏิบัติธรรมเพื่อหวังอนาคามีผลเล่า ในเมื่ออนาคามีผลก็คือผู้ไม่กลับมาอีกแล้ว ย่อมได้บรรลุมรรคผลนิพพานในภพสวรรค์เบื้องหน้าเป็นแน่แท้ เห็นอย่างนี้แล้ว เราย่อมมีลูกเต้าดำรงเผ่าพันธุ์ได้ปกติ และยังได้นิพพานบนสวรรค์ในชาติภพหน้าอีกด้วย จึงไม่ไกลเกินเอื้อมเลยที่เราจะเร่งการปฏิบัติธรรมในเพศฆราวาส โดยไม่ต้องกลั้นใจบวชพระหรือละกามเลย

ฆราวาสจักดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของการสืบพันธ์อย่างไร?

ต้องยอมรับว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ใช่อรหันต์ ดังนั้น จึงมีกามเป็นเรื่องธรรมชาติในการดำรงเผ่าพันธุ์ เช่นนี้ จึงได้รวบรวมแนวทางการปรับตัวของฆราวาสในเรื่องเพศมาดังนี้

๑)   การละเว้นเรื่องเพศตั้งแต่วัยเยาว์ (ถือพรหมจรรย์)

เป็นวิธีที่ทำได้ยาก และคนจำนวนน้อยทำอยู่ในปัจจุบัน เช่น บวชเป็นเณรตั้งแต่วัยเยาว์ แล้วบวชเป็นพระต่อทั้งชีวิต นับเป็นวิธีที่ปลอดภัยจากความวุ่นวายจากเรื่องเพศมากที่สุด แต่เหมาะสมกับคนกลุ่มน้อย ไม่ใช่วิธีที่ใช้ได้กว้างขวางนัก สำหรับผู้ที่ถือพรหมจรรย์มาก่อน ย่อมสามารถถือพรหมจรรย์ได้ยาวนาน โดยมีความหวั่นไหวน้อย เมื่ออยู่ในที่ที่เหมาะสมไม่ถูกยั่วยุ แต่สำหรับผู้ที่เคยเสพกามแล้ว เป็นการยากที่จะเลิก ลด หรือละ จากกามได้ ทำให้มีปัญหาหากบุคคลที่มีครอบครัวแล้ว มาบวชตลอดชีวิต น้อยนักที่จะสามารถเลี่ยงกามได้ แต่ส่วนใหญ่หลังวัยเกษียรไปแล้ว ธรรมชาติของฮอร์โมนต่างๆ จะลดลงทำให้สามารถถือครองพรหมจรรย์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักคฤหัสถ์ ๔

๒)   การระบายความใคร่ด้วยตนเอง (วิถีชีวิตชายโสด)

การอยู่เป็นคนโสด ไม่ใช่ความผิดปกติ ไม่ใช่ความด้อยคุณภาพ ไม่ใช่การเป็นคนไม่ดีที่ไม่มีใครแต่งงานด้วย ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า “คนโสด” นั้นเป็นคนที่ด้อยกว่าคนที่มีคู่รัก แท้แล้วกลับตรงกันข้าม หากเราทำการสำรวจดูจริงๆ จะพบว่าคนโสดส่วนใหญ่ มีรูปร่าง, หน้าตา, ยศถาบรรดาศักดิ์, เงินทอง, นิสัย ฯลฯ ที่ดีกว่าคนที่มีคู่ครองเสียอีก แต่เพราะเล็งเห็นภาระหนักของการเป็นพ่อแม่คนก็ดี หรือภาระหนักของการครองคู่ก็ดี ทำให้เป็นโสดเพราะเลือกมาก และคิดมาก ในขณะที่คนไม่โสดนั้น ใจเร็วด่วนได้ มือไวกว่า ก็คว้าคู่ครองกันไปก่อน ดังนั้น การเป็นโสดจึงเป็นสิ่งที่ควรยกย่องมากกว่าการมีแฟน โดยคนโสดทั้งหลายสามารถเลือกใช้วิธีระบายความใคร่ด้วยตนเองแทนได้ จนกว่าจะหมดวัยสืบพันธ์ ฮอร์โมนเพศจะลดลง ไม่จำเป็นต้องพึ่งการมีเพศสัมพันธ์อีกต่อไป

๓) การแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี (มีครอบครัว)

เป็นวิธีที่ถูกต้องเหมาะสมและดีงามสำหรับการเป็นเพศฆราวาส การแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณีทำให้ลดปัญหาเรื่องเพศได้มากมายหลายประการ และยังสามารถช่วยให้ปฏิบัติธรรมในเพศฆราวาสได้ในระดับหนึ่ง โดยมุ่งเน้นไปทางการบำเพ็ญบารมี ด้วยการเสียสละตนเพื่อลูกนั่นเอง ดังนั้น หากบุคคลจะเลือกที่จะมีครอบครัว เขานั้นควรเข้าใจในเรื่องการเป็นพ่อแม่คน และต้องพร้อมพอที่จะเสียสละเพื่อลูกของตนให้ได้ และหากสามารถพัฒนาความเสียสละให้มากขึ้น จากเพื่อลูกของตน เป็นการเสียสละเพื่อมหาชนได้ ก็จะได้ผลดียิ่ง ไม่ทำให้การปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบารมีลดลง และหลังลูกของตนมีครัวเรือนหมดแล้ว ยังสามารถละครัวเรือนเพื่อถือบวชตามหลักคฤหัสถ์ ๔ ได้อีกด้วย

๔) การซื้อบริการทางเพศอย่างปลอดภัย (Save sex)

เป็นวิธีที่ผู้ชายจำนวนมากมักใช้เพื่อระบายความใคร่ และเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส ปัจจุบันมีหญิงขายบริการจำนวนมากขึ้น หลากหลายขึ้น พร้อมกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และวิธีป้องกันตัวเองก็มากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ เราไม่อาจปฏิเสธสังคม ความเป็นจริงของสังคมได้ เราไม่ควรดูหมิ่นเหยียดหยามหญิงขายบริการ และไม่ควรให้การสนับสนุนส่งเสริม แต่สามารถช่วยเหลืออย่างจริงใจแบบเงียบๆ ในรูปมูลนิธิเพื่อนหญิงได้ การกวาดล้างหรือต่อต้านหญิงขายบริการ เป็นการไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม เพราะรังแต่จะทำให้สังคมกลายเป็นสังคมปากว่าตาขยิบ ที่ปากก็ว่าแต่ลับหลังไปแอบทำกัน ยิ่งสร้างปัญหามากขึ้นอีก การบริหารและจัดการที่ดี, การนักจิตวิทยาและบริการสาธารณสุขที่เพียงพอ น่าจะช่วยเป็นทางออกที่ดีได้มากกว่า โดยทำร่วมกับการควบคุมคุณภาพเพื่อจำกัดปริมาณให้อยู่ในระดับที่ไม่มากเกินไป เพราะการกวาดล้างการห้ามปราม เป็นวิธีที่ทำไม่ได้จริง และยิ่งส่งผลให้เกิดอัตราการข่มขืนที่มากขึ้นด้วย  

๕) การมีคู่นอนที่ยอมรับและเข้าใจเรื่องเพศ (การมีกิ๊ก)

ปัจจุบันกระแสความนิยมมีคู่นอนนอกสมรส (กิ๊ก) มีมากขึ้น เพราะความอบอุ่นและความรักที่แท้จริงนั้นเกิดได้ยาก ช่องว่างระหว่างบุคคลมีมาก ด้วยปัจจัยด้านเวลาและสถานที่ เช่น คู่ครองที่ต้องแยกกันทำงานเป็นเวลานานๆ ความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อื่นจึงเริ่มมากกว่าคู่ครองของตน และส่งผลให้เกิดการมีชู้แบบยินยอมพร้อมใจ ที่เรียกว่า “กิ๊ก” มากขึ้นในสังคมไทย อันที่จริงแล้ว มนุษย์โบราณมีคู่ครองแบบหมู่ กล่าวคือ เมื่อมีเพศสัมพันธ์กันแล้วก็จะร่วมหมู่อยู่ด้วยกันเป็นฝูงใหญ่เหมือนสัตว์ทั้งหลาย และจะไม่มีการริษยา อาฆาต หรือความลำเอียง แต่รักใคร่สามัคคีกันดี ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ และยังมีลูกหลานที่นับเอาว่าเป็นลูกหลานของคนทุกคน ชดเชยความขาดเกินของการมีคู่แบบ ๒ ต่อ ๒ ไปได้ แต่ในปัจจุบันสังคมละเลยธรรมชาติความเป็นจริงของมนุษย์ข้อนี้ อีกทั้งความลำเอียง ริษยา อาฆาต ความแข่งดีแข่งเด่น เป็นใหญ่คนเดียวนั้นมีมาก การสมรสหมู่จึงยกเลิกไปนาน และบีบบังคับให้มนุษย์ต้องมี “กิ๊ก” กันอย่างลับๆ แทน และนำมาซึ่งปัญหาที่มากกว่า อีกทั้งความรับผิดชอบที่ไม่มีคนรับ บุคคลที่ท้องนอกสมรส, มีกิ๊กโดยไม่มีผู้รับผิดชอบดูแล ฯลฯ จึงเพิ่มมากขึ้น บางครั้ง ส่งผลให้สังคมเป็นสังคมที่มีเพศสัมพันธ์เสรี แต่ไม่มีลูกหลานให้แก่ประเทศชาติ อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น ปัจจุบัน รัฐบาลสิงคโปร์จำต้องรณรงค์ให้ชาวสิงคโปร์มีลูกให้มากขึ้น และรักชาติมากขึ้น หากสังคมสามารถยืดหยุ่นยอมรับกันได้ การสมรสหมู่ และการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวขยายจะเกิดขึ้นได้ และสร้างความรักความสามัคคีให้แก่ครอบครัวได้ นับเป็นการแก้ปัญหา “คู่กรรมที่มากกว่า ๑ คู่” ได้เช่นกัน (คิดว่าสังคมไทยยอมรับยาก) สังคมไทยในอดีต มีภรรยาหลวงและน้อยเป็นเรื่องธรรมดามาก แม้แต่พระราชาก็มีสนมได้มากมาย นอกจากนี้ ชาวอิสลามปัจจุบันก็ยังอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้ถึง ๔ คน โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าการสมรสหมู่นี้เพื่อสนองเพศสัมพันธ์แบบหมู่ แต่เป็นการแก้ปัญหาภรรยาน้อย, สามีน้อยและลูกที่เกิดขึ้นจากเขาเหล่านั้น ให้ได้มีชีวิตเหมือนคนปกตินั่นเอง

๖) การคุมกำเนิดเพื่อมีคู่นอนอย่างอิสระ (Free sex)

เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนในต่างประเทศ แล้วแพร่ขยายอิทธิพลมาสู่ประเทศไทย ในปัจจุบันประเทศไทยมีค่านิยมเช่นนี้อยู่มาก เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วมากพอควร และมีอยู่จริง ตามหลักคริสต์ไม่สนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์เพื่อความสนุก โดยใช้การคุมกำเนิด เพื่อให้คนในสังคมเห็นวัตถุประสงค์และความรับผิดชอบต่อการมีเพศสัมพันธ์ แต่ปัจจุบันเราไม่สามารถห้ามได้แล้ว แม้จะทำตัวเป็นผู้ดี ที่พูดว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็ได้แต่พูดเท่านั้น เพราะผลจากการปฏิบัติจริงได้นั้นไม่มี ไม่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น สมควรที่จะยอมรับความจริง และใช้ปัญญาหาวิธีที่จะแก้ไขและช่วยเหลือบุคคลทั้งหลายที่มีวาระกรรมต่อกันในเรื่องเหล่านี้เสีย เพราะการมีเพศสัมพันธ์อย่างเสรีนั้น ทำให้ขาดเวลาการเรียนรู้ในเรื่องความรักและการปรับตัวอยู่ร่วมกัน เวลาส่วนใหญ่ของบุคคลที่อยู่ในสังคมเพศเสรีนั้น จะมุ่งไปที่การทำตัวให้น่าดึงดูด และลัดสั้นเข้าสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยเร็ว และจบความสัมพันธ์ลงอย่างรวดเร็วเมื่อรู้ตัวว่าจะเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ อันนำไปสู่การหาคู่ใหม่ๆ วนเวียนอย่างนี้ต่อไปไม่สิ้นสุด ไม่จบลงได้ เพราะขาดการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน ทะนุถนอมกัน และปลูกต้นรักฟักฟูมเลี้ยงดูร่วมกันในระยะยาวนาน ดังนี้ เวลาที่อยู่ร่วมกันจึงเหมือนไร้ค่าเปล่าประโยชน์ และทอดทิ้งกันโดยง่าย หากมีการศึกษาทางวิชาการอย่างจริงจังแล้ว เราอาจพบว่า ผู้มีความนิยมเพศสัมพันธ์แบบเสรีนั้น มักประสบความล้มเหลวในชีวิตสมรสเป็นส่วนใหญ่ และมักเป็นคนที่ร่ำรวย มีหน้ามีตา มีความน่าดึงดูดใจต่อเพศตรงข้าม สามารถหาคู่ใหม่ๆ ได้เสมอ แต่กลับล้มเหลวในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับคู่ครองของตนให้นาน ทำให้ชีวิตต้องปั่นป่วนอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ตลอดทั้งชีวิต ความวุ่นวายมาแทนที่ความสงบ และไม่สามารถหลุดพ้นไปจากวงจรความอกหักรักคุดได้ สุดท้าย เมื่อแก่ตัวลงก็ต้องพบกับการปฏิเสธ และอยู่อย่างโดดเดี่ยว ภายใต้หัวใจที่เหี่ยวเฉา ไม่พบรักแท้ทั้งชีวิต นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสังคม แต่เป็นปัญหาส่วนตัวของผู้มีกรรมที่ต้องมีเพศสัมพันธ์เสรีหาทางออกไม่ได้ หลายคนน้อยใจฆ่าตัวตายก็มี ดังนั้น สมควรที่ต้องให้ความเมตตาสงสาร และหาทางออกชี้แนะพวกเขาเหล่านี้เสีย

๖) การเบี่ยงเบนทางเพศ, เพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน (Homosexual)

เป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น และกลายเป็นกลุ่มคนที่มีค่านิยมร่วมกันในกลุ่มอย่างเหนียวแน่น และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมกลุ่มใหญ่ได้อย่างดี ทำให้กลุ่มนี้สามารถอยู่ในสังคมปัจจุบันได้ การมองจากมุมมองของคนภายนอก ว่ากลุ่มคนรักร่วมเพศนั้นดีหรือเลวนั้น ไม่ใช่มุมมองที่เห็นได้หมดนัก เพราะขาดความเข้าใจในตัวกลุ่มคนเหล่านี้อย่างแท้จริง หากจะศึกษากับในทางวิชาการพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีประวัติครอบครัวในยามเด็กที่ไม่ดี ทำให้ทัศนคติที่มีต่อการมีครอบครัวเบี่ยงเบนไปได้ ด้วยการเหนี่ยวนำและชักจูง บวกกับการทดลองในกลุ่มเฉพาะ และยังผลลัพธ์ให้กลุ่มเหล่านี้ สามารถขยายจำนวนได้มากขึ้น เมื่อได้มีการเรียนรู้ทางสังคมกลุ่มย่อยว่า การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันนั้น ทดแทนเพศสัมพันธ์ต่างเพศได้ และยิ่งทำให้ขยายวงกว้างไปใหญ่ เมื่อได้เรียนรู้การปรับตัวเข้ากับสังคมภายนอกได้อย่างแนบเนียน และไม่ต้องมีภาระครอบครัวเหมือนคนทั่วไป การที่กลุ่มเหล่านี้ขยายตัวมากขึ้น จะส่งผลต่อทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าในประเทศในลดจำนวน เยาวชนที่มีคุณภาพลง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มักเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูงและกว้างขวาง ในอนาคตอาจกลายเป็นปัญหาสังคมได้ กล่าวคือ ไม่มีใครอยากเป็นพ่อแม่คน ไม่มีใครตั้งท้องและเลี้ยงดูบุตร มีแต่คู่นอนที่ไม่มีลูก, กิ๊กที่คุมกำเนิดเรียบร้อย, หญิงขายบริการที่ปลอดภัย และชายหญิงที่ปรารถนาเพศเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ จะส่งผลให้มวลมนุษย์ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว และถึงแก่การสูญพันธุ์ได้เช่นกัน การจัดการกลุ่มเพศที่สาม จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ไม่ใช่การห้ามหรือปราบปรามไม่ให้มีเพศที่สาม เพราะต้องยอมรับคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ว่าเป็นคนที่มีชีวิตอยู่จริงในสังคมเช่นกัน เป็นเรื่องที่ห้าม หรือบังคับให้เลิกไม่ได้ แต่ควรหาวิธีชี้แนะการปรับตัวอยู่ในสังคมอย่างเกิดประโยชน์ต่อสังคม เช่น การสร้างค่านิยมให้รับเลี้ยงดูเด็กกำพร้าขึ้นในกลุ่มรักร่วมเพศ โดยการจับคู่พ่อแม่บุญธรรมเข้าด้วยกัน ฝ่ายชายและหญิง (ที่แม้ไม่ได้เป็นคู่รักกัน) แต่ช่วยเหลือกันในการส่งเสียเลี้ยงดูเด็กกำพร้าได้เป็นต้น และได้รับการยอมรับจากสังคมว่าได้ทำหน้าที่พ่อแม่เช่นกัน เช่นนี้ กลุ่มเพศที่สามก็จะมีทางออกเพื่อสังคม ให้ตนเองไม่เหงาอีกด้วย นอกจากนี้ควรหาวิธีไม่ให้เกิดการแพร่ขยายอิทธิพลทางความคิดเรื่องรักร่วมเพศในสื่อต่างๆ หากบุคคลใดจะเป็นรักร่วมเพศ เขาจะแสวงหาด้วยตัวเขาเอง แต่ไม่ควรให้สื่อตกเป็นเครื่องมีแพร่ขยายความคิดของคนกลุ่มน้อยให้คนกลุ่มใหญ่ยอมรับ เพราะการยอมรับโดยพฤตินัย ก็น่าจะเพียงพอแล้วต่อการดำรงชีวิตอยู่ของเพศที่สาม

สรุปการปรับตัวในเรื่องเพศสัมพันธ์

หกแนวทางข้างต้น นับว่าเป็นทางออกในเรื่องเพศสัมพันธ์ที่แตกต่างกันของบุคคลต่างๆ ในสังคม ขอร้องให้ท่านผู้อ่านมีจิตเมตตาปรานีในเรื่องนี้ว่า อย่ามองเรื่องกาม และผู้ที่มีกิจกรรมทางกามแบบต่างๆ อย่างรังเกียจเดียดฉันท์ เพราะการจงเกลียดจงชังกันนั้น ไม่ว่าจะจงเกลียดใคร คนกลุ่มไหน กลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ แม้แต่รังเกียจโจรใต้ ก็นับเป็นจิตอาฆาต ซึ่งเป็นจิตมารในใจเราเอง ขอให้ตั้งจิตให้กว้างในเรื่องรสนิยมทางเพศ และกรรมที่มวลมนุษย์ก่อมาต่างกัน ทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลเรื่องเพศที่แตกต่างกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่คล้อยตามทางที่ชั่ว ย่อมต้องมีปัญญาหยั่งรู้ว่าทางใดดีและทางใดชั่วก่อน แล้วจึงค่อยหาจังหวะโอกาสที่เหมาะสมแก่คน แก่กาล ฯลฯ ในการที่จะช่วยเหลือชี้แนะบุคคลต่างๆ ในเรื่องทางเพศ หรือแม้แต่ช่วยตนเองให้ปลอดภัยพ้นจากอันตรายที่แฝงมาในเรื่องเพศ อุปมากามก็เหมือน น้ำผึ้งอาบยาพิษ มีรสอร่อยหอมหวานชวนลิ้มลอง แต่หากมากเกินพอดี พิษร้ายก็ก่อภัยแก่ตัวอย่างมหันต์ฉะนั้น แนวทางการปรับตัวทั้งหกแนวทางนี้ แนวทางแรกคือถือพรหมจรรย์นับเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่ทำได้ยากที่สุด การครองตนเป็นโสดแล้วจัดการอารมณ์เพศด้วยตนเอง นับว่าเป็นแนวทางที่ดีรองลงมา และแนวทางการมีครอบครัวอย่างถูกต้องตามประเพณีนับว่าเป็นแนวทางที่ดีและเหมาะสม ส่วนการซื้อบริการทางเพศอย่างปลอดภัยในกรณีที่ห้ามใจไม่ได้ และการสมรสหมู่นั้น เป็นสองทางออกใหม่ที่สังคมน่าจะผ่อนปรนได้ ส่วนแนวทางอื่นๆ นั้นไม่ใช่แนวทางที่แนะนำ เพราะเป็นกรรมเฉพาะบุคคลที่ต้องชดใช้ในรูปแบบนั้นๆ นั่นเอง

กรรมฐานที่ช่วยในการประคองตนต่อการบริหารอารมณ์เพศ

บทความสองส่วนข้างต้น เป็นการเท้าความและปูความเข้าใจในเรื่องเพศใหม่ ให้เปิดใจยอมรับความจริงได้กว้างขึ้น ก่อนที่จะจบปิดท้ายด้วยการเอาชนะกามด้วยกรรมฐาน ซึ่งบุคคลสามารถฝึกได้ทุกคนในแต่ละแบบที่แตกต่างกัน ทำให้มีเครื่องมือในการต่อสู้กับภัยแห่งกามได้โดยไม่ปล่อยให้กามครอบงำจิตอย่างไร้ทางต่อสู้ หลักการเบื้องต้นที่สำคัญในการปรับตัวอยู่กับกามในฐานะมนุษย์ยุคที่ต้องดำรงเผ่าพันธุ์โดยอาศัยกาม คือ

          มโนกรรม

๑. ระลึกว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติที่ทำให้เราเกิดขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องสนุกของพ่อแม่ แต่เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ของพ่อแม่ จึงไม่สมควรทำเลอะเทอะ แต่สมควรทำให้งาม

๒. ระลึกว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ละได้ถาวรเฉพาะในพระอรหันต์เท่านั้น แม้แต่พระก็ยังมีจิตอาลัยอาวรณ์เรื่องกามได้ ดังนั้น จะไม่ตั้งกฎเกณฑ์ว่าคนนั้นคนนี้ ต้องไม่มีกาม

๓. ระลึกว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่มีทางออก และทางแก้ไขได้หลายทาง ไม่จำเป็นต้องจบลงที่การมีเพศสัมพันธ์กันเสมอไป สามารถบริหารและจัดการกามได้ในหลายๆ วิธี

๔. ระลึกว่าเพศสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของภาระของการเป็นพ่อแม่คน และการรับผิดชอบต่อคู่สมรส เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่าได้ฟรีเสมอไป เป็นเรื่องที่ต้องมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบ

๕. ระลึกว่าเพศสัมพันธ์สามารถควบคุมได้ด้วยจิต เมื่อฝึกจิตได้ดี ย่อมบริหารจัดการกามได้ดี ละ, ลด, เลิก กามได้ด้วยการฝึกจิต ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีการเอาชนะได้เลยก็หาไม่

          วจีกรรม

๑. ไม่พูดสนับสนุนให้คนอื่นหรือตนเองต้องตกเป็นทาสของกาม แต่พูดให้เป็นอิสระจากกาม (ในกรณีที่เราเองทำได้จริง) หรือสามารถปรับตัวเข้ากับมีกามได้อย่างเหมาะสม

๒. ไม่พูดร้ายต่อผู้มีกาม ไม่สร้างทัศนคติเชิงลบต่อการมีกามแบบปกติ ไม่ซ้ำเติมผู้ทำผิดในเรื่องกาม แต่พูดปกป้อง, ป้องกัน, เตือน, ห้าม ก่อนที่จะเกิดเหตุภัยจากกามได้

๓. ไม่กล่าวร้ายซ้ำเติมผู้มีกรรมในกาม เช่น ผู้ที่ต้องเป็นโสเภณี, ผู้ที่ต้องตกเป็นภรรยาน้อย ฯลฯ แต่สามารถสั่งสอนให้บุตรหลานไม่กระทำการเสี่ยงต่อกรรมดังกล่าวได้

๔. ไม่กล่าวถึงกามในทัศนคติเชิงลบแก่ผู้ที่ไม่สมควรได้ยิน เช่น ฆราวาสที่ต้องทำหน้าที่ผลิตบุคลากรของชาติ แต่กล่าวเชิงลบเพื่อป้องกันในกลุ่มที่ควรได้ยินได้ เช่น พระ

๕. ไม่กล่าวชักจูงบุคคลอื่นให้ปฏิบัติ ในสิ่งที่ตนเองปฏิบัติไม่ได้ในเรื่องกาม แต่สามารถเสนอข้อแนะนำได้ในสิ่งที่ตนไม่เคยปฏิบัติแต่คิดว่าเป็นทางออกที่ดีในเรื่องของกาม

          กายกรรม

๑. ไม่บังคับร่างกายและการกระทำของตนเอง จนเกิดทัศนคติเชิงลบต่อกาม หรือเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนในเรื่องของกาม เนื่องจากกามเป็นสิ่งที่เบี่ยงเบนได้ง่ายหากบังคับ

๒. ไม่บังคับร่างกายและการกระทำของผู้อื่น จนเกิดทัศนคติเชิงลบต่อกาม หรือเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนในเรื่องของกาม เนื่องจากกามเป็นสิ่งที่เบี่ยงเบนได้ง่ายหากบังคับ

๓. ไม่ทดลองกามแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยทดลอง เนื่องจากจะทำให้กามไม่จบไม่สิ้น หากมีคำว่า “ใหม่” แต่ควรจบกิจกาม ในแบบที่ตนเองเอาตัวรอดได้ไม่มีภัย แบบเดิมๆ แทน

๔. ไม่ก่อกิจกรรมอันกระตุ้นยั่วยุในเรื่องกาม ให้แก่สาธารณะชน อันจะยังผลให้มวลชนหลงใหลในกาม แต่สามารถรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจและพอดีในเรื่องของกามได้

๕. ไม่สนับสนุนส่งเสริม กิจกรรมในด้านกามที่ผิดธรรมนองคลองธรรม ควรหลีกเลี่ยงให้ไกลแม้จะได้รับการตอบแทนที่มากเท่าใดก็ตาม เพราะอาจได้รับสิ่งตอบแทนไม่คุ้มเสีย

หลักการประคองตนในกามเหล่านี้ จะช่วยให้ฆราวาสสามารถมีกามได้โดยลดภัยจากกาม ลดกรรมที่จะเกิดขึ้นจากกามใหม่ๆ ได้อีกด้วย ทั้งยังสามารถมีบุตรสืบเผ่าพันธุ์ได้อีก นอกจากนี้ หากบุคคลจะพึงหลีกพ้นหรือเอาชนะกาม สามารถฝึกจิตเพิ่มขึ้นได้ดังต่อไปนี้

๑)   ฌานลึก (ฌานสาม, ฌานสี่ ขึ้นไป)

การเข้าฌานได้ลึกมักเป็นวิธีที่พระใช้ในการสยบกามอย่างได้ผล และการอยู่แบบพระอย่างสงบสงัดปราศจากเครื่องยั่วยุทางเพศก็ช่วยป้องกันตนเองจากกามได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับฆราวาสแล้ว การจะฝึกสมาธิจนได้ฌานลึกนั้น จำต้องมีเวลาฝึกฝนและทุ่มเทพอสมควร เพราะชีวิตที่อยู่กับความวุ่นวายของฆราวาสนั้น ฝึกจิตได้ยากกว่าพระ การที่ทรงฌานอยู่เนืองๆ และปลีกวิเวกอยู่ในความสงัด เลี่ยงสิ่งยั่วยุทางเพศนั้น ทำให้บุคคลสามารถรอดพ้นจากกรรมในเรื่องทางเพศได้ แต่ก็เป็นไปได้ยากสำหรับฆราวาสเช่นกัน ฆราวาสสามารถปฏิบัติธรรมภายใต้อิทธิพลของกามในรูปแบบนี้ได้มากขึ้นในวัยชรา หากประคองตนเองให้ก่อกรรมน้อยไว้ก่อน ก่อกรรมดีให้มาก ในยามชราย่อมมีโอกาสที่ดีได้

๒)   หลักหยิน-หยาง

การอยู่เป็นฆราวาสภายใต้อิทธิพลของกามได้โดยไม่ถูกพัดพาออกนอกธรรม ยังสามารถปฏิบัติธรรม แสวงหาสัจธรรมได้แนวทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการบำเพ็ญแนวเต๋า คือ การบำเพ็ญโดยใช้หลัก “หยิน-หยาง” ซึ่งในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าก็พบว่ามีการบวชเป็นฤษีและมีครอบครัวได้อยู่หลายชาติ ทั้งยังสามารถปฏิบัติธรรมได้โดยไม่เป็นภาระปัญหา แต่การบำเพ็ญในลักษณะนี้ มีปัจจัยสำคัญคือคู่ครองต้องเป็นผู้มีความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติธรรมแบบฆราวาสผู้มีครัวเรือน เข้าใจถึงการปฏิบัติตัวเพื่อให้เกิดความสงบพร้อมแก่การปฏิบัติธรรมในบ้านเรือนของตน ซึ่งนับว่าหาได้ยากนัก คู่ครองลักษณะนี้พบได้เฉพาะในคู่บารมี ที่บำเพ็ญบารมีร่วมกันมาในอดีตชาติ ส่วนคู่บุญนั้น ทำได้เพียงทำดีต่อกัน อยู่กันอย่างมีความสุข แต่ไม่สามารถที่จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติธรรมแบบ “หยิน-หยาง” ได้ นอกจากนี้หากโชคร้ายพบคู่กรรม ก็มีแต่จะทะเลาะเบาะแว้งกันเท่านั้น ดังนั้น การปฏิบัติธรรมแนวทางนี้ แม้ดูเหมือนจะเปิดกว้างให้ฆราวาสทำได้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ฆราวาสจำนวนน้อยมากเท่านั้นที่ทำได้ กล่าวคือ ต้องเป็นคู่บารมีของพระโพธิสัตว์เท่านั้น

๓)   พลังกุณฑาริณี

ด้วยการเคลื่อนลมปราณจากจักระที่หนึ่ง ซึ่งโดยธรรมชาติจะควบคุมเรื่องทางเพศด้วย ดังนั้น พลังชนิดนี้จะตื่นขึ้นเมื่อมีการร่วมเพศและใช้พลังในการร่วมเพศมาก เผาพลาญพลังงานมาก ซึ่งเป็นการระบายลมปราณสายนี้ออกทางทวารด้านหน้า ลมปราณสายนี้สามารถระบายออกทางทวารด้านหลังได้ด้วย (พร้อมกับอุจจาระและผายลม) ซึ่งการระบายออกทางด้านหน้าและหลังเป็นไปโดยธรรมชาติปกติ นอกจากนี้ยังมีทางระบายอีกทางหนึ่ง คือ ทางแนวดิ่ง ด้วยการพุ่งทะยานของลมปราณดันทะลวงจักระทั้ง ๗ ออกไปทะลุกระหม่อม ส่งผลให้ลดแรงขับดันทางเพศลงได้ สำหรับผู้ฝึกปราณกุณฑาริณี หากมีอารมณ์เพศแล้ว ให้เดินลมปราณระบายออกทางกระหม่อมแทนที่จะปล่อยให้ลมปราณไหลออกทางทวารด้านหน้าขณะร่วมเพศ เช่นนี้ จะยังผลให้อารมณ์เพศลดลงระดับหนึ่ง ทั้งยังพบว่าอวัยวะเพศจะหดตัวลงด้วย การเดินลมปราณเช่นนี้ เป็นการลดปัจจัยปรุงแต่งกามให้หมดแรงส่ง และส่งผลให้กามเบาบางลงได้ ทั้งยังได้ผลให้ร่างกายดีขึ้นอีกด้วย

๔)   วิปัสสนาญาณ

เมื่อเข้าสมาธิถึงฌานสาม ให้นำเรื่องกามเข้ามาพิจารณาในสมาธิทันที จิตจะลดภาวะฌานลงเล็กน้อยชั่วคราว แล้วปรับจากฌานหนึ่ง ไปสอง ไปสาม ใหม่ ในระยะไม่นาน จากนั้น จะคลายเรื่องกามออก เนื่องจากจิตในขณะนั้น มีภาวะความสุขสงัดมากกว่าเรื่องกามมาก จิตจะเลือกฌานมากกว่ากาม เมื่อทำซ้ำๆ บ่อยๆ จิตจะหน่ายต่อกาม และหันมาทางฌานแทน จะเสพฌานแทนกามในที่สุด นี่เป็นหลักการใช้วิปัสสนาญาณมาช่วยในการควบคุมกาม ความต้องการในกามจะค่อยๆ เบาบางลงไปตามลำดับ จากกามกิเลสแบบหยาบ ไปสู่กลาง และละเอียด จนหมดสิ้นไปในที่สุด ไม่ควรเร่งร้อนในการกำราบกาม เพราะยิ่งจะส่งผลให้เกิดแรงขับดันในเรื่องกามมากขึ้น ยิ่งอยากตัดกาม กามก็ยิ่งทวีมากขึ้น แต่หากยิ่งเฉื่อยชา สงบเย็น กามก็ยิ่งอ่อนกำลังลง จึงไม่ควรใช้กำลังปราบกาม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น