ความรอดจากบาปกรรมทำให้ชีวิตสุขสงบขึ้นได้โดยไม่ต้องรอให้ตายก่อน
ความรอดจากบาปกรรมทำให้ชีวิตสุขสงบขึ้นได้โดยไม่ต้องรอให้ตายก่อน
พระเจ้าทรงให้แบบทดสอบแก่เราเป็นข้อย่อยๆ แทนที่จะโหมให้รวมทุกบาปกรรมที่เราสร้างไว้ในข้อเดียว ซึ่งวิธีการผ่อนชำระบาปกรรมแบบนี้ ทำให้เรามีกำลังพอที่จะผ่านการทดสอบได้ และพระเจ้าก็ทรงเตรียมรางวัลคือชีวิตที่สงบสุขมากขึ้นรอดพ้นจากบาปกรรมมากขึ้นไว้ให้แก่เราทั้งหลาย เราสามารถได้รับความรอดพ้นจากบาปกรรมได้มีชีวิตที่สงบสุขได้ จากการอดทนจนผ่านการทดสอบของพระเจ้าโดยไม่ต้องรอให้ตายก่อน ไม่ต้องรอไปเสวยสุขบนสวรรค์หรือโลกที่พระองค์สร้างไว้ให้ เราก็สามารถรับความสุขสงบจากการรอดพ้นจากบาปกรรมต่างๆ ได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี้ได้เลย นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้จริง แท้จริงแล้วความสุขทางโลกที่เราแสวงหา ไขว่คว้ามานั้น ไม่ได้ทำให้เราหายเจ็บปวดจากบาปกรรมที่เราได้ทำไว้เลย หลายคนทุกข์ อ่อนแอ และแสวงหา ไขว่คว้าสิ่งต่างๆ ที่จะบำรุงบำเรอให้ตนเองหายทุกข์ และมันได้ผลให้ลืมทุกข์ได้ชั่วขณะเท่านั้น ทำให้พวกเขาเสพติด “โลกียสุข” หากขาดโลกียสุข พวกเขาจะเริ่มทุรนทุราย จิตใจจะเริ่มเร่าร้อน และต้องออกไปแสวงหาโลกียสุขมาปรนเปรอ นี่เป็นเหตุเริ่มให้เกิดการเสพติดสิ่งต่างๆ อย่างขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวกลางคืน, เพศสัมพันธ์, ยาเสพติด, เหล้าบุหรี่ ฯลฯ พวกเขาลืมไปว่าพระเจ้าทำให้เราพ้นทุกข์ได้ เมื่อเราได้รับความรอดพ้นไปจากบาปกรรมต่างๆ เมื่อบาปกรรมที่เราได้รับนั้นเบาบางลง ความทุกข์ของเราจะเบาบางลงและหายไป นี่ต่างหากที่จะทำให้เราพ้นจากทุกข์ ด้วยการพ้นจากบาปกรรม ซึ่งก็คือการรับความรอดพ้นจากบาปกรรมจากพระเจ้า ซึ่งทรงประทานให้แก่เราทุกคนที่ผ่านการทดสอบและผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงของพระเจ้า ปลดปล่อยการยึดมั่นถือมั่นใดๆ แล้วยื่นมือรับพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ทรงรอเราอยู่เสมอ ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนศาสนามานับถือพระคริสต์เลย มนุษย์ทุกคนแม้ไม่รู้จักศาสนาใดเลย ไม่รู้ว่ามีพระเจ้าอยู่หรือไม่ ไม่รู้จักพระเยซูเลย แต่พระเจ้าก็ไม่ทอดทิ้งเขา จะให้กระบวนการทดสอบแก่เขา และเมื่อเขาผ่านการทดสอบก็จะได้รับความรอดพ้นจากบาปกรรมไปสู่ชีวิตสงบสุขนิรันดรแน่นอน
พระเจ้าหรือธรรมชาติก็ดี ให้ความยุติธรรมเสมอภาคกับทุกคน, ทุกชนชาติ, ศาสนา นั่นแปลว่าไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธหรือชาวคริสต์ ก็ได้รับความรอดภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน หากชาวคริสต์อ่อนแอเกินไป และไม่ยอมปล่อยบาปกรรมยอมให้มารซาตานนำพาชีวิตไป พระองค์ก็ไม่อาจฝืนใจของชาวคริสต์คนนั้นได้ ในขณะเดียวกันถ้าชาวพุทธมีความเข้มแข็งปลดปล่อยบาปกรรม ไม่ยอมให้มารซาตานนำพาชีวิตไป แม้พวกเขาไม่ทราบพระนามพระเจ้า ไม่รู้ว่าพระเจ้ามีอยู่จริง รู้จักและนับถือแต่พระพุทธเจ้า พวกเขาก็ได้รับความรอดได้ จากกระบวนการทดสอบที่พระเจ้าทรงทดสอบพวกเขานั่นเอง พระเจ้าทรงทดสอบจิตใจและเลือกผู้มีผ่านการทดสอบโดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาอะไร ชาวคริสต์บางคนอาศัยการนับถือศาสนาคริสต์ และรูปแบบการกระทำตัวของคริสต์เตียน เพียงเพื่อหวังความรอดจากพระเจ้า แต่จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความชั่วร้าย อย่างนี้ เขาจะได้รับความรอดได้อย่างไร เขาเพียงแต่กล่าวอ้างพระนามพระเจ้า กล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า แต่จิตใจของเขาถูกมารและซาตานครอบงำไว้หมดแล้ว เขาย่อมไม่อาจได้รับความรอด และต้องถูกบาปกรรมนำชีวิตไปสู่ความหายนะในที่สุด โดยไม่ต้องรอให้ตายแล้วค่อยตกนรกเพลิงกาฬเลย เขาจะได้รับทุกข์จากบาปกรรมที่เขาก่อในขณะยังมีลมหายใจอยู่นั่นเอง ฉันได้พบชาวคริสต์หลายคน หลายคนเข้มแข็งและต่อสู้กับมารซาตานที่ครอบงำในจิตใจตนได้ดีมากพอที่จะฉุดช่วยคนอื่นๆ ต่อไป แต่มีบางคนยังอ่อนแอมากปล่อยให้มารซาตานครอบงำจิตใจ คิดว่าตนเข้มแข็งเพราะพลังมารซาตานครอบงำอยู่ จึงทำให้หลงผิดเช่นนั้น เธอคนนี้ ไม่สนใจน้องชายตนเองเมื่อยามลำบากเลย เมื่อน้องชายรวยขึ้น เธอพยายามครอบงำน้องชาย ยุยงให้เลิกกับภรรยา โดยหาหญิงใหม่มาให้น้องชาย เธอถูกมารซาตานครอบงำเพราะความอ่อนแอโดยแท้ น้องชายของเธอเป็นพุทธ แต่มีจิตใจเข้มแข็งมากกว่า ไม่ยอมนอกใจภรรยา เช่นนี้ คิดว่าพระเจ้าจะทรงยื่นพระหัตถ์รับผู้ใดให้ได้รับความรอดพ้นจากบาปกรรม ย่อมต้องเป็นน้องชาวชายพุทธที่ไม่ยอมสร้างบาป ไม่ใช่พี่สาวชาวคริสต์ที่ครอบงำน้องให้นอกใจภรรยาคนนั้นแน่