รวมบทความอนุตรธรรม ชุด การบำเพ็ญบารมีเป็นเจ้าจักรพรรดิ

รวมบทความอนุตรธรรม ชุด การบำเพ็ญบารมีเป็นเจ้าจักรพรรดิ

อนุตรธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

บุคคลจะนับได้ว่าเป็นเจ้าจักรพรรดินั้น อย่างแรกต้องเป็น “พระราชา” ก่อน จากนั้นจึงทำการต่างๆ ให้มีสมบัติเจ้าจักรพรรดิครบ ๗ ประการ อนึ่ง สมบัติ ๗ ประการนี้ ก็คือ “คน” ที่จะมาเป็นบริวารช่วยเหลือผู้นำให้กลายเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั่นเอง (ผู้เขียนได้ถามเจ้าแม่กวนอิมถึงจักรแก้วและมณีแก้วว่าปริศนาธรรมนี้หมายถึงอะไร ท่านเมตตาตอบมาให้ ผู้เขียนไม่มีความคิดที่จะปิดบัง ก็นำเสนอตรงไปตรงมา) ดังจะอธิบายในบทความนี้

ทำอย่างไรจึงได้มาซึ่งสมบัติ ๗ ประการ

๑)   จักรแก้ว

เป็นของทิพย์คู่บารมี ซึ่งได้มาจากการบำเพ็ญบารมีด้วยการ “ได้ลูกเขยที่เป็นผู้มีบารมี” มาเกิด เมื่อสามารถกำราบลูกเขยที่มีบารมีมาก ซึ่งยอมจำนนเป็นบริวารผู้อื่นได้ยากนี้แล้ว ก็บังเกิดของทิพย์คู่บารมีเป็น “จักรแก้ว” อนึ่ง ลูกเขยนี้ จะต้องมาจากจิตของพระโพธิสัตว์จุติมา เช่น ในสมัยพ่อขุนรามฯ ผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์จุติมา คือ มะกะโท แต่เขาไม่ยอมจำนนพ่อขุนรามฯ กลับลักพาตัวลูกสาวพ่อขุนรามฯ ไปทำให้พ่อขุนรามฯ บำเพ็ญบารมีไม่สำเร็จเป็นพระเจ้าจักรพรรดิไม่ได้ ราชวงศ์สุโขทัยจึงมีกษัตริย์ที่บำเพ็ญสูงสุดได้เพียง “พระธรรมราชา” และ “มหาราช” เท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นการบำเพ็ญบารมีที่ยากยิ่งของการเป็นกษัตริย์ ได้แก่ พระธรรมราชาลิไท และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เท่านั้น   

๒)   มณีแก้ว

มณีแก้วเป็นของทิพย์คู่บารมีที่บำเพ็ญบารมีได้มาจากการมีลูกสาวที่ดี เชื่อฟังพ่อแม่ และสามารถทำกิจการต่างๆ ตามรอยของพ่อได้ ประเทศไทยมีมณีแก้วเกิดขึ้นแล้ว คือ … ไม่ขอเอ่ยพระนาม แต่คิดว่าท่านก็คงรู้ดี อนึ่ง ในการเป็นเจ้าจักรพรรดินั้น จะต้องมีสมบัติทั้ง ๗ ประการครบจึงสำเร็จเป็นเจ้าจักรพรรดิได้ การบำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้ลูกสาวที่ดีนั้นยังไม่ยากเท่าการได้ลูกเขยที่ดีอยู่ในโอวาทของพ่อตาดังที่ได้กล่าวแล้วว่าแม้แต่พ่อขุนราม เจอ “มะกะโท” ซึ่งเป็นแค่ “คนเลี้ยงช้าง” เท่านั้น พ่อขุนรามฯ ที่ยิ่งใหญ่ตีเมืองได้สิบทิศ ยังไม่อาจกำราบมะกะโทได้ ดังนี้ จักรแก้วไม่ใช่ของที่จะบำเพ็ญได้ง่ายๆ เท่าที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์โลกมาหลังจากสมัยพุทธกาลแล้ว ไม่มีพระราชาองค์ใดบำเพ็ญได้เลย 

๓)   ช้างแก้ว

ช้างแก้วคือผู้รับใช้สนองพระราชโองการ ซึ่งอยู่ห่างไกลและทำงานอย่างหนัก (งานช้าง) เป็นผู้ที่พระราชาไม่ได้เอาไว้ใกล้ตัว แต่จะอยู่ไกลตัว ถ้าดูที่สถานภาพทางธรรม จะเป็นผู้ที่บำเพ็ญบารมีได้ “กายสมันตภัทร” เป็นพระโพธิสัตว์ที่ทรงงานมาก และมีความซื่อสัตย์มาก ในประเทศไทยน่าจะเป็นอดีตนายกท่านหนึ่ง ที่มีอายุมากแล้ว อยู่ในคณะองคมนตรี ไม่แน่ใจว่าท่านผู้นี้ได้บำเพ็ญบารมีถึงกายโพธิสัตว์สมันตภัทรแล้วหรือไม่ เพราะกายนี้จะมีบารมีล้นล้ำหน้าผู้นำไป และอาจส่งผลให้เกิดการ “หักหลัง” พระเจ้าจักรพรรดิได้ แต่ก็ไม่อยู่นอกสายตาของพระเจ้าจักรพรรดิ เพราะการหักหลังนั้น ก็เพื่อประเทศชาติข้างหน้า 

๔)   ม้าแก้ว

ม้าแก้วคือผู้รับใช้สนองพระราชโอการ ซึ่งอยู่ใกล้ชิด เช่น ตำแหน่งขันที, องครักษ์, กุนซือ, ราชครู เป็นต้น เป็นคนที่พระราชาไว้วางพระราชหฤทัย นิยมชมชอบที่จะอยู่ใกล้ชิดด้วย หรือเรียกว่า “เป็นคนรับใช้คนสนิท” ทีเดียว ซึ่งควรบำเพ็ญบารมีจนได้กายโพธิสัตว์กษิติครรภ์ทรงม้าขาว จะเป็นคนที่มีลักษณะโอนอ่อน, ผ่อนปรน, มีเมตตามาก, รับฟังได้ดี, ใจเย็น, อดทนต่อแรงกระทบและกดดันได้มาก, ละเอียดสุขุมรอบคอบ ฯลฯ เป็นเรขานุการที่ดีนั่นเอง ม้าแก้วนี้ มักไม่ค่อยปรากฏให้สาธารณชนเห็นสักเท่าไร เพราะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังหรือข้างๆ พระเจ้าจักรพรรดิ ไม่มีหน้าที่ในการออกงานเบื้องหน้าเช่นผู้อื่น   

๕)   นางแก้ว

นางแก้วคือภรรยาที่ดีมีบุญบารมีและสามีสามารถกำราบได้ ถ้าสามีหรือพระเจ้าจักรพรรดิได้ไปแล้ว กำราบไม่ได้ ไม่ยอมที่จะเป็นช้างเท้าหลัง แต่มักจะก้าวล้ำหน้าอยู่เสมอ แบบนี้ นับว่าพระราชาผู้นั้นบำเพ็ญบารมีไม่สำเร็จ ไม่อาจนับว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่แท้จริงได้ จะต้องคุมภรรยาที่มีบุญบารมีมากแต่คุมได้ยากคนนั้นให้เป็นช้างเท้าหลังที่ยอมจำนนต่อตนเองอย่างแท้จริง จึงจะนับได้ว่าบารมีส่วน “นางแก้ว” ทำได้สมบูรณ์ บางครั้ง นางแก้วได้ปรากฏแล้ว แต่พระราชาต้องคุมนางแก้วนั้นให้ได้ด้วย ถ้าทำไม่ได้ ก็จะไม่มีบารมีถึงขั้นพระเจ้าจักรพรรดิอย่างสมบูรณ์ การจะนับว่าบำเพ็ญบารมีได้นางแก้วแล้วนั้น จะไม่เพียงแต่ได้ครอบครอง, แต่งงาน, อยู่กินเท่านั้น แต่ต้องครองทั้งกายและใจ ทำให้ยอมจำนนเป็นผู้ตามตนได้อย่างแท้จริง ซึ่งนางแก้วมักมีอดีตชาติเป็นพระราชาที่ดุร้ายมาก่อน  

๖)   ขุนพลแก้ว

ขุนพลแก้วคือผู้รับใช้ที่มีความสามารถโดดเด่นด้านอภิญญาหรือความสามารถในการสู้รบ ขุนพลแก้วที่โดดเด่นชัดเจนในวรรณกรรมไทย ก็คือ “ขุนแผน” บำเพ็ญบารมีคู่กับขุนช้าง โดยขุนช้างบำเพ็ญเป็น “ขุนคลังแก้ว” ปกติทั้งสองคนนี้จะไม่ถูกกันเข้ากันไม่ค่อยได้ คนที่มีลักษณะเข้า “ขุนพลแก้ว” ต้องเป็นผู้มีอภิญญาความสามารถโดดเด่นในทางการสู้รบหรือต่อสู้ต่างๆ แต่อาจจะไม่โดดเด่นทางด้านปัญญาเป็นจุดอ่อนที่พระเจ้าจักรพรรดิจะใช้ควบคุมได้ ปกติ มักมีตำแหน่งเป็น “แม่ทัพ” หรือ “จอมทัพ” นำทัพบุกตีขยายอาณาเขต ปัจจุบัน แม้ไม่มีการสู้รบขยายอาณาเขต แต่พระเจ้าจักรพรรดิก็สามารถขยายอาณาเขตของตนได้ด้วยอุบายวิธีต่างๆ ดังเช่น ที่สมัยพ่อขุนรามฯ ขยายอาณาเขตนั้น ท่านรบจริงๆ เพียงครั้งเดียวคือ “ชนช้างกับขุนสามชน” ซึ่งไม่ระบือลือลั่นเท่าของพระนเรศวรด้วยซ้ำ แต่ที่เหลือท่านใช้อุบายวิธีต่างๆ ในการขยายอิทธิพลทั้งสิ้น เช่น การขอลูกสาวเจ้าเมือง

๗) ขุนคลังแก้ว

ขุนคลังแก้วคือผู้รับใช้ที่มีความโดดเด่นทางด้านปัญญา และมีบุญหนุนหลังอยู่ เป็นคนมีอันจะกินดังเช่นขุนช้างฉะนั้น ประเทศไทยคนที่เข้าข่ายว่าเป็นขุนคลังแก้วได้ปรากฏแล้วและได้เป็นตำแหน่งรัฐมนตรีคลังของประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งถ้าเราจะสังเกตให้ดี เราจะยังไม่พบคนที่มาต่อกร หรือเทียบรัศมีของท่านผู้นี้ได้ ท่านจึงทำงานได้โดยที่ยังไม่มีใครมาต่อกรนั่นเอง (แสดงว่า ขุนพลแก้ว ยังไม่ปรากฏ หรือปรากฏแล้วแต่คนมองไม่เห็น) ก็ถ้าพิจารณาดีๆ มีคนที่ต้องการเล่นงานหรือต่อกรอยู่ ในลักษณะที่เทียบรัศมีหรือมีความ สามารถต่อกรได้ คนผู้นั้น อาจมีอุดมการณ์ มีแนวคิดที่ตรงกันข้ามมาก่อนเช่น มีความคิดที่จะล้มล้างสถาบัน, การปฏิวัติ, การล้มรัฐบาล, การประท้วงโดยชนชั้นแรงงาน ฯลฯ หรือกล้าตั้งตนเป็น “ไพร่ร้อยล้าน” พูดมาถึงตรงนี้ ท่านน่าจะเดาออกแล้วว่าใครกันที่น่าจะมาอยู่ในฐานะ “ขุนพลแก้ว” คานอำนาจกับขุนคลังแก้วผู้นี้ อนึ่ง ในทางการเมือง ถ้าท่านยังมาคิดว่าใครดี, ใครชั่ว, ใครถูก, ใครผิด แล้ว นับว่าท่านยังไม่รู้จักการเมืองที่แท้จริง ท่านก็เป็นผู้นำใครไม่ได้ ดังนี้ แม้แต่ “ศัตรูที่ร้ายกาจ” ท่านยังต้องเรียนรู้ที่จะเอามาเป็นมิตร

เมื่อบำเพ็ญบารมีได้ครองคนทั้ง ๗ คนสำคัญนี้ กุมใจเขาให้จงรักภักดีเราอย่างแท้จริงได้แล้ว ก็จะมีอำนาจมากมาย เป็นได้ถึง “พระเจ้าจักรพรรดิ” แต่อย่างแรก ท่านมีสายตาที่แหลมคมพอที่จะดูออกหรือไม่ละว่าเป็นใคร ใครมีบารมีมาหนุนหรือมาทำลายใคร เมื่อรู้แล้ว จะได้ครองใจเขาได้อย่างไร สรุป “เลิกเหอะ” บำเพ็ญบารมีเป็นเจ้าจักรพรรดิยากและถ้าไม่สำเร็จก็เสียเวลาเปล่า แท้จริงแล้วการสนับสนุนพระพุทธศาสนานั้นไม่จำเป็น ต้องเป็นถึงเจ้าจักรพรรดิเลย เป็นแค่ “พระธรรมราชา” ก็ได้บารมีเต็มได้แล้ว โดยเฉพาะในยุคสมัยของพระสมณโคดมนี้ ท่านมีบุญรับได้แต่ธรรมราชา ๗ องค์ ไม่มีบุญได้พระเจ้าจักรพรรดิมาหนุนเลย ถ้าเอาสิ่งที่เกินตัว บุญไม่มีพอรับ สิ่งนั้นจะกลายเป็นการ “ทำลาย” ดังนี้ การบำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อาจกลายเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ ดังเช่น ฮ่องเต้เหลียงบู๊ตี่ ก็เคยขับไล่ท่านตั๊กม้อออกจากแคว้นของตนไป (แต่พระธรรมราชาลิไทนั้นกลับได้บารมีเต็มไม่เปื้อนกรรมเหมือนพ่อขุนรามฯ อีกด้วย)

อนุตรธรรม เรื่อง ปัจจัยและสถานภาพไม่ใช่สิ่งสำคัญในการบำเพ็ญบารมี

สิ่งใดๆ ภายนอกนั้นไม่สำคัญเท่าการกระทำของเราเอง ถ้าเราเกิดมาเป็นขอทาน แล้วทำหน้าที่ขอทานอย่างถึงที่สุด ก็สำเร็จพุทธภูมิได้ อนึ่ง การบำเพ็ญเป็นขอทาน ก็คือการมาเกิดในภพภูมิของ “เปรต” เพื่อที่จะโปรดสัตว์กลุ่มที่เหมือนกับตน คือ เปรต นั่นเอง เช่นการเกิดเป็นควายของพระโพธิสัตว์ ก็เพื่อมาบำเพ็ญบารมีในรูปควาย ซึ่งแม้เป็นควายแต่ถ้าบำเพ็ญบารมีผ่าน ก็คือ “ผ่าน” แต่ถ้าได้เป็นพระราชา แต่บำเพ็ญบารมีแล้วไม่ผ่าน ก็คือ “ไม่ผ่าน” ดังนั้น จึงได้กล่าวว่า “ปัจจัยและสถานภาพ” ไม่ใช่สิ่งสำคัญในการบำเพ็ญบารมี เพราะจิตทุกภาคแบ่งก็ล้วนต้องเปลี่ยนแปลง เวียนตายเวียนเกิด ผลัดกันลงมาเกิดเป็นสิ่งต่างๆ อยู่แล้ว ดังนี้ ชาติหนึ่งเป็นขอทาน ชาติหนึ่งเป็นพระราชา นั้น เป็นไปได้ทุกภาคแบ่ง จึงไม่สำคัญเลยว่าชาติปัจจุบันจะเป็นอะไร ขอเพียงแค่ทำสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ถ้าทำได้ดี ผ่านก็คือผ่าน ไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน ดังนี้ จึงขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเองทั้งสิ้น บางท่านเมื่อยามวาระผลบุญออกมา ได้ปัจจัยและสถานภาพที่ดีมาก แต่กลับทำสิ่งผิดพลาดและสูญเสียตำแหน่งในการบำเพ็ญบารมีไปก็มี ดังจะอธิบายต่อไป

สิ่งสำคัญของการเกิดเป็นอะไร

เมื่อเกิดเป็นสัตว์ก็ต้องรู้กิจของสัตว์ จนกลายเป็นยอดของสัตว์, เกิดเป็นคนหน้าที่อะไร อาชีพอะไร ก็ต้องเป็นยอดแห่งหน้าที่นั้น แต่ไม่ใช่ยอดด้วยเกณฑ์ของปุถุชน ต้องยอดด้วยเกณฑ์แห่งธรรม เช่น คนขายประกันใช้ความโลภของลูกค้า ทำให้เป็นยอดนักขาย อันนี้ในทางธรรม ไม่เรียกว่าเป็นยอด เรียกว่า “หลงโลก” แต่ถ้าทำให้ลูกค้าซื้อด้วยจิตที่กตัญญู, เมตตา, เสียสละแล้วไซร้ นั่นคือ “ยอดในทางธรรม” อันนี้ พอเข้าใจนะ ไม่ยาก ดังนี้ เกิดเป็นอะไรก็ช่าง ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ทำหน้าที่ของตนๆ ให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอ ยกตัวอย่างเช่น ได้เกิดเป็นขุนนาง แม้ไม่ใช่พระราชา ต้องทำหน้าที่เป็นบริวารพระราชา แต่ถ้าทำหน้าที่ได้ดีไม่หลงและไม่ละทิ้งความเป็นตัวของตนเอง ไม่ละทิ้งภาวะความเป็นผู้นำ แม้จะเกิดในฐานะบริวารเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเสียความเป็นนิตยโพธิสัตว์ไป ยกตัวอย่างเช่น “จางจวีเจิ้ง” เป็นจิตภาคแบ่งของพระรามเจ้า มาเป็นมหาอำมาตย์มีฮ่องเต้น้อยเป็นพระราชาที่จุติมาจากภาคแบ่งของศรีอาริยเมตตรัย แม้จะเป็นรองจากพระ ราชาแต่ก็ไม่สูญเสียความเป็นผู้นำ (เท่าที่ผู้เขียนสัมผัสได้ทางจิต เขาน่าจะมาเกิดที่ไทยแล้ว เคยเป็น ส.ส. ไม่โกงกิน อยู่ภาคอีสาน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะอาจถูกมองว่าไม่มีความสามารถโดดเด่น และด้วยผลกรรมที่เลี้ยงดูบริวารอย่างยากลำบากทำให้ตนต้องพบความยากลำบาก อันเป็นอุบายให้มาเรียนรู้ความเป็นอยู่ที่สมถะเรียบง่ายนั่นเอง)

แม้เกิดต่ำต้อยแต่อาจทำให้ผู้สูงส่งต้องสะเทือน

จิตภาคแบ่งที่แบ่งภาคออกมาหลายดวงจิต เกิดเป็นคนหลายคน อาจแข่งขันกันเอง และจิตดวงที่ได้บารมีมากกว่าจะส่งผลให้จิตดวงที่อ่อนกว่าได้รับผลกระทบได้ โดยไม่เกี่ยวว่าสถานภาพในทางโลกใครจะเหนือใคร ตัวอย่างเช่น ขอทานบำเพ็ญบารมียิ่งยวด ก็อาจทำให้เศรษฐีต้องสะเทือนก็ได้ อนึ่ง เรื่องขอทานนี้เป็นอดีตชาติหนึ่งของผู้เขียน ซึ่งไม่ใช่ชาติเดียว เรียกว่า “ภาคขอทาน” ก็ว่าได้ ผู้เขียนเคยเกิดเป็นขอทาน แล้วไปปรนนิบัติฤษี ไม่คิดว่าจะได้ชีวิตที่ดีขึ้นได้ ยอมจำนนต่อชีวิต อยู่ไปวันๆ ได้ทำหน้าที่รับใช้พระฤษีที่ยิ่งใหญ่ก็พอใจแล้ว ทว่า พระฤษีกลับยอมให้ขอทานเป็นศิษย์ แล้วกลายเป็นฤษีตนหนึ่งได้ รอยกรรมนี้ ทำให้ผู้เขียนต้องตกระกำลำบากคล้ายขอทานอีกหลายชาติ บางชาติ เกิดเป็นนายทหารเมาอาระวาด แล้วถูกไล่ออกมา กลายเป็นขอทาน ก็ได้พบอาจารย์คนเดิมนั่นเองที่ให้การอบรมสั่งสอน ดังนี้ จึงกล่าวถึงการเป็นขอทานบ่อยๆ ว่าไม่ได้ต่อต้อยเลย แม้แต่ชาติปัจจุบันนี้ก็ตาม ผู้เขียนมีความโกรธต่อลูกค้า ลูกค้าเอาเรื่องต้องลาออกจากงานชดใช้ความผิด เพื่อนยืมเงินที่เก็บสะสมไว้ไปแต่งงานหมด ไม่เอามาคืน ผู้เขียนตกสภาพเหมือนขอทาน แล้วก็ได้พบอาจารย์ (คนเดิม) อีก ผู้เขียนขอรับรองว่าปัจจัยและสถานภาพนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญของการบำเพ็ญบารมีเลย ดังนั้น เรื่องคำพยากรณ์ที่จะมีพระเจ้าจักรพรรดิอะไรนั้นไม่ใช่สิ่งที่มีค่าหรือจำเป็นเลยในการที่เราจะบำเพ็ญบารมี

อนุตรธรรม เรื่อง มหาโพธิสัตว์มีได้มาก แต่นิตยโพธิสัตว์มีได้หนึ่งเดียว

เมื่อพระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ บำเพ็ญบารมีได้มากแล้ว ถึงจุดหนึ่งจึงจะแบ่งภาคได้ ก็คือ จุดที่ได้ไปเกิดสุขาวดี ไม่ใช่ดุสิต (การแบ่งภาคนี้ มีการถ่ายทอดแต่ที่สุขาวดี) จากนั้น อาจแบ่งภาคจิตได้มากมาย จิตแต่ละดวงเกิดได้เป็นคนหนึ่งคน ดังนี้ จึงมีคนได้มากมายที่เกิดจากจิตดวงเดียวกัน เช่น เป็นพระศรีอาริยเมตตรัยเหมือนกัน ก็ได้ แต่ทว่า ไม่ใช่ทุกคนจะได้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งหมด จิตภาคแบ่งเหล่านี้จะแข่งขันกันเองอีกว่าจิตดวงใดจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจิตดวงใดอ่อนล้าและยอมแพ้ ก็อาจมีนิพพานไปก่อนได้ จิตดวงใดอ่อนล้าแต่ยังไม่นิพพาน อาศัยบารมีพระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ เป็นบริวารเขา ก็จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไปได้โดยไม่ลำบาก มีผู้นำคอยดูแลเลี้ยงดู ส่วนจิตดวงใดที่เข้มแข็งก็จะบำเพ็ญบารมีต่อเพื่อให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ดังที่จะอธิบายในบทความต่อไป

ทางเลือกของจิตแบ่งภาค

เมื่อแบ่งภาคแล้ว จิตแต่ละดวงจะเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน อนิจจัง แตกต่างกัน ไม่เหมือนเดิม สุดท้ายแล้ว สามารถมีทางไปสี่แบบ คือ เป็นอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้วนิพพานไป, เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่มีบริวารเอาแต่ตัวเองรอดได้คนเดียวแล้วนิพพานไป, เป็นมหาโพธิสัตว์ มีบริวารมาก แต่ต้องอาศัยพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น ไม่อาจเข้าถึงภาวะความเป็นผู้นำสูงสุดได้ และท้ายที่สุด คือ เป็นพระพุทธเจ้าที่เอาตัวเองรอดได้ แล้วยังช่วยบริวารของตนให้รอดได้อีกด้วย ดังสรุป

๑)    อรหันตสาวก            เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดก็ได้ แล้วนิพพานไป

๒)    ปัจเจกพุทธเจ้า          เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ใช่บริวารใคร แล้วนิพพานไป

๓)    มหาโพธิสัตว์            เป็นมหาโพธิสัตว์มีบริวารมาก แต่ต้องอาศัยบารมีผู้อื่นอยู่

๔)   พระพุทธเจ้า             เป็นพระพุทธเจ้ามีบริวารมาก ไม่ต้องอาศัยบารมีใครอยู่

จิตที่แบ่งภาคออกมาจากจิตดวงเดียวกัน ก็ไม่เที่ยง และมีทางไปที่แตกต่างกันดังกล่าว อย่างน้อยก็สี่ทางเลือก การบำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้ถึงความเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างแน่แท้นั้น ต้องบำเพ็ญผ่านด่านความเป็นสาวกให้ได้ก่อนจนมีบุญบารมีเหลือมากพอที่จะไม่นิพพานเป็นสาวกของใครแล้ว ก็จะบำเพ็ญบารมีต่อในภูมิของปัจเจกได้ และถ้าหลุดพ้นจากภาวะปัจเจกภูมิได้ ก็จะบำเพ็ญบารมีต่อในฐานะมหาโพธิสัตว์ ช่วงที่ออกจากความเป็นปัจเจกภูมิได้นี้ จะมีปัญญาและความสามารถที่เพียบพร้อมมาก ผู้มีบุญบารมีอื่นๆ ก็ล้วนอยากได้ตัวเป็นบริวาร ก็เข้าสู่ภาวะ “มหาโพธิสัตว์” ทันที เมื่อเข้าสู่ภาวะนี้แล้ว ถ้ายินดีในการเลี้ยงดูของผู้มีบุญบารมีคนอื่น ก็จะได้แค่ “มหาโพธิสัตว์” เป็นบริวารเขา ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่ถ้ายอมสละความสุขสบายที่ผู้มีบุญบารมีคนอื่นจะเลี้ยงดูนั้นไป ก็จะสำเร็จความเป็น “นิตยโพธิสัตว์” โดยสมบูรณ์ ในการบำเพ็ญบารมีที่ไม่ยอมเป็นบริวารของผู้มีบุญบารมีอื่นๆ นี้ พระนิตยโพธิสัตว์อาจต้องถึงแก่ความตายในชาติแรกๆ ก็ด้วยบุญบารมียังไม่มากพอที่จะเหลือชีวิตสืบต่อไปได้นานนัก แต่เมื่อผ่านมาหลายๆ ชาติแล้ว ก็จะมีอายุขัยยาวนานมากขึ้น จนถึงชาติสุดท้ายก็มากพอที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

จิตภาคแบ่งจะแข่งขันกันเป็นคู่ๆ แล้วแข่งกันเอง

จิตที่แบ่งภาคออกมาจากจิตดวงเดียวกัน จะแข่งขันกันเองเป็นคู่ๆ เช่น จิตของศรีอาริยเมตตรัย แบ่งภาคออกมาเป็น ๑) อาจารย์ เสถียร โพธินันทะ บำเพ็ญบารมีแล้วได้กายอวโลกิเตศวร ทรงหงส์ทองเป็นพาหนะ ๒) ท่านพุทธทาส บำเพ็ญบารมีได้กายมหาสถามปราบต์ มีจิตรองเป็นพรหม (ท่านบอกจะไม่ยอมตาย) ทั้งสองทำกิจคล้ายกัน เป็นหยินหยางกัน คือ แต่งหนังสือและถ่ายทอดธรรม แต่แล้ว บารมีของอาจารย์เสถียร โพธินันทะ อ่อนกว่าท่านพุทธทาส ในที่สุด อาจารย์เสถียร ได้ตั้งจิตขอเป็น “เรขานุการของพระศรีอาริเมตตรัย” แล้วไม่นานนักก็ละสังขารไป ส่วนท่านพุทธทาสได้อยู่ต่อ ก่อนตายจากกันทั้งสองเคยถกกันเรื่อง “จิตประภัสสร” และมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องนี้ด้วย    

เมื่อดวงหนึ่งชนะแล้วจะเลื่อนตำแหน่งไปแข่งกับจิตดวงต่อไป

จิตที่แบ่งภาคออกมามีมากมาย แต่ละดวงจิตมีบารมีไม่เท่ากันเมื่อแข่งบารมีกันแล้ว ในที่สุด จิตดวงหนึ่งยอมเป็นมหาโพธิสัตว์ จิตอีกดวงไม่ยอมก้มจำนนให้ใคร (นอกเสียจากพระพุทธเจ้า แต่ก็ยังมีทิฐิจะเอาเหนือกว่าพระพุทธเจ้าอยู่เล็กน้อย) จากนั้น จิตดวงที่สอบผ่านความเป็นนิตยโพธิสัตว์แล้วนั้น จะเลื่อนตำแหน่งไปแข่งบารมีกับจิตดวงอื่นที่แบ่งภาคมาจากจิตต้นขั้วดวงเดียวกัน ซึ่งอาจบำเพ็ญบารมีอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่ก่อนแล้ว แล้วจิตทั้งสองก็กิจเดียวกัน แข่งขันกันอีก จนในที่สุด ผลออกมา ก็จะได้จิตหนึ่งดวงที่สอบผ่านความเป็นนิตยโพธิสัตว์ อนึ่ง จิตภาคแบ่งนั้น เมื่อบำเพ็ญบารมีอ่อนจะได้กายโพธิสัตว์ที่มีบารมีไม่มาก แต่เมื่อบารมีแก่กล้าแล้วจะได้กายโพธิสัตว์ที่มีบารมีสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เช่น ชาติแรก อาจได้เกิดเป็นอสูรมังกรดำก่อน, ชาติต่อมาเป็นเทพนักษัตริ, ชาติต่อมาเป็นพระโพธิสัตว์กายอวโลกิเตศวร, ชาติต่อมาเป็นพระโพธิสัตว์กายมัญชุศรี, ชาติต่อมาเป็นพระโพธิสัตว์กายกษิติครรภ์ จนถึงกายสุดท้าย คือ “กายยูไล” ก็จะได้ญาณตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง ถ้ายังมีบารมีเหลือต่อ ก็จะอาศัยจิตแบ่งภาคดวงอื่นในการบำเพ็ญต่อไป เพราะจิตที่ได้ยูไลแล้วนั้น จะไม่กลับมาเกิดอีก แต่จะอยู่บนสุขาวดียาวนานไป  

จิตดวงที่บำเพ็ญไม่ผ่านแต่ไม่ยอมแพ้จะต้องถูกเก็บกลับสวรรค์

จิตภาคแบ่งมีหลายดวง เมื่อลงมาทำกิจเดียวกันแล้ว แต่ดวงที่บำเพ็ญบารมีไม่ผ่าน ก็ไม่ยอมแพ้ คือ แพ้แล้วแต่ไม่ยอมปาวารนาตนเป็นมหาโพธิสัตว์บริวารของพระพุทธเจ้าองค์อื่น แบบนี้จะถูกเก็บกลับคืนสู่สวรรค์ คือ ตายนั่นเอง เพื่อให้เหลือผู้ที่ทำกิจที่ดีที่สุดเพียงคนเดียว แต่ถ้ายอมปาวารนาตนเป็นมหาโพธิสัตว์บริวารของพระพุทธเจ้าองค์อื่น ก็จะไม่ตาย จะได้งานทำ, มีเงิน, มีตำแหน่ง เขาเลี้ยงดูอย่างดี สูงส่งด้วย แต่จะไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้อีกต่อไป เพราะกลายเป็น “มหาโพธิสัตว์” แล้ว ไม่ใช่ “นิตยโพธิสัตว์” 

การจะบอกว่าใครบำเพ็ญบารมีผ่านหรือไม่ผ่านนั้น จะดูจากสายตาชาวโลก แบบปุถุชนไม่ได้ เช่น แบ่งภาคที่หนึ่ง บำเพ็ญบารมีขายประกัน เหมือนภาคแบ่งที่สอง แต่ว่าภาคแบ่งที่หนึ่งขายได้คนเดียว แต่ขายให้คนซื้อ ซื้อด้วยจิตที่เมตตามีความกตัญญูต่อพ่อแม่ของตนอย่างแท้จริง ในขณะที่ภาคแบ่งที่สอง ขายได้มากมาย รายได้เยอะ แต่ขายด้วยการเอาความโลภและผลตอบแทนมาหลอกล่อ อย่างนี้ ในสายตาชาวโลกแล้ว ภาคแบ่งที่สองย่อมชนะ เพราะมีความก้าวหน้าในอาชีพ แต่ในทางธรรมแล้ว ผู้ชนะคือภาคแบ่งที่หนึ่ง ซึ่งเขาจะไม่ต้องทำกิจนี้อีกต่อไป เมื่อชนะแล้วจะเลื่อนขั้นไปแข่งกับผู้มีบารมีมากขึ้นที่แบ่งภาคมาจากจิตดวงเดียวกันนั้น จนกว่าจะได้ผลลัพธ์สุดท้ายออกมาคือหนึ่งเดียว

ผู้บำเพ็ญบารมีควรรู้จักประมาณตน

ผู้ที่รู้ตัวแล้วว่าตนเองแบ่งภาคมา และมีภาคแบ่งเป็นมนุษย์คนอื่นๆ อยู่ด้วย ควรพิจารณาตนว่าตนมีความสามารถมากน้อยเพียงใด และควรเลือกทางเดินใดในสี่ทางนั้น ถ้ายังขืนดื้อดึงอยู่ อาจมีจุดจบที่ไม่ดีแล้ว ยังไม่สมความปรารถนาอีกด้วย ซึ่งท่านจะได้พบคู่แข่งด้วยตัวของท่านเอง ได้รู้มือของคู่แข่งขัน และควรทราบเองว่าตนนั้นชนะหรือแพ้ และจะดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร มีหลายครั้งที่ผู้เขียนได้พบผู้ที่เกิดจากจิตภาคแบ่งเดียวกัน บ้างสอนเซนอยู่ เขาเอาแต่จะสอนเรา เราก็เงียบ เขาก็ด่า แล้วก็สอนว่าเซนแท้พูดไม่ได้ เราก็เงียบ ดูว่าเขาจะเข้าใจเราไหม ในที่สุด เขาไม่เข้าใจเรา เราก็ศึกษาเซนต่อไป ใครจะเป็นผู้ตัดสินก็ดูเอาเถิด ผู้เขียนมักพบคนที่เหมือนจะเป็นคู่แฝดเราบ่อยๆ เช่น มีใบหน้าเหมือนกันมาก สมองก็เท่าๆ กัน แข่งกันเรียนเป็นที่หนึ่ง นี่ก็เจอมาแล้ว หรือบางคนที่มีความคิดเหมือนเรามาก สุดท้ายเราก็คิดต่อยอดต่อไปได้ เขายังอยู่จุดเดิม หรือแม้แต่ชื่อคนที่ชื่อเกือบเหมือนหรือเหมือนกันแล้วทำสิ่งเดียวกัน นี่ก็มีบ่อยๆ สุดท้าย เขาอยู่จุดเดิม เราออกมาจากจุดนั้น เพราะได้ความคิดที่เหนือขึ้นไปอีกขั้น อย่างนี้อยู่เรื่อยๆ บางช่วงที่ผู้เขียนพ่ายแพ้แล้วจะถูกเก็บ คือ ป่วยเกือบตาย นี่ก็มีเหมือนกัน เมื่อเวลาผ่านมาจึงได้ประมวลเหตุการณ์โดยลำดับแล้วเข้าใจความนัยดังที่ได้อธิบายมาในบทความนี้

อนุตรธรรม เรื่อง เมื่อจิตภาคแบ่งบำเพ็ญบารมีแข่งกันเอง

จิตภาคแบ่งที่แบ่งออกจากพระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ จะต้องมาแข่งขันกันเอง และทำสิ่งเดียวกัน ผู้ที่ทำสิ่งนั้นได้ดีกว่า เหนือกว่าก็จะรั้งตำแหน่งนิตยโพธิสัตว์ต่อไป ผู้ที่ทำได้แย่กว่าก็จะตกจากตำแหน่ง ในที่สุดต้องยอมลาพุทธภูมิแล้วบำเพ็ญพระมหาโพธิสัตว์บริวารของผู้อื่นต่อไป ในการบำเพ็ญบารมีแข่งกันเองนี้ ปกติ จะเป็นการแข่งขันกันเองในจิตสองดวงที่เกิดมาเป็นคนสองคน คนสองคนนั้นจะได้พบกันแล้วแข่งขัน ทำสิ่งเดียวกัน ในชาติหนึ่งๆ จะเป็นแบบนี้ ยกเว้นบางชาติที่พิเศษ ที่ได้พบจิตภาคแบ่งที่เป็นมนุษย์มาก กว่าหนึ่งคน เช่น ชาติปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงพระพุทธศาสนาจะหักกลาง แล้วพระโพธิสัตว์ทั้งหลายต่างแย่งกันมาช่วยค้ำ หวังจะได้บุญบารมีมากนั่นเอง อนึ่ง ในชาติอื่นๆ จิตภาคแบ่งของพระโพธิสัตว์ที่แบ่งภาคมาก ก็อาจเกิดเป็นคนได้มากกว่าสองคน แต่อาจไม่ได้พบเจอกันเพราะอาจอยู่คนละประเทศเขตแดนไป ยกเว้นบางชาติเท่านั้นที่จะพิเศษจริงๆ เช่น ในชาตินี้เป็น “ชาติตัดสิน” ว่าใครภาคแบ่งไหนจะได้เป็น “นิตยโพธิสัตว์” หนึ่งเดียวนั้น เพราะอะไรหรือ เพราะว่าใกล้ถึงเวลาตรัสรู้เข้ามาแล้วทุกทีนั่นเอง จึงต้องทำเช่นนี้

ทำอย่างไรจึงมีชัยเหนือภาคแบ่งของตนเอง

ผู้เขียนได้พบอาจารย์สอนธรรมผู้หนึ่ง แล้วสัมผัสทางจิตได้ว่ามาจากภาคแบ่งเดียวกัน ก็อ่านหนังสือท่านพบว่าพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้สอนท่านว่า “อย่าเดินตามเงาตัวเอง” อาจารย์ท่านนั้นตีปริศนาธรรมไปว่าเป็นความว่าง ว่าเงามันว่าง (เพราะอาจารย์สอนให้ทำจิตให้ว่าง) แต่ผู้เขียนกลับตีไปว่าภาคแบ่งมีมากมาย หากเดินตามเงาตัวเอง คือ เดินตามรอยภาคแบ่งตัวเอง ก็จะไม่ได้ “ความเป็นผู้นำสูงสุด” ย่อมต้องเป็นแต่ผู้ตามตลอดไป จึงบำเพ็ญบารมีของตนเองแล้วไปพบผู้ที่ทำหน้าที่เหมือนตัวเองเข้าโดยบังเอิญ และผู้นั้นก็เป็นภาคแบ่งที่มาจากจิตเดียวกันอีกด้วย ผู้เขียนก็ศึกษาสิ่งที่เขาทำเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่เปิดใจรับ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครเปิดใจรับสิ่งที่ผู้เขียนทำ จึงเงียบเสียกลายเป็นผู้ฟัง รับแต่อย่างเดียว แล้วพิจารณาดูจุดอ่อน, จุดด้อย, จุดผิดพลาด จึงเอามาปรับปรุงเป็นแบบของตนเอง แล้วก็มักได้สิ่งที่ดีกว่าขึ้นไป ในขณะที่ท่านเหล่านั้นก็ยังคงยึดถือแนวทางของตนดังเดิม ผู้เขียนไม่อาจสื่อสารสิ่งที่ดีกว่าให้เขาเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย เขาล้วนมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงทุกคน แต่เมื่อได้พบกับเขาเหล่านั้นแล้ว กลับมา เขาเหล่านั้นก็มักมีเหตุทำให้ต้องเกิดปัญหา ตกจากสภาพที่ตนเคยเป็นอยู่ โดยที่ผู้เขียนไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุอะไร (ผู้เขียนไม่ได้ทำเขานะ) ราวกับเป็นการสั่งสอนของธรรมชาติฉะนั้น    

การพ่ายแพ้แก่ภาคแบ่งของตนเอง คือ หายนะ

จิตภาคแบ่งเหมือนแก้วน้ำสองใบที่มีท่อติดต่อกัน ผลการขยับขึ้นของแก้วใบหนึ่ง ย่อมส่งผลต่อแก้วอีกใบหนึ่งแน่นอน เมื่อผู้บำเพ็ญบารมี บำเพ็ญบารมีได้สูงขึ้น เลื่อนสถานะทางธรรมได้แล้ว ท่านที่เคยรั้งสถานภาพทางธรรมแต่เดิมจะร่วงลงมาทันที เช่น ในทางธรรม นาย ก อาจได้รับสถานภาพเป็นอาจารย์สอนธรรมภาคฆราวาส แต่เมื่อมี นาย ข ที่เกิดจากจิตภาคแบ่งเดียวกัน บำเพ็ญบารมีแล้วได้ดีกว่า สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อ นาย ก ทันที ทำให้การทำงานของ นาย ก เกิดปัญหาและกลายเป็น “หายนะ” ได้ในที่สุด ทางที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น มีเพียงอย่างเดียว คือ “การยอมลงจากตำแหน่ง เพื่อไปหากิจอื่นแทน” เช่น การยอมลาพุทธภูมิ แล้วไปบำเพ็ญบารมีเป็น “มหาโพธิสัตว์ บริวารของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ” เช่นนี้ สถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลง ก็จะกลับกลายเป็นดีได้ ด้วยการช่วยเหลือของพระนิตยโพธิสัตว์องค์อื่นที่คอยอยู่ไม่ไกลและจะเข้าใจถึงสถานภาพที่เปลี่ยนแปลงไปของตนเองทันที คือ ตกเป็นรอง, ตกจากตำแหน่งผู้นำนั้นแล้วในที่สุด

นี่คือ การเกิดขึ้นของ “มหาโพธิสัตว์” คือ เกิดจากจิตภาคแบ่งของพระโพธิสัตว์ที่เคยมีความปรารถนาพุทธภูมิแล้วบำเพ็ญบารมีไม่ผ่าน จึงขอลาฯ เสีย นั่นเอง อนึ่ง พระมหาโพธิสัตว์เหล่านี้ แม้ลาพุทธภูมิแล้ว หากมีบารมีเก่ามากพอ ก็สามารถบำเพ็ญบารมีได้ถึงยูไลได้ จะได้เป็นพระพุทธเจ้าบนสวรรค์เช่นกัน ซึ่งสวรรค์ไม่มีการกำหนดยุคสมัย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น