“ฆราวาสไตรสิกขา ๓” คือ สูตรหลักในการปฏิบัติจิตเพื่อบรรลุธรรมของฆราวาส

“ฆราวาสไตรสิกขา ๓” คือ สูตรหลักในการปฏิบัติจิตเพื่อบรรลุธรรมของฆราวาส

“ฆราวาสไตรสิกขา ๓” คือ สูตรหลักในการปฏิบัติจิตเพื่อบรรลุธรรมของฆราวาส

หลักไตรสิกขาแต่เดิมอันได้แก่ ศีล, สมาธิ, ปัญญา เป็นหลักหัวใจสำคัญของภิกษุที่ปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรม เนื่องจากภิกษุเป็นผู้ไม่มีครัวเรือน ไม่มีภาระความรับผิดชอบ ไม่มีหน้าที่ ไม่ต้องทำงาน จึงเป็นข้อดีว่าสามารถทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตไปกับการศึกษาและปฏิบัติธรรมได้ แต่เนื่องจาก “ภิกษุ” ไม่ต้องทำงานนี้เอง จึงกลายเป็นข้อเสียอีกด้านหนึ่งว่าภิกษุไม่สามารถรู้ตนเอง ขาดบททดสอบจิตใจตนเอง ไม่ได้มีพลวัตรของการเรียนรู้ เก็บตัวหลีกเร้นอยู่เดียวดาย บางครั้งจึงไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ดังนั้น “ศีล” จึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง ที่ “ภิกษุ” จะใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติธรรม เนื่องจาก

๑.    เพื่อปกป้องตนเองจากกรรมและการถูกรบกวน

หากภิกษุไม่ผิดศีลแล้ว ภิกษุนั้นย่อมไม่เกิดปัญหา ไม่มีกรณีพิพาทเกิดขึ้น ความสงบในชีวิตก็เกิดขึ้นแก่ชีวิตของภิกษุนั้น นอกจากนี้ เมื่อสังคมโดยรอบเห็นภิกษุอยู่ในศีลอย่างเคร่งครัด ก็จะไม่ละเมิด ไม่ล่วงเกิน ไม่เข้ามารบกวนก่อความวุ่นวายให้แก่ภิกษุนั้นๆ ได้ เมื่อกรรมใหม่ไม่เกิดจากการเข้าสังคม กรรมก็ลดทอนเบาบางลงได้มากขึ้น

๒.    เพื่อเป็นเครื่องมือทดสอบและประคับประคองจิต

หากภิกษุมีความระมัดระวัง เพ่งจิตตนเองตลอดเวลาว่าจะไม่เป็นผู้ทุศีลแล้ว และไม่มีสาเหตุภายนอก หรือบุคคลภายนอกมารบกวนภิกษุ ย่อมก่อให้เกิดการพิจารณาจิตตนเองตลอดเวลา เกิด “จิตานุสติปัฏฐาน” อันเนื่องมาจากศีล จึงเป็น “ศีลานุสติปัฏฐาน” ด้วย เช่นนี้ ภิกษุผู้ไม่มีภาระหน้าที่เป็นโจทย์ฝึกตน ก็อาศัย “ศีล” เป็นเครื่องมือ

๓.    เพื่อยังความงดงามน่าเลื่อมใสให้พระพุทธศาสนา

ภิกษุยังเป็นสถาบันที่คนจำนวนมากเลื่อมใสและยังใส่บาตรให้อาหาร ให้ความเคารพ เพราะเหตุว่าภิกษุนั้น มี “ศีล” เป็นเครื่องสร้างความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อย ทำให้บุคคลภายนอกมองว่างดงามน่าเลื่อมใส และเป็นกำลังสนับสนุนให้ภิกษุนั้น ปฏิบัติจิต ปฏิบัติธรรม จนบรรลุธรรมได้ในที่สุด ภิกษุทั้งหลายจึงอยู่ได้ด้วยสังคมยอมรับ

๔.    เพื่อยังความสงบเรียบร้อยในการอยู่ร่มกันของภิกษุ

ภิกษุจำต้องอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน เพราะไม่มีญาติมิตร หรือคนในครัวเรือนคอยดูแล ดังนั้น การมี “ศีล” จึงเป็นเครื่องสร้างความสงบเรียบร้อย และทำให้ภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ และได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงกัน เช่น การถวายผ้าไตรจีวรแก่ภิกษุรูปอื่น ในกรณีที่ตนเองได้รับเพียงพอแล้ว ศีลจึงจำต้องเกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ “หลักไตรสิกขา” อันเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา จึงต้องมี “ศีล” เป็นเครื่องมือสำคัญอันดับแรก ตามมาด้วย “สมาธิ” และ “ปัญญา” นี่คือ “สูตรสำเร็จ” ของผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาได้ ดังนั้น การที่ภิกษุพึงระลึกถึง “ศีล” เพื่อฝึกจิตให้เกิด “สติ” จึงได้อบรมพละห้าไปด้วยในตัว ศีลของพระภิกษุจึงมีอยู่มากมายหลายข้อด้วยกัน ทำให้ต้องมีความระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ผิดศีล แต่สำหรับกรณีของ “ฆราวาส” นั้น เนื่องจากฆราวาสยังต้องมี “บทบาทและความจำเป็นในการประกอบอาชีพ” ทำให้ต้องพบปะกับผู้คนมากมาย หลากหลายสถานภาพ บางครั้ง การถือ “ศีล” จำนวนมาก กลายเป็นภาระ และสร้างความลำบากใจให้แก่การดำรงชีพแบบ “ฆราวาส” อนึ่ง พึงเข้าใจว่าในสมัยพุทธกาล หลังจากพระพุทธเจ้าเทศนาผู้ใดจนอยากบวชแล้ว ท่านจึงให้ห่มเหลืองบวชแล้วรับ “ศีล” ไปในภายหลัง สำหรับ “ฆราวาส” นั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงให้ศีลไว้เพียง ๕ ข้อเท่านั้นเอง ดังนั้น ศีล จึงเป็นเพียงองค์ประกอบที่เล็กยิ่งกว่า “กฎหมายบ้านเมือง” ที่ฆราวาสต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนั้นๆ ซึ่งมีมากมายยิ่งกว่าศีลของภิกษุอีกด้วย ทว่า กฎหมายหรือศีลจำนวนมากเท่าใดก็ไม่ทำให้ฆราวาสบรรลุธรรมได้ ดังนั้น “ไตรสิกขาของฆราวาส” จึงแตกต่างออกไป

ในศาสนา “อิสลาม” จะไม่มีนักบวช ผู้นำทางจิตวิญญาณที่เรียกกันว่าครูสอนศาสนานั้น ก็เป็นฆราวาสธรรมดา ดังนั้น “อิสลาม” จึงมีความเคร่งครัดในศีลมาก และต้องอยู่ใครครัวเรือนของอิสลามด้วยกันเท่านั้น ไม่สามารถอยู่ในครัวเรือนของศาสนาอื่นได้ ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงไม่สามารถเป็นศาสนาสากลได้ มีความจำกัดอยู่เฉพาะแต่คนในสายเลือดเท่านั้น ในขณะที่คริสต์จะใช้หลักการ “บำเพ็ญ” ด้วยการทำหน้าที่เป็น “เทวทูต” ออกไปประกาศเรื่องราวของพระเจ้า ทำให้ฆราวาสในแบบคริสต์มีจำนวนมาก และแพร่ขยายจน กลายเป็นศาสนาสากล คริสต์จึงใช้หลักการ “อธิษฐานจิต” เพื่อสื่อถึง “พระเจ้า” (ธรรมใหญ่) เป็นหลักการทำจิตให้สงบสุข ส่วนในอิสลามมีหลักการทำจิตให้สงบสุข (ฌาน) ด้วยการละหมาดถึงวันละ ๕ ครั้ง และกฎหมายทุกประเทศจำต้องยอมแก่การละหมาดของอิสลามนี้ ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการบำเพ็ญในรูปแบบของฆราวาส จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความ “สงบสุข” อย่างมาก จึงจะปฏิบัติจิตได้เทียบเท่ากับภิกษุ นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องอาศัย “สังคม” ที่เอื้อหรือเข้าใจในการปฏิบัติจิต และยังต้องมีพลวัตรการเข้าไปช่วยเหลือ (บำเพ็ญประโยชน์) แก่คนในสังคมอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ “หลักไตรสิกขาแบบฆราวาส” ที่เอื้อต่อการเป็นศาสนาสากล จึงต้องมีแนวทางในแบบของตนเอง ดังนี้

๑.    บำเพ็ญจาคะ (บารมี) พลวัตรเพื่อไม่ให้เกิดการ “ติดใน”

ชีวิตของฆราวาสไม่ได้หลบหลีกปลีกเร้นจากความวุ่นวายแบบชีวิตของภิกษุ จึงมีข้อเสียในเรื่องการควบคุมตัวแปรภายนอกที่มักเข้ามากระทบและรบกวนความสงบของชีวิต แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีข้อดี ช่วยให้เกิดการทดสอบจิตใจ และช่วยสะท้อนตัวตนภายในของฆราวาสออกมาได้เช่นกัน ดังนี้ ด้วยการเข้าสังคมและการทำงานร่วมกันในสังคมนั้นเอง จึงเป็นเครื่องช่วยในการฝึกจิตของฆราวาสได้เป็นอย่างดี การถือศีลเป็นสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับชีวิตฆราวาสที่มีอาชีพและสังคมที่แตกต่างกัน ศีลย่อมต้องแปลกแยกแตกต่างมากมาย จนถือไม่ไหว ดังนั้น การ “บำเพ็ญประโยชน์” จึงเป็นทางออกที่ดีกว่าศีล ใช้หลัก “จาคะ” ซึ่งมากจาก “ทานบารมี” ผสมกับ “เมตตาบารมี” ยังผลให้เป็นคนที่มีความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม การบำเพ็ญจาคะจึงเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยให้ฆราวาส สามารถปฏิบัติจิตจนบรรลุธรรมได้ ตลอดเวลาที่ทำงานของฆราวาสขอเพียงระลึกถึงการเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวมเป็น “จาคะสติ” ที่ดีอย่างหนึ่ง จะสามารถช่วยละกิเลสลงได้

๒.    ฌาน (สมาธิ) พลวัตรเพื่อไม่ให้เกิดการ “ไหลนอก”

ชีวิตของฆราวาส มีความวุ่นวายมากกว่าชีวิตของภิกษุมาก ดังนั้น จึงมีทุกข์สะสม มีความเครียด ความวิตกกังวลมากกว่า ทำให้ฆราวาสปฏิบัติจิตได้ยาก ดังนั้น ฆราวาสจำเป็นต้องสร้างสมดุลของชีวิตที่วุ่นวายนี้ ให้มีความ “สงบสุขเพิ่มขึ้น” มากกว่าปกติ เพื่อระบายความเร่าร้อนของการใช้ชีวิตที่มีแต่ความวุ่นวาย จึงจะสามารถมีสภาวะที่ใกล้เคียงกับภิกษุได้ ในกรณีของฆราวาสชาวพุทธก็สามารถทำได้ ด้วยการ “เข้าฌาน” ช่วงก่อนและหลังตื่นนอน และหลังอาหาร รวมทั้งสิ้น ๓ ครั้งต่อวัน (เช้า, กลางวัน, ค่ำ) เมื่อปฏิบัติได้ทุกวัน พร้อมทรงจิตให้สงบสุขได้ขณะทำงานอยู่เนืองๆ จะเกิดภาวะ “ฌานแบบเซน” คือ จิตสงบโดยไม่ต้องหลับตาได้เช่นกัน ฆราวาสนั้น จำต้องปฏิบัติทางจิตถึงระดับฌาน ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยการอาศัย “ปัญญาวิมุติ” ด้วยการอ่านหรือฟังเทศนาเพียงอย่างเดียว (ยากมาก) เพราะชีวิตที่อยู่ในสังคมที่มีความวุ่นวายมากเป็นเหตุนั่นเอง  

๓.    ญาณ (ปัญญา) กำลังจิตสู่การรู้แจ้งแทงตลอด

การบรรลุธรรม จำต้องใช้ “ปัญญา” ในการพิจารณาสรรพสิ่ง จนเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมชาติ จึงละคลายความหลงในโลก ในธรรมชาติ ลงได้ ดังนั้น ฆราวาสแม้มีการบำเพ็ญจาคะ เสียสละทุกสิ่งส่วนตนเพื่อส่วนรวมแล้ว กิเลสเบาบางแล้ว ทั้งยังมีจิตเป็นสุขสงบด้วยกำลังฌานแล้ว หากยังไม่มีปัญญาเห็นแจ้งในสรรพสิ่ง จิตก็ยังไม่คลายใจ ยังพะวักพะวงไม่วางใจลงได้ จะไม่สามารถบรรลุธรรม ดังนั้น การฝึก “ญาณหยั่งรู้” ในเรื่องต่างๆ จนเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” จึงเป็นกุญแจดอกสุดท้ายของการบำเพ็ญแบบฆราวาส ไม่แตกต่างจากไตรสิกขาของภิกษุเลย (ต่างเพียงตัวแรก คือ ศีลเป็นจาคะ)

บทสรุปและข้อสังเกต

สำหรับทศบารมีนั้น หากสามารถบำเพ็ญได้ถึง ๓๐ ทัศ ย่อมสามารถใช้เพื่อเครื่องชำแรกกิเลส และคลายความยึดมั่นถือมั่นใดๆ ในโลกได้ทั้งหมด การบำเพ็ญบารมีตัวใดตัวหนึ่งให้ถึง ๓๐ ทัศ คือ การถือหลักบารมีตัวนั้นแม้ตนเองจะต้องตายลงก็ยอมนั่นเอง เช่น การบำเพ็ญทานบารมี ย่อมสามารถทำทานได้แม้สละชีวิตของตน, การบำเพ็ญศีลบารมี ย่อมสามารถสละชีพได้เพียงเพื่อรักษาศีล, การบำเพ็ญเนกขัมบารมี ย่อมสามารถสละชีพของตนเองได้เพียงเพื่อรักษาพรหมจรรย์ (พระอรหันต์ชินปัญจระ เคยยอมถอดกายทิพย์ตายลงเพื่อรักษาพรหมจรรย์เมื่อครั้งถูกหญิงสาวกอด) ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องบ่งบอกถึงกำลังจิตของผู้บำเพ็ญเพียรว่าได้บำเพ็ญถึงที่สุดแห่งบารมีข้อนั้นๆ แล้วนั่นเอง

เหตุที่กล่าวว่าเพียงบารมีตัวใดตัวหนึ่งในทศบารมีมีกำลังเต็ม ๓๐ ทัศก็สามารถใช้เป็นกำลังในการชำแรกกิเลสให้หมดสิ้นได้นั้น เป็นเพราะการบำเพ็ญด้วยการยอมแลกได้แม้นชีวิตนั้น เป็นการตัดสินใจที่ได้พิจารณาแล้วก่อนยอมสละชีวิตของตนว่า ตนไม่มีอาลัยอาวรณ์หรืออยากได้สิ่งใดๆ ในโลกอีก ดังนี้ กำลังจิตจึงมีความมั่นคงเหนือกว่าอุปทานใดๆ ในโลก จึงเป็นเหตุให้ง่ายต่อการคายซึ่งอาสวะกิเลสทั้งมวล และด้วยกำลังเพียงเท่านี้ ก็สามารถจะตรัสรู้ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว แต่ด้วยกำลังในการสร้างพระพุทธศาสนายังไม่เพียงพอ จึงยังต้องบำเพ็ญบารมีตัวอื่นๆ ให้ครบทั้ง ๑๐ ประการด้วย จึงจะสามารถบรรลุธรรมขั้นยูไล และสามารถขับเคลื่อนธรรมจักร สร้างพระศาสนาได้ ในกรณีของ “สาวกภูมิ” สามารถลัดเข้าทางหลุดพ้นได้ง่ายๆ ด้วยการบวชเป็นภิกษุแล้วปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญบารมีตัวใดเลย แต่สำหรับการปฏิบัติธรรมแบบฆราวาสไม่บวชเป็นภิกษุแล้ว จำต้องบำเพ็ญบารมีเฉกเช่นพระโพธิสัตว์ โดยเลือกเอาบารมีตัวใดตัวหนึ่งเป็นกำลังสำคัญในการฝึกจิตจนเหนือกิเลสทั้งปวง ซึ่งปกติแล้วบารมีทั้ง ๑๐ นั้น ไม่ง่ายต่อสาวกภูมิที่ไม่บวชเป็นภิกษุจะบำเพ็ญได้ ดังนี้ จึงได้ขมวดรวมทานบารมีและเมตตาบารมีไว้ด้วยกันเป็น “จาคะบารมี” หรือกำลังบารมีแห่งความเสียสละส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งจะดีทั้งในด้านการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของฆราวาส และการปฏิบัติทางจิตเพื่อละคลายการยึดมั่นถือมั่นของฆราวาส

สำหรับ “ภิกษุ” นั้น แม้ไม่เรียกได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญบารมีโดยตรง แต่ก็มีการใช้หลักการบำเพ็ญบารมีหลักๆ ๒ ประการ เพื่อเป็นทางในการประหารกิเลส คือ ศีลบารมีและเนกขัมบารมี ซึ่งก็คือการถือศีลบวชเป็นพระภิกษุผู้หลีกจากครัวเรือนนั่นเอง ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งที่จะยังผลให้ภิกษุบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม ภิกษุจึงควรเคร่งครัดในศีลและพรหมจรรย์ เป็นไตรสิกขาประการแรก ที่เรียกว่า “ศีล” อันจะยังผลให้ภิกษุนั้นบรรลุธรรมพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง แม้จะไม่มีการบำเพ็ญทศบารมีอื่นๆ ในชาติก่อนๆ มาเลยก็ตาม สำหรับฆราวาสนั้น หากได้อาศัยจาคะบารมีที่มีกำลังกล้าแข็งแล้ว จะก่อให้เกิดพรหมวิหารตามมา และยังผลให้ยื้อชีวิตอยู่ต่อได้เมื่อบรรลุธรรม (ฆราวาสหากบรรลุธรรมแล้วไม่ห่มเหลืองจะละสังขารดับขันธปรินิพพานภายใน ๗ วัน แต่จะอยู่ต่อได้เมื่อพรหมวิหารสี่หรืออิทธิบาทสี่มีกำลังกล้าแข็ง) การบรรลุธรรมนั้น จำต้องอาศัยกำลังแห่งทศบารมีบางตัวที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเป็นประการสำคัญอย่างแรก หากครองตนเป็นฆราวาสจำต้องอาศัยทานบารมีและเมตตาบารมี ที่ผสมกันเป็น “จาคะบารมี” ส่วนผู้ครองตนเป็นภิกษุได้ออกจากหมู่ของฆราวาสโดยสมบูรณ์แล้ว จำต้องอาศัยศีลบารมีและเนกขัมบารมี ที่เรียกรวมกันว่า “ศีล” ของพระภิกษุ เป็นเครื่องมือสำคัญประการแรก ที่ยังผลให้บรรลุธรรมได้ ไตรสิกขาทั้งแบบภิกษุและฆราวาสแม้ได้รับการปรับให้เหมาะสมกับคนต่างประเภทกัน ก็ยังมีความสอดคล้องกัน และมีที่มาจากทศบารมีเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีการเลือกหยิบใช้ที่แตกต่างกัน และยังต้องใช้ “ปัญญา” ซึ่งเป็นบารมีตัวสุดท้ายในการเอาชนะกิเลสเช่นเดียวกัน การบรรลุธรรมของสาวกภูมิจึงอาศัยบารมีเพียงสามตัวก็สามารถหลุดพ้นได้แก่ ปัญญา, ทาน, เมตตา, ศีล, หรือเนกขัมมะ

จากการทดลองทรงศีลในเพศฆราวาสแล้วมีปัยหาในการดำรงชีพมาก และศีลก็มีเพียง 5 ข้อ จึงได้ปรับเคล็ดลับการปฏิบัติธรรม ในส่วนของศีล เป็นการบำเพ็ญบารมี ซึ่งพระโพธิสัตว์ทั่วไปกระทำกันในเพศฆราวาส

แต่บุคคลทั่วไปหากไม่ปรารถนาโพธิญาณ
ยังสามารถอาศัยทานและเมตตาบารมีรวมกัน
เป็นจาคะบารมี ตัวนี้เอามาถือแทนศีลจะเหมาะสมกว่า
(ทำทาน เพราะได้เงินจากการทำงาน ง่ายกว่าถือศีลแล้วทำอาชีพไมได้)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น