“ครูพักลักจำ” ครูทางจิตวิญญาณแต่โบราณกาลของชาวไทยเป็นไฉน?
“ครูพักลักจำ” ครูทางจิตวิญญาณแต่โบราณกาลของชาวไทย
“ยิ่งเรียนยิ่งโง่”
วลีนี้คงผ่านหูท่านทั้งหลายมาบ้าง เมื่อบุคคลต้องตกอยู่ในภาวะที่ตกต่ำย่ำแย่ลง ทั้งๆ ที่การเรียนสูงขึ้นโดยลำดับ หลายท่าน เรียน “ดอกเตอร์” เพื่อเป็นลูกน้องคนที่ไม่จบแม้ประถมศึกษา เหตุใด ท่านที่ไม่ได้ร่ำเรียนจึงประสบความสำเร็จ และเป็นหัวหน้าคนได้ ในขณะที่ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมามาก กลับต้องเป็นลูกน้องผู้อื่น เช่นนี้ ?
บทความฉบับนี้จะไขความลับความสำเร็จของบุคคลทั้งหลายและปัญหาที่ว่าเหตุใด บางท่านยิ่งเรียนมากกลับยิ่งตกต่ำลง และกุญแจแห่งคำตอบนี้ก็คือ “ครูทางจิตวิญญาณ”
ครูทางจิตวิญญาณคืออะไร?
ครูทางจิตวิญญาณ คือ จิตวิญญาณที่สื่อทางจิตกับบุคคลเพื่อถ่ายทอด สั่งสอน และแนะนำความรู้ด้านต่างๆ ให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย มีสภาวะคล้ายกับเทวดาประจำตัวมนุษย์ แต่จะไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลประจำตัวแต่ละบุคคล แต่จะมีอิสระในการเลือกบุคคลที่ควรช่วยเหลือ ด้วยการพิจารณาจิตของบุคคลผู้นั้น ว่ามีศรัทธาในศาสตร์วิชชาที่เรียนหรือไม่ ต้องการนำวิชานั้นไปเพื่ออะไร เป็นผู้ขาดแคลนและสมควรที่จะช่วยเหลือหรือไม่
ในอดีตชาติ ครูทางจิตวิญญาณก็คือผู้บุกเบิกหรือคิดค้นทฤษฎีต่างๆ แล้วถ่ายทอดสั่งสอนแก่มนุษย์บนโลก อาทิเช่น ไอน์สไตน์, กาลิเลโอ, ซิกมันด์ ฟอยด์ ฯลฯ นับตั้งแต่ครูที่เริ่มสอนมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ ให้รู้จักการสร้างที่อยู่, ทำการเกษตร, เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ครูเหล่านี้ยังคงช่วยเหลือในการถ่ายทอดความรู้แก่มนุษย์เรื่อยมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อท่านละสังขารจากโลกไป ก็จะสถิตอยู่บนสวรรค์และคอยช่วยเหลือมนุษย์ที่สนใจในการเรียนรู้ในศาสตร์วิชชาของตน แต่อาจขาดโอกาสทางการศึกษาก็ดี ขาดปัจจัยก็ดี แต่ด้วยความศรัทธาในวิชชาความรู้นั้นๆ, ความวิริยะพากเพียร ฯลฯ ครูทางจิตวิญญาณได้พิจารณาเห็นดังนั้น จึงได้ช่วยเหลือทางจิตวิญญาณ ทำให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างลัดเร็ว และหลายท่านที่เรียนรู้โดยขาดแคลนปัจจัย กลับก้าวหน้ากว่าท่านที่มีปัจจัยมากเสียอีก คนไทยโบราณท่านจะเรียกครูทางจิตวิญญาณในลักษณะนี้ว่า “ครูพักลักจำ” ซึ่งอาศัยอาการที่ผู้เรียน พยายามศึกษาเอาเองขณะครูพัก ก็ลักจดจำเอานั่นเอง ในขณะที่ครูที่มีชีวิตละเลยไม่สนใจสอนนั้น ครูทางจิตวิญญาณจะคอยช่วยเหลือผู้เรียนที่มีความฝักใฝ่ในวิชชานั้นๆ ด้วยการดลจิตดลใจทางจิต ให้มีความรู้ความเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
ในวิชชาธรรมกาย จะกล่าวถึงคำว่า “ต้นธาตุต้นธรรม” ซึ่งก็หมายรวมถึงครูทางจิตวิญญาณเหล่านี้ด้วย เป็นต้นแห่งศาสตร์วิชชาการทั้งหลายในโลก ซึ่งก็มีอยู่มากมายเหลือคณานับ จึงเป็นบรมครูในวิชชาต่างๆ เหนือกว่าครูบาอาจารย์ที่มีชีวิตอยู่มากมายนัก คนไทยโบราณที่เข้าใจเรื่องนี้ดี ย่อมจะไม่มองว่าครูพักลักจำเป็นแค่คำสุภาษิต แต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่จริง โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นบรมครูผู้เป็นที่สุดแห่งสรรพวิชชา ผู้ทรงสอนให้มนุษย์ไปสู่ความเป็นที่สุด สิ้นสุดได้ ในโลกเรานี้ มีผู้ที่ได้รับการสั่งสอนจากครูทางจิตวิญญาณมากมายนับไม่ถ้วน ที่เรารู้จักกันดี ได้แก่ พระเยซู ผู้มีครูทางจิตวิญญาณ คือ พระเจ้า, พระนบีมูฮัมหมัด ผู้มีครูทางจิตวิญญาณคือ พระอัลเลาะห์ ซึ่งท่านเหล่านี้ล้วนมีอยู่จริง แต่ในสถานะ หรือสภาวะที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยการนึกคิด หรือจินตนาการเอาเอง และท่านทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน และทำเพื่อความสันติสุขที่แท้จริงของมวลมนุษย์ เพื่อความโอบอ้อมอารีช่วยเหลือ ไม่แบ่งแยกเป็นพรรคพวกใครพวกมัน เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่งโดยไม่มีผู้ใดถือครองเป็นเจ้าของ ทุกท่านล้วนช่วยเหลือกันดูแลโลกใบนี้และมวลมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน
เหตุใดยิ่งเรียนกลับยิ่งโง่?
เพราะขาดความเคารพในศาสตร์วิชชานั้นๆ อย่างจริงใจ เช่น เรียนวิศวะเพื่อเอาใบปริญญาใบประกอบในการสมัครเป็นดาราภาพยนตร์, ขาดความเคารพในครูต้นธาตุต้นธรรม ต้นวิชชา ผู้คิดค้นวิชชา ลบหลู่คุณครู คิดว่าตนเก่งกาจด้วยตน ไม่คำนึงถึงความยากลำบากในการคิดค้นศาสตร์วิชชาของครูบาอาจารย์, ขาดความเคารพนับถือ ในครูบาอาจารย์ที่ได้ตายจากโลกไปแล้ว แม้ไหว้บูชาครูยิ่งใหญ่ แต่ใจกลับไม่ได้ยอมรับนับถือคุณค่าวิชชาของครูบาอาจารย์ มูลเหตุเหล่านี้ นำบุคคลไปสู่ความเสื่อมในศาสตร์วิชชา
บุคคลที่ดูถูก ละเลย คุณค่าของศาสตร์วิชชาต่างๆ ได้วิชชาความรู้ไปแล้ว ได้ใบปริญญาไปแล้ว แต่กลับใช้เป็นเพียงเครื่องประดับตัว เช่น จบแพทย์เพื่อให้ตนเองมีชื่อนำหน้าว่า นพ. แต่กลับไม่นำวิชชาไปใช้เพื่อช่วยเหลือคน หรือต้องการให้คนในสังคมยอมรับว่าเราเก่ง จบแพทย์เพื่อเป็นนางงาม, จบแพทย์เพื่อเป็นนักการเมือง, จบแพทย์เพื่อแก่งแย่งตำแหน่งใดๆ ที่สังคมเขาว่าเก่ง ละเลยและทอดทิ้งวิชชา ไม่นำไปใช้ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ บุคคลลักษณะนี้ จะได้ดีแค่ในระยะสั้น สุดท้ายจะพบกับความเสื่อมในชีวิต เพราะขาดความเคารพนับถือในคุณค่าแห่งศาสตร์วิชชาที่ได้เรียนรู้มา ในปัจจุบัน มีบุคคลประเภทนี้อยู่เต็มเมือง และเต็มสถานศึกษา มีน้อยคนนักที่จะเคารพนับถือศาสตร์วิชชาที่ตนร่ำเรียนว่าเป็นวิชชาที่เกิดได้ยาก คิดค้นได้ยาก มีประโยชน์มหาศาล และควรค่าแก่การที่ตนเองจะลำบากยากเย็น ละทิ้งลาภยศ เพื่อนำวิชชาเหล่านี้ไปเพื่อประโยชน์แก่มหาชน ต่างมุ่งแต่จะนำวิชชาไปแลกใบปริญญา เพื่อนำมาซึ่งลาภยศเงินทองทั้งสิ้น
เหตุนี้ จึงยิ่งเรียนกลับยิ่งโง่ลง จบดอกเตอร์ ต้องเป็นลูกน้องคนไม่จบปริญญา
ทำอย่างไรจึงจะร่ำเรียนวิชชาต่างๆ ได้ก้าวหน้า?
๑) มีความศรัทธาในศาสตร์วิชชาที่เรียนอยู่อย่างจริงใจ เห็นว่าศาสตร์วิชชาที่เรียนนั้น เกิดได้ยาก คิดค้นได้ยาก มีคุณค่าแก่มวลมนุษย์มาก และสมควรทุ่มเทในการศึกษา
๒) มีความศรัทธาในครูบาอาจารย์ต้นวิชชา ผู้คิดค้นวิชชาที่ตนศึกษา ว่าเป็นผู้เสียสละประโยชน์ส่วนตน เพื่อวิชชาอันทรงคุณค่าแก่มวลมนุษย์ สมควรที่เราจะเสียสละตาม
๓) มีความศรัทธาในตนเอง แม้ว่าตนจะขาดโอกาสในการศึกษา ขาดแคลนปัจจัย แต่สามารถเรียนรู้ และทำสิ่งที่เหนือกว่าคนทั่วไปได้ ด้วยความวิริยะและศรัทธาในวิชชา
สามข้อนี้ เป็นสิ่งที่หายากในบุคคลยุคปัจจุบัน ทำให้บุคคลในยุคปัจจุบัน มักเรียนรู้ด้วยการท่องจำ จำให้ได้มากๆ แล้วสอบเอาคะแนนมากๆ แล้วเอาใบปริญญาเกรดดีๆ แต่กลับขาดความรู้ความเข้าใจในแก่นแท้ของศาสตร์วิชชานั้นๆ อย่างแท้จริง เมื่อจบการศึกษาไปแล้ว กลับไม่ได้นำไปใช้ และมักให้เหตุผลว่าเป็นงานคนละด้านกัน นี่เพราะไม่เห็นค่าของศาสตร์วิชชาที่ตนร่ำเรียน จึงต้องเรียนซ้ำเรียนซ้อน เรียนแล้วเรียนอีก แสวงหาเอาใบปริญญาใบแล้วใบเล่า เอามาเท่าไรก็ไม่พอต่อความต้องการของตนสักที ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเสียที ก็ต้องเรียนต่อไปเรื่อยๆ หาความจบไม่เป็น หาที่สุดไม่ได้ หาปลายทางไม่เจอ ประดุจ คนบ้าถูกปิดตาในความมืด เดินหลงทางอย่างไรจุดหมาย
ปัจจุบัน เรามักพบว่านิสิต… พยายามเรียนเพื่อเป็นดาราจำนวนมาก หลายท่านได้เป็นดาราสมหวัง และทิ้งวิชชาความรู้ที่ตนเรียนมาอย่างไม่ไยดี นอกจากนี้ยังมีนิสิตอีกหลายสถาบันที่กำลังเป็นเช่นนี้เช่น นิสิตมหาวิทยาลัย… ที่แต่งกายไม่เหมาะสมออกงานสังคมบันเทิง จนเป็นข่าวดังมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย กับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และเกิดอย่างเป็นแฟชั่น หรือเป็นค่านิยมกันเลยทีเดียวในมหาวิทยาลัยเอกชน ถึงขนาดเอาดาราที่เรียนมหาวิทยาลัยนั้นๆ มาโฆษณา เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่า มาเรียนมหาวิทยาลัยนี้สิ ดาราเรียน จะได้เป็นดารา นี่คือ ความไร้เกียรติ์ภูมิของนิสิตในปัจจุบัน
ทำอย่างไรจึงจะฉลาดและก้าวหน้ากว่าผู้มีปริญญาแต่ในกระดาษ?
๑) เห็นคุณค่าที่แท้จริงของศาสตร์วิชชาที่ศึกษาเล่าเรียนว่าจะต้องมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในกาลข้างหน้าอย่างแน่นอน แม้วันนี้ยังไม่เห็นประโยชน์ปัจจุบันก็ตาม อุปมาศาสตร์วิชชาความรู้ต่างๆ เหมือนแสงเทียนที่สว่างในยามกลางวัน ย่อมจะยังไม่เห็นประโยชน์ปัจจุบัน จนกว่าแสงสว่างในยามกลางวันจะดับลง
๒) มีอุดมการณ์ มีวัตถุประสงค์ รู้เป้าหมายข้างหน้าแน่ชัดในศาสตร์วิชชาที่เรียน ไม่ใช่ ยังไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม แต่ตัดสินใจตามเพื่อน ฮิตตามแฟชั่น ทำตามดารา การเรียนอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีวัตถุประสงค์ ทำให้มองไม่เห็นคุณค่าของศาสตร์วิชชาที่เรียน ไม่รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร จึงเริ่มต้นเรียนด้วยความไม่รู้ มีอวิชชาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ทำให้เป็นเสมือนบุคคลผู้มืดบอดตลอดกาล
๓) เห็นคุณค่าความเหนื่อยยากลำบาก กว่าที่จะมาเป็นศาสตร์วิชชาต่างๆ ที่ตนได้ร่ำเรียน พิจารณาเห็นความเป็นไปได้ยากที่ความรู้เหล่านี้จะถูกเรียบเรียงมาอยู่ด้วยกัน เป็นสิ่งล่ำค่า เกิดได้ยาก ทำได้ยาก หาได้ยาก สมควรแก่การตั้งใจในการฝักใฝ่หาความรู้ และเก็บไว้เพื่อถ่ายทอดแก่อนุชนรุ่นหลังไม่ให้หายสูญ
๔) เห็นคุณของครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชชานั้นๆ ว่าเป็นผู้เสียสละตน อุทิศตนทุ่มเทเพื่อศาสตร์วิชานั้นๆ ยอมละจากชื่อเสียงเงินทอง เพื่อมารวบรวมเรียบเรียงวิชชานั้นๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำพิธีไหว้ครูทุกปี แต่จิตไม่เคยระลึกถึงความเหนื่อยยากเสียสละของครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้ประสิทธิประสาทวิชชา จึงละเลยความสำคัญของวิชชาความรู้ต่างๆ และไม่ใส่ใจในการศึกษาหาความรู้
๕) เห็นประโยชน์ในเบื้องหน้าของศาสตร์วิชชาที่ตนเรียนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ว่า ไม่รู้เลยว่าวิชชาที่เรียน เรียนไปจะมีประโยชน์อะไร แต่เรียนไปก่อน ยังคิดไม่ออก เดี๋ยวก็ไปเป็นดาราแล้ว ไม่เห็นต้องคิดมาก จำไปทำข้อสอบเอาคะแนน ได้คะแนนแล้วก็ลืมๆ ทิ้งไป คิดแบบนี้ชีวิตจะวิบัติ เพราะผิดครู เอาวิชชาของครูไปแล้วกลับไม่ใส่ใจ ละทิ้ง ละเลยคุณค่าประโยชน์ในวิชชานั้นๆ ของครูบาอาจารย์
๖) เห็นประโยชน์ของมวลสรรพสัตว์ที่จะได้จากการสำเร็จในวิชชาที่ตนร่ำเรียนนี้ เห็นว่าถ้าตนร่ำเรียนสำเร็จจะนำวิชชาความรู้ไปช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ในแบบของตนได้มากมาย ตนจึงมีพละกำลัง, มีวิริยะ, มีศรัทธา, มีสมาธิ, มีสติ, มีปัญญา ในการศึกษาหาความรู้ในศาสตร์วิชชานั้นๆ โดยตลอด จวบจนสำเร็จการศึกษา
๗) เชื่อมั่นในตนเอง และครูทางจิตวิญญาณว่ามีอยู่จริง และคอยช่วยเหลือให้เราประสบความสำเร็จในการศึกษาเรียนรู้ได้ แม้เราจะขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา, ขาดเรียนเพราะไม่มีเงิน, ขาดครู, ขาดตำรา ฯลฯ แต่ครูทางจิตวิญญาณจะคอยช่วยเหลือเราทุกครั้งที่เราพยายามไขว่คว้าศึกษาหาความรู้
โปรดสังเกตว่าบุคคลชั้นนำของโลก ล้วนมีประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชน และมักขาดโอกาสทางการศึกษา แต่มีความศรัทธาในความรู้ที่ตนได้รับแม้น้อยนิด ทั้งยังมีความวิริยะพากเพียรในการขวนขวายศึกษา ทั้งยังไม่มีประวัติการจบการศึกษาชั้นสูงมากนัก เช่น บิลเกต, คุณ ธนินท์ เจียวรานนท์ ฯลฯ และเขาเหล่านี้มักทำงานเป็นมันสมอง เป็นเจ้านายในบริษัทของตน ที่มีลูกน้องจบดอกเตอร์แต่ไม่สามารถบริหารหรือคิดแก้ไขหาทางออกได้เทียบเท่ากับท่านเหล่านี้เลย ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า คนที่จบไม่สูงจะดีกว่าคนที่จบสูงเสมอไป มีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่คนขาดการศึกษาจะมีโอกาสแสดงความสามารถเช่นนี้ได้ และส่วนใหญ่ของคนที่ประสบความสำเร็จ ล้วนมีประวัติโชกโชนในการใช้ชีวิตมากกว่าประวัติทางการเรียน สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงมานานแล้ว และยังจะเป็นจริงต่อไปตราบนานเท่านาน เท่าที่มนุษย์ผู้หลงยึดมั่นถือมั่นในกระดาษปริญญาจะยินดีเสียค่าโง่ในการศึกษาที่ไม่สิ้นสุดเพื่อบำรุงสถานศึกษาให้น้องๆ ผู้ยากไร้ และเท่าที่ความคิดนี้จะหมดไปพร้อมความโง่ก็ตาม บุคคลเช่นนี้ก็จะยังคงเกิดขึ้นอยู่คู่โลกตลอดไป
ทำอย่างไรจึงจะได้ครูทางจิตวิญญาณ หรือ “ครูพักลักจำ”
บางท่านที่เคยศึกษาตำรับตำราโบราณด้วยตนเองแบบไม่มีครู หลายท่านได้ผ่านประสบการณ์ เกือบบ้า และเกือบตาย กันมาบ้าง เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนโบราณมีปัญญามากกว่าคนในปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นคนโง่ล้าสมัยเหมือนที่คนในปัจจุบันคาดเดา เขาเหล่านั้นได้ซ่อนกลบางประการในศาสตร์วิชชาของตน ก่อนถ่ายทอดให้ศิษย์ บ้างเขียนลงในใบลานจริง แต่แสร้งเขียนให้ผิดบางตัวอักษร ทำให้ผู้เรียนแบบท่องจำ แม้ได้ตำรับตำราไป แต่กลับเรียนไม่สำเร็จ บางท่านแทบเป็นบ้า แล้วนำวิชชาที่ไม่สำเร็จไปดัดแปลง จนเข้าทางอวิชชา กลายเป็นมนต์ดำ ไสยศาสตร์ ดังที่เคยมีมากมายในอดีต และทำให้วิชชาที่เหนือความเข้าใจของคนปัจจุบันได้สูญหายไปด้วยเหตุนี้เช่นกัน ทำให้คนในปัจจุบันมองคนไทยโบราณว่าโง่หรือล้าสมัยไปเลยก็มี แต่สำหรับคนที่เรียนแล้วได้วิชชาแท้จริง ทั้งๆ ที่ตำราแสร้งเขียนผิดบางตัวอักษร, ตำราสูญหาย ฯลฯ ก็มีอยู่เช่นกัน ด้วยเพราะครูทางจิตวิญญาณเหล่านี้ท่านคอยดูแลช่วยเหลืออยู่ตลอดนั่นเอง สำหรับพิธีครอบครู ไหว้ครูของชาวไทยนั้น ถามว่าไหว้ใคร ก็ไหว้ครูทางจิตวิญญาณเหล่านี้นั่นเอง
ตำรับตำรา โดยเฉพาะวิชชาทางจิต และเวทย์มนต์คาถาเหล่านี้ มีครูบาอาจารย์คอยดูแลอยู่อย่างดี แม้เหลือเพียงตัวอักษรบันทึกเพียงตัวเดียว ครูบาอาจารย์ต้นธาตุต้นธรรมเหล่านี้ ก็ยังคอยดูอยู่ว่าจะมีผู้ใดใฝ่เรียนรู้ในศาสตร์วิชชาของตน ดังคำที่พระพุทธองค์เคยให้ไว้โดยย่อว่า “แม้พระธรรมของพระองค์จะเหลือเพียงเศษเสี้ยวเดียว ขอเพียงมีผู้ใฝ่ศึกษาปฏิบัติ ย่อมสำเร็จมรรคผลนิพพานได้” นี่คือ บรมครูผู้สอนมนุษย์ให้พ้นจากทุกข์อย่างแท้จริง ท่านก็ได้ให้สัจจะไว้กับเราผู้เป็นศิษย์ลูกศิษย์หลานเช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าพระพุทธองค์ยังทรงทำหน้าที่บรมครูอยู่ไม่ขาดตกบกพร่อง ขอเพียงเราๆ ท่านๆ มีความตั้งใจในการปฏิบัติอย่างแท้จริง ย่อมได้มรรคผลดังที่ครูบาอาจารย์ท่านได้รับรองไว้ และนี่คือเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่าพระพุทธองค์ไม่ได้สูญสลายหายไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปกลับคืนสู่โลก เป็นเพียงสังขารร่างกายที่แปรสภาพเป็นดินน้ำลมไฟ แต่สภาวธรรมแท้ของพระองค์ยังคงอยู่ และจะทรงเป็น “ครูทางจิตวิญญาณ” คอยช่วยผู้มีความพากเพียรปฏิบัติตามแนวทางแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป บุคคลที่ครูทางจิตวิญญาณหรือครูพักลักจำมักจะให้การช่วยเหลือสั่งสอนแนะนำ มักจะมีลักษณะที่สังเกตได้ ดังนี้
๑) เห็นคุณค่าในคำสอนที่แม้ดูง่ายและพื้นๆ ว่ามีความลึกซึ้งในตัว เช่น คนไทยโบราณสอนว่า “จิ้งจกร้องทัก ท่านให้ฟัง” จริงๆ แล้ว ท่านไม่ได้สอนให้เชื่อจิ้งจก แต่ท่านสอนให้เป็นคนที่มีสติว่องไว มีใจที่เปิดกว้างยอมรับฟังได้แม้สัตว์เดรัจฉาน หากสามารถปฏิบัติได้ ย่อมเป็นคนใจกว้าง รับฟังคนเป็น เรียนรู้จากใครก็ได้ทั้งสิ้น จะมีอัตตาน้อย จิตสุขุม เปิดกว้าง ได้ข้อมูลมาก ไม่ใช่คนใจแคบ ถือตัวว่าตนดีแต่ดื้อด้านไม่ยอมฟังใคร เอาแต่แย่งกันพูดในชั้นเรียน ครูสอนไม่ฟัง เหมือนเด็กมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน
๒) เห็นคุณค่าของวิชาที่แม้มีน้อยนิดก็ยังคิดจะใฝ่รู้ เช่น เห็นเศษกระดาษตกพื้นยังรู้จักหยิบขึ้นมาอ่านเพื่อหาความรู้ในเศษขยะนั้น, พิจารณาว่าแม้ขุดดินดายหญ้า ก็เป็นสิ่งล้ำค่าที่มวลมนุษย์ได้รับการสอนให้ทำการเกษตรมา ลักษณะแบบนี้มักได้ครูพักลักจำ
๓) เห็นคุณค่าของวิชชาความรู้ อันเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งมหาชน เป็นคนมีคุณธรรมในหัวใจ ไม่ใช่คนเห็นแก่ได้ ไม่คิดแต่จะเอาผลประโยชน์จากวิชชาความรู้
๔) ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เหมาะสมแก่การเป็นลูกศิษย์เทวดา คือ เป็นผู้มีจิตสุขุม มีปกติอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นนิตย์ เปิดใจกว้างรับฟังคนได้มาก ฟังคนเป็น ไม่ดีแต่แย่งพูด
๕) ระลึกถึงคุณครูด้วยศรัทธาพร้อมวิริยะ เช่น เมื่อได้รับรู้วิชชาหนึ่งๆ แล้วเกิดความศรัทธาว่าเป็นวิชชาชั้นเลิศ แล้วพากเพียรขวนขวาย ในระหว่างนั้นครูพักลักจำจะช่วย
ประสบการณ์ของผู้เขียนอันเกี่ยวข้องกับครูทางจิตวิญญาณ
เรื่องทั้งหมดที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยันที่มา และบางเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ได้สัมผัสได้ด้วยตาเนื้อ หรือแม้กระทั่งตาทิพย์ เป็นความเชื่อส่วนตัว ส่วนบุคคลของผู้เขียนอันเกิดจากประสบการณ์ตรง หากไม่ตรงจริตขอละไว้ให้ถือเป็นแค่นิทานสอนเด็ก เพื่อไม่ให้เกิดความทะเลาะแตกแยกทางความเชื่อทางความคิดกัน ขอเสนอไว้ให้เฉพาะผู้มีศรัทธาอันแท้จริงจะได้หาอ่านในอนาคต เพราะชีวิตคนเรานั้นอนิจจังไม่แน่นอน ผู้เขียนไม่แน่ว่าจะอยู่ได้ถึงเมื่อใด หากวันใดเกิดความระลึกนึกถึงกัน คิดค้นคว้าหาอ่าน ผู้เขียนก็ขอทิ้งไว้ให้ท่านที่ศรัทธาได้อ่านกัน ดังนี้
ครูอักษรไทยช่วยให้อ่านออกก่อนครูในชั้นเรียนจะสอน
ผู้เขียนมีนิสัยขี้สงสัย อยากรู้อะไรไปหมดทั้งโลก จึงพยายามอ่านสิ่งต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็ก ช่วงที่ผู้เขียนกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมหนึ่ง ครูในชั้นเรียนยังไม่ได้สอนให้ผสมคำ ได้แต่สอนเป็นตัวๆ ทีละตัว ผู้เขียนอยากรู้มากเกินเด็กในวัยเดียวกัน จึงพยายามผสมตัวอักษรเอง และหัดอ่านอักษรจากเศษหนังสือพิมพ์ที่ฉีกขาดและตกตามพื้น ส่วนที่หายไปผู้เขียนก็จะจินตนาการเอาเอง ทำให้ผู้เขียนอ่านออกเขียนได้ก่อนที่ครูจะสอน
หลวงปู่เทสก์ช่วยให้ปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้า
ผู้เขียนมีความเครียดและทุกข์มากอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะการงานและชีวิตส่วนตัวที่บีบเค้นหนัก จากนั้น จึงหันเข้าหาทางธรรม หลังจากคิดว่าชาตินี้คงปฏิบัติธรรมไม่ได้ ได้แค่ทำบุญเท่านั้น แต่พอได้อ่านธรรมะของหลวงปู่เทสก์ที่ไม่รู้เพราะอะไร จึงง่ายขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนรู้สึกว่าไม่เข้าใจอะไรเลยในระดับลึก (เข้าใจแค่พื้นๆ ที่ทำข้อสอบได้) จึงเกิดความศรัทธาในธรรมะที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งของหลวงปู่ แล้วตัดสินใจละความกังวลในทางโลก ตัดความวุ่นวายทิ้ง อธิษฐานจิตถวายลูกเมียในอนาคตให้ “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี” จากนั้นมา การอ่านหนังสือธรรมะก็ดี การปฏิบัติธรรมก็ดี ก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิต จนถึงขนาดละทิ้งเงินเดือน, ทางโลกเพื่อปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ และพบว่าตนเองไม่ได้บ้า ไม่ได้โง่ ไม่ได้คิดผิด จนปัจจุบันผู้เขียนปลดทุกข์เก่าได้พอควร
ครูสายลมปราณช่วยให้วิชชาธรรมจักร
ผู้เขียนเริ่มปฏิบัติธรรมไประดับหนึ่ง ก็เห็นความก้าวหน้า และความทุกข์น้อยลงมาก ผู้เขียนไม่สำเร็จทิพยจักษุ จึงมองไม่เห็นครูทางจิตวิญญาณ แต่อาศัยจิตที่ว่องไว ละเอียดเป็นเครื่องสังเกตสิ่งต่างๆ จึงสงสัยและได้คำตอบในใจตนเอง ช่วงที่ผู้เขียนจะเดินทางไปฝึกวิชชาธรรมจักร ก่อนนั้น ผู้เขียนระลึกได้ว่า การฝึกสติปัฏฐานสี่ที่ทำอยู่นี้ น่าจะร่ายรำไปด้วยได้ จึงแอบทำเงียบๆ และได้รู้ภายหลังว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิชชาธรรมจักรในภายหลัง เป็นอันว่าครูพักลักจำช่วยผู้เขียนให้ได้วิชชานี้ เสียก่อนเรียน
ครูมาสอนขณะเคลิ้มหลับทิ้งปริศนาธรรม “อายตนะนิพพาน”
ผู้เขียนฝึกเร่งการสติปัฏฐานสี่อย่างเข้มงวดมากขึ้น จึงเริ่มฝึกทุกขณะและทุกอิริยาบถ โดยเฉพาะการกำหนดสติขณะหลับ ผู้เขียนเคยมีสติรู้ถึงการเคลื่อนตัวของฝันเปียกได้ก่อนจะเกิด แล้วตื่นขึ้นมาสำรวจร่างกายพบว่าเกิดขึ้นจริงดังที่รู้ตัวในขณะหลับ ต่อมาผู้เขียนรู้สึกเหมือนตนเองได้สนทนาธรรมกับใครคนหนึ่ง เข้าใจหมดทุกประการ แต่แปลเป็นภาษาคนไม่ได้ จับเป็นคำเป็นภาษาไม่ได้อยู่หลายวัน วันหนึ่ง ผู้เขียนตั้งใจจะแปลให้ออกให้ได้ ผู้เขียนมีสติที่หยาบขึ้นขณะที่เคลิ้มหลับและรู้สึกตัวว่าได้สนทนาธรรม จึงจับคำสุดท้ายที่สนทนาธรรมนั้นได้เพียงคำเดียว คำว่า “อายตนะนิพพาน” ซึ่งผู้เขียนกำลังศึกษาเรื่องนิพพาน แต่ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย จึงได้นำไปศึกษาต่อไป และพบคำนี้ในพระสูตร “ปรัชญาปารามิตาหฤทัยสูตร” อีกครั้ง จึงได้ศึกษาพระสูตรนี้ต่อไป