รวมบทความอนุตรธรรม ชุด จิตเดิมแท้ จิตประภัสสร นั้นเป็นไฉน?

รวมบทความอนุตรธรรม ชุด จิตเดิมแท้ จิตประภัสสร นั้นเป็นไฉน?

อนุตรธรรม เรื่อง ปัญญากับจิตประภัสสรนั้นไม่เหมือนกัน

จิตเดิมแท้นั้นมีความบริสุทธิ์ เรียกว่า “จิตประภัสสร” สภาวะที่บริสุทธิ์นี้เป็นภาวะเดิมแท้ แรกเริ่มก่อนที่จะถูกปรุงแต่งในภายหลังด้วย “กิเลสอาสวะ” ต่างๆ ดวงจิตทุกดวงมีความบริสุทธิ์เช่นนี้เหมือนกันทั้งหมดเป็นธรรมะ, ธรรมดา, ธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเองอยู่แล้ว แต่ปัญญาคือ “ผลจากจิตรับรู้สภาวธรรมอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีการปรุงแต่ง” ดังนั้น จิตที่บริสุทธิ์จึงเป็น “เหตุปัจจัย” ต้นทางส่วน “ปัญญานั้นเป็นผล” จิตที่บริสุทธิ์จึงไม่ใช่ปัญญาไปเสียทีเดียว แต่เป็นเหตุผลที่เกื้อกูลกัน เป็นธรรมที่เกื้อกูลกัน ถ้าจิตไม่บริสุทธิ์มีกิเลสมาจรปนทำให้การรับรู้ผิดเพี้ยนก็ไม่อาจนับผลการรับรู้นั้นว่า “ปัญญา” ที่แท้จริงได้จะนับเป็นเพียง “การรู้, การคิด, การเห็น, การปรุงแต่ง” ฯลฯ ดังนั้น ถ้าจิตที่บริสุทธิ์แล้ว ไม่มีกริยาอาการ “เข้าไปรับรู้” อะไรเลยก็จะไม่เกิด “ปัญญา” ขึ้นมาเลย การฝึกให้จิตมีปัญญาในทางพุทธ คือ การฝึกใช้จิตบริสุทธิ์, อาศัยจังหวะที่กิเลสดับลงชั่วคราว ฉับพลันนั้นเอง ก็เข้าไปรับรู้ธรรมตามจริงให้ถึงที่สุดแห่งธรรมนั้นๆ จะพบว่าที่สุดแล้วมีความ “ดับสูญไปเป็นธรรมดาทั้งสิ้น” คือ ตรงหลักไตรลักษณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นธรรมใดๆ ผลจากการรับรู้ที่บริสุทธิ์ ไม่มีการปรุงแต่ง ตรงไปตรงมาอย่างนี้ นับเข้าว่าเป็น “ปัญญา” แต่ถ้าจิตไม่มีกริยาเข้าไปรับรู้ ก็จะไม่เกิด “ปัญญา” เป็นผล ดังนั้น หลายท่านเมื่อจิตบริสุทธิ์ชั่วคราวแล้ว กิเลสดับลงชั่วคราวแล้ว เกิดภาวะ “สุญตา” แล้ว แต่ไม่ได้มีกริยาเข้าไปรับรู้ธรรมชาตินั้นตามจริง จึงไม่เกิดปัญญาอะไรขึ้นมาเลย นี่คือ สมถะ แต่ขาด “วิปัสสนาญาณ” นั่นเอง จึงไม่เกิดปัญญาขึ้น มีความกลัว, มีความคิดเชิงลบ ต่อการเข้าไปรับรู้ธรรมตามจริง คิดเอาว่าต้องละอย่างเดียว แม้ธรรมปรากฏต่อหน้าแล้วก็ละ จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย การปฏิบัติทางจิตนั้น เรามิได้ก่อกรรม “ละ” อะไร เราพิจารณาธรรมตรงไปตรงมา ถึงจุดหนึ่ง ธรรมนั้นๆ ดับลงเอง ไม่ได้ถูกทำให้ดับ และไม่ได้ถูกละ เราแทงตลอดในธรรมนั้น เห็นจริงตามนั้น จนเกิดปัญญาขึ้น ดังนี้ การยึดมั่นแต่เดิมก็ดับสูญลง เป็นการคลายออก เป็นการ “ละ” ขึ้นเองในภายหลัง ซึ่งการ “ละ” นี้จะเป็นไปตามธรรมะ, ธรรมดา, ธรรมชาติ มีสภาวะเป็นกลาง คือ ไม่สุดโต่งไปทางการละมากเกินไป จนปฏิเสธหมดทุกอย่าง หรือละน้อยไป จนยึดมั่นไปหมดก็หาไม่ อันนี้ เป็นผลจากการเกิดปัญญาขึ้น การกระทำต่างๆ จึงเปลี่ยนแปลงตาม

จิตเดิมแท้ประภัสสร บริสุทธิ์อยู่แล้ว จะไปฝึกอะไรกันอีก

หลายท่านคงเกิดคำถามเช่นนี้บ้าง เมื่อศึกษาเรื่อง “จิตเดิมแท้” หรือ “จิตประภัสสร” นั่นคือ ในเมื่อจิตบริสุทธิ์อยู่แล้ว เราจะยังไปฝึกอะไรกันอีกแล้ว ก็ถูกครึ่งหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องไปทำให้จิตบริสุทธิ์ เพราะมันบริสุทธิ์มาก่อนเช่นนั้นเองอยู่แล้ว (แต่ถูกปรุงแต่งภายหลัง) เราปล่อยให้สิ่งที่ปรุงแต่งอยู่นั้น ถึงวาระอนิจจัง ดับลงเองตามธรรมชาติ ก็จะเข้าถึงภาวะจิตบริสุทธิ์อันเป็นจิตเดิมแท้ได้ เราจึงใช้จิตที่บริสุทธิ์ขณะนี้ พิจารณาธรรมต่างๆ ก็จะเห็นธรรมตามจริง นี่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” สิ่งที่เราจะฝึกจึงไม่ใช่การทำให้จิตบริสุทธิ์ แต่เป็นการฝึก “วิปัสสนาญาณ” ให้เกิดปัญญาจนขุดรากถอนโคนกิเลสอย่างถาวรต่างหาก เนื่องจาก กิเลสอาสวะนั้น เกิดเองและดับเอง เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิด เป็น “วัฏฏะ” ไม่เที่ยง, ไม่นิพพาน, ไม่อาจหลุดพ้นจากวัฏฏะนี้ได้ เราอาศัยจังหวะที่กิเลสดับลงชั่วคราวนั้น ในการเข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน พิจารณาธรรมตามจริง เพื่อทำ “นิพพานให้แจ้ง” นั่นเอง เมื่อนิพพานแจ้งแล้ว รู้ชัดแล้วว่าสภาวะไม่เกิด-ไม่ดับ, หลุดพ้นจากวัฏฏะได้ เป็นเช่นไร, เกิดขึ้นหรือดับลงได้ด้วยเหตุปัจจัยใด นั่นเอง ปัญญาแบบขุดรากถอนโคนกิเลส ก็เกิดขึ้น ทำให้กิเลสไม่เกิด-ไม่ดับอีกเรียกว่าดับสนิทไม่มีส่วนเหลือหรือ “กิเลสนิพพาน” แบบถาวรนั่นเอง ดังนั้น จาก “กิเลสนิพพานชั่วคราว” ไปสู่ “กิเลสนิพพานถาวร” ได้ด้วย “วิปัสสนาญาณ” ดังนี้ ไม่มีการทำให้จิตต้องบริสุทธิ์, ไม่มีการกำหนด, การละ, การข่มใจ ฯลฯ หรือ กรรมทางจิตใดๆ มีเพียง “กริยารับรู้ ตรงไปตรงมา” ไปยังที่สุดคือความดับเท่านั้นเอง ท่านเว่ยหลางกล่าวว่า “กระจกในแล้วไม่ต้องเช็ด” ก็คือ ความหมายที่ชัดเจนของ “จิตประภัสสร” อันเป็นเช่นเดียวกับท่านสุภัททะ ที่ได้บรรลุอรหันต์ ด้วยการพิจารณาดวงจันทร์ที่ไร้เมฆบัง เช่นกัน แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ “สุดโต่ง ไม่ทำอะไรเลย” เมื่อกระจกใสแล้ว ไม่ต้องเช็ด แต่หน้าที่ของเราก็คือ “ส่องดูสิ” ก็จะเห็นที่สุดแห่งธรรมตามจริงดังนั้นได้

อนุตรธรรม เรื่อง ทำไมจิตประภัสสรต้องมีกิเลสมาจรด้วย?

จิตเดิมแท้นั้นมีความบริสุทธิ์ เรียกว่า “จิตประภัสสร” สภาวะที่บริสุทธิ์นี้เป็นภาวะเดิมแท้ แรกเริ่มก่อนที่จะถูกปรุงแต่งในภายหลังด้วย “กิเลสอาสวะ” ต่างๆ ดวงจิตทุกดวงมีความบริสุทธิ์เช่นนี้เหมือนกันทั้งหมดเป็นธรรมะ, ธรรมดา, ธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเองอยู่แล้ว แต่ทว่า ทำไมจึงต้องเป็นเช่นนี้ด้วย กล่าวคือ ทำไมจิตที่บริสุทธิ์จะต้องถูกปรุงแต่งด้วยกิเลส ทำไมไม่นิพพานง่ายๆ โดยไม่ต้องมีกิเสอาสวะเข้ามาแปดเปื้อน คำตอบคือถ้าจิตบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสมาจรเลย จะไม่มีปัญญารู้ได้ว่าจิตที่ไม่บริสุทธิ์มีกิเลสมาปรุงแต่งนั้นเป็นเช่นใด และมรรควิธีการกลับสู่จิตที่บริสุทธิ์นั้นทำได้อย่างไร หากจิตที่บริสุทธิ์นั้นนิพพานได้โดยไม่มีกิเลสแปดเปื้อนก็จะนิพพานไปแบบเดี่ยวๆ คือ แบบปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องยาก หากจะให้จิตทุกดวงไม่มีกิเลสแล้วเข้าสู่นิพพานเองแบบตัวใครตัวมัน ดังนั้น การที่ต้องจิตมีกิเลสแปดเปื้อนก็เพื่อให้เข้าใจถึงภาวะที่จิตมีกิเลสมาปรุงแต่งเป็นอย่างไร จะได้เข้าใจจิตดวงอื่นๆ อันเป็นเพื่อนมนุษย์ และสามารถสอนเพื่อนมนุษย์ให้นิพพานตามตนได้ ซึ่งวิธีการนี้ง่ายกว่าการนิพพานแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้จิตที่เข้านิพพานมากกว่า เร็วลัดกว่าการตรัสรู้เอง ดังนั้น ระบบของพุทธศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าหนึ่งองค์ ตรัสรู้ได้ยาก แล้วออกมาสั่งสอนสรรพสัตว์ให้นิพพานตามตนได้ จึงเป็นไปเพื่อเหตุผลดังกล่าว

อีกประการหนึ่งคือ จิตที่บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสเลยนั้น ไม่อาจเวียนว่ายตายเกิดได้ ในครั้งแรกของการแบ่งภาค ถ้าได้จิตที่บริสุทธิ์ จิตนั้นๆ จะไม่อาจลงมาเกิดในกายสังขารมนุษย์ได้ ทำให้ไม่อาจลงมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ที่หลงอยู่บนโลกได้ ดังนั้น ในการแบ่งภาคครั้งแรก จึงต้องอาศัยพลังปราณที่มีกิเลสเจือปน เพื่อให้ก่อกำเนิด “จิตที่มีกิเลสปรุงแต่ง” ที่จะสามารถลงไปเกิดเป็นมนุษย์ได้ แล้วจิตที่ลงไปเวียนว่ายตายเกิดนี้เองก็ได้รับกิจให้ลงไปเกิดเพื่อฉุดช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้กลับคืนสู่ความบริสุทธิ์ ออกจากความหลงในโลก และรอถึงนิพพานได้ในที่สุด นี่คือ เหตุผลที่จิตต้องมีกิเลส ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า

๑) จิตครั้งแรกเริ่มมาจากความบริสุทธิ์ทั้งสิ้น สรรพสัตว์ทั้งมวลล้วนมีจิตที่บริสุทธิ์ทั้งสิ้น

๒) จิตแบ่งภาคจากต้นขั้วคือมหาโพธิสัตว์และพระยูไลทั้งสิ้น ไม่มีจิตดวงใดที่ไม่มีบารมี

๓) จิตได้รับกิเลสมาปรุงแต่งเพื่อให้สามารถเวียนว่ายตายเกิดลงไปช่วยเพื่อนมนุษย์ได้

๔) จิตต้องมีกิเลสเพื่อให้ทราบถึงภาวะกิเลสที่ผู้อื่นมี แล้วเรียนรู้ที่จะหลุดพ้นจากกิเลส

๕) จิตต้องเรียนรู้วิธีหลุดพ้นกิเลส จะได้เข้าใจและช่วยเหลือผู้อื่นให้หลุดพ้นจากกิเลสได้

๖) จิตแบ่งภาคครั้งแรก จะเกิดเป็น “พาหนะทรง” ของจิตต้นขั้ว จะถูกคุมให้เดินตามรอย

๗) จิตเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกสิ่งมาแล้ว ดังนั้น จึงมีแบบของตนในสามภพให้เดินตาม

๘) จิตที่เวียนว่ายผ่านพรหมโลก มีแบบอยู่ที่พรหมโลก, ผ่านสุขาวดี ก็มีแบบที่สุขาวดี

๙) การถูกทรง คือ การถูกแบบดั้งเดิมนำทางให้เดินย้อนถอยกลับสู่ภาวะเดิมแท้เก่าก่อน

๑๐) มนุษย์เกิดมาเป็นทาสก่อน (ถูกครอบงำหรือถูกทรง) เมื่อหลุดพ้นแล้วจึงเป็นอิสระ

๑๑) มนุษย์ที่อิสระจาก “ธรรมบัญญัติ” แล้ว จะไม่เป็นทาสอีก แต่เกิดใหม่ด้วยธรรมวินัย

๑๒) มนุษย์ที่เกิดใหม่ด้วยธรรมวินัยใด นับเป็น “พระบุตร” ตามธรรมวินัยนั้น ไม่ใช่ทาส

๑๓) เพราะการเกิดใหม่ของมนุษย์ ทำให้สถานะทาสหมดไป สถานะ “บุตร” มาแทนที่

๑๔) เมื่อมีสถานะเป็น “บุตร” แล้วก็เป็น “ธรรมทายาท” รับธรรมสมบัติไปโดยธรรมชาติ

๑๕) เมื่อรับธรรมสมบัติแล้ว ก็มีหน้าที่ดูแลธรรมสมบัติ ซึ่งก็คือ การเผยแพร่ธรรมนั่นเอง

๑๖) แม้ผู้ให้กำเนิดธรรมวินัยไม่ได้ทำพินัยกรรม แต่บุตรก็นับว่าได้รับสิทธิ์ชอบธรรมแล้ว

๑๗) แม้พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสมอบธรรมวินัยให้ใครดูแล แต่ถ้าพ้นความเป็นทาสก็ทำได้

๑๘) เมื่อพ้นความเป็นทาสโดยธรรมวินัย นับเป็นพระบุตรแล้ว ย่อมรับสืบทอดโดยธรรม

๑๙) ผู้รับสืบทอดโดยธรรม มีได้มากมาย “ธรรมสมบัติ” ไม่ต้องแย่งกัน เพราะไม่ใช่วัตถุ

๒๐) พระบุตรทั้งหลายย่อมนำธรรมสมบัติไปสนองตนได้ แต่ต้องไม่ทำลายธรรมวินัยเดิม

บทสรุปหลังๆ จะพบว่ามีความสอดคล้องกับคำสอนในคริสต์ศาสนาด้วย ซึ่งผู้อ่านนั้นควรลองปฏิบัติเองให้ถึง เช่น สาวต้นตอของจิตตนเองว่าแบ่งมาจากท่านใดในสุขาวดี

อนุตรธรรม เรื่อง จิตประภัสสร, อวิชชา, บาปกำเนิด

จิตเดิมแท้นั้นเป็นจิตที่บริสุทธิ์มาก่อน ไม่มีกิเลสมาแต่ต้น แต่กิเลสมาจรปรุงแต่งเกิดขึ้นในภายหลัง ดังนั้น จิตจึงเป็น “จิตประภัสสร” คือ บริสุทธิ์มาก่อนนั่นเอง ต่อมา อวิชชาได้เข้ามาปรุงแต่งก่อให้จิตเริ่มมีกิเลสเข้ามาจรเพราะอวิชชานั้นๆ เป็นรากเหง้าของกิเลส ในคริสต์ศาสนา กล่าวว่า “เราทุกคนมีบาปกำเนิด” ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงสอดคล้องต้องกันว่าเราทุกคน ล้วนมีจิตที่บริสุทธิ์มาก่อน แต่เพราะอาศัยบาปกำเนิด เราจึงเกิดมาได้ ถ้าเราไม่มีบาปกำเนิด เราจะเกิดไม่ได้ เราเกิดมาได้เพื่อจะลงมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยังหลงอยู่ ดังนั้น เราจึงยอมรับ “บาปกำเนิด” นี้ เพื่อจะได้เกิดได้นั่นเอง บาปกำเนิด น่าจะตรงกับคำว่า “อวิชชา” ในพุทธศาสนานั่นเอง ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ได้กล่าวว่า เพราะมีอวิชชาจึงมีตัณหา จึงมีอุปทาน จึงมีชาติ จึงมีภพตามมา ฯลฯ ดังนั้น อวิชชาในที่นี้ จึงตรงกับคำว่า “บาปกำเนิด” นั่นเอง นี่แสดงให้เห็นว่า “จิต” กับอวิชชาคนละส่วนกัน และจิตนั้นเดิมทีบริสุทธิ์มาก่อน ไม่ว่าจะกล่าวในฐานะของพุทธศาสนาหรือคริสต์ศาสนาก็ตาม ทั้งสองศาสนายังกล่าวถึง “ความไม่บริสุทธิ์อันเป็นเหตุเกิด” เหมือนกันด้วย แต่ใช้ศัพท์ต่างกัน ในพุทธศาสนาใช้สมมุติบัญญัติว่า “อวิชชา” ในคริสต์ศาสนาใช้สมมุติบัญญัติว่า “บาปกำเนิด” ซึ่งถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นในศาสนามาก เราอาจเผลอคิดไปว่าคำสอนทั้งสองนี้ มาจากรากเหง้าหรือความเชื่อเดียวกัน ในนักวิชาการทางวัฒนธรรม สามารถสืบสาวเรื่องความเชื่อที่เผยแพร่ไปยังภูมิภาคต่างๆ ในช่วงเวลาต่างๆ กันได้ แล้วสามารถยืนยันได้ว่าความเชื่อนั้นๆ มีรากเหง้าหรือรากฐานมาจากความเชื่อเดียวกัน นั่นก็จะยืนยันได้ว่ามีการเผยแพร่ทางวัฒนธรรมจากสังคมหนึ่ง ไปสู่สังคมหนึ่ง อันแสดงให้เห็นว่าธรรมะนั้นไม่ใช่เรื่องของศาสนาเพราะไม่ใช่ปรัชญา แต่เป็น “สัจธรรมความจริง” อันเป็นเรื่องสากลที่ไม่ว่าจะศาสนาใดๆ ก็สามารถเข้าถึงสิ่งเดียวกันได้ และเมื่อเข้าถึงแล้วย่อมกล่าวไม่ต่างกัน

ในคำสอนของคริสต์ศาสนานั้น เราจะหลุดพ้นจาก “บาปกำเนิด” ได้ด้วยการเสียสละของพระเยซู คือ พระเยซูยอมรับบาปกรรมนั้นแทนเรา ยอมขึ้นไม้กางเขนแทนเรา เราจึงหลุดพ้นจากบาปกรรมนั้นๆ เราจึงเรียกพระเยซูว่าเป็น “ผู้ไถ่” คือ ไถ่บาป ไถ่มวลมนุษย์ที่เป็นทาสให้เป็นไท ถามว่าเป็นไปได้ไหมในทางพุทธศาสนาคำตอบคือ “เป็นไปได้ส่วนหนึ่ง” กล่าวคือ พระโพธิสัตว์ผู้มีบารมีสามารถแบกรับเวรกรรมของสัตว์อื่นได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด เช่น คนทรง, หมอดูดวง, พระดูดวง, ชีดูดวง ในประเทศไทยทั้งหลาย จะได้รับบาปกรรมจากคนที่ไปขอให้ดูไปส่วนหนึ่งด้วย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด คนเหล่านี้ ที่ยอมเอาบุญบารมีของตนเอง มาแบกรับเวรกรรมของคนอื่นจนทำให้คนอื่นหลุดพ้นจากความเป็นทาสได้ เราเรียกว่า “ผู้ไถ่” เหมือนพระเยซูนั่นเอง ทว่า ปัจจุบัน เราช่วยคนให้พ้นจากกรรมได้ไปเปราะหนึ่งๆ แต่ไม่อาจช่วยเขาให้ถึงขั้นเป็นอิสระ, หลุดพ้นจากความเป็นทาสได้ ทั้งนี้ เมื่อบาปกรรมของมนุษย์ที่ขอความช่วยเหลือคนหนึ่งเบาบางไปบางส่วนเพราะผู้ไถ่ได้รับไปแล้ว เขายังไม่หลุดพ้นจากบาปกรรมทั้งหมดเลยทีเดียว เขาจะต้องพึ่งพาตนเอง ช่วยตนเองให้หลุดพ้นด้วย ในคริสต์ศาสนาก็สอนว่า “พระเจ้าช่วยท่านแล้ว แต่ที่เหลือท่านก็ต้องช่วยตัวเองด้วย” ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลยรอให้พระเจ้าทำอย่างเดียว ในพระพุทธศาสนาก็สอนว่า “พึ่งตนเอง” ซึ่งพระพุทธเจ้าเน้นมากถึงกับได้สั่งเสียไว้ว่าถ้าผู้ใดพึงปฏิบัติเอง พึ่งตนเองอย่างยิ่งยวดแล้ว ท่านจะนับว่าเป็นสาวกอันแท้จริงของท่านทีเดียวเพราะว่าแม้จะมีผู้ช่วยเหลือเราได้บ้างบางส่วนแต่จะไม่มีใครที่ช่วยเราได้ทั้งหมด ถึงอย่างไรเราก็จะ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อกรรมของตนเอง และช่วยเหลือตนเองให้รอดด้วย นี่คือ คำสอนที่ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันเลย เพราะถ้าท่านได้ศึกษาคริสต์ศาสนาอย่างจริงจังแล้ว เขาก็ไม่สอนให้พึ่งแต่พระเจ้าหรือพระเยซู เขาก็เน้นให้พึ่งตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองด้วย ถึงกับอุปมาว่าพระเจ้ายื่นพระหัตถ์มาถึงท่านแล้ว แต่ถ้าท่านไม่ยื่นออกมารับด้วย ก็ไม่มีผล นี่ แสดงให้เห็นว่าคริสต์ศาสนาเองก็สอนให้พึ่งตัวเอง คือ ต้องทำด้วยตัวเองด้วย ไม่ใช่รอให้พระเจ้าหรือใครมาลิขิตชีวิตหรือทำให้แทนเราไปหมด ก็หาไม่ ในพระพุทธศาสนานั้น เราหลุดพ้นทุกข์ได้ด้วยการเสียสละของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน กล่าวคือ ถ้าไม่มีท่านมา ทนบำเพ็ญทุกขกริยา ๖ ปี เพื่อตรัสรู้สำเร็จแล้ว เราก็ไม่อาจเข้าถึงธรรมได้เช่นกัน

อนุตรธรรม เรื่อง จิตเดิมแท้, จิตสังขาร, จุติจิต, จิตต้นขั้ว 

จิตเดิมแท้หมายถึง จิตดวงหลักที่เป็นหลักในกายสังขารของมนุษย์ ซึ่งการฝึกจิตจะต้องเข้าใจจิตดวงนี้ และทราบว่าเป็นจิตดวงนี้ ไม่ไปฝึกจิตดวงอื่นๆ ที่เข้ามาแทรกในร่างกาย ในคนบางคนที่มีจิตวิญญาณพรหมมาแทรกในร่างกาย ทำให้เข้าสมาธิได้ดีมาก จึงมัวทำกิจเพื่อจิตวิญญาณที่เข้าแทรกนั้น โดยที่จิตหลักของตนเอง จิตเดิมแท้ของตนเองไม่ได้อะไรคืบหน้าเลยก็มี จึงทำหน้าที่ได้เพียงชดใช้กรรมให้แก่จิตวิญญาณที่เข้าแทรกเท่านั้น แบบนี้ ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ได้ผลแท้จริง ได้ผลแบบหลอกๆ ถึงจุดหนึ่งจิตวิญญาณที่เข้าแทรกก็จรจุติออกไป ทำให้สิ่งที่ตนปฏิบัติได้หมดสิ้นลงไปด้วย นี่เพราะไม่ได้ฝึกที่จิตเดิมแท้ ดังนั้น ในวิถีเซน จึงเน้นย้ำเรื่อง “จิตเดิมแท้” ก่อน จะได้ไม่ปฏิบัติเสียเวลาเปล่า

จิตเดิมแท้แรกเริ่มจะเป็น “จิตสังขาร” หรือจิตหลักที่ครองกายสังขารประจำอยู่ ออกไปไม่ได้ ถ้าออกไปเกิน ๗ วันลมปราณจะรั่วไหลออกจากร่างหมดจนตาย ส่วนจิตวิญญาณที่มาอาศัยร่วมด้วย มักเป็น “จิตรอง” และสามารถจรจุติออกไปจากร่างกายนานเท่าไรก็ได้ เรียกว่า “เจตภูต” ซึ่งเมื่อเข้ามาร่วมในร่างกาย แล้วทำร้ายเจ้าของร่างนั้นๆ จะถือว่าเข้ามาในฐานะ “เจ้ากรรมนายเวร” ไม่หมดเวรกรรมต่อกัน เจ้าของร่างจะได้รับแต่ผลเสีย ไม่ได้รับผลดีเลย แต่เมื่อหมดวาระเวรกรรมแล้ว กลายเป็นผลบุญ จิตวิญญาณดวงนั้น ก็เปลี่ยนสถานภาพเป็นผลดีต่อกายสังขารนั้นๆ คือ กลับเป็นมิตรช่วยเหลือเกื้อกูลกันแทน เช่น เปลี่ยนสถานภาพเป็น “เทพประจำตัว” หรือ “องค์ใน” ประจำอยู่ในกายสังขารนั้นๆ อย่างนี้ก็มี ไม่ว่าจะเข้ามาอยู่ในฐานะทำดีหรือเลวต่อเจ้าของร่าง เราเรียกรวมๆ ว่าเจตภูต ดังนั้น เจตภูต จึงมีทั้งดีและเลว ในบางคนที่ยังไม่ได้เลือกทางใดทางหนึ่ง เจตภูต จะมาทีเดียวสององค์ คือ เจตภูตดี และเจตภูตเลว เข้ามาดลจิตดลใจเราให้ทำดีตนหนึ่ง ทำเลวตนหนึ่ง เมื่อเราเลือกก่อกรรมดีหรือเลวมากเข้า เจตภูตอีกองค์จะเป็นใหญ่กว่า และอีกองค์จะต้องถอยออกไป เพราะเราไม่เชื่อฟังเขา ในที่สุด เจตภูตองค์ที่เราเชื่อถือและทำตามการดลจิตดลใจของเขามากๆ ก็ครอบงำเราถึงที่สุด ถึงขั้นแทรกเข้ามาในกายเราได้ ถ้าเราไม่อาจจะหลุดพ้นจากภาวะนี้ได้ ก็จะตกกรรม นับว่าเป็นการถูกเจ้ากรรมนายเวรแทรกเข้าสืบไป ภาวะที่มีเจตภูตสององค์แย่งกันดลจิตดลใจนี้ จะปรากฏมีบางช่วง ไม่ได้มีทุกช่วง เมื่อไม่เหลือมีเจตภูตทั้งดีและเลวมายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์คนนั้นๆ อีกแล้ว แสดงว่ามนุษย์ผู้นั้นใกล้จะหลุดพ้นจากความเป็นทาส ใกล้จะได้เป็นอิสระ ได้บรรลุธรรม และจะมีจิตวิญญาณเพียงดวงเดียวในกายสังขาร ในกรณีนี้ จะได้พบพระรัตนตรัย ถ้าบรรลุธรรมก็จะได้บวชภายใน ๗ วัน แต่ถ้าไม่ได้บรรลุธรรมแต่มีจิตวิญญาณเหลือเพียงดวงเดียว ก็จะตายภายใน ๗ วันด้วยเช่น กามนิต ที่ได้พบพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ไม่บรรลุธรรมรีบวิ่งจะไปพบพระพุทธเจ้า จนถูกควายขวิดตาย เพราะเจตภูตไม่มีคุ้มครองแล้ว แต่ในคนปกติ ที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะ “ชะตาขาด” จะมีเจตภูตเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เนืองๆ จนกว่าจะเข้าสู่การตาย คือก่อนชะตาขาดหรือก่อนจะตาย ๗ วัน เจตภูตทั้งหลายจะออกไปก่อนเปิดช่องให้เหล่าเจ้ากรรมนายเวรเข้ามารุมเล่นงานจนกายสังขารนั้นตายลง นี่คือ กระบวนการทั้งหมด

จิตต้นขั้ว คือ จิตดวงใหญ่ที่แบ่งภาคจิตนั้นๆ ลงมาเกิด อาจเป็นพระยูไลหรือเป็นพระมหาโพธิสัตว์องค์หนึ่งองค์ใด อนึ่ง พระมหาโพธิสัตว์เอง ก็ได้รับการแบ่งภาคออกมาจากพระยูไลอีกที ดังนั้น ดวงจิตทุกดวงจึงกล่าวได้ว่าเป็นจิตแบ่งภาคมาจากพระยูไลทั้งหมด ซึ่งพระยูไลก็คือพระเจ้านั่นเอง ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่าเราทุกคนมาจากพระเจ้า แบ่งมาจากพระเจ้าหรือพระยูไลองค์ใดองค์หนึ่ง นี่คือ พระบิดา, พระบุตร, พระจิต เป็นหนึ่งเดียวกัน ตามหลักตรีเอกานุภาพของพระเยซู คือ พระบิดาแบ่งภาคพระจิตออกมา พระจิตดวงนั้น ลงมาเกิดปฏิบัติจนหลุดพ้นจากความเป็นทาส ก็จะได้เป็น “พระบุตร” อนึ่ง พระจิตนั้น ก็เป็นหนึ่งเดียวกันมาก่อน ทั้งเบื้องต้นก็เป็นหนึ่งเดียวกันหลังจากแบ่งออกมาแล้วก็ยังเป็นหนึ่งเดียวกันได้อีกด้วย ดังนั้น จึงเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งเบื้องต้น, เบื้องปัจจุบัน และเบื้องปลาย อนึ่ง เนื้อหาธรรมะแบบพุทธปนคริสต์นี้ ไม่ขอให้ใครจะต้องมาเชื่อ แต่ขอให้ท่านศึกษาปฏิบัติให้ได้มรรคผลเอง แล้วท่านจะทราบว่าธรรมะเป็นสากล ไม่มีแบ่งแยก

อนุตรธรรม เรื่อง ทำไมจิตวิญญาณแฝงต้องมาบำเพ็ญในกายมนุษย์

เมื่อจิตวิญญาณเปลี่ยนใจหรือไม่ใช่จิตวิญญาณอย่างเดิม ส่งผลให้ตายแล้วเกิดใหม่ เช่น จิตวิญญาณที่เป็นมาร ถ้าเปลี่ยนไม่เป็นมารแล้ว จะเป็นเทพได้นั้น ต้องตายแล้วเกิดใหม่ เมื่อใดที่เปลี่ยนใจ เมื่อนั้น จิตวิญญาณจะสลายตายแล้วเกิดใหม่ อนึ่ง การตายแล้วเกิดใหม่ไม่ได้แปลกอะไร เป็นธรรมชาติของการเวียนว่ายตายเกิดอยู่แล้ว ปัญหาจะมีก็แต่ในจิตวิญญาณที่มี “กิจคั่งค้าง” อยู่ ถ้าตายแล้วเกิดใหม่ จะทำกิจไม่ทัน เพราะทันทีที่เกิดใหม่ ก็จะต้องเริ่มต้นใหม่ เหมือนเด็กที่เกิดใหม่จะลืมและไม่รู้เรื่องเก่าๆ ต้องเริ่มใหม่หมด ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจิตวิญญาณต้องแฝงเข้ามาในกายสังขารมนุษย์เพื่อบำเพ็ญบารมี ในจิตวิญญาณบางดวง เมื่อสลายกายทิพย์แล้วเกิดใหม่ในร่างมนุษย์นั้น จะใช้กายมนุษย์จดจำข้อมูลต่างๆ, ความสามารถเก่าๆ ไว้ได้ เพราะกายสังขารมนุษย์ที่ยังไม่ดับลง จะยังคงมีสัญญาขันธ์ต่างๆ อยู่ครบ การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณบางอย่างนอกกายมนุษย์ จะทำให้เสี่ยงต่อการตายได้ เช่น การที่อสูรกายดำ จะเปลี่ยนเป็นเทพนักษัตรที่มีกายสีทองได้นั้นจะต้องอาศัยกายมนุษย์ ปราณของมนุษย์ในการหลอมกายทิพย์เกิดใหม่ ถ้าทำภายนอกกายมนุษย์ ผิดพลาดขึ้นมาจะต้องจุติใหม่ เป็นเด็กใหม่ในภพใหม่ทันที จึงทำกิจที่คั่งค้างไม่ได้ นี่จึงต้องใช้ร่างมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณบางอย่าง

ตัวอย่างอสูรแพะดำเปลี่ยนเป็นเทพแพะทอง

อสูรแพะดำ หรือ “ซาตานหัวแพะ” จะต้องหาร่างมนุษย์ที่สามารถโปรดตนเองพร้อมร่วมกรรมกับตนเองได้ กรรมนี้คือ “แพะรับบาป” หรือการยอมรับโทษ, รับความผิดแทนผู้อื่น ทั้งๆ ที่ตนไม่ได้ผิดแต่อย่างใด เหมือนที่พระเยซูยอมขึ้นไม้กางเขนโดยที่ไม่ผิดฉะนั้น นี่ จะเริ่มต้นจากอสูรแพะดำจำนวนมากถูกคัดเลือกมาก่อนว่าตนไหนจะยอมบำเพ็ญ หรือให้แข่งขันกันบำเพ็ญโดยปกติเบื้องบนจะไม่บอกก่อนว่าในการบำเพ็ญบารมีนี้ จะต้องกลาย เป็นแพะรับบาป-โทษแทนคนอื่นจนอาจถึงขั้นตายได้ เพราะถ้าบอกก่อนก็จะไม่มีตนไหนกล้าบำเพ็ญ ปกติมักจะบอกให้แข่งขันกันบำเพ็ญจะได้ตำแหน่งเทพนักษัตรองค์ใหม่ แต่ไม่บอกวิธีโดยตรง เช่น หลอกล่อให้แข่งขันกันเป็นผู้นำประเทศ แต่พอแข่งขันกันไปมา จะเกิดความผิดพลาดส่งผลกระทบให้คนตายมากขึ้น และไม่รู้จะหา “มือใครดม” คือ จับไม่ได้ว่าใครเป็นคนผิด เพราะสถานการณ์ที่ยุ่งยากซับซ้อนมากเกินไป หรืออิทธิพลบางคนครอบงำอยู่ หรือมีความจำเป็นบางประการอยู่ ทำให้ไม่อาจหาตัวคนผิดมาลงโทษได้ ก็จะต้อง “หาแพะรับบาป” แทนไป เพื่อให้ทุกอย่างสงบลง และผู้คนทั้งหลาย ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อต่อไป ดังนี้ ก็จะเกิด “แพะทอง” ขึ้น ในบรรดาอสูรจำนวนมากที่เข้าแทรกอยู่ในกายสังขารของคนเหล่านั้นก็จะกล่าวโทษโยนความผิดให้กันไปมาเหมือนเหตุปะทะของ คนเสื้อแดงและตำรวจในปัจจุบัน (พ.ศ. ๒,๕๕๓) ในบรรดาคนทั้งหลายเหล่านี้ สุดท้ายแล้วจะมีคนหนึ่ง ต้อง “ตกเป็นแพะรับบาป” ต้องตายหรือรับโทษแทนคนอื่นไป โดยที่ตนไม่ผิด หรือผิดไม่ถึงขั้นต้องตาย จิตวิญญาณแพะดำที่รออยู่ก่อนแล้ว ก็จะกล้าหาญยอมเข้าแทรกในกายคนๆ นั้น แล้วรับบาปกรรมไปพร้อมกัน เช่น ถูกยิงตายโดยไม่ผิด เมื่อจิตวิญญาณแพะยอมรับโทษแทนผู้อื่นแล้วอย่างนี้ ก็จะบำเพ็ญบารมีสำเร็จเป็นเทพแพะทอง ได้รับตำแหน่ง “เทพนักษัตร” องค์หนึ่ง แต่ถ้าไม่อาศัยร่างมนุษย์ ก็จะไม่อาจทำเช่นนี้ได้ เพราะไม่มีแหล่งปราณที่มากพอที่จะทำให้ปราณดำสลายไป แล้วปราณสีทองมาอยู่แทน        

ปัจจุบัน มีจิตวิญญาณจำนวนมากแทรกเข้ากายสังขารของมนุษย์เพื่อบำเพ็ญบารมีแบบนี้ เพราะไม่ให้ตนเองต้องจิตวิญญาณสลาย เกิดใหม่ กลายเป็น “เด็ก” ที่ไม่พร้อมทำกิจ จึงต้องใช้วิธีลัด เข้าร่างมนุษย์บำเพ็ญ ก็จะไม่ต้องเกิดใหม่เหมือนเด็ก บำเพ็ญสำเร็จง่ายขึ้น มนุษย์จำนวนมากในปัจจุบัน กำลังตกเคราะห์กรรม ถูกจิตวิญญาณสารพัดแทรกเข้า แล้วต้องรับวิบากกรรมต่างๆ ไปอย่างกะทันหัน ไม่คาดคิดว่าจะเกิดแก่ตนได้ เพราะก่อนหน้าไม่มีวี่แววมาก่อนเลย แต่พอจิตวิญญาณที่มีวิบากกรรมเหล่านี้แทรกเข้ามาก็จะต้องรับผลกรรมนั้นๆ ร่วมกันทันที ถ้าจิตวิญญาณของมนุษย์มีบุญบารมีน้อย ก็ไม่อาจเจือจางกรรมที่มากนั้นไหว แต่ถ้าบุญบารมีมากพอเจือจางกรรมให้เบาบางลงได้ กรรมก็จะไม่หนัก

ตัวอย่างระดับการรับกรรมเมื่อถูกจิตวิญญาณแทรก

ขอยกตัวอย่างจิตวิญญาณมังกรดำ ที่เข้าแทรกกายสังขารมนุษย์ จะมีผลดังนี้

๑) กรรมมาก ยอมตายเอง

ผู้หญิงที่บำเพ็ญบารมีดี มีจิตใจดี มีเมตตา หรือกตัญญู ถ้ามีลูกชายที่ดูเกเร ดุร้าย ชอบทะเลาะเบาะแว้ง แต่รักแม่ ดูแลแม่ ลูกชายจะรับจิตวิญญาณมังกรดำได้ แต่ถ้าลูกชายบารมีไม่แกร่งมากพอ เมื่อรับมังกรดำแล้วแบกไม่ไหว อาจถึงตายได้ คือ มังกรดำจะมีกรรมมาก เมื่อแทรกเข้าตัวเด็กชาย อาจถูกฆ่าตายตามวิบากกรรม มังกรดำจะหลุดพ้นไปเกิดใหม่เป็นสัตว์ชนิดอื่น ให้ระวังให้ดี ผู้ชายคนไหนดูดุร้ายแต่รักแม่ คนนี้รับมังกรดำได้ ปกติ มังกรดำนั้นอยากหลุดพ้นจากความเป็นทาสของพระโพธิสัตว์ มันจะหาทางฆ่าพระโพธิสัตว์นั้นเสียด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม มังกรดำร้ายกาจมากต้องระวัง  

๒) กรรมกลางฆ่าเขา เราติดคุก

แบบนี้พบบ่อยๆ เช่น ผู้ชายที่เคยมีจิตใจดี, ใจดี, มีเมตตา, มีความกตัญญู หรือแม้แต่เคยปฏิบัติธรรม เมื่อได้กายอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ จะมีบารมีทรงมังกรดำ มังกรดำจะเข้ามาในกายสังขาร แต่จะคุมมันไม่ได้ง่ายๆ แม้มังกรดำจะมาช่วยงาน แต่เขาก็มีจิตใจของเขาเอง ที่จะคิดแบบของเขาเอง และทำสิ่งต่างๆ นอกลู่นอกทาง ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ เช่น พลั้งมือฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม บางครั้ง ผู้ชายสองคนทะเลาะกัน มังกรดำก็เลือกกายว่าจะอยู่กายไหน พอเห็นคนหนึ่งโหดเหี้ยมน้อยกว่า ก็เข้าแทรกอีกคนแทน แล้วยิงอีกคนตายไปเลย มังกรดำยิงคนตายแล้ว ไปอยู่ในกายสังขารของอีกคน ก็ต้องติดคุกไป

๓) กรรมกลางทำผิด โดนขับไล่

กรณีนี้ พบได้น้อยหน่อย คือ มีมังกรดำมาอยู่ในกายสังขาร แล้วคุมไม่ได้จึงทำความผิดไป แต่ไม่มากถึงขั้นฆ่าคนตาย ยังสามารถคุมได้ระดับหนึ่ง แต่ความผิดนั้นค่อนข้างแรง จึงต้องโทษถูกขับไล่ไป แบบนี้มังกรดำจะเสวยกรรมโดยใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก จนได้หลุดพ้นเกิดใหม่เป็น “ม้าขาว” จะกลับไปอย่างเชื่องต่อนายเดิม แต่ถ้าบรรลุเซียนจะไม่ยอมจำนน จะอยู่อย่างอิสระ ไม่ยอมรับตำแหน่งหรือการเลี้ยงดูจากใคร จะพึ่งตนเองได้

๔) กรรมน้อยทำผิด ไล่คนอื่นแทน

กรณีนี้พบได้น้อยยิ่งขึ้นไปอีก เกิดจากคนผู้นั้นถูกมังกรดำแทรกอยู่ด้วย แล้วทำคุณงามความดี โปรดมังกรดำ จนได้กายทอง เมื่อสุดกำลังตนแล้ว มังกรดำกลายเป็นมังกรทอง แต่จิตวิญญาณหลักของตนไม่ได้มีบารมีเพิ่มขึ้น ก็ไม่อาจรั้งเอามังกรทองไว้เป็นบริวารได้ ต้องเสียมังกรทองไป จะมี “พระยูไล” มาหา แล้วเขาจะไม่เข้าใจธรรม จนเผลอทำผิดไล่พระยูไลออกไป ก็จะเสียผี คือ เสียจิตวิญญาณมังกรทองให้แก่พระยูไลคนนั้นๆ ไป

๕) กรรมน้อยมาก บำเพ็ญได้กายทอง

คล้ายกรณีก่อนนี้ แต่เพราะบารมีของคนผู้นั้น ผู้เป็นเจ้าของร่าง มีบารมีระดับยูไลอยู่ก่อน คือ อย่างน้อยหนึ่งดวงจิต หรือจิตหลักสำเร็จยูไลแล้ว จิตรองอาจได้โพธิสัตว์กษิติครรภ์ ต่อมาก็ได้มังกรดำต่ออีก สามารถใช้บารมีพระกษิติครรภ์โปรดมังกรดำให้กลายเป็นมังกรทอง แล้วจากมังกรทอง ก็เป็นบริวารของพระยูไลต่อไป โดยไม่ถูกขับไล่ เพราะมีบารมี

๖) กรรมน้อยมาก บำเพ็ญได้กายเซียน

คล้ายกรณีก่อนหน้านี้ แต่บำเพ็ญแล้วได้มากกว่ากายทอง คือ จิตวิญญาณสลายแล้วเกิดใหม่เป็นเซียน แบบนี้ จะอยู่ต่อไปได้ แต่กรรมเบาบาง มีชีวิตอิสรเสรี เอาตัวเองรอดได้

๗) กรรมน้อยมาก บำเพ็ญได้กายโพธิสัตว์

คล้ายกรณีก่อนนี้ แต่ได้กายโพธิสัตว์แทนที่จะเป็นกายเซียน ซึ่งมีบารมีมากกว่า

อนุตรธรรม เรื่อง ซาตานหัวแพะ (อสูรแพะดำ) พระเมษโปดก (เทพแพะทอง)

จิตวิญญาณมีหลายประเภทแต่มีจิตวิญญาณอยู่ประเภทหนึ่งที่สามารถอยู่ฝ่ายดีหรือร้ายก็ได้ ดังเช่น ปีศาจจำนวนมากในเรื่อง “ไซอิ๋ว” บางชนิดเคยเป็นปีศาจมาก่อน แล้วกลับตัวกลับใจกลายเป็นจิตวิญญาณที่ดีได้ ส่วนใหญ่จิตวิญญาณลักษณะนี้ จะเป็นจิตวิญญาณที่อยู่ในสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง คือ ชั้นจตุหาราชิกา และมักเป็นกึ่งกายสัตว์กึ่งกายมนุษย์ สามารถแปลงร่างให้เหมือนกายมนุษย์ได้ และเมื่อหมดฤทธิ์ก็จะกลายสภาพเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ อนึ่ง เทพนักษัตรแพะทองนั้นเกิดจากปีศาจแพะ หรือซาตานหัวแพะ ด้วยวิธี ดังต่อไปนี้

แพะดำกับแพะทอง

จิตวิญญาณแพะ คือ จิตวิญญาณที่ต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ ไม่อาจบำเพ็ญธรรมได้แท้จริง เมื่อฟังธรรมแท้แล้ว กลับได้เพียง “ปรัชญา” แล้วกลายสภาพเป็น “นักปราชญ์” ไป คนที่มีจิตวิญญาณเป็นแพะ (กายเป็นคน แต่จิตวิญญาณเป็นแพะ) นั้นจะเป็นคนที่มีความรู้มาก แต่ไม่สามารถเอาวิชาความรู้ไปใช้แก้ปัญหาได้จริงๆ เพราะเหตุนี้จึงตกกรรมเป็นแพะ ถ้าเขาเรียนรู้และนำวิชาความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง ก็จะได้กายมนุษย์ ไม่มีกายเป็นแพะ (ในคนเรียนมากเอาวิชาความรู้จากครูมาเยอะแต่หวงวิชาจะมีกายทิพย์เป็นปีศาจค้างคาว หรือ “เวตาล”) นี่เพราะแพะไม่รู้จักการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เอาแต่เรียนรู้จากตำรา จึงไม่อาจข้ามผ่านด่านความจริงและตำราได้กลายเป็นแพะ อนึ่ง นักปราชญ์จิตวิญญาณเป็นแพะนั้น มีสองแบบ คือ แพะดำ เป็นนักปราชญ์ขยะ, และ แพะทอง เป็นนักปราชญ์ที่กล้าหาญเสียสละ ถ้าได้เป็นขุนนาง พวกแพะดำก็จะเอาแต่พูดแต่ทำจริงไม่ได้ แล้วก็หาข้อแก้ตัว อ้างเหตุ อ้างผล อ้างหลักการ อ้างตำราไป เหมือนนักปราชญ์หยู ที่ขงเบ้งเคยทำสงครามน้ำลายด้วย พวกนี้เป็นแพะดำ ส่วนนักปราชญ์ดี (แพะทอง) จะกล้าหาญถึงขั้นยอมให้พระราชาตัดหัวของตนได้ เพื่อแลกกับการยืนยันความคิดที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง หรือแม้ว่าต้องพูดสิ่งที่ขัดใจพระราชา เขาก็ยอม แม้รู้ว่าพูดแล้วพระราชาจะโกรธจนเอาไปฆ่าทิ้ง แต่ก็ทำให้พระราชาได้สติภายหลังได้ เขาก็ยอม กล้าหาญและเสียสละ จึงเป็น “แพะทอง” อนึ่ง พวกแพะดำ มีหัวเป็นแพะมีกายเป็นคน เหมือนรูปซาตานที่เขาวาดไว้ ซึ่งเราก็เรียกว่า “ซาตาน” เหมือนกัน เป็นซาตานชนิดหนึ่ง (ซาตานมีมากมายหลายตัว หลายชนิด) พวกแพะดำจะใช้วิชาความรู้ผูกมัดผู้คนให้เป็นทาส เช่น สอนคนให้โง่เข้าไว้ จะได้ควบคุมบงการได้ง่ายๆ เช่น ตำราเรียนฝรั่งทั้งหมดที่เราเรียนอยู่สอนให้เราเป็นทาสชั้นดี ยอมรับระบอบทุนนิยม ยอมเป็นทาสนายทุน อันนี้ ทุนนิยมหรือระบบนายทุน ก็เกิดจาก “ซาตาน” ตนหนึ่งสร้างไว้ ส่วนระบบการศึกษาที่สอนคนให้ยอมเป็นทาสเขา ก็เกิดจากซาตานหัวแพะ ซึ่งทำงานรับใช้พวกซาตานอื่นๆ อีกที ดังนั้น กล่าวให้ชัดๆ ก็คือ เราล้วนตกอยู่ใต้กำมือซาตานทั้งสิ้น อิทธิพลของฝรั่งเกือบทั้งหมด มาจากซาตานทั้งนั้น ก็ทั้งระบบทุนนิยม, วัตถุนิยม, บริโภคนิยม และ “มนุษย์เงินเดือนนิยม” เหล่านี้ ล้วนสร้างมาจากเหล่าซาตานทั้งสิ้น ทำให้คนถูกผูกมัดพันธนาการไว้ด้วยสิ่งต่างๆ นี่ผู้เขียนไม่ได้ต้องการทำลายความปกติสุขของท่านที่ทำงานในระบบทุนนิยมนี้ แต่เขียนความเป็นจริงที่ท่านเองก็สามารถเห็นได้ด้วยสายตาปกติของมนุษย์ เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในฐานะทาสโดยระบบเสมอไป เราอาจเป็นผู้ประกอบการรายย่อย คนขายก๋วยเตี๋ยวบางคน ก็อยู่รอดได้ แล้วยังส่งเงินให้ลูกเรียนจบเมืองนอกก็มีมาแล้ว กำลังจะบอกท่านว่าระบบผูกมัดคนให้เป็นทาส ไม่ใช่สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องมี เพราะเราผู้เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง สามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการไม่ต้องเป็นทาสโดยระบบก็ได้ เรามีทางเลือก แต่เราไม่ต้องการทำลายล้างระบบของใคร ระบบทุนนิยมมีก็มีไป ผู้เขียน เขียนทางเลือก เสนอทางเลือกให้ท่านที่ “สามารถเลือกได้” ก็เท่านั้น เราไม่ได้หวังว่าทุกคนจะรอดจากบ่วง แห่งพันธนาการ จากความเป็นทาสโดยระบบทั้งหมดก็หาไม่ เราบอกท่าน ท่านเลือกเอง

พระเมษโปดกกับพระเยซู

พระเยซูมีจิตวิญญาณเป็น “โพธิสัตว์” มีบารมีทรงสัตว์พาหนะทรงชนิดหนึ่ง คือ แพะทอง หรือที่เรียกว่า “พระเมษโปดก” (คำว่าเมษหมายถึงแพะ) และเพราะเหตุนี้ทำให้ท่านต้องยอมรับความผิดบาปแทนผู้อื่น ยอมขึ้นไม้กางเขนทั้งๆ ที่ท่านไม่มีความผิด นี่คือ ผลจากการที่ท่านทรงเทพแพะทอง ในสมัยนั้นมีปราชญ์มากมายแต่ปราชญ์เหล่านั้นเป็นปราชญ์ขยะ ที่แนะนำยุยงพระราชาไปในทางที่ผิดครรลองคลองธรรม เอาตัวรอด เห็นแก่ตัวและกดขี่ข่มเหงผู้คน ปราชญ์เหล่านั้นเรียกว่า “ปุโรหิต” ซึ่งก็คือ พวกแพะดำ หรือซาตานหัวแพะทั้งสิ้น ปราชญ์เหล่านี้รับใช้พระราชา และสอนคนให้ยอมจำนนเป็นทาสพระราชา ใน ขณะที่พระเยซูสอนคนว่า “เราเป็นบุตรของพระเจ้า เราไม่ใช่ทาส” เพราะอะไร จึงถือว่าเป็นบุตรหรือ ท่านให้เหตุผลประมาณนี้ว่า จริงอยู่ คนเราเกิดมาล้วนต้องเป็นทาสมาก่อน เราะไม่มีใครได้อิสรภาพมาก่อนตั้งแต่เกิด เมื่อเกิดมาแล้ว เราย่อมดูแลตัวเองไม่ได้ มีพ่อแม่ก็ดี ผู้อื่นก็ดี เลี้ยงดูเรามา ดังนี้ เราจะเป็นอิสระทันทีก็ไม่ได้ เราย่อมติดหนี้คนมากมาย เราย่อมถูกครอบงำและบงการด้วยมนุษย์และอมนุษย์ ดังนั้น ความเป็นทาสย่อมเกิดแก่เรา เป็นธรรมดา แต่เมื่อเราได้พ้นจาก “ธรรมบัญญัติ” แล้ว เราย่อมได้ฐานะบุตร คือ ผู้ที่กำเนิดใหม่ จากการไถ่ของพระเยซู (พระเยซูยอมเอาตัวแลก ยอมรับกรรมส่วนหนึ่งแทน เพื่อให้คนจำนวนหนึ่งได้รอด) ดังนั้น พระเจ้าจึงมีฐานะเป็นบิดา เพราะให้เรากำเนิดใหม่ เรามีฐานะเป็นบุตรเพราะเราเกิดโดยท่าน คือ เกิดโดยพ้นจากธรรมบัญญัติ ไม่ตกอยู่ใต้อะไรใดๆ มีอิสรเสรีอย่างแท้จริง ความเป็นทาสย่อมไม่มีอีก ความเป็นทาสย่อมหมดสิ้นไปด้วยเหตุผลนี้ (เหมือนการปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นจาก “สมมุติบัญญัติ” ทำให้หมดสิ้นเครื่องร้อยรัด หรือสังโยชน์ ก็คือ อิสระจากเครื่องพันธนาการเหล่านี้) นั่นคือ มนุษย์คนไหนที่ยังอยู่ใต้เครื่องร้อยรัดพันธนาการต่างๆ ย่อมตกเป็นทาสของซาตานทั้งหลาย แต่ถ้ามนุษย์คนไหน มีสติตื่นเต็มที่ รู้แจ้งถึงภัยเหล่านี้ แล้วเกิดศรัทธาในความหลุดพ้นหรือ “ความรอด” (รอดจากพันธนาการของซาตาน) อาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระเจ้า ก็ได้รับฐานะพระบุตร ทั้งนี้ ต้องทำได้จริงๆ ไม่ใช่แค่สักแต่ว่าตนศรัทธาแต่ในทางปฏิบัติยังยอมอยู่ใต้การบงการ, พันธนาการของเหล่าซาตานอีก ความเป็นทาสย่อมไม่หมดไปได้

สรุป พระเยซูทรงเทพแพะทองเรียกว่าพระเมษโปดกเป็นจิตสองดวงในกายเดียวกัน ทรงปราบนักปราชญ์ขยะที่นำคนไปสู่ทางมิชอบ เป็นเครื่องมือของซาตาน ช่วยซาตานในการครอบงำคน เอาคนเป็นทาสโดยสดุดี ให้คนยอมจำนนเป็นทาสง่ายๆ เชื่อฟังและยอมไปทุกอย่าง นี่คือ สิ่งที่แพะดำหรือนักปราชญ์ขยะทำกับคนเบื้องล่าง ในขณะที่พระเยซูสอนให้คนรู้จักความรอด คือ รอดจากพันธนาการของซาตาน รอดจากเล่ห์กลบ่วงต่างๆ ที่จะผูกมัดคนไว้เป็นทาสและบริวารตลอดไป มนุษย์สามารถมีชีวิตที่อิสระได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทุกคน เช่น คนที่บวชเป็นพระถ้าปฏิบัติถึงที่สุด ได้สำเร็จอรหันต์ ก็สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการเครื่องร้อยรัด (สังโยชน์) ต่างๆ ได้ แต่นี่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบนี้ ซึ่งพระเยซูก็ทราบดี ท่านได้บอกว่าท่านไม่ได้เปลี่ยนแปลงโลก เพราะถ้าทำอย่างนั้น คงอยู่กับโลกไม่ได้ แต่ท่านบอกเฉพาะคนในหมู่ที่เชื่อถือท่านเท่านั้น ซึ่งผู้ที่อยู่ในหมู่คณะของท่านจะได้รับการสอนอย่างไร อันแตกต่างไปจากการปฏิบัติของคนส่วนใหญ่ในโลก ก็ไม่ผิดไปจากปกติวิสัย เพราะคนเหล่านั้นนับอยู่ในเครือของท่านเอง แต่ถ้าอยู่นอกเครือของท่านก็ไม่ถูกที่จะไปสอนหรือเปลี่ยนแปลงเขา ดังนี้ ท่านจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงโลก ได้แต่สอนหรือบอกเฉพาะผู้ที่เชื่อเท่านั้น (เรื่องคริสต์ปนพุทธนี้ ใครจะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ช่าง)

ในโลกนี้ จะมีคนที่อยากเป็นใหญ่เหนือคนเกิดขึ้นมากมาย พวกเขาล้วนต้องการให้ผู้คนทั้งหมด ยอมรับและยอมจำนนเขาโดยง่าย ทำให้คนทั้งหลายศรัทธาหลงใหล และยอมสวามิภักดิ์ เป็นทาสก็ดี เป็นบริวารก็ดี มีมากเหลือเกินนับไม่ถ้วน คนที่ผูกมัดผู้อื่นนี้ ล้วนมีกรรมหนักทั้งสิ้น ตายไปจะตกนรกมืด เป็น “ซาตาน” ชนิดหนึ่ง พวกเขาต่างแย่งกันที่จะครอบงำและทำให้ผู้คนนิยมศรัทธา ด้วยการใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น สื่อ, นักปราชญ์ ในการทำให้คนยอมรับ, นิยมชมชอบ, ผูกมัดผู้คนไว้ด้วยพันธนาการต่างๆ เหล่านี้ เป็นวิธีของแพะดำ (ซาตานหัวแพะ) ทั้งสิ้น มีก็แต่คนไม่กี่คนบนโลกที่จะสอนให้มนุษย์รู้จักช่วยตนเองให้หลุดพ้นและเป็นอิสระจากพันธนาการต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้ เช่น พระพุทธเจ้า, พระเยซู, ท่านเหล่าจื้อ ฯลฯ ท่านเหล่านี้ เป็นปราชญ์ที่เหนือปราชญ์ ไม่ใช่ปราชญ์ขยะที่ทำงานรับใช้ผู้มีอิทธิพล ทั้งครอบงำผู้คนให้ลุ่มหลง แล้วผูกมัดพันธนาการไว้ฉะนั้น

อนุตรธรรม เรื่อง ธรรมฝ่ายหยิน ตารา ศักติ

ธรรมชาติของดวงจิต สามารถแบ่งได้เป็นหยิน-หยาง เมื่อพ้นจากภาวะหยิน-หยางแล้ว จะมีภาวะเป็น “พุทธะ” อย่างเดียว คือ พระพุทธเจ้าก็ดี, พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี, พระพุทธะ (ยูไล) ก็ดี เฉพาะ “พุทธสภาวะ” เท่านั้นที่จะพ้นจากหยิน-หยางได้อย่างแท้จริง แม้แต่กายทิพย์เซียน ก็มีเซียนชาย ๗ หญิง ๑ รวมเป็นแปดเซียน ดังนั้น จิตที่ต่ำกว่าพุทธสภาวะ ย่อมตกอยู่ในธรรมทวิภาค คือ ไม่หยิน ก็หยาง อย่างใดอย่างหนึ่ง

ดวงจิตในพรหมโลกและสุขาวดีโลกธาตุนั้น ย่อมไม่มีผู้หญิงเหมือนอย่างในโลก แต่ก็มี “ธรรมภาคหยิน” อยู่ ในพรหมโลกมีดวงจิตที่เป็นธรรมภาคหยิน เรียกว่า “พระศักติ” คือ เทวีของมหาเทพต่างๆ เช่น พระปาราวตี (อุมา-กาลี ก่อนแบ่งภาค), พระอุมา, พระกาลี, พระสุรัสวดี, พระลักษมี ฯลฯ ในสุขาวดีโลกธาตุนั้น ย่อมไม่ผู้หญิงเหมือนกัน มีแต่จิตที่มีกายทิพย์เป็น “มหาบุรุษ” ทั้งสิ้น ซึ่งจะแบ่งออกเป็นภาคหยินและหยาง ส่วนภาคหยินคือ “ตารา” หรือ “ดารา” ในพระนามของท่านมักจะมีคำว่า “ตารา” หรือ “ดารา” ปรากฏ นั่น หมายความว่าท่านทำหน้าที่ภาคหยิน เมื่อมาเกิดบนโลกมนุษย์ จิตฝ่ายที่อยู่ในธรรมภาค หยินเหล่านี้จึงจะได้มีกายสังขารเป็น “ผู้หญิง” และมักทำหน้าที่เป็น “คู่บารมี” ของพระโพธิสัตว์ภาคหยาง จนกว่าจะหมดวาระกรรมเวรทั้งหลาย ก็จะหลุดพ้นจากภาวะหยินไปสู่ภาวะหยาง แล้วบำเพ็ญบารมีถึงที่สุดจึงหลุดพ้นจากภาวะ หยางสู่ “พุทธสภาวะ” เท่านั้น

สำหรับดวงจิตในไตรภพ ย่อมมีกายทิพย์แบ่งออกเป็นชายและหญิง ยกเว้นในสวรรค์ชั้นดุสิต จะมีเฉพาะแต่ “เทพบุตร” เท่านั้น คือ มีกายทิพย์เป็น “มหาบุรุษ” อย่างเดียว ไม่มีสตรี นอกจากนั้น ก็จะแบ่งออกได้สองภาค คือ ผู้หญิง และผู้ชาย ดังกล่าว อนึ่ง คำว่า ผู้หญิงและผู้ชายนั้น เป็นธรรมที่ต่ำลงไปจากคำว่า “หยิน-หยาง” ในผู้ชายก็อาจมีความเป็นหยิน ได้ ผู้ชายร้อยคนอาจแบ่งได้เป็นภาคหยินส่วนหนึ่ง ภาคหยางส่วนหนึ่ง ดังนั้น ถ้ากล่าวว่าพระอุมาเป็นธรรมภาคหยิน ก็ถูกต้อง แต่ถ้าบอกว่าเป็นผู้หญิง นี่ไม่ถูกต้องนัก นอกเสียจากว่าท่านจะลงมาเกิดมีกายสังขารเป็นมนุษย์จึงจะมีกายเป็นผู้หญิงได้ ในโลกแห่งพรหม (พรหมโลก) นั้น แท้แล้วดวงจิตทั้งหลาย ก็นับเป็น “พรหม” ต่างชนิดกันไป เช่น พรหมแบบผู้สร้าง ที่เรียกว่า “พระพรหม”, พรหมผู้รักษา เรียกว่า “พระนาราย” และ พรหมผู้ทำลาย เรียกว่า “พระศิวะ” ส่วนพรหมอีกฝ่ายจะเป็นพรหมภาคหยินคือ พระศักติ

อนึ่ง ผู้ที่ต้องบำเพ็ญเป็นตารา หรือศักตินั้น เป็นผู้ที่มีกรรมมาก เช่น ในอดีตได้เคยเป็นพระราชาแต่โหดเหี้ยมมากเกินไป ถ้าเกิดเป็นผู้ชายก็จะฆ่าคนมาก วิบากกรรมนั้นจึงทำให้เสื่อมลงจากความเป็นเพศชายและต้องเป็นผู้หญิงเดินตามหลังประกบคู่กับผู้ชายแทน “ตาราหรือศักติ” นั้น ถ้าไม่ได้อยู่เบื้องหลัง สนับสนุนคู่บารมีของตน จะต้องรับวิบากกรรมมากมาย เช่น ในผู้หญิงที่บำเพ็ญบารมีได้อวโลกิเตศวรแล้ว ถ้าไม่เข้าหาผู้ชายที่มีบารมีเป็นโพธิสัตว์ภาคหยาง หรือมีบารมียูไล ก็จะต้องได้รับวิบากกรรมหนักมาก เพราะกรรมเก่าที่ทำมาก่อนนั้นเอง ในผู้สำเร็จกายอวโลกิเตศวร มักได้รับการทดสอบจากมังกรดำ ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกัน มักมาในรูปผู้ชายที่ดุร้าย, เหี้ยมโหด โดยกรรมจะบังตาผู้หญิงก่อน ให้หลงว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนดี เขามาดีต่อเรา เขาชอบเราจริง ฯลฯ จนหลงงมงายแล้ว ก็จะแสดงตัวออกมาให้เห็นธาตุแท้ ไม่ใช่ธาตุแท้ของผู้ชายนะ แต่เป็นธาตุแท้ของอสูร นี่นับเป็นผู้ชายไม่ได้ เพราะมีจิตใจต่ำกว่าระดับมนุษย์ บทความนี้พยายามเตือนผู้หญิงทุกคน ควรหาผู้นำที่ดี ถ้าไม่บวชชี จำต้องมีกิจทางโลกนั้นจะต้องมีคู่บารมี แม้ไม่ได้เป็นคู่ทางโลกกัน ก็เป็นคู่ทางธรรม เช่น ไม่ใช่แฟน แต่เป็นสหายธรรมร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ถ้าได้คู่ทางธรรมที่แม้ไม่มีเรื่องเพศเลย แต่คอยหนุนกัน ให้กำลังใจกันทางธรรม โดยอีกฝ่ายเป็นพระโพธิสัตว์ภาคหยาง ก็จะรอดพ้นภัยได้ แต่ถ้าบำเพ็ญบารมีเดี่ยวๆ ไม่อาจได้รอดพ้นภัย มีผู้หญิงจำนวนมากที่จิตใจดี, มีเมตตา, มีความกตัญญู, รักครอบครัว แต่กลับพบผู้ชายที่สารเลว, โหดเหี้ยม, ใจดำอำมหิต อย่างนี้ก็มี ใครเจอแบบนี้ ขอให้ทราบเลยว่าเจอมังกรดำเข้าแล้ว รีบหาผู้ทรงธรรมที่ช่วยได้ด่วน ก่อนที่จะสายเกินไปดังกล่าว

ลักษณะของพระโพธิสัตว์ตารา

โพธิสัตว์ตารา หรือ โพธิสัตว์ฝ่ายหยิน จะมีลักษณะคล้ายพระกวนอิม หรือถ้าเราไม่ทราบจะใช้คำเรียกอะไรอาจใช้คำว่า “อวโลกิเตศวร” เรียกก่อนในเบื้องต้นเพราะเป็นคำกลางๆ แต่อวโลกิเตศวร มีทั้งที่เป็นตาราและที่ไม่ใช่ตารา กล่าวคือพระโพธิสัตว์ที่เป็นฝ่ายหยาง อาจบำเพ็ญบารมีได้เพียงประมาณ ๔ อสงไขย ก็จะได้กายอวโลกิเตศวร แบบนี้ แม้จะมีกายเหมือนๆ พระตารา แต่ก็ไม่ใช่ตารา ถ้าเราเพ่งดูด้วยตาทิพย์ เห็นกายทิพย์คล้ายพระกวนอิม ขอให้ทราบว่านั่นคือ “กายอวโลกิเตศวร” แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นตารา ท่านที่จะเป็นตาราต้องมีความเป็น “ผู้ตาม” ด้วย มีอวโลกิเตศวรบางกาย ที่ไม่ใช่ตารา และพร้อมที่จะตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็มี ส่วนอวโลกิเตศวรที่เป็นตารานั้น จะไม่ตรัสรู้แบบนี้ เพราะจะนิพพานได้ด้วยการอาศัยพระนิตยโพธิสัตว์คู่บารมีของตน ในยุคสมัยของตนนั้น

พระโพธิสัตว์ที่เป็นตารา เป็นคู่บารมีของพระนิตยโพธิสัตว์หรือไม่

พระโพธิสัตว์ตารามีสถานะเป็นคู่บารมีของพระนิตยโพธิสัตว์ในขณะที่มีกายทิพย์เป็นตารา แต่ถ้าเกิดใหม่แล้วบำเพ็ญบารมีเปลี่ยนไป ได้กายทิพย์ที่ต่างไปจากเดิม ไม่อาจเข้าคู่กับพระนิตยโพธิสัตว์ได้ ก็จะพ้นจากสถานะ “คู่บารมี” ไป กลายเป็นสถานะอื่นๆ เช่น แม่, แม่เลี้ยง, พี่เลี้ยง ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่ความเที่ยง แต่เป็น “ตำแหน่งชั่วคราว” ที่ถ้าใครสามารถรักษาไว้ได้ตลอดก็จะครองตำแหน่งนางแก้วคู่บารมีของพระนิตยโพธิสัตว์นั้นๆ ได้ แต่อย่างใดก็ตาม ในชาติหรือภพหนึ่งๆ จะนิตยโพธิสัตว์จะต้องมี “ตารา” อย่างน้อย ๑ องค์ เพื่อช่วยทำกิจ ไม่มีไม่ได้ ถ้าไม่มี จะไม่อาจทำกิจได้ ดังนั้น จึงต้องมีตารา มาช่วยในการทำกิจ มีตำแหน่งนี้ ๑ ตำแหน่งว่างอยู่ รอให้ผู้บำเพ็ญบารมีได้มาถึง ก็จะมี “ตารา” เกิดขึ้น และการทำกิจเกื้อหนุนกันจึงจะเกิดขึ้น อนึ่ง “ตารา” ไม่จำเป็นต้องมี ๑ เดียว เช่น พระอมิตาภะ ก็ทรงมีพระตาราช่วยกิจมากมาย เช่น พระโพธิสัตว์ดาราขาว, พระโพธิสัตว์ดาราเขียว ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนนับเป็นตำแหน่ง “ตารา” หรือ “ดารา” ทั้งสิ้น

หน้าที่ของพระตาราและพระศักติ       

๑) เป็นผู้ตาม คอยเจริญรอยตามคู่ของตน ไม่ก้าวล้ำหน้า ไม่เกินหน้าเกินตา

๒) เป็นผู้หนุนหลัง คอยอยู่เบื้องหลัง สนับสนุน, คอยส่งเสริม, คอยระวังให้

๓) เป็นผู้ดูแลเรื่อง “ปัจจัย” หรืออุปถัมภ์คู่บารมี เช่น เงินทอง, อาหาร, ที่พัก

๔) เป็นผู้ดูแล “ทายาท” เช่น บุตรที่เกิดจากการสมรสหรือแม้แต่ธรรมทายาท

๕) เป็นผู้คอยสร้างดุลยภาพให้แก่คู่บารมีๆ สุดโต่งไปทางหนึ่งก็คอยคานๆ ไว้

๖) เป็นตัวแทนของธรรมภาคตรงข้ามกับคู่บารมี เพื่อให้คู่บารมีมองโลกสองด้าน

๗) เป็นผู้ปราบศัตรูแทนคู่บารมี ในกรณีที่คู่บารมีอาจใช้วิธีรุนแรงเกินไปต่อศัตรู

๘) เป็นผู้จงรักและศรัทธาแต่คู่บารมีของตนเป็นที่สุด ทั้งยังชักชวนให้ผู้อื่นทำตาม

๙) เป็นผู้เสริมสิ่งที่ขาดหายให้แก่คู่บารมี เช่น คู่ของตนแข็งกร้าวเกินไป ตนอ่อนโยน

สิ่งที่พระตาราต้องผ่านให้ได้

๑)   กุมาร

เป็นด่านสำคัญที่ทดสอบพระตารา ว่าจะได้รั้งตำแหน่ง “ตารา” ต่อไปหรือไม่ เช่น ถูกขับไล่ให้ต้องยากลำบากเพียงผู้เดียวไม่มีใครเหลียวแลและ “ตั้งท้อง” หรือ ท้องนอกสมรส ทำให้คิดที่จะทำแท้งบุตรตนเองได้ ถ้าสอบผ่านรักษาบุตรรอดได้ จะรั้งตำแหน่งต่อได้

๒)   มังกรดำ

เป็นด่านสำคัญที่จะทดสอบพระตารา ว่าจะอยู่กับคู่บารมีของตนในบารมีที่ท่านกำลังหลงตัวเองอยู่ได้หรือไม่ พระตาราจึงต้องพบกับมังกรดำ พวกมังกรดำคือ จิตวิญญาณฮ่องเต้ที่ดุร้าย, โหดเหี้ยม, มีกิเลสมาก, เอาแต่ใจตัวเอง และขาดมนุษยธรรม ผู้หญิงที่มีบารมีได้กายอวโลกิตเศวรแล้ว มักพบผู้ชายที่ดุร้ายเหี้ยมโหด, สารเลว เขาเป็นเครื่องทดสอบ เป็นมังกรดำที่พระตาราจะต้องหาวิธีดูแลหรือควบคุมให้อยู่ให้ได้ จึงจะทดสอบผ่าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น