“เบญจทูต ๕” ตัวแทนที่แสดงถึงการมีอยู่จริงของธรรมที่มองไม่เห็น

“เบญจทูต ๕” ตัวแทนที่แสดงถึงการมีอยู่จริงของธรรมที่มองไม่เห็น

“เบญจทูต ๕” ตัวแทนที่แสดงถึงการมีอยู่จริงของธรรมที่มองไม่เห็น

สัญลักษณ์ไม่ใช่ของจริง ตัวแทนไม่ใช่ตัวจริง แต่หากไม่มีสัญลักษณ์แทนของจริง ก็ยากลำบากที่จะสื่อสารกันได้ และหากไม่มีตัวแทนทำหน้าที่แทนตัวจริง ก็ยากที่จะทำกิจการบางอย่างที่พิเศษเหนือปกติธรรมดาให้สำเร็จลงได้ ฉันใดก็ฉันนั้น การดำรงชีวิตของมนุษย์ก็ยังต้องมี “สิ่งแทน” ตัวเอง หรือได้พบ “สิ่งแทน” ของสรรพสิ่ง ปรากฏแสดงตัวต่อมนุษย์แต่ละผู้แต่ละคนเสมอ ธรรมะในหัวข้อ “ทูต ๕” นี้ จะแสดงถึง “สื่อ” หรือ “สัญลักษณ์” อันเป็นตัวแทนสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติ ที่เกี่ยวข้องและสำคัญกับมนุษย์ อันได้แก่ “พุทธทูต” หรือ สื่อกระตุ้นจิตพุทธะ, “ธรรมทูต” หรือ สื่อสัญลักษณ์แสดงถึงธรรม, “กรรมทูต” หรือ ตัวแทนแห่งการชดใช้กรรม, “เทวทูต” หรือ ตัวแทนจากภพเทวโลก ที่จะนำพามนุษย์ไปสู่ทางที่ดีงาม และ “ยมทูต” หรือ ตัวแทนจากภพยมโลก ที่จะบ่งบอกเรื่องราวการมีอยู่จริงของยมโลก อันประกอบหนุนเนื่องให้บุคคลบรรลุธรรม

กรรมทูต โดยการชดใช้กรรมต่อทุกคนรอบตัวเราเพราะเขา คือ “กรรมทูต”

คือ สื่อสัญลักษณ์ถึงกรรม อันได้แก่ บุคคลและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องในการชดใช้กรรมของมนุษย์ทุกคน สิ่งเหล่านี้เป็นบุญทำกรรมแต่งให้มาประกอบอยู่ในชีวิตของเราดุจตัวละครประกอบในนิยายแต่ละเรื่อง เรื่องของเราก็จะมีบุญทำกรรมแต่งเฉพาะของเรา โดยอาศัยบุคคลต่างๆ เป็นตัวละครประกอบบุญทำกรรมแต่งให้เป็นเรื่องราวชีวิตของเรา พวกเขาเหล่านั้นล้วนไม่ดี ไม่เลว ไม่น่ารัก ไม่น่ารังเกียจ เป็นเพียง “กรรมทูต” หรือ ตัวแทนแห่งผลกรรม ที่เราต้องชดใช้บาปกรรมหรือเสวยผลบุญทั้งสิ้น จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือยึดติดอาลัยในบุคคลต่างๆ แม้ว่าเขาจะทำดีต่อเรามาก ก็เป็นเพราะผลกรรมดีร่วมกันในอดีต เพียงรับรู้ ปล่อยวาง ตั้งจิตอุเบกขา และกระทำดีตอบตามควรเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือแม้ว่าบุคคลจะทำร้ายเราสักเพียงใดก็ตาม ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องโกรธ ต้องอาฆาตแค้น หรือตอบโต้ใดๆ ไม่ เพียงแต่รับรู้ ปล่อยวาง ตั้งจิตอุเบกขา หลีกเลี่ยง ละการโต้ตอบ ละการกระทำตาม และอโหสิกรรมต่อกันเท่านั้น “กรรมทูต” นี้ ล้วนมีอยู่แวดล้อมรอบตัวเราตั้งแต่เกิด ได้แก่ พ่อ, แม่, พี่น้อง, ญาติมิตร, เพื่อน, ครูบาอาจารย์, ผู้ร่วมงาน, ลูกค้า, เจ้านาย, ผู้ร่วมหุ้น, พนักงานราชการ ฯลฯ คนเหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกับเรา ล้วนเคยก่อกรรมดีหรือเลวร่วมกับเรามาแล้วทั้งสิ้น เป็นกลุ่มคนที่เราจำต้องชดใช้กรรมให้หมดสิ้นไป ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ให้พิจารณาเขาเหล่านี้เป็น “สื่อแห่งกรรม” และกระทำต่อเขาเหล่านี้อย่างเหมาะสมต่อกรรมนั้น เช่น บุพการี จำต้องกตัญญูเลี้ยงดูตอบแทน, บุตรธิดา จำต้องเลี้ยงดูแลและให้การอบรม, พี่น้อง จำต้องให้การดูแลช่วยเหลือ, ญาติมิตร จำต้องให้การดูแลช่วยเหลือ, เพื่อนพ้อง จำต้องให้การช่วยเหลือและนำพาไปสู่ทางดีงาม, ครูบาอาจารย์ จำต้องกตัญญูรู้คุณและตอบแทน, ผู้ร่วมงาน จำต้องให้การช่วยเหลือและรับผิดชอบตามควร ฯลฯ บุคคลเหล่านี้ กรรมได้กำหนดบทบาท ตบแต่งให้พวกเขาต้องมาเจอกับเรา ดังนั้น ไม่ควรที่จะผิดพลาดซ้ำอีก ควรที่จะกระทำอย่างดีต่อเขาทั้งหมด เพื่อชดใช้กรรม และทำสิ่งดีงามให้เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การทำเลวของมารสวรรค์ ทำให้ต้องรับกรรมมาก แต่ก็มีบุญมากอยู่ หากสามารถกลับตัวกลับใจได้ จะได้รับโอกาสให้มาเกิดเป็นญาติของพระโพธิสัตว์ เพื่อช่วยเหลือพระโพธิสัตว์ ในยามที่พระโพธิสัตว์ปลดเปลื้องกรรมให้เบาบาง ทั้งคู่จึงได้พ้นกรรมของตน เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเมื่อบุคคลได้มีโอกาสเกิดมาเจอกันแล้ว จึงควรชดใช้กรรมต่างๆ ที่เคยได้กระทำต่อกันมาในอดีตให้หมดสิ้นไป และทำสิ่งดีงามต่อกันสืบเนื่องต่อไปในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถปรับตัวยู่ร่วมกันได้ เริ่มต้นใหม่อย่างดีงามในชาติปัจจุบัน เช่น สมมุติว่าอดีตเคยฆ่ากันแค้นกัน ปัจจุบันเกิดมาเป็นสามีภรรยาทะเลาะตบตีแทบฆ่ากันทุกวัน เมื่อมีสติสำนึกได้ และชดใช้กรรมต่อกัน อโหสิกรรมต่อกันสิ้นแล้ว ต่อมาจึงเริ่มต้นใหม่ สร้างสิ่งดีงามสืบต่อกันไป ย่อมสามารถปรับตัวอยู่กันใหม่ได้อย่างดีในปัจจุบัน แม้อดีตชาติเคยเป็นคู่แค้นอาฆาตฆ่ากันมา ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เมื่อปัจจุบันเวรกรรมได้ตัดสิ้นหมดแล้ว ย่อมมีชีวิตใหม่ร่วมกัน ในฐานะคู่สามีภรรยาที่ดีต่อกันได้ และควรทำเช่นนี้กับคนทุกคน   

ยมทูต ตัวแทนที่จะบอกว่านรกมีจริง เมื่อพบแล้วให้เลิกตามตัวแบบสังคมที่เลว

คือ สื่อสัญลักษณ์แฝงถึงความเลวทราม ที่จะต้องพบกับจุดจบคือความพินาศหายนะ เป็นแน่แท้ในวันใดวันหนึ่ง บุคคลที่ประพฤติตนเลวทราม อาจยังร่ำรวยอยู่เพราะได้เสวยผลบุญเก่าอยู่ยาวนาน แม้ระยะแรกๆ ยังไม่เห็นความวิบัติแก่ตน แต่เมื่อหลงเหลิงและไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม บุคคลนั้น ย่อมพบกับความพินาศหายนะในชีวิตในบั้นปลายเป็นแน่แท้ สิ่งเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์แทน “ยมโลก” แสดงให้เห็นถึง “กฎแห่งกรรมมีผลจริง” ที่เราสามารถสังเกตได้ทันทีบนโลกนี้ แม้ว่าจะต้องอดทนรออย่างยาวนานให้กรรมปรากฏก็ตาม สิ่งเหล่านี้ได้ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอทุกชาติทุกภพ ทุกยุค ทุกสมัย แต่มนุษย์มักไม่เชื่อ และมักเข้าข้างกิเลสความอยากของตัวเอง ถูกกรรมบังตา ไม่เห็น “ยมโลก” เพราะไม่สนใจพิจารณา “ยมทูต” ที่ปรากฏสำแดงฤทธิ์ให้เห็นเหล่านี้ ดังที่เราได้เห็นกันมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการล่มสลายของนครแอตแลนติส การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน การล่มสลายของผู้นำต่างๆ เช่น ฮิตเล่อร์, โจโฉ ฯลฯ สรรพสิ่งรอบตัว และบุคคลรอบตัวเราที่ทำสิ่งเลวทรามนั้น ไม่ใช่แบบอย่างของความดี ไม่ใช่แบบอย่างของความสำเร็จ แต่เป็น “ตัวแทนแห่งยมทูต” ที่สื่อสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความหายนะแห่งชีวิตในบั้นปลาย ด้วยเพราะความเลวทรามของตนเอง ไม่ใช่บุคคลที่สมควรจะได้รับการยกย่องหรือนำมาเป็นแบบอย่าง เราควรสังเกตบุคคลที่มีความโลภ, โกรธ, หลง มากมายเป็นนิตย์นี้ ว่าท้ายที่สุดแล้วจุดจบของพวกเขาเป็นอย่างไร เพื่อสอนใจตนเอง แต่อย่าได้ หลงเดินทางผิดตามพวกเขาเหล่านั้นไป เพียงเพราะความฟุ้งเฟ้อชั่วครั้งชั่วคราวของพวกเขา ดังนั้น ผลจากการกระทำเลวของพวกเขาจะเป็นตัวแทน “ยมบาล” เพื่อเตือนใจไม่ให้เราทำตาม ไม่ให้ประวัติศาสตร์ผิดพลาดซ้ำรอยเดิม ไม่ให้เดินซ้ำรอยกรรมเก่า เลิกจากการทำชั่ว

เทวทูต ตัวแทนที่จะบอกว่าสวรรค์มีจริง เมื่อพบแล้วให้ทำตามตัวแบบสังคมที่ดี

คือ สื่อสัญลักษณ์แห่งความดีงาม ที่จะได้พบกับความเจริญรุ่งเรืองในบั้นปลาย แม้ในระยะแรกจะต้องรับกรรมลำบาก บุคคลที่ประพฤติตนดีงามอย่างสม่ำเสมอ ล้วนมีบั้นปลายชีวิตที่สงบเรียบง่าย หลุดพ้นจากความวุ่นวายและการแก่งแย่งแข่งขัน ในขณะที่ผู้อื่นยังแก่งแย่งแข่งขันกัน ยังทะเลาะเบาะแว้งกัน ยังนำพาความเกลียดชังและหายนะมาสู่กันและกัน บุคคลที่ประพฤติตนดีงาม กลับไม่ได้รับผลกระทบร่วมกับเขาเหล่านั้นเลย ดุจดอกบัวผุดจากตม ยังเป็นดอกบัวที่สวยงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีมลทินจากโคลนตม บุคคลเหล่านี้ นอกจากตนเองจะประกอบกรรมดีแล้ว ยังชักชวนให้ผู้อื่นกระทำตามด้วย นั่นหมายถึง เราได้รับโอกาสจากสวรรค์แล้ว มีเทวทูตยื่นมือมารับเราไปแล้ว หากเราแสดงอาการรังเกียจ ขับไล่ หรือปฏิเสธโอกาสนั้นไป ก็ย่อมทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้พบกับคนดี สังคมที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี แม้นว่าพวกเขานั้นอาจไม่สามารถเป็นคนที่ดีสมบูรณ์แบบได้ แต่พวกเขาก็พยายามทำสิ่งที่ดี และพยายามชักชวนให้ผู้อื่นร่วมในผลกรรมดีนั้น พวกเขาจึงเป็น “เทวทูต” ที่คอยชักชวนเราไปสู่สวรรค์ บุคคลทั้งหลายจึงควรให้การยอมรับ, ต้อนรับ, ดูแล, สนับสนุน, ส่งเสริม, ช่วยเหลือ เหล่าเทวทูตเหล่านี้

ธรรมทูต ตัวแทนที่จะบอกว่านิพพานมีจริง เมื่อพบแล้วให้เร่งปฏิบัติให้ถึงพร้อม

คือ สื่อสัญลักษณ์แฝงถึงความเป็นธรรมะ หรือธรรมชาติ คือ สัจธรรมอันเที่ยงแท้ ที่มีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ไม่มีที่ใดที่ไม่ใช่ธรรม สรรพสิ่งล้วนเป็นธรรม แต่ประสาทรับสัมผัสของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น ทำให้รับรู้ได้เพียง “สัญลักษณ์แฝง” ภายนอกเท่านั้น หากจะเห็นถึงธรรมภายใน จำต้องใช้สติปัญญาอันแยบยล รู้แจ้งแทงตลอดทะลุทะลวงถึงแก่นแท้ภายในของสรรพสิ่งนั้นๆ จึงไม่อาจสรุปได้ด้วยการยึดถือที่เห็นจากเปลือกนอก ดังนั้น ผู้ฝึกจิต จำต้องไม่เอาแต่นั่งหลับตาไม่สนใจใคร จะเสพติดแต่รสฌานก็หาไม่ จำต้องเป็นผู้ศึกษาสรรพสิ่งรอบตัว ธรรมชาติรอบตัว และผู้คนรอบตัว ก็จะเข้าใจธรรมต่างๆ อันเป็น “ธรรมทูต” ที่แฝงกายอยู่ภายในนั้นเอง จึงจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ดังนั้น บุคคลจำต้องแสดงตนเป็นผู้เรียนรู้ตลอดเวลา และต้องยอมอ่อนน้อมต่อสรรพสิ่ง แม้แต่เศษไม้เพียงชิ้นเดียว นั่นก็คือ “ธรรมะ” ที่ควรแก่การให้ความเคารพอย่างเหมาะสมแก่การเป็นเศษไม้ เช่น การวางไว้ในที่ที่ควรแก่การผุกร่อนแล้วกลายเป็นปุ๋ยให้แก่พืช เป็นต้น ไม่ใช่ จะหยิบไปบูชากราบไหว้งมงายด้วยความไม่เข้าใจ เพราะยินดีในฤทธิ์ หรือ ถมทิ้งทำลายอย่างไร้ค่า เพราะเห็นเป็นเพียงขยะ น่ารังเกียจ จนไม่เหลือปุ๋ยตามธรรมชาติ นั่นนับว่าไม่คำรพ “ธรรม” ที่อยู่ในสรรพสิ่งตามธรรมชาติ อย่างที่ควรให้การเคารพ การเคารพธรรมอย่างนี้ ด้วยการปฏิบัติอย่างเหมาะสม จะทำให้บุคคลได้รับการปกปักษ์รักษาจากธรรมชาติ ที่เรียกว่า “ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม” นั่นเอง ทั้งนี้ “ธรรมทูต” สามารถเป็นได้ทั้งที่เป็นบุคคลและไม่ใช่บุคคล อาจเป็นเพียงเหตุการณ์ เป็นปรากฏการณ์ เป็นสิ่งของ หรือแม้แต่เป็นผู้เยาว์ เข้ามาแสดงตนเป็น “ธรรมทูต” โดยที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ เช่น การเข้ามาชักชวนเข้าสู่ทางธรรม, การเข้ามายั่วหรือปั่นป่วน เพื่อเรียกร้องความสนใจให้เราเข้าไปสู่ทางธรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “ธรรมทูต” ทั้งสิ้น

พุทธทูต ตัวแทนที่จะบอกว่าพระพุทธเจ้ามีจริง พบแล้วให้รีบบำเพ็ญเพียร

คือ สื่อสัญลักษณ์แฝงถึงความเป็นพุทธะของจิตเดิมแท้ของทุกคน เช่น ขอทานที่น่าสงสาร ก็เป็นพุทธทูต ที่ทำหน้าที่สื่อกระตุ้นให้ผู้พบเห็นเกิดความเมตตาสงสาร และจิตเดิมแท้อันเป็นพุทธะได้รับการกระตุ้น จนแสดงความเป็นพุทธะภายในออกมา, โจรร้าย ที่มีจิตใจโหดเหี้ยม ก็เป็นสัญลักษณ์กระตุ้นความเป็นพุทธะภายในของบุคคลที่ถูกทำร้าย หากเขาผู้นั้นที่ถูกทำร้าย ไม่มีจิตใจตอบโต้กลับ อดทนและเมตตาสงสารโจรร้ายที่ต้องเกิดมาเป็นโจรนั้น ก็จะบังเกิด “โพธิจิต” มีจิตอันเป็นพุทธะภายในแสดงออกมา จึงรู้ว่าตนเองนั้นมีความเป็นพุทธะภายใน มีกำลังจิตแห่งพุทธะที่จะสละตนเพื่อผู้อื่นได้ ดังนั้น บุคคลผู้บำเพ็ญเพียรเป็นพุทธะ จึงต้องยอมให้ตนเองเข้าสู่วงล้อมแห่ง “พุทธทูต” อันได้แก่ ขอทาน, โจรร้าย, ผู้มีจิตฉ้อฉล ฯลฯ โดยที่ตนไม่เป็นไปตามเขาเหล่านั้น แต่กลับเป็นสิ่งตรงข้ามกับที่พวกเขาเป็น ด้วยเพราะเมตตาสงสารในสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่นั้นเอง และสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งเหล่านั้นอันได้แก่ พระพุทธเจ้า, พระโพธิสัตว์, พระอรหันต์ ฯลฯ สิ่งดีงามเหล่านี้เป็น “พุทธทูต” จะเป็นเครื่องนำทางให้บุคคลเดินตรงทางสู่พุทธภูมิ ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดม ในชาติที่บำเพ็ญเพียรเป็นฤษีได้เห็นแม่เสือกินแม้กระทั่งลูกตัวเอง ท่านถึงกลับสลดใจ และกระโดดจากหน้าผามาให้แม่เสือกินแทน หรือการที่พระโพธิสัตว์ถวายชีวิตบูชาพระพุทธเจ้า เหล่านี้ คือ “พุทธทูต” ทั้งสิ้น

การประพฤติตนเมื่อได้พบกับ “เบญจทูตทั้ง ๕”

เมื่อบุคคลเกิดบนโลกนั้น สมองยังพัฒนาไม่เพียงพอที่จะได้ปัญญาบรรลุธรรมในทันที แต่บุคคลจำต้องดำเนินชีวิตชดใช้กรรมในอดีตชาติที่ทำมาก่อน ดังนั้น บุคคลจึงได้รับรู้และเรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่า “สมมุติ” ไม่ใช่ “วิมุติ” ศัพท์ต่างๆ ที่เราเรียกใช้กันก็ล้วนเป็นสมมุติทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ่งอันแท้จริงเลย โลกจึงเป็นละครฉากใหญ่ ที่สมมุติตัวละครต่างๆ ขึ้นมา มี “หัวโขน” ไว้ให้ใส่กันในแต่ละฉากแต่ละตอน เมื่อจบสิ้นฉากและตอนนั้น ก็พลันเปลี่ยนแปลงไป ไม่คงที่ ไม่นิจจัง ไม่เที่ยงแท้ เป็นเพียง “สมมุติ” เท่านั้น ดังนั้น สรรพสิ่งจึงเป็น “สมมุติ” ในครั้งแรกที่รับรู้ แต่เมื่อบรรลุธรรม เห็นแจ้งแทงตลอดถึงแก่นแท้แล้ว ย่อมรู้ว่า “ในสมมุตินั้นมีวิมุติ” มีธรรมะอันเที่ยงแท้แน่นอนอยู่ สภาวะที่สรรพสิ่งมีความเป็นสมมุติอยู่ก่อน แต่ก็เป็นเครื่องนำมา “วิมุติ” หรือธรรมแท้มาให้พิจารณานี้เอง เรียกว่าเป็น “สัญลักษณ์” หรือ “ทูต” หรือก็คือ ตัวแทนแห่งธรรม อันจะนำพาธรรมมาให้พิจารณา หรือนำพาสิ่งต่างๆ เข้ามาให้พิจารณานั่นเอง ดังนั้น บุคคลควรได้รับการเรียนรู้เบื้องต้น ถึงการเลือกไม่ทำตามตัวแบบที่เลวทรามในสังคม เพราะเป็นตัวแบบอันนำพาไปสู่ “ยมโลก” เรียกว่า “ยมทูต” หรือ ตัวแทนผู้สื่อเรื่องราวของนรก และเลือกทำตามตัวแบบที่ดีงามในสังคมรอบตัว อันจะนำพาไปสู่ “เทวโลก” เรียกว่า “เทวทูต” เมื่อได้ทำความดีและละเว้นความชั่ว ตามตัวแบบที่ควรอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว บุคคลพึงพัฒนาไปสู่การพิจารณา “กรรม” ของตนเอง การสังเกตกรรมที่ปรากฏขึ้นรอบๆ ตนเอง มองถึงสิ่งต่างๆ นั้น เป็น “กรรมทูต” หรือ “ตัวแทนแห่งกรรม” ที่เล่าเรื่องราวของผลกรรมของตนเองให้ทราบและให้ต้องชดใช้ จากนั้น เมื่อกรรมเบาบางลง จะได้พบ “ธรรมทูต” สื่อสัญลักษณ์ที่แฝงข้อคิดคติธรรม เพื่อปลดเปลื้องทุกข์ทั้งมวล หรืออาจได้เจอ “พุทธทูต” สื่อสัญลักษณ์อันนำไปสู่การบำเพ็ญเพียรเพื่อ “พุทธภูมิ” อันจะนำพาไปสู่การโปรดมวลมหาชน หากบุคคลสามารถอ่านสัญลักษณ์ที่ “ทูตทั้งห้า” นี้สื่อสารได้ จะไม่เดินหลงทาง

ทั้งนี้ ในชีวิตของคนเรานั้นต้องได้พบกับ “กรรมทูต” ก่อนเป็นเบื้องต้น ให้ต้องชดใช้กรรมต่อกันให้สิ้นไป เมื่อกรรมเริ่มเบาบางลง จะได้พบกับ “ยมทูต” และ “เทวทูต” ขึ้นพร้อมๆ กัน เพื่อชักชวนให้ก่อกรรมต่อไป ให้บุคคลนั้นๆ เลือกว่าจะเปลี่ยนใจไปทางที่ดี หรือไปทางที่เลว ทั้งสองแบบจะปรากฏขึ้นให้เลือกเสมอ เมื่อกรรมเก่าเบาบาง เพื่อสานต่อให้เราดำเนินสร้างกรรมใหม่ๆ ต่อไป จนกว่าจะหมดอายุขัย จากนั้น เมื่อได้เลือกทางตามยมทูตหรือเทวทูตแล้ว จะเข้าสู่ทางเทพหรือทางมารก็แล้วแต่ กรรมนั้นยังไม่หมดไป จะได้พบกับ “ธรรมทูต” ที่จะช่วยให้หลุดพ้นกรรมทั้งมวล หากได้หลุดพ้น และยังมีกิจไปต่อ ก็จะได้พบกับ “พุทธทูต” เพื่อบำเพ็ญเพียรเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ ซึ่งธรรมทูตและพุทธทูตนี้ อาจเกิดขึ้นสลับกัน หรือ อาจไม่เกิดขึ้นสำหรับคนบางคน เช่น ในกลุ่มพุทธภูมิที่ยังบารมีน้อย ก็อาจได้พบแต่ “พุทธทูต” ไม่พบ “ธรรมทูต” ในชาติที่บำเพ็ญเพียร ในขณะที่สาวกภูมิ จะได้พบกับธรรมทูต ไม่พบ “พุทธทูต” ในชาติที่จะได้บรรลุนิพพาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องหมายบอกทางเดินในชีวิตเราเป็นระยะๆ เพื่อช่วยเหลือเราให้เดินถูกทาง เพราะมนุษย์ไม่ใช่ปัจเจกบุคคลผู้เกิดมาตัวเดี่ยวไม่เกี่ยวกับใคร ไม่ใช่อัตตา

ในบรรดา “เบญจทูตทั้งห้า” นี้ เมื่อเราตายลง ย่อมจะได้พบกับร่างแท้ที่ไม่ใช่มนุษย์และสิ่งของของเทวทูตทั้งห้าบางท่าน ที่เหมาะสมกับตน เช่น ในคนที่ก่อกรรมเลว จะได้พบ “ยมทูต” มารับตัวไปลงนรก เพื่อสั่งสอนให้กลับตัวกลับใจและชดใช้กรรม หากหนีไปไม่ยอมไปสู่นรก จะต้องหลงทางวนเวียนอยู่ในจักรวาลสามภพ ไม่สามารถเกิดได้ ไม่มีชื่อในบัญชีรอคิวเกิด ก็ไม่สามารถมาเกิดได้ หรือต่อให้หนีมาเกิด ก็จะไม่ได้รับการดูแลจากเทวดาประจำตัวเด็กทารก ทำให้ต้องตายตั้งแต่ในท้องบ้าง, หรือถูกทำแท้งจนตายบ้าง ดังนั้น การที่ก่อกรรมเลวแล้วหนีกรรมจากนรกนั้น ก็ไม่อาจหนีกรรมจากจักรวาลได้ ควรยอมรับเข้าสู่ระบบการสั่งสอนกรรม และชดใช้กรรมในนรก กรรมก็จะเบาบาง ไม่ต้องมารับมากเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ สำหรับคนที่ทำความดี เทวทูตจากสวรรค์แต่ละชั้นต่างจะแย่งตัว หากบุคคลนั้นยังไม่ได้ตั้งจิตชัดเจน เทวทูตชั้นต่างๆ จะลงมารอพร้อมกันให้เลือกไปเกิดยังสวรรค์ชั้นต่างๆ หากเลือกไปชั้นสูงๆ ก็อยู่ได้นาน แต่ผลบุญก็รับได้น้อย แต่หากเลือกไปชั้นล่างๆ ก็จะเสวยบุญไม่นานเท่าชั้นบน แต่จะได้รับผลบุญมาก เช่น มีวิมานอยู่ มีบริวารให้การดูแลรับใช้ ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำความดีจะมีความชัดเจนในการเลือกไปจุติยังสวรรค์ชั้นต่างๆ ดังนั้น ระหว่างทำความดี จนมีบุญบารมีเพียงพอแล้ว ก็จะพบเทวทูตในรูปมนุษย์นำพาไปตั้งจิตยังสวรรค์ชั้นนั้นๆ ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ เบญจทูต อื่นๆ บ้างไม่มีตัวตนให้เห็น แต่บ้างมีตัวตน (ที่ไม่ใช่อัตตา แต่เป็นตัวตนแบบอนัตตา) ให้เห็นได้ เช่น พุทธทูต ก็คือ “พระโพธิสัตว์” ต่างๆ นั่นเอง เช่น พระอวโลกิเตศวร เป็นต้น

บทสรุปส่งท้าย

การดำเนินชีวิตของเรานั้น หลายท่านคิดว่า “ธรรมะอยู่ไกลตัว” บางท่านคิดว่า “ธรรมะอยู่ในวัด” บ้างคิดว่า “ธรรมะอยู่ในคัมภีร์” บ้างคิดว่า “ธรรมะอยู่ในพระอรหันต์” เช่นนี้ ทำให้หลายท่านเหล่านั้น ละเลยสิ่งใกล้ตัว คิดว่าตนเองไม่มีโอกาสจะได้สัมผัสธรรมะ แท้แล้วธรรมะอยู่รอบตัวเรา เต็มไปหมด เพียงแต่เราต้องรู้จักสังเกต “ทูต” หรือตัวแทนผู้แนะนำ หรือชี้ช่องให้เห็นสัจธรรมในรูปแบบต่างๆ กัน เช่นนี้ บุคคลย่อมมีสติระลึกรู้ตลอดเวลา ว่าตนอยู่ในธรรม มีธรรมอยู่รอบตัว และสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวเป็น “ธรรมะ” จึงจะสามารถมีโอกาสบรรลุเห็นแจ้งในธรรมได้ทุกเมื่อ ไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าเลยไปอย่างเลื่อนลอยไร้จุดมุ่งหมาย ทั้งยังไม่ต้องบวชห่มเหลืองเข้าไปศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนาซึ่งจะต้องละเว้นจากการครองเรือนอีกด้วย “ธรรมะ” ที่อธิบายนี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งกับฆราวาสหรือผู้ครองเรือนทั้งหลายจะได้นำไปพิจารณาในชีวิตประจำวันทุกเมื่ออย่าได้ขาด จะพบกับสิ่งดีงาม และห่างไกลจากความชั่วร้าย ปลดหนี้กรรมผ่อนโทษ จนดวงตาเห็นธรรมในที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น