อานาปานสติ – วิถีกวนอิม (เพ่งเสียง) – พลังสิงโตคำราม ฝึกสำเร็จร้องเพลงได้มีพลังไพเราะ

อานาปานสติ – วิถีกวนอิม (เพ่งเสียง) – พลังสิงโตคำราม ฝึกสำเร็จร้องเพลงได้มีพลังไพเราะ

อานาปานสติ – วิถีกวนอิม (เพ่งเสียง) – พลังสิงโตคำราม

ฝึกสำเร็จร้องเพลงได้มีพลังไพเราะ

ปัจจุบัน หากจะกล่าวว่ามาปฏิบัติธรรม ฝึกจิตเพื่อการบรรลุธรรม เห็นแจ้งในสัจธรรมกันเถิด คิดว่าคงมีน้อยคนนักที่จะสนใจ เพราะจิตของคนในปัจจุบัน หากไม่ใช่จิตที่ปรารถนาสัพพัญญูญาณแล้ว ก็จะไม่สนใจสัจธรรมอะไรนัก (จิตที่ปรารถนาสัพพัญญูญาณ คือ พระโพธิสัตว์ ซึ่งมีจำนวนน้อยบนโลก ประมาณอัตราส่วน ๑๐ ล้านคนต่อ ๑ คน และจะลดลงอีกในอนาคต) ดังนั้น การเชิญชวนให้ปฏิบัติธรรมตรงๆ จึงมักล้มเหลว แม้กระทั่งการรอให้คนตกทุกข์ก่อน จึงเข้าหาธรรม นั้นก็สายเกินไป เพราะเมื่อคนในปัจจุบันรู้สึกว่าทุกข์จะมา ก็จะรีบจ่ายเงินซื้อความสุขทางโลกชั่วครั้งชั่วคราว ปลดเปลื้องทุกข์ไปเป็นครั้งๆ แทน ไม่ได้รู้สึกเข็ดหลาบ หรือปรารถนาจะแสวงหาทางพ้นทุกข์ให้สิ้นไปเลย ดังนั้น นับว่ากุศโลบายใดๆ ในอดีต ล้วนใช้ไม่ได้กับมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

ทว่าแม้แก่นแท้แห่งธรรมะ จะบริสุทธิ์ เป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีอะไรน่าดึงดูด และไม่มีอะไรที่ไม่น่าดึงดูด แต่เรายังสามารถอาศัยเปลือกแห่งธรรม คือ สมมุติบัญญัติและอานิสงค์ผลพลอยได้ต่างๆ จากการฝึกจิต เพื่อเป็นสิ่งจูงใจเบื้องต้นให้คนหันมาฝึกจิตเจริญปัญญา เพื่อรับอานิสงค์ในการฝึกจิตในระหว่างดำเนินชีวิตตามปกติไปก่อน เมื่อคนได้พัฒนาจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่องแล้ว เกิดปัญหาในชีวิต ก็จะระลึกนึกถึงธรรมะ และหันกลับมาสู่ทางธรรมได้ในที่สุด ดังนั้น แนวทางการฝึกจิตเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ อย่างนักบวช ฤษี ชีพราหมณ์ จึงเป็นแนวทางที่ต้องนำกลับมาใช้ในการดึงดูดใจผู้ฝึกจิตใหม่  

อานาปานสติ พื้นฐานการฝึกหายใจเพื่อนำไปใช้ในการใช้พลังเสียง

โยคีในสมัยโบราณจะฝึกหายใจ โดยการใช้ท่าโยคะแบบต่างๆ เมื่อหายใจเข้าแล้วหายใจออกพร้อมกับบิดร่างกายในท่าโยคะ จะทำให้สิ่งต่างๆ ที่ตกค้างในร่างกายถูกระบายออกมากับลมหายใจ เหมือนการบิดผ้าที่เปียกน้ำ เพื่อรีดเอาน้ำออกฉะนั้น ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงปรับวิธีฝึกให้ง่ายขึ้นเพื่อมุ่งลัดตรงสู่การบรรลุธรรม ด้วยการนำเอาสติมาจับที่ลมหายใจ แทนที่จะมุ่งไปสู่การปรับเปลี่ยนท่ามากมายหลายท่าแต่ไม่มีปัญญาเห็นธรรม จึงเรียกวิธีการฝึกจิต ด้วยการนำสติมาจับที่ลมหายใจนี้ว่า “อานาปานสติ” โดยกำหนดสติกำกับที่ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกเท่านั้นเอง เมื่อเข้าสมาธิดิ่งลึกขึ้น จะพบว่าลมหายใจแผ่วเบาบางลงทุกขณะ จิตเข้าสู่ฌานหนึ่งไปสู่ฌานสอง ตามลำดับ จนท้ายที่สุด จิตเข้าสู่ฌานสาม จะรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหายใจตัวเองแรงมาก ราวกับลมพายุพัดรุนแรง จนแทบตกใจออกจากสมาธิได้ นั่นหมายถึงว่าจิตไปจับที่ปลายจมูกอยู่ ไปรับรู้ลมที่หายใจเข้าทางจมูกอยู่ จิตที่มีความละเอียดมาก เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจเข้าก็รู้สึกราวกับเป็นลมพายุ จากนั้น เมื่อจิตมีสมาธิลึกเข้าไปอีก จะพบว่าเสียงลมหายใจดับไป แม้แต่ลมหายใจก็ดับไป ไม่มีอีก จนแทบตกใจออกจากสมาธิ คิดว่าตนเองไม่มีลมหายใจต้องตายแน่แล้ว ตรงนี้ คือ จิตเข้าสู่สมาธิลึกระดับฌานสี่ ซึ่งหากสติว่องไว ระลึกถึงธรรม คือ ความอนิจจังได้ ก็จะไถ่ถอนความยึดมั่นอาลัยอาวรณ์ในทางโลกหมดสิ้น สามารถบรรลุธรรมได้เช่นกัน นอกจากนี้ การฝึกอานาปานสติ ยังสามารถฝึกให้มากขึ้นไปในทางสมถะกรรมฐาน คือ มุ่งเอาอิทธิฤทธิ์ได้อีกด้วย กล่าวคือ การฝึกในแบบของโยคีนั่นเอง ด้วยการกำหนดสติกำกับลมหายใจที่ไม่ได้วางไว้แต่ที่ปลายจมูก แต่จะตามดูลมหายใจเข้าไปสุดถึงในท้องน้อย เห็นอาการของกายที่ยุบและพอง ตามการหายใจเข้าออก ซึ่งปกติ เมื่อเราเผลอจะหายใจไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ จึงหายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ แต่ในการฝึกที่ถูกวิธีนี้ จะใช้กล้ามเนื้อท้องน้อยช่วยในการหายใจ เพื่อรีดเค้นเอาปราณเสียจากร่างกายออกไปให้หมดด้วย จึง “หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ” ในกรณีนี้ จิตจะวางสติไว้ที่ท้องยุบและพอง ส่วนกรณี หายใจเข้าออกตามเส้นทางโคจรของลมปราณนั้น จะต้องระลึกว่าเหมือนมีเส้นด้ายสีขาว จากปลายจมูกเข้าไปสู่ท้องน้อย แล้ววนรอบสะดือวกขึ้นมา ออกทางปลายจมูก หรือออกทางปลายฝ่ามือทั้งสองข้าง (ในท่าสมาธิโยคะ คือ วางฝ่ามือหงายขึ้นไปบนเขาทั้งสอง)

วิถีกวนอิม (เพ่งเสียง) มรรควิธีสาการบรรลุธรรมด้วยการเพ่งเสียง

คำว่า กวนอิม หมายถึง เพ่งเสียง คำว่าวิถีหรือมรรคา หมายถึง ทางอันนำไปสู่ที่สุด คือ พระนิพพาน  นั่นเอง ดังนั้น วิถีกวนอิม คือ การเพ่งเสียงเพื่อเป็นทางอันนำไปสู่การบรรลุนิพพาน ซึ่งโดยปกติแล้ว นักปฏิบัติทางจิตที่มุ่งสู่นิพพานนั้น จะอาศัยอายตนะต่างๆ ทั้งหกเป็นเครื่องนำทางไปสู่การบรรลุธรรม อันได้แก่ ประสาทสัมผัสทาง ตา, หู, จมูก, ลิ้น, ผิวกาย, ใจ โดยมีใจเป็นประธานตรงกลาง ผู้ทำหน้าที่ในกระบวนการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าประการแรกนั้น ในกรณีนั่งสมาธิหลับตา ทำให้มองไม่เห็น ผู้ฝึกจิตจะเลือกการรับรู้สภาวธรรมผ่านทางประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น สัมผัสทางกาย, ทางหู, ทางตาทิพย์ หรือตาใน ฯลฯ เพราะหากขาดซึ่งการรับรู้แล้ว ย่อมไม่มีเครื่องเชื่อมต่อให้จิตรู้สภาวธรรมใดๆ ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีอวัยวะรับสัมผัสอย่างน้อยหนึ่งชนิดในการรับรู้สภาวธรรม ในวิถีกวนอิม ก็คือ การเพ่งเสียง เมื่อนั่งสมาธิหลับตาแล้ว ให้ใช้หูฟังเสียงต่างๆ เพื่อรับรู้สภาวธรรมนั่นเอง ในปัจจุบัน เราจะใช้เพลงบทสวดมนต์ที่มีความหมายเป็นธรรมะ และมีความไพเราะ ทำให้จิตเกิดกุศลและเหนี่ยวนำให้มีสมาธิได้เร็วขึ้น ผู้ฝึกเพียงนั่งสมาธิฟังบทเพลงสวดมนต์นั้นๆ จนเกิดปัญญา เห็นสภาวธรรมปรากฏขึ้นเองในขณะปฏิบัติ ซึ่งเมื่อเข้าสมาธิลึกขึ้นเป็นลำดับแล้ว จะพบว่าแม้แต่เสียงที่เราได้ยินนั้น ยังมีความละเอียดที่ต่างกัน คือ จากเสียงที่ถูกปรุงและแปลออกได้เป็นภาษาคน หากจิตละเอียดขึ้นไป จะพบว่าเสียงนั้นๆ แม้จะรับรู้ว่ามีเสียง แต่กลับแปลเป็นภาษาไม่ได้เลย และเมื่อเข้าสมาธิละเอียดขึ้น จิตสมาธิสูงขึ้น ก็จะรับรู้แต่ว่ามีความรู้สึกอยู่ แต่ที่ได้ยินไม่รู้ว่าเสียงหรือไม่มีเสียงกันแน่ จะบอกว่ามีเสียงก็ไม่ใช่ จะบอกว่าไม่มีเสียงก็ไม่เชิง จนกระทั่งเสียงทั้งหลายดับหายจากหูทั้งสองไป แต่ยังระลึกรู้ตัวอยู่ว่าไม่ได้หลับ จุดนั้น คือ จุดที่สภาวธรรมปรากฏเองอย่างบริสุทธิ์ คือ ไตรลักษณ์ ซึ่งทำให้จิตคลาย ไถ่ถอนออกจากการยึดมั่นถือมั่นใดๆ ได้ ซึ่งก็คือ การบรรลุธรรมด้วยการเพ่งเสียงในสมาธินี่เอง

พลังสิงโตคำราม พื้นฐานของการฝึกออกเสียงให้มีพลังและไพเราะ

เป็นการฝึกลมปราณ โดยใช้ลมหายใจและเสียงประกอบกัน โดยผู้ฝึกจะนั่งสมาธิ พร้อมสวดมนต์ออกเสียงไปด้วย และกำหนดลมหายใจให้สอดคล้องกับการออกเสียงสวดมนต์ไปด้วย เมื่อฝึกสำเร็จจะมีเสียงที่มีพลังมาก ราวกับสิงโตคำราม หรือหากร้องเพลง หรือสวดมนต์ก็จะมีเสียงที่ไพเราะหรือก้องกังวาน ซึ่งมีลำดับในการฝึกเป็นขั้นๆ ดังต่อไปนี้

การฝึกพลังปราณสิงโตคำราม

๑) ฝึกหายใจกำกับลมปราณ

          ๑.๑) หายใจแบบอานาปานสติ

เพ่งจิตไปวางไว้ที่ปลายจมูก ระลึกรู้ลมหายใจเข้าออกเพียงเท่านั้น ไม่ส่งจิตไปเรื่องอื่นๆ เมื่อลมหายใจเข้าหมดสุดสาย คือ ลมหายใจเข้าดับลง ก็จะเข้าสู่จังหวะ ลมหายใจออก คือ ลมหายใจออกเกิดขึ้น ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง ลมหายใจออกนั้นก็สุดสาย จนถึงจังหวะหยุด ก็คือ ลมหายใจออกดับลง จากนั้น ก็เข้าสู่จังหวะ ลมหายใจเข้าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง ลมหายใจเข้าก็สุดสาย หยุดระยะหนึ่ง ก็คือ ลมหายใจเข้าดับลง วนรอบ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทั้งลมหายใจเข้าและออก สลับกันอย่างนี้ตลอดเวลา เข้าสมาธิดิ่งลึกจนกระทั่งรับรู้ถึงจุดที่ลมหายใจดับหายไปทั้งหมด เหมือนร่างกายของเราไม่ได้หายใจ การฝึกใช้จิตระลึกรู้หรือกำกับสติไว้ที่ลมหายใจนี้ เป็นพื้นฐานที่สำคัญอันดับแรกในการฝึกขั้นต่อๆ ไป เพราะจะช่วยทะลวงจักระหก (ตาที่สาม) อันจะนำสติปัญญามาสู่ผู้ฝึกในลำดับต่อไป

          ๑.๒) หายใจระบายลมปราณ

เพ่งจิตไปที่ท้องน้อย ระลึกรู้ลมหายใจเข้า “ท้องพอง” ลมหายใจออก “ท้องยุบ” อาจจะบริกรรมภาวนาในใจว่า “ยุบหนอ” เมื่อท้องยุบ และ “พองหนอ” เมื่อท้องพอง ก็ได้ เพื่อกำกับให้จิตระลึกจับอยู่แต่ท้องที่ยุบและพองอยู่ตลอดเวลา ปล่อยให้ร่างกายหายใจเข้าและออกไปเรื่อยๆ เมื่อทำซ้ำๆ จนเป็นโปรแกรมอัตโนมัติ จนจิตเริ่มเบาสบายแล้ว ค่อยๆ ปล่อยจิตละ คลายจากการกำหนดท้องให้ยุบและพอง ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ จนจะละและผ่อนคลายเข้าสู่ฌานลึกขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งไม่มีความรู้สึกระลึกรู้ในอาการยุบและพอง ทั้งยุบและพองก็หายไปจากความรับรู้ แต่ยังรับรู้ถึงความหายไป หมดไป ดับไป ของอาการยุบและพองได้ชัดเจน ระยะนี้จิตจะเข้าสู่ฌานลึกที่สุดในการปฏิบัติคือฌานสี่ (ในการฝึกจิตเพื่อนิพพาน นับเอาฌานสี่เป็นฌานที่สุดลึกก็พอ ไม่จำเป็นต้องเข้าฌานลึกไหลเกินไปสู่ฌานอื่นอีก) เมื่อถึงขั้นนี้ นับว่าฝึกได้ถึงที่สุดของมรรคนี้แล้ว

          ๑.๓) หายใจกำหนดลมปราณ

เพ่งจิตไปที่เส้นทางการเข้าออกของลมหายใจ โดยระลึกว่าเหมือนมีเส้นด้ายสีขาว จากปลายจมูกลงตามหลอดลมไปสู่ท้องน้อย แล้ววกขึ้นกลับมาสู่ปลายจมูกที่เดิม หายใจเข้าก็ระลึกรู้ไปตามเส้นทางนี้ จนสุดที่ท้องน้อย ก็หยุดพักรวมจิตไว้ที่ท้องน้อย เมื่อหายใจออกก็ระลึกรู้ตามเส้นทางนี้ ออกไปจนสุดที่ปลายจมูก สุดปลายจมูกก็หยุดรวมจิตที่ปลายจมูกเล็กน้อย วนเวียนอย่างนี้ เพียงสองจุดพัก และเส้นทางเข้าออกทางเดียว

          ๑.๔) หายใจถ่ายลมปราณทางฝ่ามือ

เพ่งจิตไปที่เส้นทางการหายใจเดิม (ลึกลงท้องน้อย แล้วเวียนรอบสะดือ) แต่ขาหายใจออก ให้กำหนดออกทางปลายฝ่ามือทั้งสองข้างแทน โดยนั่งสมาธิในท่าโยคะ หงายฝ่ามือทั้งสองแบออก ไม่จำเป็นต้องจีบนิ้วหากเมื่อหลับตาระลึกปลายทางได้ แต่ถ้าหากเมื่อหลับตาแล้วระลึกปลายทาง คือ ฝ่ามือไม่ออก ให้จีบนิ้วแตะเบาๆ ให้รู้สึกสัมผัสระหว่างนิ้วทั้งสอง เป็นเครื่องหมายนำจิตขณะหลับตา (ไม่จีบนิ้วจะระบายลมปราณได้มากกว่า) ทั้งนี้ ให้ระลึกดังนี้ หายใจเข้า “ปลายจมูก” ลึกสุดที่ “ท้องน้อย” สุดลมหายใจพักวางจิตที่ท้องน้อยสักครู่ หายใจออกจาก “ท้องน้อย” วกขึ้นออกทาง “ปลายฝ่ามือทั้งสอง” จนสุดลมหายใจออก ให้ระลึกรู้สึกถึงปราณ เป็นประจุไฟฟ้าที่รวมกันอยู่ในอุ้งมือทั้งสอง

๒) ฝึกทะลวงลมปราณเปิดจักระเจ็ดด้วยเสียง “โอม”

หายใจเข้าสั้น หายใจออกยาวๆ เบาๆ ค่อยผ่อนลมหายใจออกช้าๆ พร้อมกับ…

เปล่งเสียงว่า “โอม” โดย

ให้เปล่งเสียงออกปากเพียงเล็กน้อยแล้วปิดเพื่อดันเสียงขึ้นทางจมูก จะไม่มีเสียงออกจากปาก ดังนั้น เสียงที่ออกมาจะฟังไม่รู้เรื่อง ให้เราระลึกรู้ในใจก็พอ ดันคลื่นเสียงให้สะเทือนทั้งศีรษะ แผ่ออกไปไร้ประมาณ เป็นการทะลวงจักระที่เจ็ดด้วยคลื่นเสียง

ในการฝึกลมปราณทุกชนิด หากไม่มีการทะลวงชีพจร เปิดทางออกของลมปราณผ่านจักระใดๆ แล้ว จะส่งผลให้ไม่สามารถดึงลมปราณภายในและภายนอก หมุนเวียนเข้าออกได้ และยังผลให้การใช้พลังปราณนั้นๆ ไปลดทอนปราณที่ดูแลร่างกายอยู่ได้ ดังนั้น ในการฝึกลมปราณแต่ละชนิด เมื่อถึงจุดหนึ่ง ต้องเปิดจักระ เพื่อระบายปราณเสียออก และรับปราณดีจากธรรมชาติเข้ามาทั้งสิ้น ในการฝึกพลังสิงโตคำรามก็เช่นกัน ให้เริ่มต้นจากการทะลวงชีพจรเปิดจักระเจ็ด ดังที่ได้กล่าวนี้ เป็นเบื้องต้น ก่อนจะเข้าสู่การฝึกขั้นต่อไป

๓) ฝึกลมปราณผ่านเสียง “โอม มนี เป เม โฮง”

หายใจเข้าสั้น หายใจออกยาวๆ เบาๆ ค่อยผ่อนลมหายใจออกช้าๆ พร้อมกับ…

เปล่งเสียงว่า “โอม มนี เป เม โฮง” โดย

๑) คำว่า “โอม” ให้ดันคลื่นเสียงขึ้นกระหม่อม จนรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนทั้งหัว แผ่ขยายออกไปไพศาล

๒) คำว่า “มนี เป เม โฮง” ให้ระบายลมออกปากพร้อมลมปราณส่วนที่เหลือ เล็งยิงเสียงออกไปไกลสุดไกล ให้เสียงแผ่กระจายไปทั่วบริเวณกว้างอย่างที่สุด

การฝึกทั้ง ๓ ขั้นใหญ่ และแต่ละขั้นย่อยๆ นี้ หากไม่ลัดขั้นตอน ฝึกทีละขั้นตอนจากง่ายไปยากตามลำดับขั้น ระหว่างทางในการฝึก อาจได้พบสภาวธรรมโดยบังเอิญ หากมีศรัทธาในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็อาจได้บรรลุธรรมได้เช่นกัน ทั้งนี้ จำต้องเห็นตัวทุกข์ และโทษแห่งทุกข์ จนจิตเบื่อหน่ายทางโลกีย์แล้วเป็นกำลังหนุนที่สำคัญก่อนด้วย ดังนั้น หากผู้ฝึกพึงปรารถนาเอาแต่อานิสงค์ผลพลอยได้จากการฝึก ไม่ได้มุ่งที่นิพพาน ก็สามารถลัดขั้นแต่ละขั้นไปได้ กล่าวคือ เมื่อฝึกในแต่ละขั้นจนจับหลักได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องฝึกให้สำเร็จถึงที่สุดของแต่ละขั้น ให้ลัดข้ามไปฝึกขั้นต่อๆ ไปได้เลย ต่อเมื่อชีวิตตกทุกข์ได้ยากเต็มที่ และปรารถนาความหลุดพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงแล้ว จึงค่อยเข้าสู่การฝึกทีละขั้นให้ถึงที่สุดของแต่ละขั้นไป ซึ่งในแต่ละขั้นก็สามารถพบสัจธรรมได้ในระหว่างการฝึก หากผู้ฝึกได้ฟังธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาบ้าง

การทดสอบพลังสิงโตคำรามและการนำไปใช้

๑)    ให้ออกเสียงตัวโดดๆ ตัวเดียวยาวๆ ให้ก้องกังวาน พุ่งไปยังสิ่งต่างๆ ที่สามารถสั่นสะเทือนตามได้ แล้วสังเกตว่าสิ่งต่างๆ มีการสั่นสะเทือนตามเสียงเราหรือไม่ หากสามารถทำได้ นับว่าผ่านการทดสอบพลังสิงโตคำรามในขั้นนี้

๒)    ให้ออกเสียงตัวโดดๆ ตัวเดียวยาวๆ ให้ก้องกังวาน พุ่งออกไปข้างหน้า ที่ไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง เช่น ในป่า แล้วสังเกตว่ามีเสียงสะท้อนเล็กๆ กลับมาบ้างหรือไม่ เป็นเสียงสะท้อนจากอะไร หากได้เสียงสะท้อนกลับ ถือว่าสำเร็จขั้นนี้

๓)    ให้ออกเสียงตัวโดดๆ ตัวเดียวยาวๆ ให้ก้องกังวาน พร้อมกับเสียงของคนอื่นๆ ในขณะที่เขาก็ออกเสียงเหมือนกัน ให้ทดลองเงียบก่อน ฟังเสียงผู้อื่นก่อน แล้วจึงค่อยออกเสียงของเราดู หากเสียงเราเหมือนดึงดูดพลังเสียงคนอื่นได้หมด นับว่าสำเร็จการฝึกในขั้นนี้ (ควรฝึกในห้องฝึกซ้อมร้องเพลง, ห้องซ้อมคอรัส)

๔)   ให้ออกเสียงตัวโดดๆ ตัวเดียวยาวๆ ให้ก้องกังวาน ออกไปสู่ทะเลที่กำลังมีคลื่นพัดเข้ามา ให้เสียงก้องออกไปสู่ทะเลอันไกลโพ้น ไกลสุดแสนไกล หากเสียงสามารถผ่านคลื่นลมและคลื่นทะเลได้ ราวกับมีเสียงเรากลบ นับว่าสำเร็จขั้นนี้

๕)   ให้ออกเสียงตัวโดดๆ ตัวเดียวยาวๆ ให้ก้องกังวาน ออกไปสู่ท้องฟ้ากว้างไกล ที่มีลมโชยเข้าตัวเราก็ได้ แล้วให้คลื่นเสียงของเรา ฝ่ากระแสลมออกไป สามารถต้านกระแสลมได้ เสียงของเรายังชัดอยู่ไม่หายไป แม้ลมจะพัดเข้ามา หรือพัดออกไปทางทิศใด เรายังสามารถควบคุมคลื่นเสียงนั้นได้ นับว่าสำเร็จขั้นนี้

ในการทดสอบพลังเสียงแต่ละครั้ง ห้ามตะโกน ห้ามเบ่ง หรือตะเบ็งเสียง เพราะจะทำให้กล่องเสียงอักเสบ และเส้นเสียงขาดและเปลี่ยนแปลงได้ จนเสียงหายแทบไม่มี ต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกนานกว่าร่างกายจะซ่อมแซมได้สำเร็จ จึงค่อยฝึกใหม่ จึงควรออกเสียงแต่เบาๆ แต่ใช้พลังปราณให้มากที่สุด แล้วจะเกิดคลื่นพลังสั่นสะเทือนมาเอง จากที่ใดไม่ทราบ เหมือนมีเสียงตอบเราเสียงของเรามาร่วมมากมาย อันเกิดจากการสั่นสะเทือนของสิ่งต่างๆ รอบตัวเราทั้งมวลนั่นเอง หากได้พบเสียงตอบรับสะท้อนกลับนี้ นับว่าสำเร็จ

เมื่อฝึกพลังสิงโตคำรามสำเร็จ หากต้องการนำไปใช้ในการร้องเพลงปัจจุบัน จะต้องปรับปรุงวิธีการออกเสียงเล็กน้อย ซึ่งครูสอนร้องเพลงจะสอนให้ เพราะการออกเสียงแบบสิงโตคำราม จะมีคลื่นเสียงสองส่วน ส่วนหนึ่งจะสั่นสะเทือนปลุกลมปราณทั่วร่างผู้ฝึก ส่วนที่สองจะพุ่งออกไปยังที่ต่างๆ ตามแต่ใจจะกำหนด แต่การฝึกร้องเพลงปกติ จะไม่ให้มีเสียงกักเก็บไว้ในร่างกาย จะพุ่งออกไปทั้งหมด (เสียงจึงจะใส ไม่ขุ่น) ในกลุ่มนักร้องโอเปร่า จะใช้ร่างกายเป็นเครื่องดนตรี สั่นสะเทือนเสียงของตนเอง ให้เสียงออกจากร่างกายทุกส่วนด้วย จึงมีเสียงก้องกังวานและมีพลังมาก (แตกต่างจากเพลงป๊อบ) หากไม่ได้ใช้ในการร้องเพลง พลังนี้จะช่วยในการพูดให้ดังฟังชัดน่าเกรงขาม และการสวดมนต์ รวมทั้งปลุกลมปราณทั่วร่างด้วยคลื่นเสียง ช่วยให้สุขภาพดีได้อีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น