รวมบทความอนุตรธรรม ชุด อัศจรรย์แห่งพระโพธิสัตว์
อนุตรธรรม เรื่อง ความเป็นอริยะของพระโพธิสัตว์เสื่อมถอยได้ด้วยกรรมตัดรอน
สภาวะของจิตวิญญาณมีความบริสุทธิ์ระดับหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าบริสุทธิ์จากกิเลสนะ แต่หมายความว่าบริสุทธิ์ในภาวะที่ตนเป็น เช่น จิตวิญญาณมารก็จะเป็นมารอย่างเดียว จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าคิดหรือเปลี่ยนใจจากมาร จิตวิญญาณจะสลายทันที และเกิดใหม่ได้ภพภูมิที่ดีขึ้น เพราะจิตวิญญาณมีสภาวะตรงไปตรงมาอย่างนี้ตามธรรมชาติ แต่มนุษย์ไม่ใช่อย่างนั้น มนุษย์มีกายสังขาร เป็นเหมือนภาชนะใหญ่ บรรจุอะไรได้มากมาย นอกจากขันธ์ห้าของจิตวิญญาณหนึ่งๆ แล้ว ยังมีจิตวิญญาณดวงอื่นๆ เข้ามาร่วมในกาย สังขารนั้นๆ ได้ด้วย ดังนั้น มนุษย์ในภาษาไทยจึงถูกเรียกว่า “คน” คือ ไม่มีความแน่นอน ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน ดีปนไม่ดี คละเคล้ากันไปเป็นธรรมชาติ ธรรมดา ไม่อาจหาใครที่จะมีแต่ความดีงามอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องได้ เพราะคนมีกายสังขารเป็นที่รวม ที่ผสมผสานของสารพัดกรรมเก่าที่ก่อเอาไว้หลายชาติ ไม่เหมือนจิตวิญญาณที่จะเสวยกรรมแต่ภพนั้นๆ ไปจนกว่าจะหมดกรรมจากภพนั้นๆ ก็จะดับสลายแล้วเกิดใหม่ (ในกรณีที่ไม่นิพพาน) ไปตามวิบากกรรมอื่นๆ ต่อไป ดังนั้น จึงกล่าวว่าเทวดามีความบริสุทธิ์มากกว่าคนด้วยเหตุนี้
เมื่อเทวดาบนสวรรค์ได้บรรลุธรรม ไม่ปรากฏว่าจะมีความเสื่อมในธรรมของเทวดานั้น คือ ธรรมนั้นไม่เสื่อม เทวดาไม่เสื่อมไปจากธรรมที่ตนได้เช่น ได้อรหันต์แล้วไม่เสื่อมลงจากอรหันต์ ทว่า “คนไม่ใช่เทวดา” มีกายสังขารเป็นที่ประชุมรวมของสารพัดกรรม ดังนั้น คนจึงสามารถเสื่อมจากธรรมที่ตนได้ได้เหมือนกันเช่น คนที่ชื่อ “ชินปัญจระ” ได้อรหันต์เมื่ออายุ ๗ ขวบ แต่มีกรรมเก่ามาตัดรอน ทำให้จิตดวงหนึ่งจุติเป็นท้าวมหาพรหมชินปัญจระ ยังไม่ได้นิพพาน แม้ได้ถึงอรหันต์แล้วก็ตาม นี่เป็น “ปกติของพระโพธิสัตว์” ที่สามารถเอาส่วนบุญบารมีที่ทำไว้มากแต่หนหลัง เพื่อบรรลุธรรมได้ง่ายดาย แต่คนเราไม่ได้มีแต่ส่วนดี ส่วนบุญบารมีก็หาไม่ คนมีบุญบารมีมาก ก็มีกรรมมากด้วยเหมือนเหรียญสองด้าน ดังนั้น วิบากกรรมเลวก็ยังเข้ามาตัดรอน ทำให้ธรรมที่ได้เสื่อมลงได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นมากมาย กับพระโพธิสัตว์ที่เคยบำเพ็ญบารมีจนถึงอรหันต์ไว้ชาติหนึ่งแล้ว แต่ยังมีกรรมชำระไม่หมด จุติขึ้นสุขาวดีเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” มีบารมีขั้น “มหาโพธิสัตว์” ก็จะแบ่งภาคจิตลงมาเป็นมนุษย์เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ได้อีก กรณีภาคแบ่งที่ลงมานี้ จะบรรลุอรหันต์ซ้ำอีกครั้งง่ายมาก แต่จะมีกรรมตัดรอน ทำให้กายสังขารนั้นๆ แปดเปื้อนกรรม เช่น มีมารแทรก คุมร่างกายพาไปทำกรรมชั่วฆ่าคนตายก็มี, เสพเมถุนต้องปาราชิกก็มี, ยักยอกของวัดจนต้องปาราชิกก็ดี เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้นและได้เกิดขึ้นแล้ว มีหลายท่านทีเดียวที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้เกิดความสับสนและไม่เข้าใจของสังคมทั่วไปว่าตกลงเขาเป็นคนดีหรือชั่วกันแน่ เช่น เป็นพระดีอยู่เมื่อวาน วันนี้เข้าคุกเป็นฆาตกรฆ่าคนเสียแล้ว อย่างนี้แหละ อาการของผู้ที่จุติมาจากจิตภาคแบ่งของพระโพธิสัตว์นั้น จิตหลักได้บรรลุธรรมซ้ำจากบารมีเก่า แต่วิบากกรรมไม่หมด ก็ตัดรอนทำให้ต้องถูกจิตไม่ดีเข้าแทรกและก่อกรรมทำเข็ญดังกล่าว ซึ่งก็ต้องยอมรับกรรมตามกฎหมายของทางโลกไปในที่สุด
ถ้าจะพิจารณาเป็นเฉพาะดวงจิตๆ แล้ว นับได้ว่าจิตวิญญาณดวงที่ได้อรหันต์ก็คืออรหันต์ แต่ทว่า จิตวิญญาณอยู่ในกายสังขารร่วมกับจิตวิญญาณดวงอื่นที่อาจเป็นมารหรืออสูรอยู่ เช่นนี้ กายสังขารนั้นจะนับเป็น “พระอริยบุคคล” ไม่ได้ เพราะ “สภาพความเป็นบุคคลไม่สมบูรณ์” คือ กายสังขารของมนุษย์ผู้นั้นมีจิตวิญญาณอื่นแทรกอยู่ดังกล่าว กรณีนี้ควรใช้คำเรียกว่า “เซียนอรหันต์” คือ ไม่นับเข้าถึงความเป็นบุคคลแห่งอริยะ (อริยบุคคล) แต่มีจิตวิญญาณที่ได้อรหันต์อยู่ในกายสังขารนั้นๆ ด้วย ก็สามารถทำกิจหรือสื่อสารใกล้เคียงกับพระอริยบุคคลได้ แต่ต้องระวังเพราะจะเพี้ยนออกไปเล็กน้อย อย่างตัวผู้เขียนเองก็มีความเพี้ยนไปเล็กน้อยเหมือนกัน แต่ก็ต้องทำหน้าที่ของตนต่อไป เราไม่อาจเลือกที่จะเป็นคนที่บริสุทธิ์ผุดผ่องได้ เราเข้าใจตัวเราว่าเรามีบางอย่างไม่ดีในกายสังขาร เราเลือกไม่ได้ที่จะไม่มี แต่เราก็มีกิจหน้าที่ที่จะต้องทำต่อไป ก็ต้องทำต่อไป พร้อมยอมรับความจริงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะจิตวิญญาณที่ไม่ดีนั้น อาจนำพาวิบากกรรมเลวร้ายมาถึงตัวได้ในวันหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจาก “กรรมตัดรอน” ทำให้ธรรมเสื่อมลง
อนุตรธรรม เรื่อง ม้าทรง, คนสื่อ, คนทรงในอนุตรธรรม
คำว่า “ม้าทรง” แท้ที่จริงหมายถึง มนุษย์ที่มีอดีตชาติบำเพ็ญบารมีมาทางสัตว์พาหนะทรงของพระโพธิสัตว์ เมื่อมาเกิดแล้วจะตกรอยกรรมเก่า ถูกพระโพธิสัตว์ขี่ได้ การขี่ในที่นี้คือการ “ทรงหรือครอบขันธ์” นั่นเอง แท้แล้ว มนุษย์เหล่านี้ ล้วนเป็น “จิตแบ่งภาค” ของพระโพธิสัตว์องค์ที่ทรงหรือครอบขันธ์นั้นๆ เอง แต่เมื่อแบ่งภาคครั้งแรกจะเกิดเป็น “อสูรพาหนะทรง” ชนิดต่างๆ กันไป เมื่อบำเพ็ญบารมีหลุดพ้นความเป็นอสูรแล้ว ก็จะบรรลุความเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วต้องโปรด “อสูรพาหนะทรง” ตัวอื่นๆ ต่อไป เมื่อเกิดเป็นคน จะมีดวงจิตหลักที่บำเพ็ญได้พระโพธิสัตว์แล้วหนึ่งดวงจิต อีกดวงจิตหนึ่งมักเป็นอสูรพาหนะทรง และเพราะมีอสูรพาหนะทรงมาอยู่ในกายสังขารด้วย จึงตกรอยกรรมเก่า เป็น “ม้าทรง” ให้กับพระโพธิสัตว์ใหญ่ที่เป็นต้นทางที่แบ่งภาคมาเกิดนั่นเอง โพธิสัตว์ใหญ่ต้นทางนี้ ขอใช้บัญญัติเรียกว่า “ปรมาตมัน” ซึ่งปรมาตมันของบางท่านอาจเป็นจิตวิญญาณจากพรหมโลก เช่น พระศิวะนั้นสามารถแบ่งภาคพระองค์ให้เป็นหนุมานได้ เมื่อหนุมานมาเกิดเป็นคนแล้ว ท่านก็สามารถครอบขันธ์หนุมานที่เป็นคนแล้วนั้นได้ ในขณะที่บางท่านมีปรมาตมันเป็น “พระโพธิสัตว์” ก็จะถูกพระโพธิสัตว์ครอบขันธ์แทนเหล่าพรหม
ตัวอย่างประเภทของสัตว์พาหนะทรง เช่น มังกรดำ มักเกิดเป็นเป็นฮ่องเต้, จิ้งจอกเก้าหาง มักเกิดเป็นขุนนาง, สนม อื่นๆ เช่น เต่ามังกรมักเป็นพวกอำมาตย์-พ่อค้า, หงส์เป็นองค์รักษ์ อนึ่ง “ม้าทรง” ในงานทรงเจ้าที่นิยมแสดงฤทธิ์เอาเหล็กแทงปากนั้น จะมีจิตเป็นอสูรอยู่ แต่ม้าทรงคนไหนที่บำเพ็ญบารมีจนถึงกายโพธิสัตว์แล้ว ก็จะทำหน้าที่สื่ออนุตรธรรมได้ แต่คนสื่ออนุตรธรรมไม่จำเป็นต้องไปแสดงโชว์เอาเหล็กแทงปากก็ได้
คนทรงจะหลุดพ้นกรรมได้อย่างไร
๑) บำเพ็ญบารมีถึงขั้นตายซ้ำรอยกรรมเก่า
เช่น เคยสร้างบุญบารมีสละชีพเพื่อชาติตายในสนามรบมา เมื่อถึงวาระก็ยอมสละชีพตายซ้ำรอยกรรมเก่า แต่จะไม่ตายทั้งตัว เพราะมีบุญบารมีค้ำไว้ ทำให้ตายเฉพาะ “จิตหลัก” ที่มีอดีตชาติเป็น “อสูรพาหนะทรง” ทำให้จิตหลักจุติออกจากร่างกาย แล้วจิตดวงใหม่ซึ่งเป็น “จิตมหาโพธิสัตว์ต้นทาง” (ปรมาตมัน) ที่แบ่งภาคเรามานั้น เข้ามาอาศัยแทน นี่เราก็จะกลายเป็นท่านอย่างแท้จริง (ก่อนหน้าถึงจุดตายนั้นยังไม่จริง) การตายแบบนี้จะทำให้เกิดใหม่ในกายสังขารเดิม เรียกว่า “โอปปาติกะกำเนิด” เช่น พระพุทธเจ้า, พระเยซู ก็มีการเกิดแบบนี้ จากนั้น กรรมยังไม่หมด จิตอสูรพาหนะทรงที่จุติออกจากร่างไปเพราะตาย จะจรจุติกลับเข้ามาอยู่ในฐานะ “จิตรอง” ใหม่ ให้จิตหลัก (ปรมาตมัน) โปรด คราวนี้จิตหลัก (ปรมาตมัน) ต้องชำระวิบากกรรมบ้าง ต้องโปรดจิตรองจนกว่าจะหลุดพ้น
๒) ปฏิบัติธรรมยิ่งยวด แล้วมอบกายถวายจิตวิญญาณไว้
คือ จิตหลักที่เป็นอสูรพาหนะทรง ต้องปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งยวดจนพร้อมเข้านิพพานแล้ว อธิษฐานจิตถวาย “กายสังขารแก่พระพุทธเจ้า” ไว้ จากนั้น ก็ถวายจิตวิญญาณด้วย ไม่เหลือเศษทั้งกายและจิตวิญญาณ ก็จะพ้นสภาพความเป็นคน, สัตว์ หมดกรรมไม่เหลือเลย ไม่นานนัก จิตหลักที่เคยเป็นอสูรพาหนะทรงก็จะนิพพานหรือหลุดพ้นออกจากกายสังขารนั้นๆ ไปได้ ทิ้งให้กายสังขารว่างเปล่า จิตเดิม ปรมาตมันที่เป็นผู้แบ่งภาคมาก็ต้องรับผิดชอบ ต้องจุติลงจากสวรรค์มาอยู่ในกายสังขารนั้นๆ เพื่อทำหน้าที่แทน เพราะจิตเก่าไม่รับผิดชอบงานแล้ว เอาความหลุดพ้นไปเสียแล้ว ออกจากร่างไปเสียแล้ว ดังนี้
กรณีที่ไม่เป็นไปในสองแบบข้างต้น อาจได้รับวิบากกรรมมาก เช่น จิตหลักบำเพ็ญบารมีได้ถึงโพธิสัตว์แล้ว ตกกรรมซ้ำรอยเก่า จนต้องรับอสูรพาหนะทรงมาโปรด (วิบากกรรมดีจากการเคยเป็นพาหนะทรงให้พระโพธิสัตว์ ทำให้ตนได้สัตว์พาหนะมาทรงบ้าง) แต่ทว่าอาจถูกอสูรพาหนะทรงเล่นงานถึงขั้นจิตจุติออกจากร่างได้ ยามนั้นบารมีจะลด ตกกรรมต้องเป็น “อสูรพาหนะทรง” ตัวนั้น ชีวิตก็จะตกต่ำด้วย เพราะเสวยกรรมในรูปอสูร
อนุตรธรรม เรื่อง อัศจรรย์แห่งพระโพธิสัตว์ตอนที่ ๑ “พระมหาสถามปราบต์”
พระโพธิสัตว์มีรูปกายหลายแบบ แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ไป คล้ายๆ กัน เหมือนในสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง เทวดามีรูปกาย ๔ แบบใหญ่ คือ พญานาค, ครุฑ, คนธรรพ์ และยักษ์ ในสวรรค์ชั้นดุสิต ก็มีจิตวิญญาณสถิตอยู่ ๓ ประเภทใหญ่ (ซึ่ง พบในสุขาวดีโลกธาตุด้วย) คือ
๑) กุมารในสวรรค์ชั้นดุสิต (ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะเติบโตเป็นเซียนหรือโพธิสัตว์)
๒) เซียน
๓) โพธิสัตว์
ในกลุ่มโพธิสัตว์นี้ มีรูปกายแตกต่างกัน แบ่งออกเป็นแบบต่างๆ ได้มากมาย ไม่มีชื่อเรียก เพราะเบื้องบนจะเรียกพระนามของท่านนั้นๆ ไปเลย ทำให้การศึกษาของมนุษย์บนโลกเป็นไปได้ยาก เมื่อเห็นรูปกายทิพย์ของท่านเหล่านี้บนสวรรค์ บางครั้งงงมาก เช่น ไปพบพระกวนอิมมากมาย นึกว่าท่านแบ่งภาค ที่ไหนได้ ท่านเป็นคนละองค์กัน มีพระนามต่าง กัน แต่รูปกายแบบเดียวกัน รายละเอียดต่างกันน้อยมากๆ ต้องสังเกตดีๆ (ด้วยตาทิพย์) เช่น บางองค์ห่มผ้าคลุมสีอื่นที่ไม่ใช่สีขาวเช่น เขียว ทอง ฯลฯ บางองค์ถือแจกันน้ำมนต์ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป อันนี้ เป็นของทิพย์คู่บารมี ซึ่งไม่ค่อยเหมือนกัน
ในบทความนี้ ขออธิบายรูปกายทิพย์โพธิสัตว์แบบ “มหาสถามปราบต์” มีลักษณะดังนี้
๑) คู่หยิน-หยาง กับกายทิพย์แบบอวโลกิเตศวร (อยู่ฝั่งขวาและซ้ายของพระยูไล)
๒) ธุดงค์อยู่เสมอ จรเร่ร่อนไม่ติดที่ ส่วนพระอวโลกิเตศวรจะอยู่ประจำที่เช่น มีสำนัก
๓) ต่างจากพระมัญชุศรี (ซึ่งธุดงค์เช่นกัน) ตรงที่ ปัญญาจะไม่มากเท่า แต่ก็ไม่น้อย
๔) เด่นกว่าพระมัญชุศรีตรงที่ พูดสื่อสารกับคนที่ปัญญาน้อยได้ดีกว่า เข้าใจง่ายกว่า
๕) ตัวอย่าง เช่น พระจี้กง, หลวงพ่อเงิน (ซึ่ง ท่านเคยลงมาช่วยผู้เขียนครั้งหนึ่ง)
๖) ปกติ จะทรงพาหนะเป็น “หงส์ทอง” คอยอยู่ใกล้เพื่อโปรดพระราชาที่มีมังกรดำ
๗) รั้งตำแหน่ง “ราชครู” บนโลกมนุษย์ (ในขณะที่อวโลกิเตศวรรั้งตำแหน่งมเหสี)
ข้อดีของพระมหาสถามปราบต์ เมื่อเทียบกับพระมัญชุศรี (ซึ่งคล้ายกันมาก)
๑) เทศนาได้ง่ายกว่า สอนคนได้วงกว้างกว่า แต่ได้ธรรมพื้นๆ ไม่ลึกซึ้งมากนัก
๒) ยืดหยุ่นมากกว่า ทำให้เข้ากับคนได้ง่ายกว่า (พระมัญชุศรีจะแข็งกร้าวกว่า)
๓) ประสานกับพระโพธิสัตว์สององค์ คือ พระกษิติครรภ์และพระเมตตรัยโพธิสัตว์
๔) ประสานสองภพ คือ ทั้งนรกและสวรรค์ สามารถดูแลบัญชีกรรมรวมของมนุษย์ได้
ท่านมักปรากฏคู่กับพระอวโลกิเตศวร โดยอยู่ทางฝั่งขวา มีพระอวโลกิเตศวรอยู่ฝั่งซ้าย สององค์นี้ หยิน-หยางกันที่ ท่านหนึ่งติดสถานที่และจะนิยมสร้างรากฐานจากจุดใดจุดหนึ่ง ในขณะที่อีกท่านหนึ่ง ไม่ติดสถานที่ จรจาริกไปทั่ว (ธุดงค์) เมื่ออยู่ขวาและซ้ายของพระยูไลแล้วก็สมดุล หลายครั้งพบว่าผู้มีบุญบารมีได้กายทิพย์นี้ จะได้รั้งตำแหน่งพระสังฆราชบนโลกมนุษย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งสมมุติที่พระราชาประเทศนั้นๆ ให้ ด้วยเพราะศรัทธา หรือไม่ก็จะได้ตำแหน่ง “ราชครู” ยกตัวอย่างเช่น พระจี้กง เป็นราชครูของพระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องได้ตำแหน่งเสมอไป อนึ่ง กายทิพย์นี้เป็นกายที่บำเพ็ญได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับกายอวโลกิเตศวร สามารถใช้บารมีประมาณ ๔ อสงไขยเป็นฐานในการบำเพ็ญ ซึ่งพระมหาโพธิสัตว์ส่วนใหญ่ที่มาจากสุขาวดี ก็ล้วนมีบารมีฐานเก่าสะสมมากกว่า ๔ อสงไขยอยู่แล้ว เมื่อจุติลงมา บำเพ็ญในกายมนุษย์ ต้องทำกิจบำเพ็ญต่ออีกจึงเกิดบารมีเก่าหนุนเข้าได้ ไม่นานก็สามารถสำเร็จกายทิพย์นี้ได้ ปกติ จะเกิดเป็นผู้ชายมีลักษณะดีงามบางครั้งก็มาคู่กับผู้หญิงที่บำเพ็ญได้กายอวโลกิเตศวรเมื่ออวโลกิเตศวร ทรงมังกรดำ มหาสถามปราบต์ทรงหงส์ทอง ก็จะปกคลุมดูแลกันได้ ไม่มีปัญหา
อนุตรธรรม เรื่อง อัศจรรย์แห่งพระโพธิสัตว์ตอนที่ ๒ “พระวัชรปานี”
พระวัชรปานีมีด่านสำคัญที่สุดในการบำเพ็ญบารมีคือ “โปรดยักษ์ที่ดุร้าย” บางครั้งยักษ์นั้นจะแทรกเข้าในกายสังขารเดียวกันกับท่าน ทำให้ท่านดูเป็นคนที่ดุร้ายได้ ในขณะที่จิตส่วนลึกมีความเมตตามาก หากยักษ์ไม่ได้มาในรูปจิตวิญญาณ ก็จะมาในรูปมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณเป็นยักษ์ มักมีตำแหน่งทางการเมือง เป็นนักการเมือง, ส.ส., หรือขุนนาง ฯลฯ ดังนั้น กิจหลักของท่านจึงเป็นผู้โปรดนักการเมืองนั่นเอง ตัวอย่าง พระสงฆ์ไทยที่ได้กายทิพย์เป็น “วัชรปานีโพธิสัตว์” คือ ท่านพุทธทาส อนึ่ง พระวัชรปานีนี้ ปัญญาบารมีน้อยกว่าพระมัญชุศรีเล็กน้อย ท่านไม่มีปัญญาหมื่นโลกธาตุแบบพระมัญชุศรี แต่สิ่งที่ท่านมีมากกว่าคือ “ความเข้าใจเรื่องการเมือง” ดังนั้น จึงสามารถดำรงตำแหน่งเป็นพระราชบิดาของพระนิตยโพธิสัตว์ได้ ผู้เขียนเคยได้พบศิษย์ของท่านพุทธทาสผู้หนึ่ง ซึ่งอายุมากแล้ว (พระ) ท่านพุทธทาสจากไป ท่านก็ไปปฏิบัติเดี่ยวในถ้ำแถวจังหวัดเชียงราย ผู้เขียนได้แอบถามเรื่องจิตวิญญาณ ว่าท่านพุทธทาสสัมผัสได้ไหม ท่านปฏิเสธเรื่องนี้หรือไม่ เพราะเห็นงานของท่านเข้าทางวิชาการมาก ปรากฏว่าท่านเล่าว่าท่านพุทธทาสรู้เรื่องจิตวิญญาณไม่น้อย แต่ท่านไม่พูดกับใครมาก บอกแต่ศิษย์ก้นกุฏิ เช่น เรื่องจะเกิดความวุ่นวายในเมืองไทย แล้วเวลานั้น พระโพธิสัตว์จะออกมา นี่ท่านพูดให้แม่ชีท่านหนึ่งฟังเท่านั้น ไม่เผยแพร่วงกว้าง สำหรับพระรูปนั้นได้กรุณาเล่าเรื่องยักษ์ตนหนึ่งที่จะออกจากฌานมาทุกๆ กี่ปี่ผู้เขียนจำไม่ได้ แต่เมื่อออกมาแล้วจะอาระวาด จนเกิดพายุและข้าวของในกุฏิหนึ่งเสียหาย ถึงขนาดบาตรบุบเลย (เกิดในกุฏิ) เรื่องยักษ์ตนนี้ ท่านพุทธทาสเล่าแก่พระรูปนั้นที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบและสนทนาด้วย นี่จึงสันนิฐานได้ว่าท่านมีกายทิพย์แบบพระวัชรปานีจริงๆ (นอกเหนือจากการสังเกตลักษณะอื่นๆ ร่วมด้วยแล้ว)
พระวัชรปานี มีพระโพธิสัตว์หยิน-หยาง กับพระจุนฑิโพธิสัตว์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายพระกวนอิม แต่มีรายละเอียดต่างกันเล็กน้อย ที่แตกต่างกันชัดเจนคือ พระจุณฑิโพธิสัตว์ไม่ได้ปรารถนาเป็นนางแก้ว (ในขณะที่พระอวโลกิเตศวรยังมีอยู่บ้าง) ท่านปรารถนาเป็นพุทธมารดา หรือมีความเป็นแม่ที่สูงกว่าพระอวโลกิเตศวร เมื่อท่านจุติลงมาทำกิจคู่กัน พระจุนฑิโพธิสัตว์จะเกิดเป็นพระมารดาของพระนิตยโพธิสัตว์ มีพระวัชรปานีเป็นพระบิดา คู่กันอย่างนี้ ก็สามารถโปรดพระนิตยโพธิสัตว์ได้เต็มกำลัง เอกลักษณ์ที่ทำให้จับได้ว่าบุคคลหนึ่งๆ ได้สำเร็จกาย “วัชรปานี” คือ การที่ได้ทำหน้าที่โปรดเหล่านักการเมือง หรือ ยักษ์ที่ดุร้าย อนึ่ง พระวัชรปานีมีการเรียบเรียงคัมภีร์ด้วย คล้ายพระมัญชุศรี คือ มีตำราทิพย์ส่วนพระองค์ แต่จะไม่นิยมเขียนเอง มักนำพระธรรมของพระพุทธเจ้ามาเรียบเรียง ในขณะที่พระมัญชุศรีมีปัญญาหมื่นโลกธาตุ สามารถเขียนตำราหรือธรรมะของตนเองได้ด้วย ข้อดีของพระวัชรปานีคือ การอธิบายธรรมะของพระพุทธเจ้าผ่านงานเขียนเรียบเรียงได้ดีกว่าองค์อื่นๆ คือ ไม่ออกนอกธรรมเดิม เขียนแต่ในธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้แต่ในพระมัญชุศรีจะมีธรรมนอกไตรปิฎกด้วย ดังนั้น ใครสนใจที่จะศึกษาใบไม้นอกกำมือต้องไปหาพระมัญชุศรี แต่ใครสนใจเอาแค่ธรรมของพระพุทธเจ้าให้แตกฉานจริงๆ ก่อน ก็ต้องไปหาพระวัชรปานี ยังมีข้อแตกต่างที่คล้ายคลึงกันอีกระหว่างพระวัชรปานีและพระเมตตรัยคือ ทั้งคู่นั้นเขียนตำราธรรมะได้เหมือนกัน แต่พระเมตตรัยโพธิสัตว์มีปฏิสัมภิทาญาณย่อขยายความธรรมได้โดยพิสดาร ในขณะที่พระวัชรปานีไม่เด่นเรื่องนี้ คือ เพียงแต่อธิบายเท่านั้น ไม่ได้ย่อหรือขยาย แต่อย่างใด สำหรับผู้ที่เคยย่อขยายความธรรมโดยพิสดารมาแล้ว จนมีบันทึกในประวัติศาสตร์ไทย เช่น หลวงปู่ทวด ที่ได้เคยแข่งขันช่วยให้ประเทศรอดพ้นภัยสงคราม ดังนั้น เมื่อเราศึกษางานเขียนของท่านพุทธทาส เราจะพบว่าท่านได้อธิบายธรรมะในไตรปิฎกเท่านั้น แต่ไม่ได้ย่อความหรือขยายความที่ถูกย่อสั้นให้เกิดความกระจ่างขึ้น (การอธิบายให้ยาวขึ้น กับปฏิสัมภิทาญาณขยายความธรรมนั้นต่างกันที่ การอธิบายใช้กับสิ่งที่ไม่ได้ถูกย่อ แต่การขยายความ ใช้กับสิ่งที่ถูกย่อความนัยไว้ เช่น พระวัชรปานี อธิบายคำว่า “สัมมาวายามะ” ได้ แต่ไม่ขยายคำว่า “ความเพียรจม” ซึ่งถูกย่อไว้เป็นปริศนาธรรม) ความคล้ายคลึงกันของพระวัชรปานีกับพระเมตตรัยนั้นเหมือนพ่อลูก ต่างกันตรงที่พระเมตตรัยมีกรรมจึงโง่ทึบช่วงต้นแต่พระวัชรปานีไม่มี
อนุตรธรรม เรื่อง อัศจรรย์แห่งพระโพธิสัตว์ตอนที่ ๓ “พระมัญชุศรี”
กายโพธิสัตว์มัญชุศรี สามารถบำเพ็ญได้ง่ายในเพศชายที่เป็นปราชญ์รักความรู้และมีจิตคิดนำวิชชาความรู้ไปโปรดสัตว์ สำหรับคนปัจจุบันขยันเรียนกันมากแต่เป็นไปเพื่อตนเอง หวังเอาวิชาความรู้ที่ครูอาจารย์, นักคิดค้น, นักวิทยาการต่างๆ ในอดีตให้ไว้ เพื่อความร่ำรวย, ตำแหน่ง, เงินทอง ฯลฯ ของตนเอง บ้างถึงขนาดหวงวิชชา จะสอนคนก็ต้องได้เงิน พวกนี้ไม่สำเร็จกายมัญชุศรี แต่จะตกกรรมเป็นอสูร เพราะหนี้วิชาความรู้ที่ครูโบราณเขาให้ไว้โดยไม่คิดเงิน เมื่อตนเอาไปใช้เพื่อเงินก็ต้องรับกรรม เช่น ต้องกรรมกลายเป็นซาตาน, อสูรหลายชนิด เช่น ซาตานที่มีปีกเป็นค้างคาว ซึ่งปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่อง “เวตาล” อันนี้มีตัวตนจริงในโลกทิพย์ มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ บางคนกลายเป็นอสูรแพะดำ หรือซาตานหัวแพะ ซึ่งเกิดจากนักวิชาการหรือปราชญ์ที่เอาวิชาความรู้ไปทำร้ายศัตรู, ครอบงำผู้คนให้หลงศรัทธาในตน, ไม่ได้เอามาเพื่อสร้างสรรค์ ยังมีซาตานหรืออสูรอีกหลายชนิดที่คนหลายคนตายแล้วต้องไปเกิดเพื่อใช้หนี้วิชาความรู้มากมายที่เรียนมานั้น โดยเฉพาะท่านที่เรียนจบปริญญาหลายๆ ใบก็ดี, ท่านที่จบสูง เช่น ได้ถึงปริญญาเอกก็ดี เหล่านี้ ถ้าไม่เอาวิชาความรู้มาทำคุณประโยชน์เพื่อมวลสัตว์ คืนกลับไปให้แก่ครูอาจารย์แล้ว ต้องกรรมเป็นซาตาน เป็นอสูรทั้งนั้น ไม่ใช่คนเดียว ตอนนี้เป็นกันมาก เป็นแล้วชีวิตจะเหมือนอยู่ในโลกมืด ไม่ค่อยปรากฏตัวมาคุยกับคนแบบซึ่งๆ หน้า แต่จะพูดคุยผ่านสื่อ เช่น โทรศัพท์มือถือ, เครื่องมือสื่อสาร, สื่อทีวี, วิทยุ ฯลฯ และเริ่มกลายเป็น “ปัจเจกชน” มากขึ้น หัวฝรั่งมากขึ้น คือ ไม่สนใจใคร ใครจะเป็นจะตายช่างเขา เอาแต่เสพสุขส่วนตน ถือว่าตนไม่ได้ทำร้ายใครเสียอย่างแต่สังคมชื่นชมเชื่อถือมากเพราะปริญญาหรือความรู้ที่ตนได้มากจากครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ได้มาจากการตรัสรู้เอง อันนี้ ล้วนมีกรรมทั้งสิ้น
โพธิสัตว์มัญชุศรีได้ปัญญาบารมีมาก จากการขยันศึกษาหาความรู้และตั้งจิตคิดนำความ รู้ที่ตนมี ไปเพื่อมวลสัตว์นั้น เพียงเท่านี้ก็สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์กายมัญชุศรีได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่นักเรียนน้อยมากจะได้สำเร็จอย่างนี้ เพราะไม่เห็นคุณค่าของวิชาความรู้ และไม่เคยคิดสละตน คิดแต่จะได้จะมีตำแหน่ง, เงินทอง มองการเรียนว่าเป็นการลงทุนคิดแบบฝรั่ง จึงเป็นซาตานกันหมด อนึ่ง ผู้หญิงปกติไม่สำเร็จกายนี้ ได้แต่กายอวโลกิเตศวร
อัศจรรย์ของมัญชุศรีโพธิสัตว์
๑) ต้องต่อกรกับพญามาร แต่บารมีไม่ถึงขั้นเอาชนะได้ สุดท้าย จะสละชีพในที่สุด ในกรณีนี้จะทรงสิงห์เป็นสัตว์พาหนะทิพย์ และมักเกิดเป็นแม่ทัพหรือกุนซือ
๒) จะบำเพ็ญบารมีด้วยการเขียนตำรา ทำให้ได้ของทิพย์คู่บารมีเป็น “คัมภีร์ทิพย์” มักเขียนตำราทิ้งไว้ให้ชาวโลก เช่น ตำราพิชัยสงครามของซุนวู ก็เข้าข่ายนี้
๓) มีเนกขัมบารมีมาก ทำให้มักอยู่เป็นโสด หรือบางคู่สมรสก็บวชพราหมณ์ด้วยกัน คือ แต่งงานกันแต่กลับไม่มีเพศสัมพันธ์กัน ทั้งคู่พร้อมใจกันบำเพ็ญพรหมจรรย์
๔) มีปัญญาบารมีมาก ถ้าบำเพ็ญถึงที่สุดจะได้ญาณหยั่งรู้ไร้จำกัด ได้หมื่นโลกธาตุ ทำให้รู้ในสิ่งที่ไม่มีปรากฏในตำราอื่นๆ สร้างความรู้ใหม่ๆ ให้แก่โลกได้ต่อไป
๕) ปกติไม่ค่อยปรากฏมีผู้หญิงบำเพ็ญได้กายนี้ แต่ก็มีบ้างเหมือนกัน เป็นหญิงมีกามน้อย ปัญญามาก ทำได้ จะพ้นความเป็นหญิง ชาติต่อไปจะได้เกิดเป็นผู้ชาย
๖) บำเพ็ญได้ “วัชรกาย” จะกลายเป็นผู้ไม่ยึดติดสถานที่ใดๆ อยู่ในที่ใดก็ได้ ไม่ติดที่ ถ้าเป็นพระจะกลายเป็นพระธุดงค์ ถ้าเป็นฆราวาสจะเหมือนจอมยุทธ์พเนจร
พระมัญชุศรีมักมีสัตว์พาหนะทรงเป็นสิงห์ ทำให้ท่านมีความกล้าหาญในธรรมมาก แต่ถ้ามี “เทพเสือ” เป็นพาหนะทรงก็จะมีผู้หญิงมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง มักได้ผู้หญิงอายุมาก เป็นภรรยาหนุนอยู่เบื้องหลังให้เล่นการเมือง แล้วมีอนุภรรยามากมาย แบบนี้ ก็จะบำเพ็ญอยู่ในทางโลก และเล่นการเมืองมาก ในขณะที่ถ้าทรงสิงห์นั้นจะเล่นการเมืองไม่เป็นเลย แต่จะกล้าหาญ, เปิดเผย, ตรงไปตรงมา, ยอมสละชีพ และมักเป็นกุนซือทางทหาร
อนุตรธรรม เรื่อง อัศจรรย์แห่งพระโพธิสัตว์ตอนที่ ๔ “พระสมันตภัทร”
พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เป็นกายโพธิสัตว์ประเภทหนึ่งที่มีบารมีล้นเกินไป ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านจึงไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าบนโลกได้ แต่ได้ตั้งปณิธานช่วยเหลือกิจพุทธศาสนาสืบไป จากนั้น ท่านก็จะบรรลุเป็นพระยูไล เมื่อทำกิจช่วยศาสนาพุทธบนโลกแล้วจะจุติไปยังสวรรค์สุขาวดี แล้วเป็นพระพุทธเจ้าบนสวรรค์แทนจนกว่าจะนิพพาน
พระสมันตภัทรมีลักษณะพิเศษกว่าพระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ มากมาย เช่น ท่านไม่จำเป็น ต้องรับธรรมหรือการสอนจากใครเลย ท่านนั้น สามารถบรรลุธรรมได้เองด้วยอาศัยเพียงศรัทธาในพระพุทธเจ้า จิตตรงต่อพระพุทธเจ้า (เพื่อจะไม่บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า) เมื่อถึงวาระอันควรก็จะบรรลุธรรมเองไม่มีครูแนะนำขณะนั้นๆ (แม้จะมีครูมาก่อนหน้านี้ก็ตาม) เช่น พระอานนท์ที่บรรลุธรรมขณะกำลังเอนตัวลงนอน นี่คือ ลักษณะของท่าน
การเปลี่ยนแปลงทางกายทิพย์ของพระสมันตภัทร
๑) การเปลี่ยนแปลงพลังมารเป็นพลังเทพ
พระสมันตภัทรเมื่อได้กายทิพย์แรกๆ จะอาศัยพลังมารเป็นพลังทำกิจ กายของท่านใสมาก จิตบริสุทธิ์มาก บารมีเทียบได้ ๑๗ อสงไขย ทำให้ง่ายต่อการบรรลุธรรมเองได้มาก จึงต้องอาศัยพลังมารมาขับเคลื่อน เพื่อไม่ให้กลายเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยผิดเวลา จากนั้นท่านจะใช้พลังมารทำกิจ ส่งผลให้ก่อกรรมหรือทำสิ่งผิดพลาดได้มาก เมื่อได้รับการตำหนิอย่างรุนแรงจาก “พระมัญชุศรี” ซึ่งทรงสิงห์มีพลังธาตุไฟอยู่ พลังธาตุไฟจะขับพลังมารออกไป แล้วพลังธาตุไฟจะเข้าแทนที่ กลายเป็น “พลังเทพ” แทน “พลังมาร”
๒) การเปลี่ยนแปลงกายมีรูปเป็น “อรูป”
พระสมันตภัทรเมื่อถูกมารรบกวนมากๆ มารจำนวนมากจะรุม (ยกเว้นพญามาร) ถึงที่สุดแล้ว จะ “ระเบิดกายทิพย์” ทำให้มารจำนวนมากที่มารุมนั้นตายทั้งหมด เมื่อถึงจุดนี้ ท่านจะไม่มีรูปกายทิพย์ จากรูปกายทิพย์ เป็น “อรูป” เมื่อเพ่งด้วยตาทิพย์จะเห็นเป็นเหมือนแสงสว่างที่ไม่มีรูปร่างกำหนดชัดเจน เหมือนแสงที่สว่างออกมาจากดวงอาทิตย์แต่ไม่มีดวงอาทิตย์ ช่วงนี้ปราณละเอียดนั้นจะรั่วไหลออกจากกายสังขารจนตายได้ ถ้าไม่มีบุญบารมีเหลือรองรับก็จะตายใน ๗ วัน เนื่องจากกายทิพย์สลายแล้ว แต่ถ้ามีบุญต่ออายุได้ ก็จะมี “จิตวิญญาณ” อื่นๆ เข้ามาครอบขันธ์ให้ เช่น พาหนะทรงของท่าน พวก ช้างทิพย์ เป็นต้น เมื่อจิตวิญญาณที่มีรูปกายทิพย์เข้ามาครอบขันธ์ไว้ ลมปราณจะไม่รั่วไหลจนตาย
๓) การเปลี่ยนแปลงโดยสลายกายขึ้นยูไล
กรณีนี้เกิดเมื่อสลายกายทิพย์จนไม่มีกายทิพย์เหลือแล้ว และบำเพ็ญบารมีได้เต็มที่พอดี จึงได้สำเร็จ “ยูไล” แต่จะได้ด้วยการ “ครอบขันธ์” คือ พระยูไลจะทรงแบ่งกายทิพย์ถอดออกมาครอบขันธ์ให้ หลังจากที่ท่านระเบิดกายทิพย์กำจัดมาร สลายกายทิพย์หมดแล้ว นี่คือ วิธีการบรรลุธรรมแบบฉับพลันถึงขั้นยูไลของพระสมันตภัทร ซึ่งจิตท่านไม่ยึดมั่นอะไรมานานแล้ว อีกทั้งก็มีจิตใจที่ใสซื่อมาก เพียงแต่มีวิบากกรรมที่ชดใช้ไม่หมด ทำให้ต้องมีเรื่องกับมาร และถึงที่สุดที่จะหมดกรรม ก็จบลงด้วยอาการอย่างนี้ ส่วนกายยูไลที่ครอบขันธ์ให้นั้นเป็นแบบ “อามิตาภะ” คืออยู่ฝั่งตะวันตกและบำเพ็ญภาคปราบเป็นสำคัญ
พระสมันตรภัทร เป็นพระโพธิสัตว์คู่ หยิน-หยาง กับพระมัญชุศรี จะทรงช้างเป็นพาหนะ ช้างทิพย์มีหลายตระกูล ตระกูลช้างฉัททันต์ จะมีหกงา ตระกูลช้างเอราวัณจะมีหกเศียร แล้วแต่ว่าท่านจะบำเพ็ญบารมีได้ช้างตระกูลไหนเป็นพาหนะทรง ถ้าทรงช้างฉัททันต์จะทำกิจยิ่งใหญ่ ยากและหนักหนาสาหัสกว่าจะสำเร็จได้ ถ้าทรงช้างเอราวัณจะเกี่ยวข้องกับคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย (เป็นช้างที่มีสามเศียร) ประสานงานกับคนหลายจำพวก เข้ากับคนได้มาก นอกจากนี้ยังทรงสัตว์ทิพย์อื่นได้ด้วย เช่น จิ้งจอกเก้าหาง, มังกรดำ
อนุตรธรรม เรื่อง อัศจรรย์แห่งพระโพธิสัตว์ตอนที่ ๕ “พระกษิติครรภ์”
พระกษิติครรภ์ เป็นที่รู้จักกันดี ในนาม “พระถังซัมจั๋ง” นี่เป็นเพียงหนึ่งในพระกษิติครรภ์เท่านั้น บนสวรรค์มีพระโพธิสัตว์รูปกายแบบนี้มากมาย เป็นคนละองค์กัน แต่ทำหน้าที่เดียวกัน คือ ๑) โปรดสัตว์นรก ๒) สร้างเทพนักษัตร จากปีศาจหรืออสูรต่างๆ เพราะท่านเคยบำเพ็ญบารมีมาทางการทำสิ่งผิดพลาดมากมาย จึงเข้าใจความคิดของพวกอสูรดี เมื่อท่านทำผิดแล้ว ท่านรู้สึกผิดอย่างแรง แล้วลงโทษตัวเอง และมักมีจิตที่อ่อนโยนมีเมตตามาก (ข้อนี้คล้ายกับพระสมันตภัทร คือ ทำผิดแล้วรู้สึกผิด แต่ต่างกันที่ พระสมันตภัทร ไม่คิดลงโทษตัวเอง แต่จะทำความดีไถ่โทษ) ลองดูตัวอย่างการสร้างเทพนักษัตรจากปีศาจทั้งหลาย ในเรื่องไซอิ๋วนั้นเราเห็นแค่ ๓ คือ เทพวานร, เทพหมู, พรายน้ำ แต่ในความจริงแล้ว ท่านสามารถโปรดปีศาจให้กลายเป็น “เทพนักษัตร” ได้ทั้งหมด เช่น
๑) โปรดมังกรดำเป็นเทพม้าขาว
กรณีนี้ ท่านจะได้ทรงมังกรดำเป็นพาหนะก่อน จากนั้น มังกรดำจะอาระวาด สร้างปัญหาเหมือนกรณีซุนหงอคง จากนั้น ท่านจะขับไล่มังกรดำนั้นออกไป มังกรดำถูกขับไล่ไปแล้ว จะรับกรรม เช่น ถูกกักขังไว้ จนกว่าจะสำนึกผิดบาป เมื่อได้สำนึกผิดบาปแล้วจะจิตวิญญาณสลาย แล้วเกิดใหม่กลายเป็น “ม้าขาว” ให้ท่านได้ใช้เป็นพาหนะทรงต่อไป ซึ่งม้าขาวนี้จะกลับมาหาท่านอีกครั้ง ม้าขาวอาจเป็นจิตวิญญาณในกายของท่านเองก็ได้ หรืออยู่ในกายสังขารของบริวารของท่านก็ได้ ถ้าท่านไล่ใครไป แสดงว่ามังกรดำอยู่กับคนผู้นั้น เมื่อเขายอมกลับมาให้เลี้ยงดู เชื่องว่าง่าย แสดงว่ากลับเป็นม้าขาวแล้ว
๒) โปรดมังกรดำเป็นมังกรทอง
เมื่อท่านได้กายทิพย์กษิติครรภ์แล้ว ก็จะมีบารมีได้ทรงมังกรดำก่อน อนึ่ง มังกรดำนี้จะบำเพ็ญบารมีเป็น “เทพม้าขาว” ก็ได้ แต่ต้องประสบพบความยากลำบากจนจิตวิญญาณสลายแล้วเกิดใหม่ก่อน แต่ถ้าจิตวิญญาณไม่สลายแล้วเกิดใหม่ ก็จะต้องถูกซักฟอกมาก จนสะอาด ทำคุณงามความดีอย่างมากและละเว้นกรรมอย่างมาก จนกว่าจะกลายสภาพจากมังกรดำเป็นมังกรทอง ซึ่งใช้เวลานานสักระยะหนึ่ง มังกรดำเมื่อกลายเป็นมังกรทองแล้ว พระกษิติครรภ์จะไม่อาจทรงได้อีก บารมีท่านไม่พออีก ต้องมอบให้พระยูไลไป เช่น พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ เคยมีมังกรดำตัวหนึ่งในกายท่าน พอท่านทำความดี ก็กลายเป็นมังกรทอง ต่อมา ท่านตั๊กม้อสำเร็จยูไลแล้ว ก็เดินทางไปหา โดนขับไล่ มังกรทองก็มาอยู่กับท่านแทน เพราะเหตุกรรมที่พระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ขับไล่ผู้ทรงธรรม กรรมนั้นทำให้เสียผีไป
๓) โปรดซาตานหัวแพะเป็นเทพแพะทอง
เทพแพะดำ จะอยู่กับนักปราชญ์ และมักอยู่กับผู้ที่บำเพ็ญบารมีได้ “มัญชุศรี” เนื่องจากแพะดำเคยเกิดเป็นนักปราชญ์ มีวิชาความรู้มากแต่ใช้ความรู้ไปในทางมิชอบเป็นปราชญ์ที่ไร้คุณธรรม หรือไม่ใช่คนดีจริง จึงอาศัยอยู่กับผู้ที่มีความเป็นนักปราชญ์หรือนักวิชาการมากๆ ได้ เมื่อพระกษิติครรภ์ประกบอยู่คู่แล้ว ท่านจะโปรดแพะดำ (ซาตาน) ให้ยอมสละตน ด้วยการ “ยอมรับผิดบาปแทนผู้อื่น” เหมือนที่พระเยซูทำ ทั้งๆ ที่ตนไม่ผิด แต่เมื่อให้เขาลงโทษสังเวยแล้ว สัตว์จำนวนมากจะรอดพ้นภัยได้ ในอดีตชาติแพะดำมาจากกุนซือที่ถูกลงโทษให้ตายเพราะฮ่องเต้ไร้คุณธรรม เมื่อตายแล้วด้วยจิตที่อาฆาตนั้นยังไปเสวยชาติเป็นแพะ ให้เขาฆ่าบูชายัญอีก แต่จิตที่อาฆาตนั้น ทำให้กลายเป็น “ซาตานแพะดำ” ต้องได้รับการโปรดจากพระกษิติครรภ์ จึงจะหลุดพ้นเป็น “เทพนักษัตรแพะทอง” ได้
อนึ่ง “เทพนักษัตร” นี้ ล้วนต้องเกิดเป็นสัตว์แล้วถูกคนฆ่าตายทั้งสิ้น เช่น เทพไก่ ก็ต้องถูกคนฆ่ากิน เพราะยอมสละชีพให้คนกินจึงได้เป็นเทพไก่, เทพสุกร ก็เช่นกัน, เทพวานร เมื่อได้ถวายน้ำผึ้ง ให้พระพุทธเจ้าแล้ว ก็ตกต้นไม้ตาย, หรือแม้แต่เทพช้าง เมื่อได้ถวายน้ำ ให้พระพุทธเจ้าแล้วก็ตาย ฯลฯ ดังนั้น โปรดเข้าใจว่าการบำเพ็ญบารมีในภพเดรัจฉานเพื่อให้หลุดพ้นจากเดรัจฉานเป็นเทพได้นั้น ต้องสละชีพเพื่อผู้อื่นไม่ต่างกันทั้งสิ้น