รวมบทความมหาธรรม ชุด การฝึกลมปราณทำให้ถูกแทรกและการฝึกไทเก๊ก

รวมบทความมหาธรรม ชุด การฝึกลมปราณทำให้ถูกแทรกและการฝึกไทเก๊ก

มหาธรรม เรื่อง การฝึกลมปราณทำให้จิตวิญญาณอสูรแทรก?

สำหรับท่านที่ฝึกลมปราณ มักพบเสมอเรื่อง “ถูกแทรก” จนมีคำฮิตที่นิยมในนิยายกำลังภายในว่า “ธาตุไฟแทรก” แท้จริงแล้ว ธรรมชาติทั้งหลายล้วนแทรกและผสมผสานกันได้ทั้งสิ้นเพราะสภาวะสัจธรรมที่ไม่ใช่ตัวกูของกู เป็น “อนัตตา” นั่นเอง ดังนั้น การถูกแทรกจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าตกอกตกใจแต่อย่างใด สำหรับผู้ไม่ชำนาญหรือฝึกใหม่ ย่อมตกใจและอาจได้รับผลกระทบทางด้านร่างกายหรือจิตใจจากการถูกแทรกนั้น แต่ในผู้ที่ชำนาญแล้ว การถูกแทรกนับเป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อเรียนรู้ธรรมชาติของความผสมผสาน ไม่อาจแยกตัวกูของกูเป็นตัวโดดๆ เดี่ยวๆ ได้ ก็จะนำไปสู่ปัญญาที่จะอยู่ร่วมกันได้ต่อไป

ในคนที่จักระเชื่อมโยงธรรมชาติภายนอกยังไม่เปิด การถูกแทรกจะยังไม่พบหรือพบน้อย แต่เมื่อเปิดจักระเชื่องโยงธรรมชาติภายนอกแล้วหรือทวารเปิดรับพลังภายนอกก็จะพบว่ามีการแทรกเข้าทางทวารนั้นๆ เช่น ทวารตาที่สาม เมื่อเปิดแล้ว มักได้รับภาพนิมิตแทรกเข้ามาก่อกวนในขณะทำสมาธิมาก, ทวารหูทิพย์ เมื่อเปิดแล้วก็มีเสียงทิพย์มากมายเข้ามาก่อกวน สอน ดลจิตใจ หรือสั่งการนานัปการ, ทวารกระหม่อม เมื่อเปิดแล้วมักมีพลังเทพพรหมลงมาครอบอยู่เสมอๆ ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง เหมือนคนทรงฉะนั้น, ทวารฝ่ามือ เมื่อเปิดแล้วจะมีพลังเข้าออกทางฝ่ามือเข้ามารบกวนร่างกาย มีผลต่อสุขภาพได้, ทวารปาก เมื่อเปิดแล้วมักได้รับพลังงานเข้าทางปาก ซึ่งบางอย่างขัดแย้งและก่อให้เกิดปัญหาสุขาภาพทางระบบย่อยอาหารได้ ฯลฯ เหล่านี้ เป็นอาการเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่เปิดทวารลมปราณหรือจักระจะได้รับหรือสัมผัสได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ อย่าเพิ่งตกใจ แต่ก็อย่าเพิ่งประมาทหลงเพลิน เพราะพลังแทรกบางชนิดครอบงำแล้วแก้ไขได้ยากก็มี 

การฝึกลมปราณนั้นเป็นวิธีที่ช่วยจิตวิญญาณชั้นต่ำและมาร ให้หลุดพ้นได้ เมื่อหลุดพ้นแล้วจะสำเร็จ “เซียน” การนับว่าสำเร็จเซียนเมื่อไร ให้ดูที่ “จิตวิญญาณ” ถ้าจิตวิญญาณชั้นต่ำหรือมารสลายแล้วเกิดใหม่เป็นกายทิพย์ระดับสวรรค์ชั้นดุสิตขึ้นไป ก็นับเป็นเซียน ไม่ใช่อริยบุคคลทางพุทธศาสนานะ ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ปัญญาเกิดไหม เกิดแล้ว เกิดไม่น้อยด้วย บ้างนึกว่าตัวเองตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่สองก็มี แต่นี่ไม่ใช่นะ เป็นแค่การสำเร็จเซียนเท่านั้น อนึ่ง การสำเร็จเซียนนี้ ไม่จำเป็นต้องมีฤทธิ์ขนาดเหาะได้ เพราะเป็นแค่เรื่องจิตวิญญาณเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่ในบางท่านก็สำเร็จทางฤทธิ์ หรือเปลี่ยนแปลงมากกว่าจิตวิญญาณ คือ ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงด้วย เช่น ใบหน้าเหมือนคนแก่, เด็กลง, ผมขาวมากขึ้น, ผมสีเปลี่ยนไปเช่น สีออกทอง, เล็บมือยาวขึ้นและเร็วผิดปกติ, ใบหน้ามีสีเปลี่ยนไป เช่น ขาวซีด หรือสีแดงผิดปกติ หรืออาการอื่นๆ เหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นได้ โดยทางการแพทย์ไม่นับว่าเป็นโรค แต่อาจสร้างความกังวลใจให้ท่านที่มีอาการเหล่านี้ แต่เมื่อผ่านไปถึงที่สุดของการฝึกแล้ว อาการเหล่านี้ก็จะกลายเป็นปกติเอง เช่น ในบางท่านมีรอบของการเด็กลงและแก่ขึ้นไปสลับกันจนเป็นปกติ ก็มี นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ, ธรรมดาของลมปราณบางชนิด จึงไม่ต้องตกใจ (ยกเว้นว่าเกินขอบเขตความปกติไปแล้ว ก็ควรรีบปรึกษาอาจารย์) และด้วยเพราะการฝึกลมปราณทำให้จิตวิญญาณหลุดพ้นได้ถึงเซียนเช่นนี้ ทำให้จิตวิญญาณภายนอกมากมายอยากแทรกเข้ามาอาศัยร่างกายของผู้ฝึกลมปราณ เพื่อหวังความหลุดพ้น ดังนี้ ผู้ฝึกลมปราณจึงมีปัญหา “ถูกแทรก” ด้วยพลังงานและจิตวิญญาณมากมาย โดยเฉพาะอสูร ในทางไสยศาสตร์เรายังไม่นับว่าเลวร้ายเกินไป ถ้าเราเข้าใจในเรื่องหนึ่งก่อน คือ การ “ได้ผีและเสียผี” กล่าวคือ คนไทยเราเชื่อในความจริงข้อที่ว่า “คนดี ผีคุ้ม” ซึ่งเป็นความจริง ผีจะคุ้มคนทำให้คลาดแคล้วปลอดภัย, อายุยืน เป็นต้น จึงมีวัฒนธรรมอยากได้ผีมาคุ้มตนกัน เกิดประเพณีเลี้ยงผีขึ้น, การหาผี, ผูกผี, เอาผีมาช่วงใช้ ตลอดจนการซื้อขายผี, การฝากผีฝากไข้ (ถ่ายทอดผีให้ทายาทเลี้ยงต่อ) และ “การได้ผี-เสียผี” ซึ่งเกิดได้จริง เช่น เราไปด่าไล่ผู้ทรงธรรม ผลกรรมนี้ทำให้เสียผีได้ คือ จิตวิญญาณที่ดูแลเรา จะไปอยู่กับผู้ทรงธรรมผู้นั้นแทน นี่เรียกว่า “เสียผี” ถ้าอยากได้ผีคืน ต้องไปขอขมาเขา อนึ่ง คนที่เสียผีหลายคน อายุจะสั้น บางรายตายภายใน ๗ วัน ดังนั้น ประเพณีที่เกี่ยวกับผี ของพี่น้องชาวเขานี้ ไม่ใช่ “งมงาย” ไปทั้งหมด ถ้ามีความเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณจริงๆ แต่ถ้าเข้าใจไม่จริง จำๆ มาจากปู่ย่าตายายแบบไม่มีญาณรู้ด้วยตนเอง ก็จะวินิจฉัยมั่วไปและกลายเป็น “ความงมงาย” ได้ สรุปว่าโดยหลักการแล้วไม่ใช่ความงมงาย เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงทั้งผี, การเลี้ยงผี, การถ่ายทอดผี, การได้ผี, การเสียผี ฯลฯ ดังนี้ จะเห็นได้ว่าการได้ผีนั้น คนโบราณมองว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ แต่ถ้าผีไม่ดี ผีเลี้ยงยาก, ดุร้ายและทำร้ายเจ้าของอันนี้ ก็ต้องดูแลกันหน่อย ถ้าเอาไม่อยู่ ก็ไม่ควรเอาไว้แก่ตัว ควรให้ผู้อื่นไปเสียดีกว่า อย่างที่เราเรียกว่า “ถูกแทรก” แล้วก็เอาไม่อยู่ ก็ต้องให้คนอื่นที่คุมได้ ไปแทน

จิตวิญญาณที่เข้าแทรกผู้ฝึกลมปราณมีลักษณะอย่างไร

จะมีลักษณะเหมือนการฝึกของผู้ฝึกนั้นๆ เช่น ถ้าขณะฝึก เน้นความสวยงามของท่าทางมากเกินไป ส่วนที่เกินไปจากความปกตินี้จะนำพาจิตวิญญาณที่คล้ายกันเข้ามา คือ จิตวิญญาณที่ชอบความสวยงาม เช่น พวกหงส์ฟ้า เป็นต้น แต่ถ้าตอนฝึกเน้นความดุดันจะเอาชนะเข่นฆ่ากันมากเกินไป ก็จะถูกแทรกด้วยจิตวิญญาณอีกแบบ เช่น พวกอสูรมังกรดำ เป็นต้น การถูกแทรกด้วยอะไร แบบไหน นั้น ขึ้นอยู่กับ “จิตขณะฝึก” ได้เผลอออกจากความพอดีไปในทางใด เช่น สวยงามเกินพอดี, รุนแรงเกินพอดี หรือเน้นสุขภาพเกินพอดี ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนนำพาจิตวิญญาณที่มีลักษณะนิสัยเดียวกันเข้ามาแทรกได้ทั้งสิ้น

การถูกแทรกไม่ใช่ข้อเสียเสมอไป

การถูกแทรกเป็นข้อเสียสำหรับผู้ที่ปรับตัวไม่ได้ แต่สำหรับผู้ที่ปรับตัวได้ และฝึกที่จะใช้พลังแทรกนั้นให้เกิดประโยชน์ได้แล้ว การถูกแทรกก็คือ “การได้บริวาร” เป็นจิตวิญญาณนั่นเอง นี่คือ บารมีที่เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน จึงกล่าวว่าการถูกแทรก ไม่ใช่ข้อเสียเสมอไป เมื่อรู้ตัวว่ามีพลังงานแปลกปลอมแทรกเข้ามา หรือจิตวิญญาณแปลกปลอมแทรกเข้ามาแล้ว สิ่งที่ควรทำ ก็คือ ๑) เรียนรู้สิ่งนั้นให้เข้าใจ ๒) ปรับตัวอยู่ร่วมกับสิ่งนั้นให้ได้ ๓) ปรับพลังงานที่แทรกนั้นให้กลมกลืนไม่มีปัญหาต่อตนเอง เช่น จิตวิญญาณอสูรเข้าแทรก ก็โปรดให้หลุดพ้นจนได้โพธิสัตว์ แบบนี้ ก็จะไม่มีปัญหาเลย มีแต่ข้อดีด้วยซ้ำ เป็นวิถีในการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์อย่างชัดเจน ยิ่งปฏิบัติยิ่งมีบริวารเป็นจิตวิญญาณมากขึ้น การเรียนรู้และเข้าใจคนที่มีจิตใจแตกต่างหลากหลาย ก็จะพัฒนามากยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย

พลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการยอมให้ถูกแทรก

แทนที่จะตกใจกับการถูกแทรก เรามาเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสดีกว่า ดังต่อไปนี้

๑) โอกาสในการเรียนรู้และเข้าใจจิตวิญญาณ จากภายในกายตนเอง

๒) โอกาสในการเรียนรู้สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตนฝึกอยู่ซึ่งมักแทรกกัน

๓) โอกาสในการในการได้บริวารเป็น “จิตวิญญาณ” หรือ ผีคุ้มครองตัว

๔) โอกาสในการในการเรียนรู้ปราณกระแส “อิม” คือ กระแสดูดซับเข้า          

๕) โอกาสในการในการได้เข้าถึงข้อมูลที่หาได้ยากจากสิ่งที่แทรกนั้น         

๖) โอกาสในการพัฒนาความรู้, ปัญญาญาณไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อสะสมไว้         

เมื่อถูกแทรกเข้าบ่อยๆ แล้วสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้กลับร้ายกลายเป็นดีได้ จนไม่มีปัญหาอีกต่อไปแล้ว การเข้าแทรกก็จะลดลงมาก เหมือนฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าลองดีแล้ว ต่อไปเมื่อเราต้องการให้แทรกก็จะไม่ค่อยแทรกอีก จนบางครั้งต้องไปหาจิตวิญญาณเอง ซึ่งจิตวิญญาณมีอยู่มากมาย อย่างข้างทางหรือทุกที่มีหมด เพราะทุกที่จะมีอย่างน้อยก็ผีเจ้าที่ยึดครองอยู่ ไม่มีที่ไหนบนพื้นโลกที่จะขาดผียึดครอง แต่ผีเจ้าที่อาจไม่ยอมไปกับเราหรือไม่ยอมแทรกเข้าเราง่ายๆ เพราะความอาลัยยึดมั่นในสถานที่นั้นๆ และผีบางตัวก็ไม่ค่อยน่าสนใจเช่น เป็นสัมภเวสีที่ไม่มีความสำคัญอะไรนัก เทียบกับอสูรที่ทำงานให้ ก็ไม่ได้ ทำให้ต้อง “ออกหาผี” เอง เช่น ผีที่ตกค้างอยู่ ไม่มีคนไปโปรด ตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองเก่าโบราณ ที่ล่มสลายไปแล้วก็ดี, ตามถ้ำก็ดี, ตามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เขาใช้พลังจิตไปดึงมาผูกมัดไว้ให้เฝ้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ ก็ดี พวกนี้จะมีฤทธิ์มากและหายาก

มหาธรรม เรื่อง การฝึกลมปราณไทเก๊ก ตอนที่ ๑ (ฉบับเฉพาะของผู้เขียน)

ลมปราณไทเก๊กค้นพบโดยปรมาจารย์จางซานฟง ต่อมาท่านได้ถ่ายทอดให้ศิษย์เอกผู้หนึ่ง ท่านผู้นั้นจึงได้ถ่ายทอดต่อไปหลังจากสำนักบู๊ตึ้ง ล่มสลายไปแล้ว จนก่อเกิดเป็นวิชากังฟูไทเก๊กห้าตระกูล ที่นิยมกันมากในหมู่ฆราวาส (เดิมสอนเฉพาะนักพรต สำนัก บู๊ตึ้ง) แต่ละตระกูลมีรายละเอียดปลีกย่อยในการฝึกที่แตกต่างกัน ปัจจุบัน วิชาไทเก๊กยังคงมีฝึกกันอยู่ทั่วไป และจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเหมาะสมกับคนทุกเพศ, ทุกวัย อนึ่ง บทความที่จะเผยแพร่นี้ ไม่ได้มาจากไทเก๊กสายไหนเลย แต่มาจากจิตสัมผัสของผู้เขียนเอง ท่านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อแต่อย่างใด ผู้เขียนเพียงทำหน้าที่เผย แพร่ไปเท่านั้นเอง ที่เหลือก็แล้วแต่บุญกรรมของมวลสัตว์ทั้งหลายจะนำพาไปเท่านั้น

ระบบลมปราณไทเก๊ก

ระบบลมปราณสายอื่นๆ จะเป็นระบบ “สะสมพลังภายใน” ไว้ในแหล่งสะสมพลังต่างๆ กัน เช่น ในจักระที่สอง (ท้องน้อย หรือตันเถียนกลาง) ปกติ การฝึกลมปราณสายอื่นๆ จะฝึกสะสมพลังปราณไว้ให้มากพอก่อนนำไปใช้ทำกิจเสมอ แต่สำหรับลมปราณไทเก๊กนั้น จะแตกต่างจากลมปราณชนิดอื่นๆ มากมาย กล่าวคือ ระบบลมปราณแบบไทเก๊กไม่เน้นการสะสมพลังไว้ภายในร่างกาย พลังภายในสามารถไหลเข้าและออกระหว่างร่างกายและสิ่ง แวดล้อมได้อย่างเต็มที่ แต่เหลือพลังปราณไว้ แต่พอรักษา, ปกป้องร่างกายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น อุปมาเหมือนถุงที่ว่างเปล่า สามารถรับน้ำได้เต็มที่และปล่อยน้ำออกได้เต็มที่ นี่ก็เพื่อไม่ต้องแบกภาระลมปราณที่ไม่จำเป็นไว้ในร่างกายจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาลมปราณที่สะสมไว้ภายในเกิดปั่นป่วน, ปะทะกันเอง, อึดอัด, ตกค้างจนกลายเป็นลมปราณเสีย ฯลฯ คือ มีเท่าที่ควรมี เมื่อจะมีก็มาเองจากธรรมชาติรอบตัว เมื่อไม่จำเป็นต้องมี ก็เหมือนไม่มีฉะนั้น ในคนที่มีลมปราณสะสมในกายมาก ถ้าได้รับพลังปราณที่แตกต่างกันเข้าไปจะทำให้เกิดการต่อต้านและปะทะกันภายใน ทำให้เจ็บป่วยได้ คนที่ฝึกไทเก๊กได้ถึงขั้นสูงสุด จะคล้ายคนไม่มีเรี่ยวแรงอะไรเลยฉะนั้น เหมือนร่างกายว่างเปล่าฉะนั้น เหมือนเป็นที่ว่างให้อะไรต่ออะไร ไหลเข้าไหลออกได้อย่างไม่ติดขัดฉะนั้น ด้วยเหตุนี้ ไทเก๊กจึงมีหลักในการ “ยืมดาบสนองคืนผู้ใช้” คือ ใช้ลมปราณของคู่ต่อสู้ย้อนกลับไปเล่นงานคู่ต่อสู้เอง      

ลมปราณไทเก๊กไม่มีลักษณะเฉพาะตัวเป็น หยินหรือหยาง เช่น ไม่ร้อน, ไม่เย็น, ไม่ขาว, ไม่ดำ, ไม่แข็ง, ไม่อ่อน ฯลฯ แต่เป็นไปได้ทุกรูปแบบ หมายความว่าไม่ว่าลมปราณชนิดใดหรือสายใดผ่านเข้ามาก็ตามล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมปราณไทเก๊กได้ทั้งสิ้น เมื่อมีสภาพแห่งความไม่เที่ยง, ไม่อาจยึดเป็นตัวตนของตนคือ ไหลเข้ามาแล้วออกไปไม่ยึด ก็เข้าข่ายลมปราณไทเก๊กได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาในเรื่องประเภท หรือชนิดของลมปราณว่าจะร้อนหรือเย็น จะปะทะหรือขัดแย้งกันเองหรือไม่ เพราะไหลเข้ามาแล้วไหลออกไปเท่านั้นเอง นี่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของลมปราณไทเก๊ก ในขณะที่ลมปราณสายเก้าเอี๊ยงจะเป็นสายร้อน, เก้าอิมจะเป็นสายเย็น ไทเก๊กจึงรับลมปราณที่มาจากสองสายนี้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นลมปราณสายใดๆ ก็จะสามารถเปิดรับแล้วปลดปล่อยออกได้หมด  ลมปราณไทเก๊กมีทั้งไหลเข้าและไหลออก ในขณะที่ลมปราณสายเอี๊ยงจะไหลออกจากภายในตัว ลมปราณสายอิม จะไหลเข้าไปในตัว เป็นสำคัญ แต่ไทเก๊กไหลเข้าและออกได้อย่างอิสระ และไม่มีทิศทางที่แน่นอน ในขณะที่ลมปราณบางชนิด, บางสายจะมีเส้นโคจรชัดเจน เช่น ลมปราณธรรมจักรจะโคจรเป็นวงกลม เป็นต้น แต่ลมปราณไทเก๊กจะมีการเคลื่อนไปมาอย่างไร้ลักษณ์ ได้ทุกรูปแบบ ราวกับน้ำที่ไหลไปในแม่น้ำ ที่ไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน แต่ปรับตามสภาวะสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะได้ทุกชนิดเท่านั้น ดังนั้น จึงไร้รูปไร้ลักษณ์ แต่เป็นไปได้ทุกรูปลักษณ์ หัวใจสำคัญของลมปราณไทเก๊กคือ ความไม่มีตัวตนของตน (อนัตตา) ไม่ยึดเป็นตัวตนของตน จึงไม่สะสมลมปราณไว้ภายใน ไหลเข้า และออกได้ตามสภาวะที่ควรจะเป็น แต่จะเหลือส่วนที่จำเป็นหล่อเลี้ยงรักษาสภาวะไว้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นภาวะลมปราณรั่วไหลแต่อย่างใด กล่าวคือ จะเป็นระบบที่ปรับดุลภาพอยู่ในตัว เมื่อมีลมปราณส่วนเกินก็ไหลออก เมื่อลมปราณภายในขาดแคลนก็จะไหลเข้าอัตโนมัติ

หัวใจสำคัญของลมปราณไทเก๊ก

เนื่องจากลมปราณไทเก๊กไม่มีรูปแบบที่แน่นอนชัดเจน จึงต้องอธิบายลักษณะดังนี้

๑)    สอดคล้อง     สอดคล้องกันไม่ขัดแย้ง, หนึ่งนำ-สองตาม, ขวานำ-ซ้ายตาม

๒)    ยืดหยุ่น        ขยายเมื่อถูกบีบ หดลงเมื่อถูกยืด ปรับคืนสภาพเมื่อถูกกระทำ

๓)    ดุลยภาพ      ไหลเข้า ไหลออก สมดุลในตัว เกินก็ถ่ายออก ขาดก็ไหลเข้า

๔)   ไร้ลักษณ์      ไร้รูปแบบที่แน่นอน แต่เป็นไปได้ทุกรูปแบบ ไร้รูป ก่อเกิดรูป

๕)   ไร้ขั้วต่าง      ไร้ขั้วต่างในระบบทวิภาวะ ไม่ว่าหยินหรือหยาง ล้วนไม่สำคัญ

๖)    ไม่ต่อต้าน     ปรับลู่ไปตามสภาวะ ราวยอดหญ้าไหวพลิ้วลู่ลม ไม่ต่อต้านใดๆ

๗)   ไม่ไหลตาม   มั่นคงดั่งรากหญ้าที่ยึดมั่นหยั่งลึก หญ้าจึงไม่ถูกลมพัดปลิวไป

๘)   ไม่สะสม        ไม่จำเป็นต้องสะสมลมปราณไว้ในร่างกาย ใช้ได้จากธรรมชาติ

๙)    ไม่สูญเสีย     รักษาสภาวะภายในให้สมดุลดี จึงไม่สูญเสียสภาวะดุลยภาพ

ท่วงท่าของไทเก๊ก

ไทเก๊กไม่มีท่วงท่าที่แน่นอนชัดเจน แต่เป็นไปได้ทุกท่วงท่า หากจะฝึกแบบมีท่วงท่าก็สามารถหาฝึกได้ตามที่สอนไทเก๊กทั่วไป แต่ถ้าจะเริ่มต้นจากการไร้ท่า ก็ให้ฝึกในน้ำก็ได้ คือ ให้เอาตัวลงไปในน้ำ ปลดปล่อยร่างกายให้เป็นอิสระ ราวกับตัวตนของตนสลายกลืนไปเป็นส่วนหนึ่งของสายน้ำ ไหลไปตามน้ำราวกับไม่ได้ออกแรงใด ยืดหยุ่นปรับสภาวะภายในได้อย่างกลมกลืน กลับคืนสู่สภาวะสมดุลได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ปลดปล่อยร่างกายไปอย่างนี้ กลืนไปกับสายน้ำอย่างนี้ ราวกับร่างกายเป็นสายน้ำ, สายน้ำเป็นร่าง กาย จากนั้นก็ไปฝึกกับลม ยืนบนหน้าผาหรือยอดเขาสูงที่มีลมพัดหลากหลายทิศรอบตัว ให้ร่างกายกับสายลมเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายเป็นสายลม-สายลมเป็นร่างกาย พลิ้วไหว ไปอย่างเสรี ยืดหยุ่นคืนกลับสภาพได้ฉับพลัน กลับเข้าสู่สภาวะสมดุลได้ดังเดิมแม้จะได้ รับการกระทบกระทั่งเท่าใดก็ตาม (สอดคล้อง-ยืดหยุ่น-ดุลยภาพ) จากนั้น ไปฝึกกับดิน คือ ที่แคบๆ ที่มีผนังหลายๆ ด้าน หลายๆ ทิศ เอาร่างกายกลิ้งไปมา กระทบกระทั่งไปมา ยังทิศต่างๆ ด้านต่างๆ ร่างกายและฝ่ามือเมื่อกระทบไปมาแล้ว ราวกับลูกบอลที่ยืดหยุ่นคืนสภาพ, ยืมแรง-คืนแรง, กระทบ-สะท้อนกลับ, ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ จากการกระทบ จากนั้นไปฝึกกับไฟต่อ จุดเทียนให้เกิดเปลวไฟ แล้วฝึกใช้ฝ่ามือเข้าล้อเล่นไฟ ราวกับว่าไฟไม่เป็นอันตรายกับฝ่ามือ ฝ่ามือปรับสภาพกับเปลวไฟได้ ฝึกจนราวกับจะจับเปลวไฟไว้ในมือได้ ครบสี่ธาตุ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ หากสติอ่อนกำลัง ไม่ว่องไวพอที่จะปรับตัวตามธาตุทั้งสี่ จะได้รับบาดเจ็บ แต่ถ้ามีสติปัญญาว่องไวปรับตัวทันธาตุทั้งสี่ จะไม่บาดเจ็บ

สำหรับท่านที่ไม่ถนัดฝึกจากธาตุทั้งสี่ ต้องการตัวอย่างท่าทางสมมุติ ก็ลองใช้ท่าเช่นนี้คือ ให้หงายฝ่ามือหนึ่งอยู่ชิดใกล้รักแร้ (รวมพลังจากจักระหน้าอก) ฝ่ามือหนึ่งอยู่ชิดใกล้เอว (รวมพลังจากจักระท้องน้อย) แล้วก็ระเบิดพลังภายในจากหน้าอกและท้องน้อยออกโดยรอบพร้อมจังหวะหายใจเข้าเต็มปอด บิดหัวไหล่ด้านที่มีฝ่ามือออกไกลตัว บิดเอวด้านที่มีฝ่ามืออยู่ออกไกลตัว (ปรับไหลตามลมปราณที่ระเบิดออกไปจากจุดศูนย์กลาง) ในขณะที่บิดปลายฝ่ามือที่หน้าอก ตั้งขึ้น และบิดปลายฝ่ามือที่เอว ชี้ลง ฝ่ามือแบออกด้านหน้า แต่ฝ่ามือบนชี้ฟ้า ฝ่ามือล่างชี้ดิน แล้วค่อยดันฝ่ามือออกจากตัว จนฝ่ามือยืดไปสุดแขนก็ดึงกลับมาด้วย “แรงยืดหยุ่น” สองข้างสลับกันไปมาทั้งบนและล่างหลายๆ ครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามีลมปราณคั่งค้างทำให้อัดแน่นภายใน ให้หายใจออกระบายลมปราณส่วนเกินออกไป แต่ถ้ารู้สึกว่าลมปราณลดลง ให้หายใจเข้าสูดลมปราณเข้าไปเพิ่ม ทำไปจนรู้สึกว่าหมดลมปราณนับเป็นหนึ่งรอบ แล้วสูดลมหายใจปั้มลมปราณใหม่ ทำซ้ำอีกจนรู้สึกว่าหมดลมปราณ นับเป็นอีกหนึ่งรอบ ซักฟอกลมปราณเข้าออกร่างกายกับสิ่งแวดล้อมซ้ำๆ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ลมปราณที่จักระหน้าอกและท้องน้อย จะบริสุทธิ์มากขึ้นไปตามลำดับ อนึ่ง ถ้าสามารถฝึกในน้ำได้จะดี เมื่อฝืนกระแสน้ำจะทราบทันที แต่หากไม่ฝืนกระแสน้ำ ปรับไหลตามได้ทุกสภาวะ ก็จะทำให้น้ำยืดหยุ่นไหลไปมาสอดคล้องกับท่าร่าง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น