รวมบทความอภิธรรม ชุด เซน ไม่มีการฝึกสมาธิ หรือสอนสมาธิใดๆ (ถ้ายังสอนกรรมฐานอยู่เป็นเซนเก๊)
อภิธรรม เรื่อง เซนแท้ไม่ทำสมาธิ แต่สมาธิเกิดเอง ดับเอง
สมาธิสามารถเกิดเองได้ทุกอิริยาบถอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติเดิมแท้ เป็นอนุสัยเก่าของจิต ซึ่งเคยเกิดครั้งแรกบนโลกมนุษย์ เป็นพรหมกันมาอยู่เองแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น สมาธิจึงไม่จำเป็นต้องสอน ยิ่งสอนยิ่งได้น้อย, ยิ่งสอนยิ่งคับแคบ, ยิ่งสอนยิ่งจำกัด เช่น ไปสอนว่าการทำสมาธิต้องกำหนดนะ อย่างนี้ ก็จะจำกัดอยู่เรื่องการกำหนด, บางท่าน ไปสอนให้อยู่ที่ลมหายใจนะ อย่างนี้ ก็จำกัดอยู่แต่ลมหายใจ ทว่า สมาธิในมุมมองของเซนนั้น ไม่มีประมาณ ไม่อาจจำกัด ไม่มีกำหนด เกิดได้ทุกอิริยาบถ นับไม่ถ้วนได้เกินล้านๆ กรรมฐาน คือเป็นสมาธิที่ไม่มีรูปแบบใดๆ ไม่มีการกำหนดแบบใดๆ เป็นไปเองตามธรรมชาติเดิมแท้
หลายท่านบอกว่าตนเองสอนเซนหรือถ่ายทอดเซนทั้งๆ ที่ยังสอนอานาปานสติอยู่ อันนี้ก็ไม่ใช่เซนนะ เซนไม่สอนสมาธิ แต่สมาธิของเซนเกิดขึ้นเองได้ทุกอิริยาบถ ทำอะไรมันก็มีสมาธิได้กันทั้งนั้น คุณว่าไม่จริงหรือ ถ้าเราไม่มีสมาธิสิ่งที่เราทำก็ไม่ได้เรื่องหรอก แต่นี่ เราทั้งหลายทำอะไรกันได้มากมาย ทำไมสมาธิจะไม่มีละ เพียงแต่สมาธิไม่ได้ลึกมากถึงขั้นมีฌานเท่านั้นเอง อนึ่ง การเข้าสู่องค์ฌานเป็นสมาธิลึก ยังผลบุญถึงพรหมโลก ไปอยู่ยาวนานมากเพราะเพลินในสุขสงบอยู่ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญในการสำเร็จ “อาสวขยญาณ” ในญาณตัดกิเลสให้สิ้นนี้ ไม่ต้องมีฌานลึกก็ได้ แต่มุ่งเน้นที่ “สติและปัญญา” เป็นสำคัญ
การสอนสมาธิหลากหลายวิธีหรือวิธีใดวิธีหนึ่งนั้น เป็นเรื่องของ “โยคะตันตระ” หรือมรรควิธีในการฝึกจิต, อบรมจิต กล่าวให้ชัดๆ ก็คือ ผู้ที่ยังสอนสมาธิกันอยู่นั้น ล้วนเป็นตันตระทั้งสิ้น สายนี้เน้น “เหตุ” มากกว่าผลลัพธ์ คือ สร้างเหตุไว้หวังผลจะเกิดในภายหน้า เหตุนั้นก็คือ “สมาธิ” รูปแบบต่างๆ โยคะตันตระนี้ ยังไม่ใช่นิกายตันตระยาน แต่เมื่อใดก็ตาม ที่มุ่งเน้นเอาสมาธิแบบต่างๆ ไปเพื่อการฝึกญาณหยั่งรู้ต่างๆ ที่สูงขึ้น พิสดารขึ้น เพื่อรับรู้ในเรื่องจิตวิญญาณหรือสิ่งลี้ลับที่ยากแก่การรู้ของคนทั่วไป เรื่องใบไม้นอกกำมือมากขึ้น อันนี้ จะเริ่มเข้าทางของ “ตันตระยาน” แล้ว เมื่อมีรูปแบบห่อหุ้มเป็นเปลือก เช่น พิธีกรรมต่างๆ เสริมเข้าไปอีก ก็จะกลายสภาพเป็น “ลัทธิหรือนิกายตันตระยาน” ในที่สุด แต่ถ้ามีการนำมรรควิธีไปเพื่อโปรดสัตว์จำนวนมากๆ ให้พัฒนาจิตวิญญาณตนเองเบื้องต้น อย่างง่ายและเร็วลัดโดยไม่จำเป็นต้องมีญาณหยั่งรู้ขั้นสูงก็ได้ เมื่อไร นับเข้าเป็นมหายานเมื่อนั้น ซึ่งยังเป็นเพียงขั้นตอนของการเรียนรู้ไม่นับเป็นนิกายแต่ถ้าเอาองค์กร, รูปแบบต่างๆ เข้ามาใส่แล้ว ก็จะกลายสภาพเป็น “นิกายมหายาน” ทันที ส่วนถ้าผู้ใดได้มรรควิธีหรือได้หลุดพ้นทุกข์ระดับหนึ่งแล้ว เปิดตัวเองสู่โลกกว้าง พร้อมรับกับทุกสิ่ง ผ่านเรื่องราวและผู้คนมามากมาย ไม่หวั่นไหว ไม่สะทกสะท้าน ราวกับจอมยุทธ์พเนจรนั้น นับเข้าวัชรยาน เมื่อใดที่เอารูปแบบ, องค์กรเข้ามาห่อหุ้ม เมื่อนั้น ก็กลายสภาพเป็นนิกายทันทีเหมือนกัน
นอกจากนี้ เซนยังไม่สอนธรรมอีกด้วย เพราะไม่มีอะไรที่จะสอนมากไปกว่าสิ่งที่มีอยู่เองแล้วตามธรรมชาติ ยิ่งไปสอนธรรมยิ่งคับแคบ, ยิ่งจำกัด, ยิ่งเล็กลง แทนที่จะเปิดกว้างให้รับรู้, รู้เห็น, เรียนรู้เองตามธรรมชาติที่แสนกว้างใหญ่ไม่มีจำกัดนั้น กลับมานั่งสอนธรรมะให้ ป้อนให้ทีละน้อย ทีละคำ นั้นไม่ใช่วิถีเซน ดังนั้น เซนจึงไม่มีการสอนธรรมะ แต่อาศัยธรรมชาติรอบตัวนั่นแหละสอนตัวเองเพราะอย่างนี้จึงมีธรรมะเต็มไปหมดโดยไม่ต้องสอนธรรมะเลย กล่าวอย่างนี้แล้ว ศิษย์โง่จะไปเรียนอะไรในเซนเล่า ก็ในเมื่อธรรมะก็ไม่มีสอน สมาธิก็ไม่มีสอน อะไรๆ ก็ไม่มีสอน ศิษย์โง่ยังไปเรียนอะไรกับเซนอีกเล่า แปลว่าเราก็ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องไปหาครูบาอาจารย์กันแล้วใช่ไหม ถ้าใช่ แสดงว่าฉลาดแล้ว ไม่ต้องไปเรียนเพราะเขาไม่สอน ไม่ต้องไปหาครูบาอาจารย์เพราะมันไม่ใช่ นี่แสดงว่าฉลาดแล้ว ก็ไม่ใช่ “ศิษย์โง่ไปเรียนเซน” อีกต่อไป ก็จะเป็นเหมือนปุถุชนทั่วไป เริงโลกีย์ไปนั่นแหละ ดังนี้ “ศิษย์โง่ไปเรียนเซน” จึงเป็นคนโง่ที่ยอมไปเป็นศิษย์ของคนที่ไม่มีอะไรจะสอน ไม่มีอะไรจะให้เรียน รอจนกว่ามันจะเริ่มเห็นความโง่ของตัวเอง แล้ววันนั้น อาจารย์ก็จะบอกถึงความโง่เง่าของมัน วันนั้นเองมันก็ได้รู้ตัวถึงความโง่ ที่สุดแห่งโง่ แล้วก็ดับสูญไปแค่นี้ ถ้าคิดว่าฉลาดแล้วก็เป็นปุถุชนไป แต่ถ้าคิดว่าตนเองยังโง่อยู่ ก็โง่เข้ามาแล้วเอาความโง่มาเผาผลาญเสียให้หมดไป หมดโง่แล้วก็เห็นธรรมชาติที่มันมีอยู่เองแล้ว ก็เท่านั้น
อภิธรรม เรื่อง อาจารย์เซนไม่สอนอะไรเลย วันๆ ทำอะไร
นอกจากกิจวัตรตามปกติของมนุษย์แล้ว อาจารย์เซนไม่ได้สอนอะไรเลย แล้วอาจารย์ทำอะไร อย่างนี้ ศิษย์โง่กับอาจารย์เซนก็ไม่ต้องมาเจอกันก็ได้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมศิษย์โง่ยังต้องไปเรียนเซนอีกละ ทำไมต้องไปหาอาจารย์เซนอีกละ ลองอ่านตัวอย่างข้างล่างนี้
เวลาคุณจะก่อไฟ คุณคงไม่สอนไฟใช่ไหมว่าไฟจะต้องไหม้นะ และคุณคงไม่สอนฟืนใช่ไหมว่าฟืนจะต้องถูกไหม้นะ มันไม่จำเป็นต้องสอนธรรมชาติให้ทำหน้าที่ของธรรมชาติใช่ไหม คนเราก็เหมือนกัน มันทุกข์ มันรู้เองแหละว่ามันทุกข์ มันทุกข์มากๆ เข้าถึงจุดหนึ่งก็รู้เองและว่าอยากหลุดพ้นทุกข์ จิตเป็นตัวรู้อยู่แล้ว ทุกคนก็มีจิตรู้อยู่ รู้เองแล้วอยู่ดี ดังนี้จึงไม่มีการต้องสอนให้รู้กันอีก เวลาคุณจะก่อไฟ คุณไม่ได้สอนไฟและฟืนหรอก แต่คุณเอาไฟและฟืนเข้าหากัน จากนั้นมันก็ทำหน้าที่ของมันเองไปตามธรรมชาติไฟก็ทำหน้าที่ไหม้ฟืน ฟืนก็ทำหน้าที่เป็นเชื้อไฟ เหมือนกัน คนเรากิเลสก็ทำหน้าที่เป็นเชื้อฟืน มีทุกข์ทำหน้าที่เป็นไฟเผาผลาญ คนก่อไฟก็เพียงแค่เอากิเลสกับทุกข์มาชนกันให้มันทำหน้าที่ของมันเองอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องมีการสอนกันอีกเลย เพราะธรรมชาติ มันดำเนินของมันเองอยู่แล้ว เป็นไปเองอยู่แล้ว การสอนจะมีไปเพื่ออะไร เพราะธรรมชาติมีเองอยู่เป็นธรรมชาติ มีก็แต่กองฟืนและไฟ ที่ไม่ยอมไหม้มอดกันจนหมด จึงอำพรางธรรมชาตินี้ไว้ ดังนี้ จะว่าคนก่อไฟไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ใช่ แต่คนก่อไฟไม่ได้ทำหน้าที่สอนฟืนและไฟก็เท่านั้น อาจารย์เซนทำอะไร ในเมื่อไม่สอนอะไรเลย อาจารย์เซนก็เหมือนคนก่อไฟนั้น
อาจารย์เซนเป็นผู้เข้าใจธรรมชาติการดำเนินไปของจิตอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่จะเข้าสู่การบรรลุธรรม รู้จังหวะที่จะได้, รู้เหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ดังนั้น อาจารย์เซนจึงได้หาวิธีที่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด ที่จะให้ศิษย์โง่ได้เรียนรู้ธรรมชาติ อย่างเป็นธรรมชาติที่ สุดเช่น เมื่อให้ศิษย์ไปผ่าฟืนแล้วเห็นศิษย์เผลอนั่งจะหลับ ก็หาวิธีกระตุ้นให้สติตื่นตัวขึ้น สติของศิษย์ก็กล้าแข็งขึ้น ด้วยการเคาะไม้เท้าให้ศิษย์ตกใจกลัว เป็นต้น ทำให้ศิษย์ต่อสู้กับความง่วงได้มากขึ้น รายละเอียดในการฝึกจิตนี้ เป็นของที่หาไม่ได้ในอาจารย์ท่านอื่น มีเฉพาะในอาจารย์เซนเท่านั้น ที่จะเก็บรายละเอียดในเรื่องจิตและการดำเนินไปของจิตของศิษย์ได้ และหาวิธีเจียระไนจิตของศิษย์ได้อย่างแยบคายโดยไม่ต้องมีการสอนเลย เนื่องจากบางครั้ง จิตของคนแต่ละคน ไม่อาจก้าวหน้าทางธรรมได้ดีด้วยวิธีการเดียวกัน การให้ทำสมาธิแบบเดียวกันทั้งหมด ในห้องทำสมาธิ ก็อาจไม่ได้ผลดีที่สุดเสมอไป แต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ และควรได้รับการกระตุ้นด้วยธรรมชาติที่ต่างชนิดกันไปตามวาระที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงเซนไร้รูปแบบ แต่เป็นไปได้ในทุกรูปแบบ
ดังนั้น ไม่ใช่ว่าอาจารย์เซนจะไม่ช่วยให้จิตวิญญาณของศิษย์พัฒนาขึ้น ก็หาไม่ แต่ท่านช่วยในแบบที่ “ไม่ใช่การสอน” เช่น ใช้การสั่งแทน สั่งให้ไปทำกิจต่างๆ, ทำงานต่างๆ ก็จะมีอินทรีย์แก่กล้าขึ้นเอง การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องบอกอะไรมาก ซึ่งการสั่งแทนการสอนนี้ เป็นพุทธวิสัยอย่างหนึ่งของพระยูไล ซึ่งท่านนิยมสั่งพระโพธิสัตว์อยู่แล้ว แต่ท่านเห็นพระโพธิสัตว์มีกำลังบารมีเก่ามาก จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสอนเลย ต่างจากกุมารทั้งหลาย ที่ยังต้องการให้สอน ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานสมาธิแบบมหายาน หรือจะเป็นญาณหยั่งรู้ที่สูงขึ้นแบบตันตระยานก็ตาม ศิลปะในการสั่งงานเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของศิษย์อย่างแยบคายนี้ ไม่อาจมีได้ในพระโพธิสัตว์ทั่วไป นั่นหมายความว่าผู้ที่จะถ่าย ทอดเซนได้ต้องบรรลุ “ยูไล” นั่นเอง ศิษย์โง่ไปเรียนเซน มักไม่ได้รับการสอนอะไรเลย แต่จะถูกใช้งานมากมาย ให้ทำสิ่งต่างๆ แม้แต่สิ่งที่ไม่น่าจะมีเหตุผลให้ทำ หรือไม่ใช่สิ่งที่น่าทำเลยก็มี และอาจารย์เซนจะเข้าใจกระบวนการเรียนรู้นี้ทั้งหมด อาจารย์เซนจะรู้อยู่ก่อนแล้วด้วยซ้ำว่าถ้าศิษย์ทำอะไร แล้วจะได้ผลเป็นอย่างไร โดยที่ไม่บอกล่วงหน้า แต่จะปล่อยให้ศิษย์รู้เอง เห็นเอง เป็นวิถีแบบพุทธะ แต่ถ้าศิษย์ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยตนเองจริงๆ ก็จะช่วยเหลือศิษย์ให้สามารถบรรลุธรรมหรือเข้าใจความนัยต่างๆ ได้ แบบนี้จะทำให้ศิษย์ได้ธรรมต่ำลงมาเหลือเพียง “อรหันตโพธิสัตว์” ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เป้าหมายแรก
อภิธรรม เรื่อง การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดปัญญา ไม่ใช่เพื่อให้เกิดธรรม
ธรรมะ หรือ ธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีอยู่เองแล้ว เกิดและดับไม่เที่ยง เป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) ส่วนปัญญาคือ ความรับรู้แจ้งชัดของจิต ซึ่งเกิดจากจิตเข้าไปรู้ ธรรมชาตินั้นอย่างตรงไป ตรงมา การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่เพื่อให้มีธรรม เพราะธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่เองแล้วและมีกันทุกคน ใครบ้างที่ไม่ใช่ธรรมะ, ไม่ใช่ธรรมชาติ? ไม่มีหรอก ขันธ์ทั้งห้า ธาตุทั้งสี่เรานั้นก็มีเหมือนกัน เป็นธรรมชาติทั้งสิ้น ดังนั้น จึงจะกล่าวว่าเราไม่มีธรรม, ไม่มีธรรมะ ไม่ได้เลย
ธรรมะใน ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ก็ดีมีอยู่เองแล้วในธรรมชาติ ทั้งในตนเองของมนุษย์ทุกคน และนอกตัวมนุษย์ทุกคนก็มีธรรมะทั้งสิ้น มีธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ใช่ธรรมะหรือธรรมชาติ ก็สรรพสิ่งเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ เป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว ดังนี้ จึงไม่มีใครที่ไม่ใช่ธรรมะ, ไม่มีใครที่ไม่มีธรรมะ ทุกคนมีธรรมชาติของตนเอง อันหลากหลายแตกต่างกันไปในรายละเอียดเปลือกนอก แต่แก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งก็มี “สัจธรรม” ที่เหมือนและเป็นเช่นนั้นเองเหมือนกันหมด เช่น อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา นี่มีอยู่ในสรรพสิ่งแม้ว่าจะดูแตกต่างกันโดยเปลือกนอกก็ตาม ดังนั้น การปฏิบัติธรรมจึงไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดธรรม แต่เพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งชัดในธรรมชาติต่างๆ ที่มีอยู่เองแล้วต่างหาก ไม่มีใครที่ไม่มีธรรม แต่น้อยคนนักที่จะมีปัญญาเข้าใจในธรรมที่มีอยู่เองแล้วในทุกๆ คนนั้น คนที่พยายามไปสร้าง, ทำ, กำหนด ให้มีธรรมนั้น จึงเกิด “กรรม” ใหม่ๆ ปรุงแต่งและปั้นแต่งให้กลายเป็น “ผู้ทรงธรรม” ก็ดี “ผู้มีธรรม” ก็ดี ฯลฯ เหล่านี้คือ “การปั้นแต่ง” ไม่ใช่ “ธรรมชาติเดิมแท้” แต่เป็น “ธรรมชาติที่คนสร้างขึ้นใหม่” ดังนั้น การปฏิบัติจิตที่แท้ หรือการทำกรรมฐานที่ถูกต้อง จึงไม่ต้อง, ไม่ตั้ง, ไม่กำหนด, ไม่สร้าง, ไม่รักษา และไม่ทำลายสภาวธรรมใดๆ แต่ปล่อยให้ธรรมชาติแสดงตัวเอง เกิดเอง แล้วดับลงไปเอง ผู้ปฏิบัติเพียงแต่ทำหน้าที่เข้าไปรู้ธรรมชาติที่เกิดและดับนั้นอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น เมื่อรู้ถึงที่สุด คือ รู้ที่สุดของสิ่งที่ดูอยู่ก็ดี, รู้ถึงที่สุดคือความดับไปของสิ่งนั้นก็ดี, รู้ถึงที่สุดว่าเหตุของการดับไปนั้นคืออะไรก็ดี ฯลฯ เหล่านี้เอง จึงนับเข้าเป็น “ปัญญา” อันเป็นผลลัพธ์ท้ายสุดที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องการให้ได้ถึง ตัวปัญญาจะไม่ได้อธิบายอะไรมากเกินไปกว่าที่ธรรมชาติมีอยู่เองแล้ว แต่จะทำหน้าที่ยืนยันความเป็นจริงเหล่านั้น ทำให้ “จิตตรง” ต่อสัจธรรมความจริงเท่านั้น
เมื่อจิตตรงต่อสัจธรรมความจริงแล้ว จิตกับธรรมก็ไม่แตกต่างกัน ในธรรมมีจิต, ในจิตก็มีธรรม, จิตก็คือธรรม, ธรรมก็คือจิต, จิตมาจากธรรม, ธรรมก็ออกมาจากจิตดังนี้ อย่างเป็นปกติ, ธรรมดา, ธรรมะ, ธรรมชาติที่สุด อย่างนี้อยู่เองแล้ว ไม่เป็นอื่น เช่นนั้นเอง จิตกับธรรมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เวทนาเองก็ค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเข้าไปด้วย, กายเองก็ค่อยๆ น้อมเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับธรรม ดังนี้ กาย, เวทนา, จิต, ธรรม จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ต่างกันเลย นี่เรียกว่า “มหาสติปัฏฐาน” ไม่ได้แยกอยู่ต่างหากเพียงฐานสติฐานใดฐานหนึ่ง จึงไม่ใช่ “อนุสติปัฏฐาน” โดยเริ่มจากธรรมค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตก่อน, จากนั้นจิตก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเวทนา, และเวทนาก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกายจนครบองค์สติปัฏฐานทั้งสี่ โยคะสำเร็จบริบูรณ์ พรหมจรรย์ก็จบสิ้นอนึ่ง การหลอมรวมจะเกิดขึ้นได้ด้วย “ปัญญา” นั่นเองคือ การเข้าไปรู้แจ้งถึงที่สุดของจิต หรือที่สุดของ “นาม” ซึ่งเข้าไปรู้ธรรม หรือ “รูป” เมื่อสิ่งที่ถูกรู้ และตัวที่เข้าไปรู้นั้นค่อยๆ เป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ก็ไม่ต้องแยกว่านี่คือตัวรู้ นี่สิ่งที่ถูกรู้อีก การรู้เกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น ตามภาวะ, ตามเหตุปัจจัย ถึงเวลารู้ควรเกิด ก็เกิดรู้ ถึงเวลารู้ควรดับ มันก็ดับคือหมดรู้หรือไม่รู้อย่างนี้เองอยู่แล้วตามปกติ ตามธรรมชาติ อย่างนั้นเอง ไม่เป็นอื่น นั่นคือ เมื่อธรรมเกิด จิตรู้ก็เกิดได้พร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องกำหนดรู้ แยกรูปนาม เมื่อถึงจุดนี้แล้ว รู้ก็เหมือนไม่รู้, ไม่รู้ก็เหมือนรู้ ท่านเคยเห็นไหมคนที่ดูโง่ คิดอะไรไม่เป็น แต่ทำอะไรออกมาเองโดยธรรมชาติราวกับคนวางแผนไว้ หรือมีความฉลาดมากๆ นี่คือ รู้แต่เหมือนไม่รู้ ไม่รู้ก็เหมือนรู้ คนประเภทนี้ “จิตกับธรรม” เป็นหนึ่งเดียวกันแล้วไม่ต่างกัน จิตรู้เขาคือธรรม-ธรรมของเขาคือจิตรู้ เขาย่อมทำทุกอย่างไปโดยไม่ต้องรู้ แต่สอดคล้อง ต้องกันกับธรรมคือ ธรรมชาติเดิมแท้ที่ไม่หลงทางไปอื่น ตรงนิพพานแต่อย่างเดียว
อภิธรรม เรื่อง สภาวธรรมเกิดก่อน ปัญญาย้อนรู้ถอยหลัง
ปัญญาการรับรู้ของจิตจะรู้แบบย้อนถอยหลัง ในขณะที่สภาวธรรมเกิดก่อนแล้ว เช่น ใน อริยสัจสี่นั้น สมุทัย เป็นเหตุ เกิดก่อน ทุกข์ แต่เมื่อจิตรับรู้ด้วยปัญญา จะรับรู้ย้อนถอยหลัง หรือแม้แต่ มรรค เป็นผลก่อให้เกิด นิโรธ ในภายหลัง นี่คือ การเกิดตามลำดับของสภาวธรรม แต่จิตกลับรับรู้ย้อนถอยหลัง คือ รับรู้เข้าใจถึงนิโรธก่อน แล้วจึงแจ้งในมรรคตามมาทีหลัง ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาเจ็บ ความเจ็บปวดก็เกิดขึ้นก่อนแล้ว การรับรู้ความเจ็บเกิดขึ้นทีหลัง, ภาวะสุญตาเกิดก่อน วิปัสสนาญาณฉับพลันเกิดก่อน ส่วนนี้คือ มรรค แต่จิตกลับรับรู้ถึงนิโรธก่อนมรรคคือ จิตรับรู้ภาวะแจ้งจ้าด้วยปัญญาหลังจากกิเลสดับสูญ แล้วจึงรับรู้ชัดว่ามรรควิธีนี้คือ “สัมมาสมาธิ” ในภายหลัง (ทั้งที่มรรคเกิดเองก่อนแล้ว) นี่ สภาวธรรม จึงเกิดเอง ดับลงเอง จิตไม่ได้กระทำให้เกิดและดับ จิตไม่มีเจตนาเพียงแต่เข้าไปรับรู้สภาวธรรมที่แสดงตัว เกิดและดับเท่านั้น สิ่งที่ดับลงไปแล้ว รับรู้ไม่ทัน สิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่ จิตยังรับรู้ได้อยู่ (เพราะยังไม่ดับ) เมื่อย้อนถอยไปรับรู้สภาวะก่อนหน้าจึงรับรู้ได้ว่าสิ่งที่ดับไปก่อนหน้านั้นเป็นอะไร ส่วนสิ่งที่ยังไม่ดับไปก่อนหน้านั้น นับเป็นได้คือ “ปัจจัย” เท่านั้น เช่น เมฆดับหาย กลายเป็นฝน ฝนจึงเกิดจากเมฆ แต่ขณะฝนตกมีลมพัดด้วย ลมจึงไม่นับเป็นเหตุของฝนตก นับเป็น “ปัจจัย” ซึ่งปรุงแต่งขณะมีฝนเท่านั้น ปัญญาจึงมีลักษณะรับรู้แจ้งชัดย้อนถอยหลังจากผลไปเหตุ เช่น เรารู้ถึงทุกข์ก่อนที่จะรู้ถึงเหตุแห่งทุกข์, เรารับรู้ถึงภาวะหลุดพ้นจากทุกข์ก่อน แล้วจึงทราบว่าเหตุที่ทำให้หลุดพ้นจากทุกข์นั้นคืออะไร นี่คือ “ปัญญาย่อมรับรู้ย้อนถอยหลังจากผลไปเหตุ” ในขณะที่สภาวธรรมย่อมดำเนินจากเหตุไปผล ดังนั้น “หัวใจของวิปัสสนาญาณคือการรับรู้ลำดับถอยหลังจากผลไปเหตุ” นั่นเอง เช่น เมื่อสภาวธรรมหนึ่งเกิด เพราะสภาวธรรมหนึ่งดับ จิตย่อมรับรู้สภาวธรรมที่เกิดขึ้นใหม่ก่อน แล้วย้อนถอยไปยังสภาวธรรมที่ดับลง ดังนั้น อริยสัจสี่ จึงแสดงถอยหลังจากผลไปเหตุ คือ จากทุกข์, ไปสมุทัย, ไปนิโรธ, ไปมรรค แท้แล้วสภาวธรรมย่อมเกิดจาก มรรค, ไปนิโรธ, ไปสมุทัย และไปทุกข์ กล่าวคือ มรรควิธีในการหลุดพ้นทุกข์เกิดก่อน (มรรค) จึงทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ (นิโรธ) แต่เมื่อจิตมีการปรุงแต่งด้วยกิเลสและอวิชชา (สมุทัย) จึงทำให้เกิดทุกข์ขึ้น (ทุกข์) นี่ก็สอดคล้องกับคำกล่าวว่าจิตเดิมแท้ประภัสสร บริสุทธิ์ก่อนนั่นเอง (สภาวธรรมเกิดก่อน รับรู้ทีหลัง)
บทความฉบับก่อนๆ ผู้เขียนๆ ว่านิโรธก่อให้เกิดมรรคนั้นอธิบายสั้นเกินไปขาดใจความสำคัญ คือ เป็นการลำดับตามการเกิดของปัญญา ไม่ใช่ของสภาวธรรม ดังนั้น จากมรรค เป็นเหตุ ดับลงแล้ว ก็เกิด “นิโรธ” เป็นผล จากนิโรธเป็นเหตุ ดับลงแล้ว เกิด “ปัญญา” เป็นผล ปัญญาตัวนี้ จะทำให้เราทราบกระบวนการเกิดดับตลอดสายโดยทั้งหมดตามนี้ แบบ “ย้อนถอยจากผลไปเหตุ” ดังนั้นใน “อริยสัจสี่” จึงกล่าวตามลำดับการเกิดขึ้นของปัญญาญาณที่หยั่งรู้ได้ แต่ไม่ได้เขียนขึ้นตามสภาวธรรมที่เกิดดับตามลำดับ (สภาวธรรมเกิดจากเหตุไปผล ปัญญาหยั่งรู้ย้อนถอยจากผลไปเหตุ) นี่คือ มรรคได้เกิดก่อนแล้ว เช่น สัมมาสมาธิ ได้เกิดก่อนแล้ว จึงเข้าสู่นิโรธได้ เมื่อเข้าสู่นิโรธแล้ว เกิดปัญญา ปัญญาแจ้งตื่นรู้ว่า “สัมมาสมาธิคืออะไร” ซึ่งเป็นเหตุที่ดับไปก่อนนิโรธ อนึ่ง ช่วงนิโรธนั้น จะอธิบายไม่ถูกแต่รู้ตัวว่ารู้ แต่พอภาวะนี้ดับลงแล้วปัญญาเกิดแทน ก็จะอธิบายให้ตนเองเข้าใจได้ คือ “ถึงบางอ้อ” เมื่อภาวะนิโรธค่อยจางหายไป ปัญญาจึงเป็นแค่ตัว “อธิบายสภาวธรรม” เท่านั้น ขอเพียง นิโรธ ก็หลุดพ้นโดยไม่ต้องอธิบายก็ได้ อนึ่ง “มรรคแปด” นี้ก็มีมาอยู่ก่อนแล้วเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งมีกันแล้วทุกคน แต่ไม่เที่ยงเกิดและดับสลับกันไป ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง และเพราะเหตุที่มีเกิดและดับเองอย่างนี้ จึงไม่ทำให้มนุษย์ที่มีมรรคแปดอยู่ตามธรรมชาติเองแล้วนี้ หลุดพ้นได้ ก็หาไม่ พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติธรรมใหม่ขึ้น เป็นแต่ผู้ค้นพบหรือเข้าไปตรัสรู้เห็นสัจธรรมที่มีอยู่ก่อนแล้วเท่านั้นจึงบัญญัติคำเรียกขึ้นมาให้ผู้อื่นรู้ตาม แต่แม้มนุษย์จะมีมรรคแปดอยู่แล้ว ก็ไม่ทำให้หลุดพ้นได้เพราะอะไร? เพราะไม่มี “ปัญญารู้มรรคแปดว่าเป็นทางตรงนิพพาน” และในการเกิดดับของมรรคไปสู่นิโรธได้ตลอดสายจนถึงนิพพาน ดังนั้น จึงมีแบบเกิดๆ ดับๆ และเดินทางชีวิตเป๋ไปเป๋มา ย่อมไม่ตรงสู่นิพพานแต่ทางเดียว และหลงออกนอกทางไม่นิพพานในที่สุดนั่นเอง
อภิธรรม เรื่อง รูปดับนิโรธเกิด นามดับปัญญาเกิด
ในการวิปัสสนาอาศัย “รูปนาม” เป็นเครื่องวิปัสสนา โดย “รูป” หมายถึง ธรรมชาติที่ถูกรู้ และ “นาม” หมายถึง ธรรมชาติที่เข้าไปรู้ ซึ่งก็คือ จิต นั่นเอง (เนื่องจากจิตเป็นผู้รู้) การวิปัสสนานั้นสุดที่ดับ คือ “อนิมิตตฺ” ในวิโมกข์สาม (หมายถึง ปฏิบัติจนนิมิตหมาย ที่เรากำหนดไว้ในกรรมฐานใดก็แล้วแต่ ดับสูญหมดไปเอง ก็ถึงความหลุดพ้นได้แบบหนึ่งในสามแบบของวิโมกข์) การพิจารณารูปนาม จึงต้องวิปัสสนาไปจน “รูปดับ” ณ จุดนี้เองก็อาจเกิดภาวะ “นิโรธ” ได้ ส่วน “ธรรมชาติที่เข้าไปรู้” ถ้าดับลงแล้ว คือ รู้ถึงสุดรู้แล้ว ก็หมดเรื่องจะรู้ ภาวะกำหนดรู้ก็หมดลง เมื่อนั้น ปัญญาก็จะค่อยๆ เกิด คลี่คลายสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ ทั้งหมด ให้กระจ่างชัด “รูปนาม” ดับลงทั้งคู่ไล่ตามกันมาอย่างนี้ นิโรธก็เกิด และปัญญาก็เกิดตามมา รูปเป็นสิ่งที่ถูกรู้, นามเป็นสิ่งที่เข้าไปรู้ เมื่อรูปดับลง ก็ไม่เหลืออะไรให้รู้อีก การกำหนดรู้ก็หมดลงด้วย สิ่งที่เข้าไปรู้รูป ก็ไม่ต้องเข้าไปรู้อีกต่อไป เพราะไม่มีอะไรให้รู้อีกแล้ว ดับสูญหมดแล้ว ดังนั้น เมื่อสิ่งที่ถูกรู้ดับลง สิ่งที่เข้าไปรู้ ก็ต้องดับตามไปด้วย คือ “รูปนามดับ” ทั้งคู่ (อนึ่ง นาม เป็นผลจากจิตกระทำ นามยังไม่ใช่จิตเสียทีเดียว จิตก็ยังไม่ใช่นามเสียทีเดียว เหมือน นายดี เป็นหมอ แต่หมอก็ไม่ใช่นายดี และนายดีก็ไม่ได้เป็นหมออยู่ตลอดเวลา เมื่อนายดีไม่ได้ทำหน้าที่หมอ นายดีก็ไม่ใช่หมอในขณะนั้นๆ จิตเมื่อไม่ได้ทำหน้าที่เข้าไปรู้ ก็ไม่เรียกสภาวธรรมนั้นว่า “นาม” อีก) เมื่อ ถึงนิโรธแล้วนั้น จิตจะยังคงอาการรู้อยู่ ค้างอยู่พักหนึ่ง นั่นคือ “นามยังไม่ดับ” จิตยังคงทำหน้าที่เข้าไปรู้อยู่ ยังมีกริยาอยู่ แต่กริยานั้นไม่ได้กระทบใคร จึงไม่เกิดกรรม เมื่อนามดับแล้ว หมายความว่า กริยาที่จิตเข้าไปดูนั้นสิ้นลงแล้ว จิตไม่มีกริยาแม้ดูหรือไม่ดู จิตวางกริยาดู, ไม่กำหนดดู เพราะอิ่มเต็มในการดู อิ่มเต็มในภาวะนิโรธนั้นๆ หยุดแล้ว พอแล้ว ณ ภาวะนั้นๆ นิโรธก็ดับลง (นิโรธมีเมื่อนามยังมี เมื่อนามดับแล้วนิโรธก็ดับพร้อมกันไป) เมื่อยังมีนิโรธอยู่นั้น เรายังมีนามอยู่ กริยาดูยังค้างอยู่ เหมือนคนที่เห็นอะไรที่พิศวงแล้วเกิดอาการตาค้างนั่นแหละ เพราะนิโรธเป็นภาวะแปลกใหม่ ทำให้เหมือนอะไรที่พิศวง ก็เมื่อละจากกริยาดูได้ นามก็ดับลง จิตไม่มีกริยาดู จิตปล่อยวางหมดจริงๆ นั่นแหละ แล้วปัญญาก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นเองเป็นผลตามมาจากการดับลงของนามนั้น จึงค่อยอธิบายได้ (กริยาดูเฉยๆ ทำให้อธิบายไม่ได้แต่รู้เห็นแจ้งชัดหมดเมื่อกริยาดูดับแล้วเปลี่ยนไปสู่กริยาอื่นเช่น กริยาระลึกย้อนถอยหลังสาวกลับไปหาเหตุ ตรงนี้เอง ที่ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ อนึ่ง ในช่วงกริยาดูของจิตนั้นเป็น “สมถะ” ส่วนช่วงกริยาระลึกย้อนไปหาเหตุเป็น “วิปัสสนา”)
อนึ่ง ในการเจริญกรรมฐานนั้น บางอย่างเกิดกรรม เป็นกรรมดี ยังผลให้ไปเสวยบุญในภพพรหมโลก แต่บางอย่างไม่เกิดกรรมเป็นเพียง “กริยาจิต” ที่ไม่กระทบต่อใคร ใดๆ ทั้งนั้น สองอย่างนี้ต่างกันตรงไหน เช่น การกำหนดคำบริกรรมพุทธโธนั้น ถ้าเรากำหนดแล้วจิตสงบสุขแล้วเราไปเสวย, ไปเสพอยู่กับความสงบสุขนั้นๆ โดยที่เราอาจเผลอไม่รู้ตัวว่าเรากำลังเสพฌาน, เสวยความสงบสุขอยู่ อันนี้ เป็นกรรม ก็คือ กระทบต่อตัวเราเอง เหมือนคนที่ฆ่าตัวตาย ก็มีกรรม แม้ทำกับตัวเองก็ตาม คนที่ทำสมาธิให้ตนเอง ได้เสวยสุขสงบนั้น ก็มีกรรมด้วย แต่เป็นกรรมดี เป็นกุศลกรรม จึงยังผลให้ไปเกิดในพรหมโลกได้ ดังนั้น การทำกรรมฐานในพุทธศาสนา ถ้าเผลอไปเสวย, ไปเสพความสงบสุขเข้า ก็เกิดกรรมไปเกิดยังพรหมโลกดังกล่าว ส่วนการเจริญกรรมฐานที่ไม่เกิดกรรม เป็น “กริยาจิต” นั้น เข้าลักษณะ “เป็นเพียงผู้ดู” ดูแล้วไม่เพลิน ดูแล้วไม่เผลอไปเสพความสุขสงบ, ไม่เสวยสุขสงบเข้า ส่วนนี้ นับว่าเป็น “สมถะกรรมฐานของพุทธ” ส่วนที่มีการเสพความสุขสงบนั้นมีกรรม คือ กริยาเสพสุขสงบนั้นเป็นกรรมที่กระทำกับตัวเองนั้นนับเป็น “สมาธิแบบพรหม” ส่วนกริยาระลึกย้อนถอยไปหาเหตุนั้น นับเป็น “วิปัสสนากรรมฐานของพุทธ” อันนี้ต่างกัน ขอให้พิจารณาด้วย ทว่า จะมีใครสักกี่คนที่จะทำสมาธิจนเกิดความสุขสงบแล้วไม่เข้าไปเสพความสุขสงบนั้นได้เล่า อุปมาเหมือนมีอาหารน่าลิ้มลองอยู่ตรงหน้าให้ชิมฟรี ยากนักที่คนจะปฏิเสธที่จะลิ้มลองสิ่งนั้นๆ ดังนั้น การทำสมาธิแบบสักแต่ว่าเป็นผู้ดูนั้น จึงไม่ใช่ของง่าย เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ก็เผลอไม่ดูเปล่า กลับเสพความสุขสงบเข้าไปด้วยบ่อยๆ ดังนั้น เซนจึงไม่สอนให้ศิษย์นิ่งอยู่ในสมาธิ เพราะจะนั่งเสพความสุขสงบนั่นเอง
อภิธรรม เรื่อง นิโรธก่อเกิดปัญญา ปัญญาเป็นเครื่องยืนยันมรรค
มรรค เป็นสิ่งที่มีอยู่เองแล้วตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องสร้าง, ไม่ต้องกำหนด, ไม่ต้องฝึกอะไรเลย แต่เมื่อบุคคลนั้น ยังไม่เกิดปัญญาเห็นว่า “มรรคนี้ตรงนิพพาน” หรือยังไม่เกิดปัญญาที่จะนำพาตนเองตรงสู่นิพพาน บุคคลก็จะละเลยมรรค ซึ่งมีอยู่แล้ว ไม่ได้ถูกใครสร้างขึ้นใหม่แต่อย่างใด เช่น สัมมาทิฐิ ก็มีอยู่เองตามธรรมชาติในคนบางคน แต่ไม่เที่ยง เกิดและดับไป, สัมมาอาชีวะ ก็มีอยู่ในคนบางคนตามธรรมชาติ แต่ไม่เที่ยง บางคนอาจเลิกประกอบอาชีพสุจริตไปเป็นอาชีพทุจริตได้ ฯลฯ การปฏิบัติธรรมจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อสร้างมรรค เพราะมรรคมีอยู่แล้ว แต่เป็นไปเพื่อให้จิตแจ้งด้วยปัญญา เห็นตรง ว่ามรรคมีองค์แปดนี้นำไปสู่ทางตรงนิพพาน ดังนั้น คำว่า “นิโรธก่อเกิดมรรค” นั้น จึงเป็นการก่อเกิดของปัญญา ไม่ใช่สภาวธรรม กล่าวคือ ปัญญารู้แจ้งในภาวะนิโรธก่อน แล้วจึงย้อนถอยไปรู้แจ้งในมรรคตามมาภายหลัง ปัญญาจึงเป็นเครื่องยืนยันมรรคว่าตรงนิพพานแน่ ในขณะที่เข้าถึงภาวะนิโรธนั้น เราจะเข้าถึงภาวะนิพพานเบื้องต้นด้วย คือ “นิพพานดิบ” ซึ่งตรงนิพพานแท้จริงเหมือนกัน (แต่ยังไม่ใช่อย่างเดียวกัน) เมื่อจิตศรัทธาแน่วแน่เช่นนี้ ว่านิพพานนี้ คือทางหลุดพ้นแน่นอนแล้ว เราจึงย้อนถอยกลับไปตรวจดูว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยทำให้ถึงนิพพานได้ จึงพบว่า “มรรค” ซึ่งเกิดก่อนนิโรธนั้นเอง เป็นเหตุให้ตรงทางนิพพาน เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ต่อไปหลังบรรลุอรหันต์แล้ว ก็จะดำเนินอยู่ในมรรคแปดนี้โดยไม่ออกนอกทาง และถึงนิพพานในที่สุด ไม่ใช่ว่าพอบรรลุธรรมแล้ว คิดว่าตนได้นิพพานทันทีเดี๋ยวนั้นเลย จึงปฏิเสธมรรค ว่าไม่ต้องมีมรรคอีก อันนี้ไม่ใช่ มรรคมันมีอยู่เองแล้ว เราแค่ไปรู้แจ้งชัดด้วยปัญญาว่ามรรคคือทางตรงนิพพานก็เท่านั้น เมื่อรู้แจ้งชัดอย่างนี้จึงเดินตรงอยู่ในมรรคแปดต่อไป ใช้ชีวิตอยู่บนโลกด้วยมรรคแปดนั้นต่อไปจนถึงนิพพาน
ดังนั้น การไม่ต้องปฏิบัติกรรมฐานก็ดี, ภาวะของ อเสขบุคคล ผู้ไม่ต้องฝึกจิตอีกแล้วก็ดี จึงเกิดขึ้น ทว่า ท่านที่ไม่ปฏิบัตินี้ ไม่ใช่ไม่มีมรรค เพราะมรรคเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่เองแล้วเป็นธรรมชาติเดิมแท้อยู่แล้ว ผู้บรรลุธรรมเป็นเพียงผู้เข้าไปรู้แจ้งด้วยปัญญา ถึงสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ว่า “มรรคนี้ตรงนิพพาน เรานี้แน่วแน่สู่ทางตรงนิพพาน” ก็เท่านั้น เมื่อรู้แจ้งอย่างนั้นแล้ว จึงไม่ออกนอกทาง จึงตรงทางแต่อย่างเดียว คือ นิพพาน อนึ่ง ภาวะนิโรธนั้น เป็นสภาวธรรมที่หลุดพ้นจากทุกข์แท้จริง คือ หมดทั้งทุกข์และสุขใน ทางโลกด้วยคือ อธิบายไม่ถูก เป็นสภาวธรรม จิตรับรู้ รู้สึกได้ เข้าถึงได้ แต่อธิบายไม่ได้ แต่ “ปัญญา” นั้นเป็นเครื่องอธิบายสภาวธรรมอีกที ซึ่งจะตามมาในภายหลังที่สภาวธรรมเกิดแล้ว สภาวธรรม คือ “ธรรมชาติที่ถูกรู้” ส่วน “ปัญญา” คือ “ผลจากจิตไปรู้สภาวธรรมนั้นๆ อีกที” ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่เองแล้ว เกิดและดับไปเองตามธรรมชาติ แต่เราจะรู้หรือไม่ก็เท่านั้น การปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้จิตรู้แจ้งในธรรมชาตินั้นให้ถึงที่สุดคือ นิพพาน นั่นคือ ให้เกิด “ปัญญา” เป็นผลลัพธ์ท้ายสุดนั่นเอง ปัญญาก็จะบอกให้เราเชื่อมั่นในสิ่งที่เราค้นพบว่าตรงทางนิพพาน อนึ่ง ถ้าสภาวธรรมเกิดแต่จิตไม่เข้าไปรู้แจ้งให้เกิดปัญญาก็จะไม่บรรลุธรรมได้เช่น ภาวะสุญตาเกิดแล้วดับไป แต่เราไม่ทันได้วิปัสสนาให้รู้แจ้ง ก็ไม่อาจบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าเรากำหนดรู้อยู่ตลอด แต่สภาวธรรมไม่เกิด ก็ไม่อาจบรรลุธรรมอีกเช่นกัน เช่น เรารู้แล้วว่าอะไรคือภาวะนิโรธ แต่ถ้าภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงแก่เรา เราก็ไม่อาจบรรลุธรรมได้เช่นกัน (สติ คือ ภาวะตื่นรู้ปัจจุบันขณะ, แต่ปัญญา คือ ภาวะรู้แจ้งย้อนถอยหลังจากผลไปเหตุ หรือเดินหน้าจากเหตุไปผล) ดังนั้น สภาวธรรม และการรับรู้ต้องเกิดขึ้นคู่กัน จึงจะเกิดการบรรลุธรรม โดยสภาวธรรมจะเกิดแล้วดับไป จากเหตุไปผล ส่วนการรับรู้ด้วยปัญญาจะรู้สิ่งที่เกิดในปัจจุบัน (ผล) แล้วย้อนถอยหลังไปอดีต (เหตุ) ก็เมื่อเกิดปัญญาครั้งหนึ่งแล้วอย่างนี้ จึงเกิดเป็น “ความรู้” ขึ้นคือรู้ว่าถ้ามีเหตุนี้เกิดแล้วดับลงไปจะส่งให้ผลใดเกิดแทนที่ตามมา ก็สามารถนำมาทำนายอนาคตได้แม่นยำ เช่น ในการสอนมวลสัตว์ให้ถึงนิโรธ ก็ย่อมเริ่มต้นด้วยมรรคเป็นเหตุ เมื่อสุดมรรคๆ ดับแล้วนิโรธก็เกิดตามมา หลังจากบรรลุธรรมอย่างนี้แล้ว “มีมรรคก็เหมือนไม่มี (เพราะมรรคดับแล้ว) ไม่มีมรรคก็เหมือนมี (เพราะมรรคเป็นธรรมชาติที่มีอยู่เองแล้ว)” ถึงนิโรธแล้ว ปัญญาจึงเกิด เข้าใจมรรคได้อย่างนี้ มรรคมีองค์แปดก็ครบองค์ อเสขบุคคลนั้นย่อมบริบูรณ์
อภิธรรม เรื่อง ลำดับการบรรลุธรรมตามอริยสัจสี่
อริยสัจสี่ มีลำดับจาก ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรค ไปตามลำดับอย่างนี้ อนึ่ง พึงเข้าใจว่ามีบางท่านอธิบายว่าสมุทัยเป็นเหตุเกิดก่อนทุกข์ ยังผลให้เป็นทุกข์, และมรรคเป็นเหตุ เกิดก่อนนิโรธ ยังนิโรธให้เป็นผล อย่างนี้ก็มี และกล่าวว่าอริยสัจสี่ กล่าวถึงผลก่อนไปสู่เหตุทีหลัง จริงๆ คำอธิบายนั้นขาดรายละเอียดที่สำคัญไปบางส่วน ดังจะกล่าวต่อไปนี้
กิเลส, อวิชชา และความยึดมั่นถือมั่นนั้น ยังไม่ใช่สมุทัย
หลายท่านแปลความหมายของสมุทัยโดยแปลว่าเหตุแห่งทุกข์อันได้แก่ กิเลส, อวิชชา, และความยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น ทว่าผู้เขียนมีความเห็นต่างไปเล็กน้อยคือสมุทัยควรแปล ว่า “ความตื่นรู้อย่างแจ้งชัดในเหตุแห่งทุกข์ ว่าคือ กิเลส, อวิชชา และความยึดมั่นถือมั่นของตนเอง ไม่ใช่สิ่งอื่น” ความแตกต่างของการแปล คือ บางท่านระบุว่า สมุทัย เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ แต่ผู้เขียนจะระบุว่าสมุทัยเป็นปัญญาที่เข้าไปรู้เหตุแห่งทุกข์ต่างหาก ของบางท่านแปลความหมายสมุทัย เป็น “สิ่งที่ถูกรู้” แต่ผู้เขียนแปลความหมายให้เป็น “ผลที่ถูกรู้” กล่าวง่ายๆ คือ สมุทัยไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์ เช่น ไม่ใช่กิเลส แต่เป็นความตื่นรู้ในเหตุแห่งทุกข์ เช่น ตื่นรู้ในกิเลส ต่างหาก ซึ่งสภาวธรรมจะเกิดจาก กิเลส ไปทุกขเวทนา แล้วจึงไป ทุกข์ (ในอริสัจสี่) แล้วจึงไป สมุทัย ดังนั้น กิเลสกับสมุทัยคนละอย่างกัน ไม่มีอริสัจสี่เขียนว่า “ทุกข์แล้วไปสู่ กิเลสหรืออาสวะใดๆ” มีแต่ กิเลสไปทุกข์ๆ แล้วไปสมุทัย
อริยสัจสี่เป็นภาวะตื่นรู้ในสัจธรรม ไม่ใช่ตัวเหตุและผลของทุกข์
“อริยสัจสี่” เป็นภาวะตื่นรู้ในตัวสภาวธรรม แต่ไม่ใช่ตัวสภาวธรรมโดยตรง เช่น เมื่อทุกข์ เรารู้ถึงทุกข์ นั้นนับเป็น “ทุกขเวทนา” เป็นผลจากการเจริญเวทนานุสติปัฏฐาน ทำให้มีสติเท่าทันทุกข์เท่านั้นเอง แต่ไม่ได้แจ้งในธรรมข้อ “ทุกข์” ในอริยสัจสี่เลย เพราะไม่ได้เห็นถึงที่สุดของทุกข์อย่างแท้จริง จึงไม่เข้าสู่อริยสัจสี่ และไม่บรรลุเป็นอริยบุคคล ยังลูบคำ “ธรรม” เพียงผิวเปลือกเท่านั้น ไม่ถึงที่สุดของธรรม ดังจะได้อธิบายดังต่อไปนี้
๑) ทุกข์ ในอริยสัจสี่
ควรแปลว่า “ภาวะความตื่นรู้แจ้งชัดโดยรอบจนถึงที่สุดใน “ทุกข์” ว่ามีนัยยะดังต่อไปนี้”
- รู้ว่าทุกข์เป็นสิ่งที่หนีไม่ได้ แม้พยายามหนีได้พ้นวันนี้ แต่วันหน้าก็ต้องพบอีก
- รู้ว่าทุกข์เป็นธรรมดาของสัตว์โลก ที่ต้องประสบพบเจอทุกคน ไม่มีใครหนีพ้น
- รู้ว่าทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่อาจหมดไปได้ หากไม่แก้ที่ “เหตุแห่งทุกข์” อย่างเดียว
- รู้ว่าเหตุแห่งทุกข์ไม่ได้มาจากสิ่งอื่น ไม่โทษอะไรใครๆ แต่มาจากตัวเองทั้งสิ้น
ดังนั้น “ทุกข์” ในอริยสัจสี่ ไม่ได้แปลว่า “ความทุกข์” เหมือน “ทุกขเวทนา” ในเวทนาห้า ทุกข์ในอริยสัจสี่ แปลต่างไปจาก “ทุกขเวทนา” ในเวทนาห้า เพียงน้อย แต่ต่างกันมากมหาศาล เพราะเป็น “ภาวะรู้แจ้งรอบด้านในสัจธรรมของคำว่าทุกข์” จนเกิดภาวะจำยอมหรือยอมจำนนอย่างแท้จริง สิโรราบแต่โดยดี ไม่หนี ไม่สู้อีก พร้อมถูกทำลายอัตตา ถ้ารู้แค่ว่าทุกข์เป็นความรู้สึกที่ทนได้ยาก ก็ยังไม่บรรลุเข้าสู่ “ทุกข์” ในอริยสัจสี่ เพราะยังไม่รู้แจ้งถึงที่สุดของทุกข์ ไม่รู้สึกว่าหนีไม่ได้ บางท่านพอทุกข์ ยังไปหาคนมีฤทธิ์ให้ช่วยด้วยวิธีต่างๆ คนเหล่านี้ก็รู้ว่าทุกข์คือสิ่งที่ทนได้ยาก แล้วเขาได้เข้าถึงธรรมะข้อทุกข์ ในอริยสัจสี่หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว” แต่รู้เพียง “ทุกขเวทนา” เท่านั้น หลายท่านเจริญเวทนานุสติปัฏฐาน แล้วคิดว่าตนเองเข้าถึงทุกข์ในอริยสัจสี่แล้ว ทว่าเขาได้เข้าถึงเพียง “ทุกขเวทนา” ในเวทนาห้าอันเป็นผลมาจากสมถะกรรมฐานที่เรียกกันว่าเวทนานุสติปัฏฐานเท่านั้น กรรมฐานนี้ไม่ลึกถึงความเป็นวิปัสสนาได้จึงไม่เกิดปัญญา จึงไม่แจ้งแทงตลอดจากทุกขเวทนา ไปสู่ทุกข์ในอริยสัจสี่ อนึ่ง ทุกข์ในอริยสัจสี่* ก็เป็นคนละตัวกับ “ทุกขัง”* ในไตรลักษณ์ๆ คือ ลักษณะอย่างหนึ่งของทุกสิ่ง ดังนั้น ก้อนหิน ก็มีทุกขังได้แต่ไม่มีทุกข์ในอริยสัจสี่และทุกขเวทนาเพราะไม่มีจิต ธรรมเหล่านี้ตื้นลึกต่างกัน
* หมายเหตุ
๑) ทุกขเวทนาในเวทนาห้า เป็นความรู้สึกทุกข์ที่เกิดดับแต่ละคนรู้สึกได้ในตนเอง
๒) ทุกข์ในอริยสัจสี่ เป็นความรู้แจ้งในที่สุดของความทุกข์ที่มีอยู่ในตนเอง
๓) ทุกขังในไตรลักษณ์ เป็นความรู้แจ้งแทงตลอดถึงสรรพสิ่งก็มีภาวะ “ทุกขัง”
ภาวะ “ทุกขัง” ในไตรลักษณ์ ไม่ใช่ทุกขเวทนาในเวทนาห้า, ไม่ใช่ทุกข์ในอริยสัจสี่ แปลต่างกันมาก ความหมายของธรรมคนละอย่างกัน แต่ดูคล้ายกัน ความละเอียดและลึกซึ้งต่างกัน ทุกขังในไตรลักษณ์เป็นญาณหยั่งรู้จาก “สัพพัญญูญาณ” ไม่มีในอรหันตสาวก ไม่มีพระอรหันตสาวกองค์ใดมีปัญญาญาณหยั่งรู้ได้ถึงภาวะทุกขังในสรรพสิ่ง ท่านรู้แต่ทุกข์ที่มีในตน แบบอริยสัจสี่แล้วบรรลุอรหันต์ไป ก้อนหินมีทุกขังได้ แต่ไม่มี “ทุกข์” ในอริยสัจสี่ กล่าวคือ “ทุกขัง” หมายถึง ลักษณะการกระทบกระทั่งบีบเค้นกันของสรรพสิ่ง อันเป็นหนึ่งในสามลักษณะของสรรพสิ่งที่รวมเรียกว่าไตรลักษณ์ (ลักษณะ ๓ ประการ)
๒) สมุทัย ในอริยสัจสี่
ควรแปลว่า “ภาวะความตื่นรู้แจ้งชัดจนถึงที่สุดใน “เหตุแห่งทุกข์” ว่ามีนัยยะดังนี้”
- รู้ว่าเหตุแห่งทุกข์ไม่ได้มาจากสิ่งอื่น, ไม่อาจโทษใคร แต่มาจากตัวเองทั้งสิ้น
- รู้ว่าเหตุแห่งทุกข์มาจากใจที่หลง, ยึดมั่น, อยาก เพราะ อวิชชา, อัตตา, กิเลส
- รู้ว่าเหตุแห่งทุกข์เป็นธรรมดาของสัตว์โลกไม่มีใครหนีพ้นหากไม่ขุดรากถอนโคน
ดังนั้น “เหตุแห่งทุกข์” ในอริยสัจสี่ ไม่ได้แปลว่า “ความหลง, ตัณหา, อวิชชา, ความยึดมั่นถือมั่น” ฯลฯ ใดๆ เพราะเป็น “ภาวะรู้แจ้งรอบด้านในสัจธรรมของคำว่าเหตุแห่งทุกข์” จนเกิดภาวะตื่นออกจากหลง, ตัณหา, อวิชชา, ความยึดมั่นถือมั่น ฯลฯ ใดๆ แล้วหลุดพ้นออกจากอาสวะและเครื่องร้อยรัดเหล่านี้ ดังนั้น สมุทัยจึงไม่ใช่ความหลง, กิเลส, ตัณหา, อวิชชา, ความยึดมั่นถือมั่น ฯลฯ ใดๆ แต่เป็น “ภาวะตื่นรู้แจ้งชัด” ในสิ่งเหล่านี้ ต่างหาก ดังนี้ สมุทัย ย่อมเกิดทีหลังทุกข์ แต่กิเลสอาสวะเกิดก่อนทุกข์ กล่าวคือ เมื่อมีกิเลสจึงมีทุกข์ เมื่อมีทุกข์ถึงที่สุด จนจิตแจ้งถึงเหตุแห่งทุกข์ จึงมี “สมุทัย” ตามลำดับอย่างนี้
๓) นิโรธ ในอริยสัจสี่
ควรแปลว่า “ภาวะความตื่นรู้แจ้งชัดจนถึงที่สุดใน “ความดับสนิท” ว่ามีนัยยะดังนี้”
- รู้ว่าภาวะดับสนิทไม่มีทั้งทุกข์และสุข, ไม่มีถูก-ผิด, ไม่มีดี-ชั่ว พ้นทวิภาวะ
- รู้ว่าภาวะดับสนิทนี้มีจริง, ถึงได้จริง, และตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้น
ภาวะ “ดับสนิทชั่วคราว” (ตทังคนิพพานหรือสุญญตา) มักเกิดขึ้นได้เสมอเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิด-ดับ สลับกันไป ทว่า หากบุคคลไม่สนใจ ไม่พิจารณาแล้ว ก็เหมือนดั่งสภาวธรรมทั่วไปอย่างหนึ่งที่เกิดแล้วดับลงไปตามวาระเท่านั้นเอง แต่ถ้าเมื่อใดบุคคลเกิดวิปัสสนาญาณฉับพลันพิจารณาเห็นเป็นช่องทางตรงสู่นิพพาน มีอาการรู้ครบนัยยะทั้งสามข้างต้นแล้ว ก็เข้าถึงภาวะนิโรธ แจ้งจ้าปัญญาสว่างไสวได้ แต่ยังอธิบายไม่ได้
๔) มรรค ในอริยสัจสี่
ควรแปลว่า “ภาวะความตื่นรู้แจ้งชัดใน “เหตุแห่งความดับสนิท” ว่ามีนัยยะดังนี้”
- รู้ว่าที่สุดแห่งสรรพสิ่ง, อะไรหรือใดๆ ก็ตาม ก็เข้าสู่ความ “ดับสนิท” ทั้งสิ้น
- รู้ว่าเหตุแห่งความดับสนิทคือธรรมะ, ธรรมดา เป็นเช่นนั้นเอง ไม่ใช่เพราะอะไร
- รู้ว่าเหตุแห่งความดับสนิทจนหลุดพ้นได้นั้น คือ การดำเนินใน “มรรคมีองค์แปด”
อนึ่ง ภาวะความตื่นรู้แจ้งชัดในเหตุแห่งความดับสนิท (มรรคแปด) นี้ ไม่เท่ากัน ดังนี้
๑) พระโสดาบัน รู้แจ้งถึงมรรคองค์ที่ ๑ ถึง ๕ (สัมมาอาชีวะ)
๒) พระสกิทาคามี รู้แจ้งถึงมรรคองค์ที่ ๑ ถึง ๖ (สัมมาวายามะ)
๓) พระอนาคามี รู้แจ้งถึงมรรคองค์ที่ ๑ ถึง ๗ (สัมมาสติ)
๔) พระอรหันต์ รู้แจ้งถึงมรรคองค์ที่ ๑ ถึง ๘ (สัมมาสมาธิ)
ในการเข้าถึงภาวะนิโรธ อาจเกิดขึ้นได้หลายครั้ง สูงที่สุดคือ ๔ ครั้ง และส่งผลให้บรรลุธรรมขั้นต่างๆ ดังกล่าว อนึ่ง “มรรคแปด” เป็นสิ่งที่บุคคลสามารถนำไปปฏิบัติได้ก่อนที่จะบรรลุธรรมอยู่แล้ว แต่ปัญญาจะไม่แจ้งในธรรมข้อมรรคแปด จนกว่าจะเข้าถึงภาวะนิโรธแล้วบรรลุธรรมขั้นต่างๆ ดังกล่าว ดังนั้น มรรคแปดจึงเกิดก่อนเป็นเหตุ ทำให้นิโรธเกิดตามมาเป็นผล ทว่า “ปัญญาที่เข้าใจในมรรคแปด” จะเกิดขึ้นในลำดับสุดท้าย และโดยเฉพาะมรรคตัวที่ ๘ คือ สัมมาสมาธิ คือ ปัญญาที่เข้าใจสัมมาสมาธิได้ว่าคือสมาธิที่ไม่มีการกำหนด ก็สามารถเกิดขึ้นเอง แล้วดับลงได้เอง ตามเหตุปัจจัย ส่งผลให้หยุดที่จะฝึกจิต กลายเป็น “อเสขบุคคล” บรรลุอรหันตผลในท้ายที่สุด ดังนั้น คำว่า “มรรค” ใน อริยสัจสี่ จึงควรแปลว่า “ปัญญาที่รู้แจ้งในมรรค” แต่ไม่ใช่มรรคโดยตรง (มรรคคือสิ่งที่ถูกรู้ แต่ปัญญาที่ไปรู้แจ้งมรรคนั้น คือ ผลจากการเข้าไปรู้อีกที) ดังนั้น มรรค จึงเกิดตามหลังจากนิโรธตามลำดับในอริยสัจสี่ ดังกล่าว (จากมรรควิธีต่างๆ จากการทดลอง ไปสู่ นิโรธ เองครั้งแรก แล้วจึงเกิดปัญญาค้นพบว่า “มรรค” ที่ทดลองนี้นำไปสู่ความหลุดพ้นได้ ซึ่งได้แก่ มรรคที่เรียกว่า “มรรคมีองค์แปด” นั่นเอง) ดังนั้น มรรคในอริยสัจสี่ จึงเกิดฝั่ง “นาม” (หลังนามดับ) ไม่ได้เกิดในฝั่ง “รูป” ขณะเข้าวิปัสสนาพิจารณารูปนามนั้นเอง (รูปดับเกิดนิโรธ นามดับเกิดมรรค คือ เกิดปัญญาแจ้งตลอดในมรรค แต่ไม่ใช่ตัวมรรค)
ลำดับการบรรลุเป็นพระอริยบุคคลตามหลักอริยสัจสี่
๑) พระโสดาบัน
เมื่อเกิดปัญญาแจ้งถึงที่สุดในความทุกข์แล้วว่าหนีไม่พ้น ไม่ใช่ปัจจัยใดอื่นเป็นเหตุ แต่มี สาเหตุมาจากภายในตัวเรา (ทุกข์) ซึ่งก็คือกิเลส, ความหลง และความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ ปัญญาก็แทงเข้าไปถึงเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) เมื่อถึงที่สุดของทุกขเวทนา ความทุกข์ดับสูญไม่เหลือเศษ ก็เข้าสู่ภาวะแจ้งจ้าด้วยปัญญาไร้คำอธิบาย (นิโรธ) จนเมื่อภาวะนี้จบลงแล้ว ปัญญาจึงค่อยๆ ดำเนินต่อไป แจ้งแทงตลอดต่อไปถึงว่าเมื่อทุกข์เกิดเองแล้วดับลงเองตามเหตุปัจจัยตามหลักอนิจจังตามวาระอย่างนี้แล้ว เราจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรดี คือ ปล่อยตามใจเลย เพราะไม่ยึดอะไรแล้ว ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น หรือจะละเว้น ปฏิเสธไปหมดทุกอย่าง คือ เกิดภาวะ แกว่งสุดโต่ง ไปทางด้าน “ปฏิเสธไปหมดทั้งดีและชั่ว” และ “ยอมรับไปหมดทั้งดีและชั่ว” เกิดขึ้นช่วง “วิปัสสนาญาณ” ชั่วคราว แล้วก็จบนิ่งลงที่ตรงกลาง ปัญญาจึงสว่างออกมาได้เข้าถึง “มรรคมีองค์แปดลำดับที่ ๑ ถึง ๕” บรรลุโสดาบัน
๒) พระสกิทาคามี
เมื่อพระโสดาบันได้บรรลุโสดาบันแล้วก็คิดว่าตนได้บรรลุธรรมแล้ว จึงดำเนินชีวิตต่อไป จนพบว่าตนเองยังไม่พ้นทุกข์ ยังมีทุกข์เหลืออยู่ ก็เข้าสู่ทาง “อริยสัจสี่” ซ้ำอีกครั้ง จากทุกข์ไปจนถึงนิโรธ ปัญญาจึงค่อยๆ ดำเนินต่อไป แจ้งแทงตลอดต่อไปถึงว่า เมื่อทุกข์เกิดเองแล้วดับลงเองตามเหตุปัจจัยตามหลักอนิจจังตามวาระอย่างนี้แล้ว เรานี้จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรดี คือ ในเมื่อเราก็ยังมีกิเลส ยังไม่หมดสิ้นอาสวะ ยังก่อทุกข์ได้อยู่ คือ เกิดภาวะ แกว่งสุดโต่ง ไปทางด้าน “ปฏิเสธกิเลสว่าควรขจัดเสีย” และ “ยอมรับกิเลสว่าควรปล่อยไปตามธรรมชาติ” เกิดขึ้นช่วง “วิปัสสนาญาณ” ชั่วคราว แล้วก็จบนิ่งลงที่ตรงกลาง ปัญญาจึงสว่างออกมาได้เข้าถึง “มรรคมีองค์แปดลำดับที่ ๖” บรรลุสกิทาคามี คือ เข้าใจว่าควรมีความพยายามที่ตรงนิพพาน (สัมมาวายามะ) กิเลสก็จะสิ้นเองเมื่อถึงวาระ
๓) พระอนาคามี
เมื่อ “พระสกิทาคามี” ได้บรรลุธรรมแล้วก็คิดว่าตนได้บรรลุธรรมแล้ว จึงดำเนินชีวิตต่อไป จนพบว่าตนเองยังไม่พ้นทุกข์ ยังมีทุกข์เหลืออยู่ ก็เข้าสู่ทาง “อริยสัจสี่” ซ้ำอีกครั้ง จากทุกข์ไปจนถึงนิโรธตามลำดับ, ตามเดิม ปัญญาจึงค่อยๆ ดำเนินต่อไป จนแจ้งแทงตลอดต่อไปถึงว่า เมื่อทุกข์เกิดเองแล้วดับลงเองเมื่อมี “สติเท่าทัน” อย่างนี้แล้ว เรานี้จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรดี คือ ในเมื่อเราก็ยังมีกิเลส ยังไม่หมดสิ้นอาสวะ ยังก่อทุกข์ได้อยู่ คือ เกิดภาวะ แกว่งสุดโต่ง ไปทางด้าน “ปฏิเสธกิเลส ว่าควรใช้สตินี้ กำจัดเสียให้หมด” และ “ยอมรับกิเลสว่าควรปล่อยไปตามธรรมชาติ” เกิดขึ้นช่วง “วิปัสสนาญาณ” ชั่วคราว แล้วก็จบนิ่งลงที่ตรงกลาง ปัญญาจึงสว่างออกมาได้อีก เข้าถึง “มรรคมีองค์แปดลำดับที่ ๗” บรรลุอนาคามี ก็คือ เข้าใจว่าควรมีความระลึกที่ตรงนิพพาน (สัมมาสติ) ซึ่งเกิดจากการกำหนด, การสร้าง, การรักษา, การเจริญสติไว้ต่อเนื่องตลอดเวลา กิเลสก็ไม่อาจกำเริบได้อีก ดังนี้ พระอนาคามีจึงมีสติที่เจริญอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา กิเลสก็พ่ายแพ้ไป
๔) พระอรหันต์
เมื่อ “พระอนาคามี” ได้บรรลุธรรมแล้วก็คิดว่าตนได้บรรลุธรรมแล้ว จึงดำเนินชีวิตต่อไป จนพบว่าตนเองยังไม่พ้นทุกข์ ยังมีทุกข์เหลืออยู่ ก็เข้าสู่ทาง “อริยสัจสี่” ซ้ำอีกครั้ง จากทุกข์ไปจนถึงนิโรธตามลำดับ, ตามเดิม ปัญญาจึงค่อยๆ ดำเนินต่อไป จนแจ้งแทงตลอดต่อไปถึงว่า เมื่อทุกข์เกิดเองแล้วดับลงเองเมื่อมี “สติเท่าทัน” อย่างนี้แล้วคือ แม้จะเจริญสติตลอดต่อเนื่องแต่ทุกข์ก็ยังเกิดได้อยู่ อันเกิดจากการเจริญสตินั่นเอง จากการกำหนด, การสร้าง, การรักษา ฯลฯ นั่นเองคือในเมื่อเราก็ยังเจริญสติต่อเนื่องนั้นก็ยังก่อทุกข์ได้อยู่ คือ เกิดภาวะแกว่งสุดโต่งไปทางด้าน “ปฏิเสธสติว่าควรละสติเสียให้หมด” และ “ยอมรับสติว่าควรเจริญต่อเนื่องไป” เกิดขึ้นช่วง “วิปัสสนาญาณ” ชั่วคราว แล้วก็จบนิ่งลงที่ตรง กลาง ปัญญาจึงสว่างออกมาได้อีก เข้าถึง “มรรคมีองค์แปดลำดับที่ ๘” บรรลุอรหันต์ ก็คือ เข้าใจว่าแม้แต่ “สมาธิหรือสติ” ก็เกิดขึ้นได้เองแล้วดับลงเองตามวาระอันควรของมัน ยามเมื่อมันควรมี มันก็เกิดมีเอง ยามเมื่อมันไม่ได้ใช้มันก็ดับลงตามสภาวะ ไม่ได้มีปัญหาใดที่เราจะต้องไป กำหนด, ไปเจริญ, ไปรักษา ไว้อีก ดังนั้น จึงปล่อยวางแม้แต่การเจริญกรรมฐานเพราะค้นพบว่าสมาธิและสติก็เกิดขึ้นได้เองอยู่แล้ว (สัมมาสมาธิ) ดังนี้ จึงหยุดการฝึก เป็นอเสขบุคคลบรรลุอรหันตผลที่มีไตรสิกขาคือ ศีล, สมาธิ, ปัญญาครบบริบูรณ์
ไตรสิกขาของพระอรหันต์
๑) ศีล
พระอรหันต์ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ย่อมมี “การละเว้นจากกรรมต่างๆ ที่ไม่จำเป็น” อย่างเป็นปกติ, เป็นธรรมชาติ โดยมิได้สร้าง, รักษา, กำหนด, ทรงสภาวะ แต่อย่างใด การละเว้นจากกรรมมีมากมายหลายประการ ยกตัวอย่างได้ตรงตาม “ศีล ๒๒๗” ข้อนั้น
๒) สมาธิ
พระอรหันต์ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ย่อมมี “สัมมาสมาธิ” อันเป็น สมาธิที่เกิดเองอย่างเป็นปกติ, เป็นธรรมชาติ โดยมิได้สร้าง, รักษา, กำหนด, ทรงสภาวะ แต่อย่างใด ดังนี้ พระอรหันต์จึงเป็นอเสขบุคคล ผู้ไม่ต้องฝึก, สร้าง, รักษา, เจริญ, กำหนดสมาธิอีก
๓) ปัญญา
พระอรหันต์ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ย่อมมี “มรรคมีองค์แปด” อย่างเป็นปกติ, เป็นธรรมชาติ โดยมิได้สร้าง, รักษา, กำหนด, ทรงสภาวะ แต่อย่างใด อันเป็นครรลองในการดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่ของท่าน เมื่อยังไม่ถึงคราวละสังขาร การดำเนินชีวิตจะตามมรรคมีองค์แปดนี้ ทำให้เข้าสู่ “ทางสายกลาง” ซึ่งแต่ละท่านไม่เหมือนกัน เพราะมีวิบากกรรมที่ต่างกัน บางท่านทางสายกลางต้องรวยเพราะมีวิบากกรรมดีมาก ต้องเสวยให้หมด
อภิธรรม เรื่อง ทางสายกลางของแต่ละคนไม่เหมือนกันคนมีบุญมากอาจต้องรวย
คำว่า “ทางสายกลาง” ไม่ได้เกิดจากการที่เราอุปทานเอาเองว่าเราควรสมถะ ถ้าเราเป็นผู้กระทำกรรมมากเอาไว้แต่หนหลัง เป็นกรรมดี เรามัวแต่รับวิบากกรรมเลว จนจิตเข้าสู่ธรรมแล้ว เราไม่ยอมรับกรรมดีก็ไม่ได้ เพราะวิบากมีสองแบบ คือ วิบากกรรมดีและวิบากกรรมเลว ดังนั้น เราจะนิพพานกันได้นั้น เราต้องรับวิบากกรรมทั้งสองแบบ คือ ทั้งกรรมดีและกรรมเลว ต้องรับให้หมด, เสวยให้หมด, ชำระให้หมด แล้วก็ไม่ต้องแบ่งใคร ถ้าให้คนอื่นต่อเพราะเห็นว่าเหลือกินเหลือใช้ ก็จะเกิดกรรมใหม่ เป็นกรรมดีให้ต้องไปเสวยอีก ไม่จบสิ้น เรากินเหลือ ก็ปล่อยทิ้งไปเลย ใครจะกินต่ออีกเราไม่สนใจ อย่างนี้ จึงเสวยวิบากกรรมดีหมด ไม่ต่อกรรมใหม่สืบชาติภพไปข้างหน้า เรียกว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวแล้งน้ำใจ แต่ไม่ทำกรรมกับใครเท่านั้นเอง อย่างนี้ จึงตรงนิพพานอย่างยิ่ง ลัดสั้นอย่างยิ่ง ความ “สมถะ” นั้นไม่ใช่ทางสายกลางของคนทุกคน ความสมถะอาจเป็นทางสายกลางของคนบุญน้อย อย่างพระสาวกของพระสมณโคดมที่มีบุญน้อยทั้งหลาย แต่สำหรับพระสาวกของพระศรีอาริยเมตตรัยและพระศรีอาริยเมตตรัยแล้ว เป็นพวกที่มีบุญมากนัก จึงไม่อาจจะสมถะได้ ต้องเสพสุขอย่างยิ่ง ให้วิบากกรรมดีหมดในชาตินั้นๆ สมมุติว่าอายุมนุษย์ในยุคนั้นมีแปดหมื่นปี ภายในแปดหมื่นปีนั้นก็ต้องเสวยวิบากกรรมดีให้หมดด้วย จึงจะนิพพานได้ อย่าให้เหลือเศษวิบากกรรมไว้ทั้งดีและเลว ไม่เช่นนั้น จะเป็นเชื้อสร้างชาติต่อภพไปอีก ดังนี้ แม้ในปัจจุบันชาติก็ตาม ผู้ที่มีวิบากกรรมดีมาก จำเป็นต้องเสวยวิบากกรรรมดีให้มากด้วย เขาจะสมถะได้อย่างไร ในเมื่อทำกรรมดีเอาไว้มาก วิบากกรรมดีมีมาก จะให้สมถะได้อย่างไร ดังนี้ เมื่อถึงจุดหนึ่งหากบวชพระสงฆ์เข้าร่วมกับพระสาวกของพระสมณโคดม พวกนี้ก็จะมีความอลังการแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เช่น พระมหากัจจายนะ ที่มีโยมอุปัฏฐาก เป็นมหาเศรษฐีใส่ตุ้มหูราคาข้างละล้าน เป็นต้น เมื่อไม่เหมาะที่จะเสวยวิบากกรรมดีให้หมด ภายใต้ธรรมวินัยของพระสมณโคดม เพราะจะกลาย เป็น “ผ่าเหล่า” ไม่เหมือนเขาได้ ก็ควรออกไปเสวยวิบากกรรมดีให้หมดในเพศฆราวาส
การเดินทางสายกลางแท้จริง คือ
๑) การหยุดก่อกรรมใหม่ที่มากเกินกว่าจะชดใช้ในชาติเดียวได้ ก่อได้แต่เศษกรรม ดังนั้น จะมีการ “ละเว้นเป็นปกติ” มาก (ศีล) เช่น ละเว้นการฆ่าสัตว์, ละเว้นการลักทรัพย์ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกรรมที่มีผลทำให้ต้องชดใช้เกิน ๗ ชาติ เป็นสิ่งที่แม้โสดาบันก็ละเว้นเสียแล้ว (จึงมีวิบากกรรมเหลือไม่เกิน ๗ ชาติก็นิพพาน)
๒) การเป็นฝ่ายรับวิบากกรรมแทนที่จะเป็นฝ่ายก่อกรรม ทั้งวิบากกรรมดีและชั่ว คือ ไม่ปฏิเสธวิบากกรรม, ไม่หนี, ไม่หาทางแก้อื่นๆ แต่ยืดอกยอมรับวิบากกรรมนั้น อย่างผู้ที่กล้าหาญกล้ายอมรับความเป็นจริงเป็นอย่าง การปฏิเสธชีวิตที่สุขสบายที่เขามอบให้ อาจเป็นการปฏิเสธวิบากกรรมดี ทำให้เสวยวิบากกรรมไม่หมดได้ ดังนั้น การยึดมั่นถือมั่นว่า “ต้องสมถะ” อาจไม่ทำให้ได้หลุดพ้นเพราะเหตุนี้
๓) การไม่หนี ไม่ปฏิเสธวิบากกรรมเก่า ต้องยอมรับวิบากให้หมด เหมือนพระโมคคัลลานะที่สามารถหนีคนตามฆ่าได้ แต่สุดท้ายก็ยอมให้คนเหล่านั้นทุบจนตาย การปฏิเสธที่ไปหมดทุกอย่าง เพราะเห็นว่าอะไรๆ ก็ไม่ใช่, อะไรๆ ก็ไม่เที่ยง นั้นเป็น “ความสุดโต่ง” ไม่ใช่ทางสายกลาง ส่วนการยอมรับการก่อกรรมไปหมด ก็ไม่ใช่
อนึ่ง การยอมรับวิบากกรรมนั้น ไม่ใช่การแม้แต่การ “จงใจขอ” เช่น การที่พระสงฆ์ จงใจเดินไปขอเรี่ยไรเงินชาวบ้าน อันนี้เป็นกรรมใหม่ เพราะมีเจตนาเข้าไปขอ การเป็นภิกษุที่แปลว่าผู้ขอนั้น ไม่ใช่เดินเข้าไปขอ, มีเจตนาขออย่างนี้ แต่ต้องเดินบิณฑบาตไปแล้วแต่ว่าเขาจะให้หรือไม่ ถ้าเขาให้เอง แสดงว่าเป็นวิบากกรรมของเรา เราต้องเป็นผู้ยอมรับไป แต่ถ้าเขาไม่ให้ ก็ไม่ควรก่อกรรม, กำหนด, จงใจ, มีเจตนาในการขอเพราะเป็นกรรมใหม่ พระสงฆ์ที่ขอเงินชาวบ้านจึงตกกรรมเป็นเปรตมาก ถ้าขอมาสร้างวัดให้พระพุทธศาสนา นั้นต้องไม่อยู่อาศัยเอง สร้างเสร็จแล้วต้องจากไป ไม่เช่นนั้น จะตกกรรมคือ เป็นการให้ “ของเหลือเดน” ที่ตนใช้เสียก่อนแล้วแก่พระพุทธศาสนา จะตกกรรมเป็นเปรตได้