การบรรลุแบบฉับพลันและโพธิสัตว์ธรรมนั้นเป็นไฉน?
การบรรลุแบบฉับพลันและโพธิสัตว์ธรรมนั้นเป็นไฉน?
สำหรับท่านที่ศึกษาตามแนวเถรวาทมักไม้คุ้นเคยกับศัพท์คำว่า “บรรลุฉับพลัน” และ “โพธิสัตว์ธรรม” นัก เนื่องจากการปฏิบัติแนวเถรวาทมุ่งเน้นการบรรลุ “อรหันต์ธรรม” ในระหว่างที่มีการไถ่ถอนสังโยชน์ทั้งสิบตัว บางท่านจำต้องเข้าฌานอนุโลม ปฏิโลม อยู่หลายรอบ เพื่อดำดิ่งลงไถ่ถอนสังโยชน์ทีละตัว ให้หมดทั้งสิบตัว ดังนั้น การบรรลุแบบฉับพลันจึงไม่ค่อยพบในอรหันต์ธรรมมากนัก เป็นวิธีการของพระโพธิสัตว์โดยเฉพาะ จึงเรียกธรรมที่ท่านบรรลุว่า “โพธิสัตว์ธรรม” อันแตกต่างจากอรหันต์ธรรม ไม่ได้มุ่งเน้นการตัดชาติภพให้สิ้นหมดในชาติเดียว มุ่งเน้นความเข้าถึงธรรมอย่างรวดเร็ว จากนั้น จะทำการไถ่ถอนสังโยชน์ตัวอื่นๆ ที่เหลือให้หมดเพื่อดับชาติภพก็ได้ หรือบำเพ็ญเพียรโปรดสัตว์ก็ได้ ย่อมสอนคนได้ถูกต้องตรงทาง ไม่หลงอีกต่อไป ซึ่งจะอธิบายต่อไปนี้
การบรรลุแบบฉับพลันเป็นอย่างไร?
การบรรลุแบบฉับพลัน เกิดขึ้นขณะผู้มีโพธิจิต กำลังใช้ปัญญาบารมีเพื่อเข้าถึงธรรม แล้วเข้าสู่ภาวการณ์ไถ่ถอนสังโยชน์ตัวใดตัวหนึ่งออกได้ (หรืออาจจะหลายตัวก็ดี แต่จะไถ่ถอนไม่ครบสิบ) เมื่อสังโยชน์ถูกไถ่ถอนออก ฉับพลันนั้น ธรรมแท้ที่บริสุทธิ์ก็ปรากฏขึ้นจึงเข้าถึงธรรมด้วยปัญญาบารมี หาใช่เข้าถึงธรรมด้วยการกำจัดไถ่ถอนสังโยชน์ทั้งสิบออกจนหมดแบบเถรวาทไม่ ดังนั้น จึงสามารถสอนคนถึงธรรมแท้ได้ และยังบอกวิธีไถ่ถอนสังโยชน์ให้แก่เขาได้อีก แต่ในจิตของตนเองกลับยังมีสังโยชน์บางตัวเหลืออยู่ และยังสามารถเกิดใหม่ได้อีก หากยังเหลือความปรารถนาที่จะช่วยมวลมนุษย์ด้วยการเกิดต่อไป ดังนั้น หากนับกันตามภูมิจิตแล้ว จะถือว่าเป็นเพียง “พระอนาคามี” เพราะยังไถ่ถอนสังโยชน์ไม่หมดทั้งสิบตัว แต่หากนับกันตามภูมิธรรมแล้ว จะถือว่า “อรหันต์” ซึ่งบุคคลที่บรรลุแบบนี้ หากกำหนดจิตเพื่อดับขันธปรินิพพานก็สามารถทำได้ เพราะใช้วิธีการเดียวกับตอนที่ไถ่ถอนสังโยชน์แล้วพบธรรมนั่นเอง พระพุทธเจ้าสมณโคดม ทรงเป็นต้นแบบของการถ่ายทอดวิธีการบรรลุแบบฉับพลันนี้ เนื่องจากทรงพิจารณาแล้วเล็งเห็นว่า มวลมนุษย์มีอายุสั้นเพียง ๑๐๐ ปี (เมื่อเทียบกับยุคพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มนุษย์มีอายุเป็น ๘ หมื่น ถึง ๑ แสนปี จึงเหลือเวลาช่วยมนุษย์น้อยกว่าพันเท่า) ดังนั้น พระพุทธเจ้าสมณโคดม จึงคิดหาวิธีรวบลัดรวดเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้มีกำลังปัญญาบารมี ช่วยพระองค์ในการโปรดสัตว์ โดยที่เขาเหล่านั้น ไม่ต้องนิพพาน ยังสามารถสะสมบารมีต่อไปได้อีก และวิธีนี้ ก็คือ “การบรรลุแบบฉับพลัน” ที่เรามักเข้าใจว่าเป็นแนวเซน
ประวัติการสืบทอดวิธีการบรรลุแบบฉับพลัน
นับจากพระพุทธองค์ทรงค้นพบวิธีการบรรลุแบบฉับพลันเพื่อถ่ายทอดให้แก่ผู้มีปัญญามาก ซึ่งก็ได้แก่ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่ได้จุติลงไปเตรียมรับคำทำนายพร้อมๆ กันอยู่มากมายนั้น พระมหากัสสป ผู้เป็นพระสังฆราชองค์แรก นับว่าเป็นผู้ที่ได้รับการรับรองว่าผ่านความสามารถในการถ่ายทอดวิธีการบรรลุแบบฉับพลัน ตามด้วยพระอานนท์ ผู้เป็นสังฆราชองค์ที่สอง แล้วได้ถ่ายทอดติดต่อมาเป็นระยะ จนเข้าสู่ยุคของท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ ศาสนาพุทธจึงไม่อาจรวมตัวกันได้ทั้งหมด หลักการถ่ายทอดธรรมให้บรรลุแบบฉับพลันจึงถูกนับเป็นเพียงนิกายที่เรียกว่า “เซน” จากนั้น ก็ได้ถ่ายทอดสู่ทายาทธรรมสายพระสงฆ์มหายานมาได้ถึง ๖ องค์ จบลงที่ท่านเว่ยหลาง ก่อนที่จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในสายฆราวาส คือ สายอนุตรธรรม ที่มุ่งเน้นการบำเพ็ญแบบฆราวาส ในปัจจุบันหลักการเข้าถึงธรรมแบบฉับพลันที่แท้จริงอยู่ที่ใด ผู้ใดคือทายาทธรรมของเซนโดยแท้ ผู้ใดกันที่มีความสามารถช่วยให้ผู้อื่นบรรลุแบบฉับพลันได้ ขณะนี้คิดว่ายังไม่ปรากฏตัว อันที่จริงแล้ว การบรรลุแบบฉับพลันถูกมองว่าเป็นนิกายเซน เพื่อให้เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่ง เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในพุทธศาสนา แต่ในอนาคต การบรรลุแบบฉับพลันจะไม่ใช่เพียงนิกายเซนอีกต่อไป เนื่องจากจะขยายวงเป็นพุทธจักร เพราะเหมาะสมกับยุคสมัย
เหตุใดจึงควรเลือกการบรรลุแบบฉับพลันในการเข้าถึงธรรม
ในยุคที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์อยู่ มนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ย ๑๐๐ ปี เมื่อกาลเวลาผ่านไปทุก ๑๐๐ ปี มนุษย์ก็จะมีอายุขัยเฉลี่ยลดลงอีก ๑ ปี ดังนั้น ในปัจจุบันปี ๒๕๕๑ มนุษย์จึงมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ ๗๕ ปีเท่านั้น ในอนาคตมนุษย์จะมีอายุสั้นลงอีกตามลำดับ จนกระทั่งมนุษย์อายุ ๕ ขวบแต่งงานกันมีลูกได้ ก็จะถึงวาระการล้างโลก มนุษย์จะเข็ญฆ่ากันเอง กินเนื้อกันเองจนตายเสียเกือบหมด เรียกว่า “กลียุค” ในยุคนั้น ผู้ที่จะบรรลุธรรมส่วนใหญ่จะเป็นเทวดา ส่วนมนุษย์แทบจะไม่บรรลุธรรม หากผู้ใดสามารถขวนขวายหาพระธรรมที่เหลือเพียงน้อยนิดได้ แล้วพึงปฏิบัติด้วยวิริยะศรัทธา ก็อาจได้หลุดพ้น (เท่าที่ได้รับการบันทึก มนุษย์อายุ ๗ ขวบขึ้นไปจึงจะบรรลุธรรมได้) แล้วพระศาสนาก็สิ้นลงพร้อมกับมวลมนุษย์ในยุคนั้นในที่สุด เมื่อพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว มนุษย์ในยุคเสื่อมนี้ อายุได้หดสั้นลงเรื่อยๆ นี้ จึงควรแก่การเลือกวิธีการบรรลุแบบฉับพลัน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ผู้ทรงลำบากพระวรกายบำเพ็ญทุกขกริยานานถึง ๖ ปี เพื่อให้ได้วิธีบรรลุแบบฉับพลันและง่ายดาย เพื่อสั่งสอนมวลมนุษย์
ปฏิบัติธรรมอย่างไร จึงจะบรรลุได้แบบฉับพลัน?
การอบรมอินทรีย์ห้า อันได้แก่ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา จนเจริญพร้อมสมบูรณ์แล้ว ก็จะถึงเวลาที่ควรแก่การบรรลุแบบฉับพลัน ซึ่งหากมีบุญหนุนนำ อาจจะได้พบกับทายาทผู้สืบทอดวิธีการถ่ายทอดธรรมแบบนี้ ซึ่งเป็นเพศฆราวาส นับจากนี้ไปจนถึงกลียุค จะมีแต่ฆราวาสเท่านั้นที่ได้รับการถ่ายทอดแบบนี้ เมื่อได้บรรลุแบบฉับพลันแล้ว หากปรารถนาความหมดสิ้นชาติภพก็จะบวชพระต่อไป และจะทำการไถ่ถอนสังโยชน์ที่เหลือจนหมด บรรลุอรหันต์ธรรมในเพศบรรพชิต หมดสิ้นชาติภพ ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ อีก นอกจากนี้ผู้ที่จะบรรลุแบบฉับพลันได้ จะต้องบำเพ็ญ “ปัญญาบารมี” ด้วย เร่งการศึกษาพระธรรมให้มากในชาตินี้ เพื่อใช้กำลังแห่งปัญญาบารมีเข้าถึงธรรมเป็นสำคัญ
ช่วงที่เหมาะสมแก่การบรรลุแบบฉับพลันควรเป็นช่วงใด?
๑) อินทรีย์ห้าพร้อมสมบูรณ์จึงจะบรรลุแบบฉับพลันได้ ซึ่งผู้ที่จะทราบได้ว่าอินทรีย์ห้าพร้อมหรือยังจะต้องมีพุทธจักขุ มีดวงตาแห่งพุทธะ ซึ่งมีเฉพาะแต่ในพระโพธิสัตว์เท่านั้น ในพระอรหันต์มีไม่ครบสามารถตรวจดูได้บางส่วนแต่ไม่ครบด้าน
๒) บำเพ็ญเพียรจนมีบารมีพอตัว เมื่อบรรลุแบบฉับพลันแล้ว จะสามารถทำกิจทางธรรมได้ ด้วยบุญบารมีของตน จะช่วยให้ตนสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องมีอาชีพทางโลก เช่น ตั้งศาล, ตั้งมูลนิธิ ฯลฯ อยู่ในเพศฆราวาสเพื่อบำเพ็ญต่อไป
๓) ไถ่ถอนกรรมจนเบาบางแล้ว เมื่อบรรลุแบบฉับพลันก็จะปลอดโปร่งจากเจ้ากรรมนายเวร จึงสามารถอยู่ได้อย่างสงบ อิสระ จะเลือกเป็นฆราวาสหรือบรรพชิตก็ได้ แต่หากยังไถ่ถอนกรรมไม่เบาบางได้ จะมีปัญหาทางโลกมารบเร้าจนอยู่ได้ยาก
ทั้ง ๓ ประการนี้ ทายาทธรรมผู้สามารถช่วยให้บรรลุแบบฉับพลันได้จะทำการตรวจสอบก่อนให้แน่ชัด แล้วจึงทำการช่วยเหลือให้บรรลุแบบฉับพลัน เพราะหากบรรลุเร็วเกินไป ไม่มีบารมีติดตัว ก็จะมีกำลังในการบำเพ็ญน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่บรรลุ (หากบรรลุแล้วจะนิ่งกว่า จะทำการณ์ใดๆ น้อยลงกว่า) ดังนั้น จึงมักปล่อยให้กิเลสเป็นเครื่องขับดันในการบำเพ็ญเพียรด้วย ในช่วงนี้ ผู้บำเพ็ญจึงบำเพ็ญอย่างหนัก จนกระทั่งถึงเวลาที่ควรแก่การบรรลุคือบำเพ็ญบารมีได้พอควร จึงค่อยได้รับการช่วยเหลือ ทั้งนี้ผู้ขอรับการช่วยเหลือ ต้องมีอินทรีย์ห้าที่พร้อมด้วย กล่าวคือ มีศรัทธาต่อผู้สอน, มีวิริยะในการบำเพ็ญปฏิบัติ, มีสติว่องไวเท่าทันธรรมที่ปรากฏเพียงเสี้ยววินาที, มีสมาธิแน่วแน่รองรับสภาวธรรมได้, มีปัญญาเห็นถึงท้ายที่สุด และทั่วทั้งหมดของสรรพสิ่งในพริบตาเดียว เป็นสำคัญ