วิปัสสนาญาณและการไถ่ถอนความไม่บริสุทธิ์ในขันธสันดาน
วิปัสสนาญาณและการไถ่ถอนความไม่บริสุทธิ์ในขันธสันดาน
ในการศึกษาธรรมะทั้งสองวิธี คือ วิธีปริยัติ (ศึกษาตำรา) และวิธีปฏิบัติ (ฝึกจิต) เฉพาะในส่วนของปฏิบัติ ยังสามารถแบ่งแยกได้อีกสองลักษณะ คือ แบบสมถกรรมฐาน และแบบวิปัสสนากรรมฐาน โดยในลักษณะของสมถกรรมฐานนั้น ปกติ จะมุ่งเน้นกำลังจิต มากกว่าปัญญา แต่หากระหว่างจิตดิ่งลึก มีสติเห็นธรรมได้ ก็บรรลุได้เช่นกัน สำหรับวิปัสสนากรรมฐานนั้น มุ่งเน้นปัญญาเป็นสำคัญ อันนำไปสู่การไถ่ถอนกิเลสและการบรรลุธรรมในท้ายที่สุด อันที่จริงนั้น วิปัสสนาเองก็อาศัย สมถะ เป็นฐานรองรับอยู่เช่นกัน เมื่อมีกำลังจิต มีความสงบบริสุทธิ์ของจิตที่เพียงพอ จึงจะรองรับสภาวธรรมที่ปรากฏได้ ในบทความฉบับนี้ ขอเสนอเนื้อหาเจาะเฉพาะในส่วนของวิปัสสนากรรมฐานที่อาศัยสมถะ เป็นฐานรองรับ หรือที่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” โดยละเอียดเพื่อนักปฏิบัติจิตดังต่อไปนี้
“วิปัสสนาญาณ” นั้น เป็นไฉน ?
มีคำที่เกี่ยวข้องกับ “ญาณ” อยู่สามคำ คือ ฌาน หรือภาวะจิตสงบนิ่งรวมหนึ่งเป็นอิสระจากสิ่งใดๆ อันเป็นภาวะที่เอื้อต่อการเกิด “ญาณ” คือ ความสามารถพิเศษทางจิตในการหยั่งรู้ในสิ่งที่เหนือจากความรู้ได้ตามปกติของมนุษย์ เช่น ทำนายทายทักอนาคตได้แม่นยำ เป็นต้น และคำว่า “ปัญญา” อันหมายถึง ความรู้แจ้งในท้ายที่สุดของสรรพสิ่ง อันนำไปสู่การคลายความหลง จนเหตุแห่งทุกข์ดับสิ้นไป และพ้นทุกข์ในที่สุด ดังนี้ คำว่า “ญาณ” จึงอยู่ระหว่าง “ฌาน” และ “ปัญญา” ส่วนคำว่า “วิปัสสนา” หมายถึง กริยาจิตและกระบวนการทางจิตอันนำไปสู่ปัญญา ดังนั้น คำว่า “วิปัสสนาญาณ” จึงหมายถึง ความสามารถพิเศษในการหยั่งรู้ อันเกิดจากกระบวนการทางจิต ซึ่งจะนำไปสู่ปัญญาในท้ายที่สุด ในบทความนี้ จะค่อยๆ อธิบายในแต่ละส่วนโดยละเอียด ดังจะกล่าวต่อไป
สามารถฝึก “ญาณ” ได้อย่างไร?
ดังที่ได้ทราบว่าญาณเป็นกำลังความสามารถพิเศษในการหยั่งรู้ของจิต ดังนั้น การฝึกญาณจึงต้องฝึกจิตให้มีกำลังในการหยั่งรู้ได้มากและแม่นตรง เช่น ฝึกพยากรณ์ยอดขายรายสัปดาห์ ทุกๆ สัปดาห์ แล้วสังเกตดูว่ามีความแม่นตรงมากขึ้นหรือไม่ หรือผิดพลาดเสมอ หรือถูกโดยบังเอิญ เงื่อนไขที่ทำให้ญาณแจ่มชัดแม่นตรง มีดังต่อไปนี้
๑) จิตที่หลุดจากตัวตนของตน จิตที่มุ่งยึดตัวตนของตน จะไม่เพ่งกระแสการรับรู้ออกจากตัวตนของตน ข้อมูลที่ได้จะกลายเป็นข้อมูลเฉพาะของตน ไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงความรู้สากลได้ หากหลงคิดไปว่าคนอื่นเขาเป็นเหมือนเราหมด การรับรู้จะถูกบิดเบือนด้วยความหลงในตัวตนของตนทันทีทำให้ผิดเพี้ยนไปหมด
๒) จิตที่บริสุทธิ์ ยิ่งบริสุทธิ์มาก ยิ่งถูกเจือปนน้อย ก็ยิ่งรู้เห็นตามจริง ตรงไปตรงมา แม่นยำมากที่สุด ประดุจกระจกใสมองเห็นได้ทะลุดีกว่ากระจกที่ขุ่นมัว
๓) กำลังจิตที่สูง ยิ่งกำลังจิตสูง ยิ่งทะลุทะลวงไปรับรู้เรื่องราวต่างๆ ได้มาก บางท่านกำลังจิตสูงแค่สวรรค์ชั้นที่หนึ่งก็รู้แค่นั้น แต่หากฝึกให้ไพศาลได้จะดีกว่า
๔) กระแสจิตที่หนาแน่น ยิ่งรู้ชัด จิตของเราเหมือนศูนย์กลางดวงอาทิตย์ที่แผ่รัศมีออกโดยรอบ รัศมีดวงอาทิตย์เสมือนกระแสจิตของเรา หากกระแสจิตไม่รวมกันได้ ก็จะฟุ้งกระจาย คือ ฟุ้งซ่าน แต่ถ้ารวมได้ การรับรู้จะชัดเจนมากกว่า
๕) การตรวจสอบที่ดี ทุกครั้งที่ได้รับข้อมูลดิบมาจากการหยั่งรู้ด้วยญาณ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบอย่างดี ระหว่างการรับรู้จะไม่มีการตรวจสอบหรือความสงสัยใด แต่เมื่อนำข้อมูลกลับมาแล้ว ต้องมีการตรวจสอบที่รัดกุม
ในการฝึกญาณหยั่งรู้ ให้เข้าสมาธิก่อน จนจิตนิ่งบริสุทธิ์มีกำลัง แล้วหากอยากรู้เรื่องใด ขอให้เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ที่เราพอทำนายได้ก่อน แล้วถามตัวเองในเรื่องนั้นๆ น้อมจิตนิ่งดิ่งลึกเข้าไป ราวกับเราและเรื่องนั้นๆ เป็นสิ่งเดียวกัน ไม่ต้องสนใจว่าจะทราบเมื่อใด หากญาณหยั่งรู้ทำงาน จะแสดงความรู้ออกมาเอง ซึ่งเมื่อใดก็ไม่อาจทำนายได้ เมื่อความรู้ได้ออกมาแล้ว เราจะรู้สึกแปลกใจว่าทำไมจึงรู้สึกอย่างนั้น หรือสังหรณ์อย่างนั้น จนกระทั่งเห็นความแม่นยำของลางสังหรณ์ของตนเอง นับว่าการฝึกได้ผลแล้ว การฝึกญาณที่ง่ายที่สุด คือ การฝึกอ่านจิตของคนที่ใกล้ชิด ให้น้อมจิตลงไปถามว่าเขาผู้นั้น คิดอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หลอมรวมจิตราวกับเราคือเขา เขาคือเรา จนจิตนิ่งบริสุทธิ์ บ่อยๆ แล้วปล่อยจิตไปตามธรรมชาติ อย่าไปเร่งความรู้ อย่าไปอยากรู้ จินตนาการว่าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา เป็นตัวเขา กำลังดำเนินชีวิตอยู่ แล้วเรารู้สึกอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เมื่อญาณทำงาน ลางสังหรณ์หรือความรู้สึกของเราที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาจะปรากฏขึ้นมา จากนั้น นำข้อมูลดิบนั้นไปตรวจสอบดูความแม่นยำ นั่นคือ กระบวนการฝึกญาณหยั่งรู้ ให้ฝึกแล้วตรวจสอบบ่อยๆ เพื่อพัฒนาวิธีการของตน ก็จะมีญาณหยั่งรู้ที่แจ่มใส แจ้งชัด บริสุทธิ์ และแผ่ไพศาลมากขึ้นเป็นลำดับ
สามารถฝึก “วิปัสสนา” ได้อย่างไร?
เมื่อได้ฝึกญาณหยั่งรู้แล้วไม่ก้าวหน้า อาจเพราะเงื่อนไขด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วทั้งห้าประการ โดยเฉพาะเรื่องความบริสุทธิ์ของจิต หากจิตเรามีกิเลสเจือปน ข้อมูลที่ได้จะบิดเบือนตามกิเลสของเรา ได้ข้อมูลที่ผิดพลาด ทำนายผิดไปในที่สุด ดังนั้น การทำจิตให้บริสุทธิ์จึงเป็นงานหลักสำหรับผู้ที่ต้องการญาณหยั่งรู้ที่สูงขึ้น ในขั้นนี้ จำเป็นต้องหาวิธีการไถ่ถอนกิเลส และความไม่บริสุทธิ์ในจิตทั้งหลาย เรียกว่า “วิปัสสนา” ซึ่งวิปัสสนาเองก็ต้องอาศัยกำลังญาณเช่นกัน เพราะการไถ่ถอนความไม่บริสุทธิ์ของจิตนั้น จะทำได้ไม่ใช่ด้วยกำลังจิต แต่ด้วยปัญญาแจ้งในความไม่บริสุทธิ์นั้นๆ ว่าไม่ใช่สิ่งที่จิตควรจะอาลัยอาวรณ์ยึดไว้ เพราะความไม่บริสุทธิ์ของจิตนี้ เกิดจากจิตเองยึดเอาไว้ หากจิตรู้ว่าไม่ควรยึด ควรคลายออก จิตก็คลายออกอย่างง่ายได้ ขอเพียงแค่มีปัญญารู้แจ้งเท่านั้นเอง เพราะความไม่บริสุทธิ์ในจิตนี้ ไม่ได้เกิดจากใคร หรือปัจจัยภายนอก ส่งมายัดเยียดให้เราเก็บไว้ก็หาไม่ ดังนั้น จึงไม่ใช่การใช้กำลังจิตไถ่ถอนเป็นสำคัญ แต่เป็นเรื่องการใช้ปัญญาบอกให้จิตเองนั่นแหละ คลายความไม่บริสุทธิ์ออกไปเอง โดยมีกำลังจิตหรือจิตที่บริสุทธิ์คอยรองรับสภาวะของจิตตนเอง ขณะคลายความไม่บริสุทธิ์ออกไป ประดุจการถอนดอกบัวออกจากสระ หากดินไม่แน่น ก็จะยกไปทั้งกอบัว ทั้งราก ทั้งน้ำก็ขุ่นไปด้วยโคลนตม การจะมองเห็นความใสสะอาดของสระนั้นได้ จึงต้องค่อยๆ ถอนดอกบัวออก ในภาวะที่ดินแน่นพอควร เพื่อไม่ให้โคลนกระจายเต็มสระนั่นเอง การไถ่ถอนกิเลสก็เป็นเช่นนั้น ดังนั้น ในการวิปัสสนา จึงไม่สนใจอะไร นอกจากพุ่งประเด็นไปที่ความไม่บริสุทธิ์ของจิตโดยตรง ไม่ใช่ว่าดูรูปนามดับแต่กิเลสไม่ได้ไถ่ถอนเลย จะมาบอกว่าทำวิปัสสนาอยู่นั้นหาได้ไม่ ดังนั้น วิปัสสนาที่แท้จริง คือ ต้องไถ่ถอนกิเลสหรือความไม่บริสุทธิ์ในจิตออกได้จริง ไม่ใช่การบริกรรม กระบวนการที่ทำตามๆ กันมาเป็นรูปแบบเดียวกัน แต่จิตนั้นยังมีกิเลสอยู่เช่นเดิม ดังนั้น วิปัสสนาในบทความนี้ จึงมีวิธีฝึกเฉพาะดังนี้ คือ
๑) สำรวจจิตตนเองว่ามีอะไรที่ยังยึดมั่นหรืออาลัยอาวรณ์ไม่ถอนทิ้งบ้าง เพื่อนำมายกขึ้นพิจารณาเป็นอย่างๆ ไป แล้วไถ่ถอนออกเสียทีละอย่าง จนจิตใสสะอาด
๒) เวลายกเอาประเด็นที่ไม่บริสุทธิ์ในใจมาไถ่ถอน ให้ตั้งคำถามตัวเองในใจ เหมือนการซักไซ้ไล่เลียงจับผิดนักโทษ ให้บอกความจริงที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ออกมา เราจะหาความจริงในจิตเราเอง ว่าทำไม มันถึงได้ยึดมั่นไว้ อาลัยอาวรณ์สิ่งนั้นนัก
๓) เวลาถามจิตตนเอง ให้ถามไปถามมา ลึกลงๆ ไล่ถาม แล้วตนเองก็ตอบเอง ตอบจนตนเองเข้าตาจน ไม่รู้จะตอบอะไร อึ้งไป ว่างไป จนรู้ได้ว่าตนเองโง่เองที่ไปยึดมัน อาลัยอาวรณ์มัน ไม่รู้จะยึดไปทำไม ไม่เห็นประโยชน์ในการยึดนั้นเลย
๔) ขณะถามใจตนเอง และตอบไปตอบมานั้น จิตต้องน้อมนิ่งดิ่งลึก มีสมาธิระดับฌานรองรับสภาวะจิตตนเอง หากจิตตนเองมีสมาธิน้อย ฌานต่ำ จะทำให้จิตไม่มั่นคงเวลาไถ่ถอนความไม่บริสุทธิ์ออก จะสะเทือนจิต แล้วกลับไปยึดมั่นใหม่ได้
๕) เมื่อไถ่ถอนแล้ว เกิดความคิดใหม่ คือ “คิดใหม่ ทำใหม่” ได้ นั่นเรียกว่าพุทธิปัญญาเกิด จิตจะน้อมรับปัญญานั้นแทน จึงคายทิ้งความไม่บริสุทธิ์ได้เด็ดขาด
ลำดับขั้นการไถ่ถอนความไม่บริสุทธิ์ของจิตในรูปการดับเจตสิก
ในพระสูตรและพระอภิธรรมมีความแตกต่างและดูคล้ายกับว่าจะขัดแย้งกันเองในบางประเด็น ทั้งในส่วนของการไถ่ถอนสังโยชน์ และในส่วนของการกำจัดกิเลสต่างๆ เมื่อได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าแตกต่างกันไปหมด ไม่เหมือนกันเลย พอพิจารณาการไถ่ถอนสังโยชน์ลำดับจะเป็นอย่างหนึ่ง พอพิจารณาการดับกิเลส ลำดับก็เป็นอย่างหนึ่ง พอพิจารณาการขจัดอาสวะ ลำดับก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ในความเป็นจริง ผู้ปฏิบัติควรเลือกใช้หลักใดหลักหนึ่งก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เมื่อปฏิบัติถึงที่สุดแล้วไม่พบธรรม จึงค่อยเปลี่ยนไปสู่หลักอื่น ในบทความนี้ ขอรวบตามความเข้าใจง่ายๆ ใหม่ ให้เกิดความเข้าใจไม่สับสน ไม่ยุ่งเหยิง โดยอาศัยศัพท์สมมุติบัญญัติเพื่ออธิบายสภาวะจิตใหม่ ๓ ขั้น คือ ขั้นหยาบ จะขจัดเจตสิกที่ยึดทางผิด, ขั้นกลางจะจับจิตให้ตรงกลาง, ขั้นละเอียด จะดิ่งลึกลงแก่นแท้ อุปมาเหมือนคนยิงธนู ฝึกขั้นแรก มือไม่เล็งผิดเป้า ฝึกขั้นที่สองไม่สั่นคลอนแคลนจึงเล็งตรงจุด ขั้นที่สาม ยิงได้ทะลุเป้าหมาย ดังจะอธิบายต่อไปนี้
๑) ดับเจตสิกอกุศลหยาบ (โสดาปัตติมัคค – พ้นความเป็นสัตว์นอกรีต)
ได้แก่ ดับ จิตมาร, จิตเปรต, จิตสัตว์นรก, จิตเดรัจฉาน พึงให้ผลจากการไถ่ถอนจิตเป็น
๑.๑) ปิดอบายภูมิสี่ คือ ไม่เกิดในสัตว์เดรัจฉาน, เปรต, นรก, มาร
๑.๒) พ้นจากมิจฉาทิฐิ คือ ไม่มีจิตที่ดื้อด้านสอนไม่ได้, เห็นธรรมตามตรง
๑.๓) บรรลุโสดาบัน คือ จิตแน่วแน่ด้วยปัญญาไปสู่ทางสิ้นไปแห่งชาติภพ
๑.๔) ดับชาติเหลือ ๗ คือ เกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติก็บรรลุได้ (ยกเว้นโพธิสัตว์)
๑.๕) ดับภพเหลือ ๒ คือ เกิดอีกเพียง ๒ ภพ คือ ภพมนุษย์ และภพสวรรค์
ในการดับเจตสิกยังผลให้จิตอกุศลเหล่านี้ดับสิ้นเชิง ยังทำให้เบาบางเหลือภาระน้อย บรรลุธรรมได้ไม่เกิน ๗ ชาติ เพียง ๒ ภพ คือ ไม่บรรลุบนสวรรค์ก็โลกมนุษย์ และไม่สู่ทุคติภูมิอีก (แม้แต่มหาเทพบางองค์ ยังมีภพเดรัจฉานได้ เพราะไม่บรรลุโสดาบัน ตามบันทึกของฮินดู เราพบว่ามหาเทพบางองค์ต้องอวตารลงมาเป็นหมูเพื่อช่วยคนก็มี) ในการดับเจตสิกนี้ จะคลายอัตตาก่อน จึงไม่หลงในทิฐิที่ผิด จากนั้น จะเข้าสู่การดับเจตสิกทีละตัวไป โดยแต่ละตัวจะไถ่ถอนด้วยการคลายอุปทาน, แล้วละตัณหาทั้งสองทาง (ภวตัณหา และวิภวตัณหา), จากนั้น จึงดับกามตัณหา ด้วยปัญญาที่แจ้งแล้วในระดับโสดาบัน ยังผลให้จิตหยาบที่สุดเหล่านี้ดับสิ้นไป ในขั้นนี้ ปัญญาแจ้งไม่พอที่จะดับอวิชชา เป็นการแจ้งในระดับโสดาบัน คือ เห็นทางสว่างข้างหน้า หันหลังให้โลกสิ้นเชิง
๒) ดับเจตสิกอกุศลกลาง (อนาคามีมัคค – พ้นทางโลก แต่ยังไม่พบธรรม)
ได้แก่ จิตเอนเอียง, จิตไม่ตั้งตรง, จิตเอนไปทางรักใคร่, จิตเอนไปทางเกลียดชัง, จิตเอนไปทางยินดี, จิตเอนไปทางยินร้าย ถึงจุดนี้ จิตจะไม่กระทบกระทั่งกันเอง แต่มีกำลังสามัคคีกัน สามารถกำราบกิเลสได้ทุกชนิดในชั่วคราว ชนะกิเลสตลอดที่ใช้กรรมฐาน แต่ก็ยังมีกิเลสอยู่ ยังรู้ว่ามีกิเลสอยู่ เพราะยังไม่ได้ไถ่ถอนออก จึงให้ผลเป็นอนาคามี ดังนี้
๒.๑) ดับชาติเหลือเพียงชาติเดียว ชาติข้างหน้าจะบรรลุธรรมไม่กลับมาเกิดอีก
๒.๒) ดับภพเหลือเพียงภพเดียว ภพข้างหน้าเป็นภพสวรรค์หรือพรหมเท่านั้น
๒.๓) ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะทรงเทศนาบนสวรรค์
๒.๔) บรรลุธรรมง่ายดายกว่าปฏิบัติบนโลก เพราะได้อาศัยธรรมะจากพระโอษฐ์
๒.๕) ขณะยังไม่ตาย อยู่บนโลก ก็อยู่อย่างมีความสุข สุขสงบใกล้เคียงนิพพาน
ในการดับเจตสิกที่ทำให้รักและเกลียดลง ยังผลให้หมดกาม และโกรธ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบในพระอนาคามี จิตพระอนาคามีจึงไม่มีสองสิ่งตรงข้าม พ้นทางโลกแต่ยังไม่พบธรรม ดังนั้น จิตจึงคลอนแคลน ยังไม่คายกิเลสได้เด็ดขาด แม้มีปัญญาพ้นกามและโกรธแล้ว แต่บางครั้งพระอนาคามียังมีกิเลสสองแบบนี้วนเวียนมาได้อีก จนกว่าจะบรรลุอรหันต์จึงจะพ้นจากกิเลสใดๆ ได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง แต่ในกรณีที่กำลังจิตถึงแต่ปัญญายังไม่ถึง จะเสมือนไม่มีกิเลสเลย เพราะกำราบได้ราบคาบหมด แต่กลับไม่รู้ธรรม พระอนาคามีจะมีสองแบบนี้ คือ แบบที่กำลังจิตถึงเท่าทันพ้นความหลงโลกก่อน หรือปัญญาถึงเท่าทันพ้นความหลงโลกก่อน แต่เพราะยังถึงไม่พร้อมกันเลยไม่บรรลุธรรม และแตกต่างจากอรหันต์เล็กน้อย เมื่อพละห้าสมังคีกันดี การบรรลุธรรมก็จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย
๓) ดับเจตสิกอกุศลละเอียด (อรหันตมัคค – พบธรรม พ้นทางโลกสิ้นเชิง)
ได้แก่ จิตไม่ลึกถึงแก่นธรรมทำให้อาลัยอาวรณ์หรือเยื่อใยในชาติหรือภพเหลืออยู่ เช่น ติดฌาน คือ เยื่อใยในภพพรหม, ติดกาม คือ เยื่อใยในภพมนุษย์, ติดงาม คือ เยื่อใยในภพสวรรค์ เป็นต้น แต่เป็นการติดที่ไม่ยึดมั่น, ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป แต่ยังเหลือเพียงเยื่อใยอาลัยอาวรณ์ เหมือนตัดก้านบัวยังเหลือเยื่อใยฉะนั้น ในขั้นนี้ แม้ตัดก้านบัวไปแล้ว แต่จิตยังไม่แจ้งด้วยปัญญาจึงยังเหลือเยื่อใยได้ และกลับไปทำพฤติกรรมเดิมได้ แต่หากแจ้งด้วยปัญญาแล้ว จะไม่เหลือเยื่อใย สิ้นชาติขาดกันเด็ดขาดไปเลย ผลคือ
๓.๑) พ้นจากชาติและภพใดๆ เบื้องหน้าไม่มีเกิด ไม่มีตายอีก
๓.๒) พ้นจากความไม่รู้ รู้แจ้งในท้ายที่สุดของทุกสรรพสิ่งในพลัน
๓.๓) บรรลุอรหันต์ มีความบริสุทธิ์แห่งจิตเที่ยงแท้ ไม่แปรเปลี่ยน
๓.๔) พ้นจากความทุกข์ทั้งมวล พบความสุขแท้ คือ ความสุขสงบ
ข้อสรุปง่ายๆ สำหรับการกำจัดความไม่บริสุทธิ์ในจิตนี้ คือ ขั้นแรกต้องขจัดสิ่งที่นอกลู่นอกทางออกไปก่อน ทำให้แน่วแน่ตรงทางสัมมา จากนั้น จึงค่อยๆ เล็งให้ตรงเป้า การจะตรงเป้าได้นั้น จำต้องจัดการสิ่งที่เอนซ้ายเอนขวา หรือ สิ่งทางโลกที่มีของคู่ตรงข้ามกันให้หมดสิ้นไป ท้ายที่สุด จึงหยั่งลึกลงตรงๆ (เมื่อเล็งตรงแล้ว) ก็ได้พบธรรมความจริง แล้วเกิดความมั่นใจ คลายออกจากการยึดมั่นในชาติภพ นั่นคือ การบรรลุธรรมนั่นเอง
อุปมาผู้บรรลุธรรมกับคนฝึกยิงธนู
๑) พระโสดาบัน คือ ผู้ที่รู้เป้าหมายที่ถูกต้องแล้ว ไม่เล็งธนูผิดเป้า แต่ยังไม่ลองยิง
๒) พระสกิทาคามี คือ ผู้ที่ทดลองยิงเป้านั้น ลองผิดแล้วลองผิดอีก ก็ยังไม่เข้าเป้า
๓) พระอนาคามี คือ ผู้ที่เล็งเป้าตรงจุด ไม่เอนซ้าย-ขวา นิ่งแน่วแน่ แต่ยิงไม่ทะลุ
๔) พระอรหันต์ คือ ผู้ที่เล็งเป้าตรงจุด เหนี่ยวธนูเต็มแรง พอยิงก็ตรงจุด ทะลุเป้า
วิธีการไถ่ถอนความไม่บริสุทธิ์ในจิตด้วยวิปัสสนาญาณ
ขั้นที่หนึ่ง พักเข้าฌานสี่ (อนุโลม)
รวมจิตในอารมณ์กรรมฐานใดกรรมฐานหนึ่ง เพื่อตัดนิวรณ์ทั้งห้าเข้าสู่ฌานหนึ่ง แล้วค่อยๆ ละจากอารมณ์กรรมฐาน จิตจะคลายจากกาย เข้าสู่ความละเอียดภายในยิ่งขึ้น เป็นฌานสอง จากนั้น ละจากความคิดจิตใจ จิตจะน้อมเข้าสู่ความสงบนิ่งเป็นอิสระอันละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น เข้าสู่ฌานสาม จากนั้น จิตดับลงจนไม่รับรู้ ไม่เหลืออะไรเลย เหมือนกายและใจดับหายไปหมด โลกทั้งโลกก็หายไปหมด เข้าสู่ฌานสี่ พักจิตสงบชั่วครู่
ขั้นที่สอง ถอยกลับมาฌานหนึ่ง (ปฏิโลม)
เมื่อพอควรแล้ว จิตได้พักฟื้นมีกำลัง เห็นความสงบสุขชัดแล้ว ให้ออกจากฌานสี่ ไปสู่ฌานสาม จะรู้สึกมีอะไรบางอย่าง รับรู้หรือสัมผัสเบาๆ อะไรบางอย่าง ตามแต่ลักษณะของอารมณ์กรรมฐาน เช่น หากใช้อารมณ์กรรมฐานอานาปานสติ จะรู้สึกลมหายใจมีขึ้นมาใหม่ บางครั้ง เสียงลมหายใจเหมือนดังมากเป็นพายุ ค่อยๆ ตั้งสติดีๆ จะถอยออกไปสู่ฌานสอง จะสัมผัสรู้สึกตัว รู้สึกว่ากายเรายังอยู่ครบได้ จากนั้น จึงถอยจากฌานสอง เพื่อยกอารมณ์วิปัสสนาอีกรอบหนึ่ง ณ จุดที่หยิบยกเอาวิปัสสนานี้ จะถอยมาที่ฌานหนึ่ง
ขั้นที่สาม ยกจิตสู่อารมณ์วิปัสสนา (อนุโลม)
ตั้งปริศนาธรรมเรียบง่ายสั้นกะทัดรัด ตรงจุด ในใจ ในจุดที่ยังค้างคาใจ ในจุดที่ถูกต้องโดนกิเลสในใจตน สมมุติว่ายังมีความโกรธอยู่ ให้ถามตนเองในใจเบาๆ ว่า “ทำไมโกรธ” ถามไปถามมา ถ้าได้พุทธิปัญญาขั้นเบาบาง เช่น ตอบได้ว่า “เพราะเขายั่ว” ให้ถามตน เองต่อไปว่า “เขาน่าโกรธยังไง” พิจารณาถามไปถามมาในใจเรา ถ้าได้คำตอบว่า “เขาผิด เขาทำร้ายเรา” ถามกลับไปกลับมา ระลึกถึงตอนที่เขาทำผิด เขาทำร้ายเรา ให้ถามต่อว่า “เขาผิดตรงไหน” ถามไปถามมาหากได้คำตอบว่า “เขามุ่งร้ายเรา” ถามไปถามมาอีกว่า “เขาทำเราทุกข์ได้ไหม” ถามไปถามมาหากได้คำตอบว่า “จริงๆ เราไม่ได้สนใจเขา” ถามต่อว่า “เอ? แล้วทำไมเราทุกข์เพราะเขา” ถามไปถามมา แล้วถ้าได้คำตอบว่า “เราเองที่หวั่นไหวไป” ให้ถามต่อว่า “ถ้าไม่หวั่นไหว เราจะไม่ทุกข์ใช่ไหม” ถ้าได้คำตอบว่า “ไม่ทุกข์” ให้ถามต่อว่า “ถ้าเราไม่ทุกข์ จะโกรธเขาไหม” ถ้าตอบว่า “ไม่น่าจะโกรธสิ” ให้ถามต่อว่า “แล้วโกรธเขาทำไม” ถ้าได้คำตอบว่า “เพราะหลงว่าเขาทำให้เราทุกข์” ให้ถามต่อว่า “แล้วจริงๆ อะไรทำให้เราทุกข์” ถ้าได้คำตอบว่า “เพราะใจเราหวั่นไหวไปเอง” ให้ถามต่อว่า “เช่นนั้น ทำอย่างไรจึงพ้นทุกข์” ถ้าได้คำตอบว่า “ใจไม่หวั่นไหวก็ไม่ทุกข์” ให้ถามต่อว่า “เช่นนั้น เราจะโกรธไหม” ถ้าได้คำตอบว่า “ก็ไม่โกรธสิ” จากนั้น ปล่อยให้จิตเข้าสู่ฌานสอง ไปสู่ฌานสาม ไปสู่ฌานสี่ ตามลำดับ จะรู้สึกโล่ง โปร่ง เหมือนถอนหรือยกภูเขาออกจากอก เบาสบายใจ เพราะถอนโกรธทิ้งได้
ในการไถ่ถอนกิเลสตัวอื่นๆ ให้ใช้วิธีการเดียวกันนี้ ที่สำคัญคือการถามใจตัวเอง ต้องถามนำไปสู่ทางออกที่แท้จริงให้ได้ และการตอบต้องตอบให้ตรงใจเราเอง ลึกซึ้งที่สุด จะโกหกตัวเองไม่ได้เลย การจะรู้ใจตัวเองลึกที่สุด การเข้าฌานลึกจะทำให้เราระลึกรู้ได้ เมื่อทำเช่นนี้ ไถ่ถอนสังโยชน์หรือกิเลสหมดสิ้นแล้ว จะเห็นธรรมแท้ที่ไม่มีกิเลสเจือปน คือ เข้าสู่ขั้นการบรรลุธรรม หลักการง่ายๆ คือ อนุโลม ปฏิโลม กลับไปมา อะไรที่ยังเหลือ ก็ยกออกมาพิจารณา พิจารณาลึกลงๆ จนเห็นไม่มีแก่นสารให้ยึดถือไว้อีก จิตก็คลายไถ่ถอนออกจากสังโยชน์นั้นๆ จนหมดสิ้น ดับกิเลสสิ้นเชิงได้ในที่สุด
ประการสำคัญของการทำวิปัสสนาไม่ใช่การภาวนาหรือบริกรรม และไม่ใช่การจ้องดูแต่รูปนามเกิดดับ เพราะหากกิเลสไม่ได้ไถ่ถอนแล้ว แม้เห็นรูปนามเกิดดับไม่รู้กี่รอบ กิเลสก็ยังอยู่เหมือนเดิม จำต้องไถ่ถอนกิเลสจนดับหมด เข้าสู่ภาวะ “กิเลสนิพพาน” ก่อน แล้วจึงเห็นความดับไปของสภาวธรรม หรือรูปนามดับ จนนำไปสู่การบรรลุธรรมได้ จึงจะเกิดพุทธิปัญญา เข้าใจธรรมไม่ผิดเพี้ยน หลังจากจิตบริสุทธิ์ลึกซึ้งตรงแล้วอย่างแท้จริง
ความไม่บริสุทธิ์ในขันธสันดานเป็นไฉน?
อาสวะสี่, โอฆะสี่ และโยคะสี่ (ความไม่บริสุทธิ์ที่กั้นบุคคลบรรลุธรรมขั้นต่างๆ)
อาสวะ แปลว่าเครื่องหมักดอง ทำให้จิตไม่บริสุทธิ์ คั่งค้างหมักหมมอยู่อย่างนั้น ส่วน “โอฆะ” แปลว่า เครื่องทับถมให้จมลง ประดุจทับให้สัตว์จมห้วงน้ำ และ “โยคะ” หมายถึงเครื่องตอกติดสัตว์ให้ไม่อาจพ้นไปได้ ทั้งสามประการนี้ เป็นการมองความไม่บริสุทธิ์ของจิตในวิธีเดียวกัน จึงแบ่งได้เป็นสี่ส่วนเหมือนกัน เพียงแต่เรียกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้นเอง เช่น กาม ถ้ามองในมุมอาสวะ ก็เรียก กามาสวะ ถ้ามองในมุมของโอฆะ ก็เรียก กาโมฆะ ถ้ามองในมุมโยคะ ก็เรียก กามโยคะ มีความหมายดังนี้
๑. กาม คือ ภาวะจิตจมอยู่ในความติดใจแสวงหากามคุณทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และการสัมผัสถูกต้อง องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิกที่ในโลภมูลจิต ๘
๒. ภวะ คือ ภาวะจิตจมอยู่ในความชอบใจยินดีในอัตภาพของตน ตลอดจนชอบใจ อยากได้ในรูปภพ อรูปภพ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิกที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔
๓. ทิฏฐิ คือภาวะจิตจมอยู่ในความเห็นผิดจากความเป็นจริงแห่งสภาวธรรมหรือผิด ทำนองคลองธรรม จึงมีความติดใจในความเห็นผิดนั้น องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
๔. อวิชชา คือ ภาวะจิตจมอยู่ในความไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริง จึงได้ โลภ โกรธ หลง องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒
รวมอาสวะมี ๔ แต่วัตถุธรรมหรือองค์ธรรมมีเพียง ๓ เท่านั้นคือ โลภเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก และ โมหเจตสิก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า พิจารณาเปลือกนอกแล้วจำแนกเป็นกลุ่มของอาสวะได้ ๔ ประการ แต่เกิดจากวิมุติธรรมแก่นแท้เพียง ๓ แบบ คือ จิตโลภ, จิตหลง และจิตปรุงแต่งความคิด นั่นเอง ในอาสวะสี่นี้ เวลาจะดับอาสวะ ให้ดับจากหยาบที่สุดก่อนจะง่ายที่สุด คือ ดับ “ทิฏฐาสวะ” หรือความเห็นผิดทาง เมื่อดับได้จะเห็นถูกทาง คือ ได้มรรคผลเป็นโสดาบัน จากนั้น จึงดับ “กามาสวะ” หรือ ความอาลัยอาวรณ์อยากในสิ่งเร้านอกตัวทั้งหลายทั้งปวง จึงให้มรรคผลเป็น “อนาคามี” สุดท้ายจึงดับในส่วนของ “ภวาสวะ” คือ ความอาลัยอาวรณ์ภายในตน เช่น นิมิตที่ตนได้, อรูปฌานที่ตนสำเร็จ, ความถือตนเป็นอรหันต์ (ทั้งที่ไม่ใช่) และ “อวิชชาสวะ” คือ ดับความไม่รู้ด้วยการรู้แจ้ง มาถึงขั้นนี้ ปัญญาจึงมี มรรคผลนิพพานจึงมี อรหันต์จึงมีในที่สุด อนึ่ง อาสวะเหล่านี้ มองในมุมหนึ่งเป็นเครื่องทับถมสัตว์ในจมลงก็ได้ จึงเรียกว่าเป็น “โอฆะ” ก็ได้ แต่หากพิจารณาเป็นเครื่องตอกติดสัตว์ ก็จะเรียกว่าเป็น “โยคะ” ทั้งหมดล้วนแบ่งเช่นกัน
คันถะสี่ (ความไม่บริสุทธิ์ที่กั้นบุคคลไม่ให้บรรลุโสดาบัน เป็นคนสอนไม่ได้)
หมายถึง ปมในจิตที่ผูกมัดรั้งไว้ไม่ให้บุคคลบรรลุโสดาบัน (เฉพาะโสดาบัน) อันได้แก่
๑. อภิชฌากายคันถะ ผูกมัดอยู่กับความยินดี ชอบใจ อยากได้ องค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘ อภิชฌา ที่เป็นคันถะนี้แตกต่างกับอภิชฌาที่เป็นมโนทุจริต คือ อภิชฌาที่เป็นมโนทุจริตนั้น เป็นโลภะอย่างหยาบ มีสภาพอยากได้ทรัพย์ สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยไม่ชอบธรรม ส่วนอภิชฌาที่เป็นคันถะนี้ เป็นได้ทั้งโลภะอย่างหยาบและอย่างละเอียด ทั้งหมดที่เกี่ยวกับความอยากได้ ความชอบใจในทรัพย์สมบัติของผู้อื่น หรือแม้ของ ตนเอง จะโดยชอบธรรมก็ตาม ไม่ชอบธรรมก็ตาม จัดเป็นอภิชฌากายคันถะทั้งสิ้น
ความหมายสั้นๆ คือ ภาวะจิตที่ยังมีอาลัยอาวรณ์ มองเห็นโลกว่ามีสิ่งสนองสุขได้แท้จริง
๒. พยาปาทกายคันถะ ผูกมัดอยู่กับความโกรธ จะถึงกับคิดปองร้ายด้วย หรือไม่ก็ตาม องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิตทั้ง ๒ ดวง พยาปาท ที่เป็นคันถะนี้ แตกต่างกับพยาปาทที่เป็นมโนทุจจริต คือ พยาปาทที่เป็นมโนทุจจริต ได้แก่ โทสะอย่างหยาบ เกี่ยวกับการปองร้ายผู้อื่น ตลอดจนการนึกคิดให้เขามีความลำบาก เสียหายต่าง ๆ หรือนึกแช่งผู้อื่นที่เขา ไม่ชอบนั้นให้ถึงแก่ความตาย ส่วนพยาปาท ที่เป็นคันถะนี้ ได้แก่ โทสะอย่างหยาบก็ตาม อย่างละเอียด ก็ตาม คือ ความไม่ชอบใจ ไม่พอใจ โกรธ เกลียด กลัว กลุ้มใจ เสียใจ ตลอดไปจน ถึงการทำปาณาติบาต ผรุสวาท เหล่านี้ จัดเป็นพยาปาทกายคันถะทั้งสิ้น
ความหมายสั้นๆ คือ ภาวะจิตที่ยังยึดมั่น มองเห็นสิ่งใดๆ ไม่พึงใจเป็นต้องมุ่งร้ายทำลาย
๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะ ผูกมัดอยู่ในความชอบใจในการปฏิบัติที่ผิด ว่าปฏิบัติอย่างนี้แหละเป็นทางให้พ้นทุกข์ โดยเข้าใจว่าเป็นการถูกต้องแล้วชอบแล้ว แต่ถ้าหากว่ามีผู้รู้แนะนำสั่งสอนทางที่ถูกต้องให้ ก็สามารถกลับใจได้ จึงเปรียบไว้ว่า เป็นทิฏฐิชั้นลูกศิษย์ พอจะแก้ให้ถูกได้ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคต สัมปยุตตจิต ๔
ความหมายสั้นๆ คือ ภาวะจิตที่ยังหลงเพราะไม่พบแนวทางนี้ถูกต้อง จึงปฏิบัติผิดๆ ถูกๆ
๔. อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ ผูกมัดอยู่ในความชอบใจในการปฏิบัติที่ผิด แต่ว่ารุนแรงมั่นคงแน่วแน่มากกว่าในข้อ ๓ นอกจากนั้นแล้วยังดูหมิ่นและเหยียบย่ำ ทับถมวาทะ หรือมติของผู้อื่นด้วย ถึงแม้ว่าจะมีผู้รู้มาชี้แจงแสดงเหตุผลในทางที่ถูกที่ชอบประการใด ๆ ก็ไม่ยอมกลับใจได้เลย จึงมีข้อเปรียบไว้ว่าเป็นทิฏฐิชั้นอาจารย์ เพราะไม่สามารถที่จะแก้มาในทางที่ชอบได้ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ใน ทิฏฐิคตสัมปยุตต ๔
ความหมายสั้นๆ คือ ภาวะจิตที่ยังหลงเพราะยึดมั่นแนวทางที่ผิด จึงปฏิบัติผิดทาง
รวมคันถะมี ๔ แต่องค์ธรรมมีเพียง ๓ คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก และ ทิฏฐิเจตสิก สำหรับคันถะนี้ หากสามารถพ้นได้ จะยังผลให้ได้สูงสุดคือโสดาบัน แต่ยังไม่ถึงขั้นสูงกว่านี้ เพราะยังไม่ไถ่ถอนกิเลส ยังเป็นพื้นฐานแค่ไม่หลงโลก ทำความคิดเห็นให้ตรงเท่านั้น (สัมมาทิฐิ) สำหรับคันถะทั้งสี่นี้ หากเป็นสามข้อแรก ยังสามารถสอนได้ ทำให้บรรลุโสดาบันได้ แต่หากเป็นข้อสี่ คือ “อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ” คือ ทิฏฐิที่ตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์คนอื่นเขา โดยตนไม่บรรลุธรรม จึงไม่อาจสั่งสอนได้ ไม่อาจบรรลุโสดาบัน หากพบบุคคลเช่นนี้ ท่านว่าเป็นบัณฑิตพาล สัตว์ดื้อด้าน ให้ปล่อยทิ้งไปเสีย
ในพระอภิธรรมสังคหปริเฉท จะแสดงแยกไว้ว่าภูมิจิตภูมิธรรมระดับใด ดับเสียได้ซึ่งคันถะชนิดต่างๆ ได้สิ้น เช่น อนาคามี จะหมดซึ่ง “พยาปาทกายคันถะ” อรหันต์จะหมดซึ่ง “อภิชฌากายคันถะ” ส่วนโสดาบัน จะหมดได้ในสองส่วนที่เหลือ ในที่นี้ มีความเห็นต่างอยู่ว่า อภิชฌากายคันถะ นั้น ระดับลึกต้องระดับพระอรหันต์ไถ่ถอนเท่านั้น แต่ระดับตื้นก็ถือว่าพระโสดาบันละจากความหลงในคันถะนี้แล้ว ส่วนพยาบาทนั้น จำต้องไถ่ถอนออกเสียก่อนจะบรรลุโสดาบัน ดังนั้น จึงไม่ควรแยกว่าคันถะตัวใด พระอริยบุคคลระดับใดไถ่ถอนได้ แต่คิดว่าควรใช้พิจารณาว่าคันถะเหล่านี้ เป็นเครื่องปิดกั้นประตูโสดาบันเท่านั้น ส่วนการบรรลุธรรมสูงขึ้นไป สมควรแก่การพิจารณาธรรมหมวดอื่นตรวจเช็คมากกว่า
อุปาทานสี่ (ความไม่บริสุทธิ์ที่เกิดจากจิตยึดมั่นไว้ ยังผลให้ไม่สิ้นชาติภพ)
๑. กามุปาทาน ความยึดมั่นในวัตถุกามทั้ง ๖ มี รูปารมณ์ เป็นต้น องค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘
๒. ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในการเห็นผิด มี นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ และ ทิฏฐิ ๖๒ (ที่นอกจาก สีลัพพตทิฏฐิ และสักกายทิฏฐิ ซึ่งจะกล่าวต่อไปเป็นข้อ ๓ และ ข้อ ๔) องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
๓. สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในการปฏิบัติที่ผิด มีการปฏิบัติเยี่ยงโค และ สุนัข เป็นต้น อันเป็นการปฏิบัติที่นอกไปจาก มัชฌิมาปฏิปทา การยึดมั่นในการ ปฏิบัติที่ผิดเช่นนี้ บางทีก็เรียกว่า สีลัพพตทิฏฐิ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกที่ใน ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
๔. อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเป็นตน หรือว่ามีตัว มีตนอยู่ในเบ็ญจขันธ์ ซึ่งได้แก่ สักกายทิฏฐิ นั่นเอง องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
รวมอุปาทาน มี ๔ แต่องค์ธรรมมีเพียง ๒ คือ โลภเจตสิก และ ทิฏฐิเจตสิก ในพระอภิธรรมสังคหปริเฉทได้จำแนกต่อไว้ว่า โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน อรหัตตมัคค ประหาร กามุปาทาน ในความเห็นของผู้เขียน มีความเห็นต่างจากนี้เล็กน้อย คือ อุปทาน เป็นกริยาจิตยึดมั่นในแบบต่างๆ เมื่อจิตคลายจากการยึดมั่นแล้ว หากยังไม่แจ้งด้วยปัญญา ก็จะหาที่เกาะ ที่พึ่งไม่ได้ จิตจะเอนเอียงไป มากเกินไปบ้าง น้อยเกินไปบ้าง ไม่ทางซ้ายก็ขวา ไม่ทางขวาก็ดำ ไม่ทางมากไป ก็น้อยไป เป็นลักษณะของภวตัณหา และวิภวตัณหา ดังนั้น การคลายอุปทาน หาใช่จะแจ้งด้วยปัญญาในทันทีเสมอไป แต่หากแจ้งด้วยปัญญาในทันทีที่คลายอุปทาน ก็หมายถึงดับไปได้ถึงตัณหาและอวิชชาเสียด้วย ทั้งนี้ ในการดับ หากพิจารณาโดยจะดับจากอุปทาน ไปตัณหา แล้วไปดับสุดท้ายคืออวิชชา ถอยหลังกลับตามหลักปฏิจจสมุปบาท ไม่ได้ดับแต่อุปทานแล้วบรรลุธรรมในแต่ละขั้นทันใด ดังนั้น ในขั้นโสดาบัน จึงมีการดับกามุปาทานด้วย แต่ดับไปสุด จึงยังเหลือตัณหาในกามนั้น และอวิชชาในกามนั้นด้วย แต่อุปทานในกามอาจสิ้นลงได้ในพระโสดาบันก็มี บ้างก็ไม่สามารถสิ้นลงได้ ขึ้นกับกำลังจิต จึงไม่จำเป็นว่ากามุปาทาน จะต้องดับเมื่ออรหันต์เสมอไป เพราะบุคคลมีกามได้ เรียกว่า กามตัณหา แต่หากไม่ยึดมั่นในกาม ก็ไม่ใช่ กามุปาทาน เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะไม่มีอุปทานในกามจิต แต่มีอุปทานในอวิชชาแทน เช่น หลงยึดว่ารูปสวยน่าชม แต่ไม่ยึดมั่นว่ารูปนั้นเที่ยง จึงไม่อุปทานในกามเพราะรูป แต่อุปทานในอวิชชาว่างามแทน
นิวรณ์หก (ความไม่บริสุทธิ์ในจิต ที่รบเร้าบุคคล ยังผลให้บุคคลไม่อาจได้ฌาน)
๑. กามฉันทนิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความชอบใจอยากได้ในกามคุณอารมณ์ เมื่อชอบใจและต้องการแต่ในกามคุณอารมณ์แล้ว ก็ย่อมขาดสมาธิในอันที่จะทำ ความดี มีฌานและมัคคผลเป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘
๒. พยาปาทนิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความไม่ชอบใจในอารมณ์ เมื่อจิตใจ มีแต่ความขุ่นเคืองไม่ชอบใจแล้ว ก็ย่อมขาดปีติความอิ่มใจในการกระทำความดี มี ฌานเป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒
๓. ถีนมิทธนิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความหดหู่-ท้อถอยในอารมณ์ เมื่อจิตใจ หดหู่ท้อถอยเสียแล้ว ก็ย่อมขาดวิตก คือไม่มีแก่ใจที่จะนึกคิดให้ติดอยู่ในอารมณ์ที่จะ กระทำความดี องค์ธรรมได้แก่ ถีนเจตสิก มิทธเจตสิก ที่ในอกุสลสสังขาริกจิต ๕
๔. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะคิดฟุ้งซ่าน รำคาญใจ เมื่อจิตใจ เป็นดังนี้ ก็ย่อมขาดความสุขใจในอันที่จะกระทำความดี องค์ธรรมได้แก่ อุทธัจจ เจตสิก กุกกุจจเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒
๕. วิจิกิจฉานิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความสงสัย ลังเลใจ เมื่อจิตใจเกิดความ ลังเลสงสัยเสียแล้ว ก็ย่อมขาดวิจารในอันที่จะพินิจพิจารณาในการกระทำความดี องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ในวิจิกิจฉาสหคตจิต ๑
๖. อวิชชานิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความไม่รู้ มีการทำให้หลงลืม ก็ย่อมขาด สติ ไม่ระลึกถึงความดีที่ตนจะกระทำ องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิกที่ในอกุสลจิต ๑๒รวมนิวรณ์ มี ๖ แต่องค์ธรรมมีถึง ๘ คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก ถีนเจตสิก มิทธเจตสิก อุทธัจจเจตสิก กุกกุจจเจตสิก วิจิกิจฉาเจตสิก และ โมหเจตสิก นิวรณ์หกนี้ ใช้เป็นมาตรวัดตอนเข้าฌาน เพื่อตรวจจิตดูว่าเข้าสู่ฌานขั้นใด และตรวจจิตดูระหว่างการขจัดความไม่บริสุทธิ์อีกก็ได้ ใช้ในการพิจารณาขณะทำกรรมฐานมากกว่าใช้ตรวจขั้นการบรรลุธรรม
อนุสัยเจ็ด (ลักษณะนิสัยของบุคคลที่ยังมีกิเลส ประเภทต่างๆ ที่สังเกตได้ชัด)
๑. กามราคานุสัย สันดานที่ชอบใจในกามคุณอารมณ์ องค์ธรรมได้แก่ โลภ เจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘ เป็นกลุ่มคนที่นิยมความงามในกามคุณ มองโลกว่าดี นิยมในความดีนั้น
๒. ภวราคานุสัย สันดานที่ชอบใจในอัตภาพของตนและชอบใจในรูปภพ อรูปภพ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ เป็นกลุ่มคนที่มักถือตัว ถือยศ ฯลฯ
๓. ปฏิฆานุสัย สันดานที่โกรธเคือง ไม่ชอบใจในอารมณ์ องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒ เป็นกลุ่มคนที่มักโกรธ โมโหง่าย ฉุนเฉียวง่าย เป็นลักษณะสำคัญ
๔. มานานุสัย สันดานที่ทะนงตน ถือตัว ไม่ยอมลงให้แก่ใคร องค์ธรรม ได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ เป็นกลุ่มคนที่นิยมเอาตนไปแข่งขันเทียบผู้อื่น
๕. ทิฏฐานุสัย สันดานที่มีความเห็นผิด องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ใน ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ เป็นกลุ่มคนที่มักคิดเอาเอง มีความเห็นของตัวเอง ไม่นิยมฟังใคร
๖. วิจิกิจฉานุสัย สันดานที่ลังเลและสงสัยไม่แน่ใจ องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉา เจตสิก ที่ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ เป็นคนกลุ่มที่ชอบแคลงใจ ขี้ระแวง ไม่วางใจเชื่อใครง่าย
๗. อวิชชานุสัย สันดานที่มีความลุ่มหลงมัวเมา เพราะไม่รู้เหตุผลตามความ เป็นจริง องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒ เป็นกลุ่มคนที่มักหลงเชื่อทางผิดง่ายๆ
รวมอนุสัย มี ๗ แต่องค์ธรรมมีเพียง ๖ คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก มานเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก วิจิกิจฉาเจตสิก และ โมหเจตสิก โดยมีลำดับการประหารดังนี้คือ ขั้นโสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย อนาคามิมัคค ประหาร กามราคานุสัย และ ปฏิฆานุสัย อรหัตตมัคค ประหาร อนุสัยที่เหลือนั้นทั้งหมด จุดนี้สอดคล้องกับธรรมหมวดอื่น ปกติแล้วอนุสัยเจ็ด มักไม่ได้ใช้ในการตรวจจิตว่าสำเร็จธรรมขั้นใด แต่ใช้ในการตรวจคนจำนวนมากๆ ว่าคนแต่ละคนมีอนุสัยไปทางใด เป็นเบื้องต้นก่อนเลือกกรรมฐานฝึกจิต
สังโยชน์สิบ (ความไม่บริสุทธิ์ที่ร้อยรัดบุคคล ไม่ให้หมดสิ้นไปจากชาติภพ)
ตามนัยยะแห่งพระอภิธรรม
๑) กามราคะ คือ ความยินดีในอารมณ์หก
๒) ปฏิฆะ คือ ความยินร้ายในอารมณ์หก
๓) ทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดทางไปจากธรรม
๔) สีลัพพตปรามาส คือ ความเห็นผิดว่าศีลพรตไร้ค่าที่จะปฏิบัติจริงจัง
๕) วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยคลางแคลงระแวงไม่วางใจในธรรม
๖) อิสสา คือ ความยินร้ายในความสุขของผู้อื่น (อิจฉาริษยา)
๗) มัจฉริยะ คือ ความยินร้ายในการบริจาคให้ผู้อื่น (ความตระหนี่)
๘) ภวราคะ คือ ความยินดีในตน ในภาวะที่ตนเป็นอยู่ ในยศตำแหน่ง
๙) มานะ คือ ความถือตนว่าดี ว่าสูง ทะนงตนเป็นนั่นเป็นนี่
๑๐) อวิชชา คือ ความมืดบอด ไม่แจ้งจริงในสัจธรรม
ตามนัยยะแห่งพระสูตร
๑) กามราคะ คือ ความยินดีในอารมณ์หก
๒) ปฏิฆะ คือ ความยินร้ายในอารมณ์หก
๓) ทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดทางไปจากธรรม
๔) สีลัพพตปรามาส คือ ความเห็นผิดว่าศีลพรตไร้ค่าที่จะปฏิบัติจริงจัง
๕) วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยคลางแคลงระแวงไม่วางใจในธรรม
๖) รูปราคะ คือ ความยินดีในรูป (ภาวะความสุขในรูปฌาน)
๗) อรูปราคะ คือ ความยินดีในอรูป (ภาวะความสุขในอรูปฌาน)
๘) อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่านไป จับหลัก จับทางไม่ได้
๙) มานะ คือ ความถือตนว่าดี ว่าสูง ทะนงตนเป็นนั่นเป็นนี่
๑๐) อวิชชา คือ ความมืดบอด ไม่แจ้งจริงในสัจธรรม
นักปฏิบัติทางจิต นิยมใช้มาตรวัดความไม่บริสุทธิ์ทางจิต อยู่สองประการ ซึ่งนับว่าค่อนข้างมาตรฐาน คือ สังโยชน์สิบ และ กิเลสสิบ สำหรับสังโยชน์สิบนั้นเหมาะในการตรวจพฤติกรรมภายนอก ส่วนกิเลสสิบเหมาะสำหรับการตรวจจิตและเจตสิกภายใน ซึ่งหากใช้ทั้งสองมาตรวัดนี้ร่วมกันในการวัด จะทำให้การประเมินแม่นยำขึ้นอย่างมาก ในบางกรณี การตรวจภายนอกจะให้ผลคลาดเคลื่อน เช่น ท่านสุภัททะ พึ่งบวชใหม่แล้วบรรลุธรรมวันแรก ก็ปรามาสพระธรรมวินัยทันที อันนี้ไม่ใช่ศีลลัพพตปรามาส แต่เป็นเพราะจิตท่านเป็นอิสระแล้ว จึงไม่อยู่ใต้ศีลอีกต่อไป ทั้งยังไม่ได้ปฏิบัติในศีล จึงไม่ทราบความสำคัญของศีล เป็นอันว่าสังโยชน์สิบใช้ตรวจพฤติกรรมภายนอกของพระอรหันต์บางรูปไม่ได้ ดังนั้น การตรวจจิตจึงมุ่งเน้นการตรวจภายในมากกว่าตรวจพฤติกรรมภายนอก ซึ่งจะใช้ “กิเลสสิบ” เป็นมาตรวัดมากกว่า โดยอาศัยสังโยชน์สิบช่วยอีกที
กิเลสสิบ (ความไม่บริสุทธิ์ในจิต ที่ขวางกั้นการบรรลุธรรมในแต่ละขั้น)
กิเลสสิบนี้ เป็นเครื่องตรวจเช็คจิตว่ายังเหลือกิเลสใดบ้างได้อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากมีองค์ธรรมบริสุทธิ์ตรงกับข้อธรรม กล่าวคือ สมมุติข้อธรรมกล่าวถึง โลภกิเลส ก็จะมีองค์ธรรม คือ โลภมูลจิตด้วย ทำให้ง่ายต่อการตรวจจิตตามหลักจิตานุสติปัฏฐาน หากปฏิบัติจิตานุสติปัฏฐานมา ควรใช้กิเลสสิบในการเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน ดังนี้
๑. โลภกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะยินดีชอบใจในอารมณ์ ๖ องค์ ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘
๒. โทสกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ชอบใจในอารมณ์ ๖ องค์ธรรม ได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒
๓. โมหกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้สึกตัว ปราศจากสติสัมปชัญญะ องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒
๔. มานกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความทนงตนถือตัว องค์ธรรม ได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔
๕. ทิฏฐิกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความเห็นผิดจากเหตุผลตาม ความเป็นจริง องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
๖. วิจิกิจฉากิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความสงสัยลังเลใจใน พระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ในวิจิกิจฉา สัมปยุตตจิต ๑
๗. ถีนกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะหดหู่ท้อถอยจากความเพียร องค์ ธรรมได้แก่ ถีนเจตสิก ที่ในอกุสลสสังขาริกจิต ๕
๘. อุทธัจจกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะเกิดฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ องค์ธรรมได้แก่ อุทธัจจเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒
๙. อหิริกกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ละอายในการกระทำบาป องค์ธรรมได้แก่ อหิริกเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒ หรือ ความมืดบอดจากการเห็นแจ้งในความน่าละอายแห่งการทำชั่ว หากบุคคลเห็นความน่าละอายในการทำชั่วได้ จึงเรียกว่ามีหิริ
๑๐. อโนตตัปปกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่เกรงกลัวผลของการ กระทำบาป องค์ธรรมได้แก่ อโนตตัปปเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒ ความมืดบอดจากการเห็นแจ้งในความเกรงกลัวในผลแห่งการทำชั่ว หากบุคคลเชื่อและกลัวผลบาป เรียกว่ามีโอตตัปปะ
รวมกิเลสมี ๑๐ องค์ธรรมก็คง ๑๐ เท่ากัน ชื่อของกิเลสและชื่อขององค์ ธรรมก็ตรงกัน โดยแบ่งแยกพิจารณาได้เป็น โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐิ และ วิจิกิจฉา (ดังนั้น บรรลุโสดาบันแล้ว จึงยังมี โลภ โกรธ หลง ได้ครบ) ส่วนอนาคามิมัคค ประหาร โทสะ อรหัตตมัคค ประหาร กิเลสที่เหลือคือ โลภะ โมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ และอโนตตัปปะ ได้ทั้งหมด โปรดสังเกตว่า ในการดับเจตสิกในกิเลสสิบนี้ จะแตกต่างจากการตรวจเช็คความไม่บริสุทธิ์ของจิตด้วยธรรมหมวดอื่น จะตรงไปตรงมาชัดเจนมากกว่ามาตรวัดอื่น ในหมวดธรรมหมวดอื่นนั้น จะมีความเหลื่อมล้ำกันในบางท่าน ที่ปฏิบัติจะพบว่ามีความแตกต่างจากหลักการดับความไม่บริสุทธิ์ จนบรรลุเป็นพระอริยบุคคลในแต่ละขั้นได้ ผู้เขียนเห็นสมควรใช้หลักกิเลสสิบเป็นมาตรฐานตรวจวัดจิตที่ชัดเจนตรงไปตรงมามากที่สุด เพราะเพ่งเล็งไปที่การดับเจตสิกอันเป็นองค์ธรรมโดยตรง
อุปกิเลสสิบหก (ความไม่บริสุทธิ์ในจิต รั้งให้ไม่บรรลุธรรม ซึ่งย่อยโดยละเอียด)
เครื่องเศร้าหมอง อีกนัยหนึ่ง มีชื่อว่า อุปกิเลส มีจำนวน ๑๖ คือ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา องค์ธรรม โลภะ
๒. โทสะ ร้ายกาจ ทำลาย องค์ธรรม โทสะ
๓. โกธะ โกรธ เดือดดาล องค์ธรรม โทสะ
๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ องค์ธรรม โทสะ
๕. มักขะ ลบหลู่คุณท่าน องค์ธรรม ทิฏฐิ
๖. ปลาสะ ตีเสมอ ยกตนเทียมท่าน องค์ธรรม มานะ
๗. อิสสา ริษยา องค์ธรรม อิสสา
๘. มัจฉริยะ ตระหนี่ องค์ธรรม มัจฉริยะ
๙. มายา มารยา เจ้าเล่ห์ องค์ธรรม โลภะ
๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด องค์ธรรม มานะ
๑๑. ถัมภะ หัวดื้อ องค์ธรรม มานะ
๑๒. สารัมภะ แข่งดี องค์ธรรม มานะ
๑๓. มานะ ถือตัว องค์ธรรม มานะ
๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นท่าน องค์ธรรม มานะ
๑๕. มทะ มัวเมา องค์ธรรม โมหะ
๑๖. ปมาทะ เลินเล่อ องค์ธรรม โมหะ
อุปกิเลสสิบหก จะแตกแยกให้ละเอียดลงไปที่สุด เป็นมาตรวัดที่ละเอียดที่สุด วัดให้กว้างครอบคลุมได้มากที่สุด แม้จะไม่ใช่มาตรวัดที่ตรงไปตรงมา เหมือนกับกิเลสสิบ แต่ช่วยให้ไม่หลงลืมอุปกิเลสบางตัวได้ บางท่านที่ไม่มีจิตมาร จะวัดด้วยกิเลสสิบไม่ได้ เพราะกิเลสสิบ ไม่ได้นำเอาจิตมารมาไว้ในหมวดธรรมนี้ จำต้องใช้อุปกิเลสสิบแทน
การไถ่ถอนสังโยชน์
พระพุทธศาสนาสอนให้ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ในส่วนสุดท้ายคือทำจิตใจให้บริสุทธิ์นี้ เป็นหลักการสำคัญที่สุด และทำได้ยากที่สุด เนื่องเพราะเป็นคุณธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ การบรรลุอรหันต์นั่นเอง การทำจิตใจให้บริสุทธิ์นี้ คือ การทำจิตใจให้พ้นไปจากความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลาย ความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายนั้น มองได้หลายนัยยะ หลายมุม เช่น มองเป็นกิเลสก็ได้ มองเป็นอาสวะก็ได้ มองเป็นสังโยชน์ก็ได้ มองเป็นอนุสัยก็ได้ การมองในแต่ละแบบ ส่งผลให้เกิดการทำจิตใจให้พ้นไปจากความไม่บริสุทธิ์ในแบบที่แตกต่างกัน ในแต่ละขั้นของการบรรลุก็แตกต่างกันไปอีก ทำให้จับหลัก จับต้นชนปลายไม่ถูก สุดท้ายก็อาศัยหลักว่า จับหลักไหนได้ก็เอาหลักนั้นๆ ให้ได้ถึงที่สุดไปหลักหนึ่งก็แล้วกัน หากไปแล้วไม่สุดหลักนั้น ก็เห็นควรว่าควรลองเปลี่ยนหลักใหม่ ในเรื่องการไถ่ถอนสังโยชน์นี้ จึงขออธิบายเพียงเบื้องต้นก่อน ดังนี้
ลำดับขั้นการไถ่ถอนสังโยชน์ของพระอริยบุคคล (ตามนัยยะแห่งพระสูตร)
๑) โสดาปัตติมัคค ไถ่ถอนสังโยชน์ ทิฏฐิ, สีลัพพตปรามาส, วิจิกิจฉา
๒) สกิทาคามีมัคค ไถ่ถอนสังโยชน์ ไม่ได้เพิ่มจากเดิม
๓) อนาคามีมัคค ไถ่ถอนสังโยชน์ กามราคะ, ปฏิฆะ (รักใคร่-โกรธ)
๔) อรหันตตมัคค ไถ่ถอนสังโยชน์ ที่เหลือทั้งหมด
โปรดสังเกตว่า ช่วงที่มีการไถ่ถอนสังโยชน์จริงๆ มีเพียงสามช่วง คือ ยกเว้นสกิทาคามีเท่านั้น โดยช่วงแรก ครั้งแรกที่มีการไถ่ถอนสังโยชน์จะบรรลุโสดาบันได้ ต้องไถ่ถอนสังโยชน์สามตัว คือ ทิฏฐิที่เห็นผิดทางออกไปจากนิพพาน, ความลังเลแคลงใจในธรรมที่ปรากฏ(หรือที่แสดง), และความถือศีลพรตแบบลูบๆ คลำๆ จากนั้นเมื่อเข้าสู่สกิทาคามี จะมีการฝึกจิตเพื่อต่อสู้กับกิเลสหรือสังโยชน์ แต่ช่วงนี้จะแพ้หมด จะมีการกระทบกระทั่งกันเองในใจ จะไม่สามารถถอนสังโยชน์ได้เลย จนกระทั่งรู้จักฝึกจิตถูกวิธี จะบรรลุเป็นอนาคามี ก็ต้องเข้าสู่อนาคามีมรรค ไถ่ถอนสังโยชน์ได้ อีก ๒ ตัว ไม่รักไม่ใคร่ ไม่โกรธไม่เคือง อย่างนี้ ไม่เอนไปทางใดเลย แต่ยังไม่บรรลุธรรม ยังมีอวิชชาอยู่ ก็เรียกว่าเข้าสู่อนาคามีบุคคล จากนั้น จะเข้าสู่อรหันต์ได้อีก ก็ต้องไถ่ถอนสังโยชน์ที่เหลืออีกทั้งหมด
ลำดับขั้นการไถ่ถอนสังโยชน์ของพระอริยบุคคล (ตามนัยยะแห่งอภิธรรม)
๑) โสดาปัตติมัคค ไถ่ถอนสังโยชน์ ๓ ตัว + อิสสา, มัจฉริยะ
๒) สกิทาคามีมัคค ไถ่ถอนสังโยชน์ ไม่ได้เพิ่มจากเดิม
๓) อนาคามีมัคค ไถ่ถอนสังโยชน์ กามราคะ, ปฏิฆะ (รักใคร่-โกรธ)
๔) อรหันตตมัคค ไถ่ถอนสังโยชน์ ที่เหลือทั้งหมด
โปรดสังเกตว่า ตามนัยยะแห่งพระอภิธรรม แตกต่างจากนัยยะแห่งพระสูตรเล็กน้อย คือ ผู้บรรลุโสดาบันได้ในแบบพระอภิธรรม ต้องกำจัดจิตมารด้วยคือจิตริษยาอาฆาต ตระหนี่ จะไม่มีในพระโสดาบันแล้ว ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ในคนที่มีจิตมารมาก่อน แต่สำหรับคนที่ไม่มีจิตมารมาก่อน ก็ควรจะเป็นไปตามนัยยะแห่งพระสูตร ทั้งนี้ ในการไถ่ถอนสังโยชน์นั้น เมื่อไถ่ถอนสำเร็จหมดแล้ว เห็นธรรมตามจริง บรรลุอรหันต์แล้ว ในพระโพธิสัตว์ผู้มีกำลังจิตมาก จักถอยจิตกลับคืนช่วงก่อนที่สังโยชน์จะสิ้นไป เพื่อดึงสังโยชน์บางตัวกลับมาเสียหนึ่งตัวก็ได้ แล้วไถ่ถอนจิตไปสู่อนาคามีบุคคล เพื่อบำเพ็ญเพียรต่อ และสามารถสอนคนให้บรรลุถึงอรหันต์ได้ด้วย ข้อนี้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะที่มีในพระโพธิสัตว์
สรุปท้ายบทความ หากขจัดทิฐิผิดๆ ออกได้ โดยไร้วิจิกิจฉา ก็นับว่าบรรลุโสดาบัน (ส่วนการถือศีลช่วยเป็นเครื่องสังเกตภายนอกที่ไม่อาจบ่งชี้ได้ชัด) หากพ้นจากของคู่ตรงข้ามทางโลก แต่ยังไม่พบธรรมก็อนาคามี และหากพบธรรมแล้วก็อรหันต์ เท่านั้นเอง
………………………………..(จบ)…………………………….
ข้อมูลอ้างอิง
(1) สมุจจยสังคหวิภาค พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๗
(2) สอุปาทิเสสสูตร เล่มที่ ๒๓