แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “วาโยกสิณ”
แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “วาโยกสิณ”
Step I: นั่งลืมตาเพ่งสายลมโชยยอดไม้
เลือกสถานที่ฝึกซึ่งมีทิวไม้ไหวเอนตามลมไกลๆ อยู่เบื้องหน้า หรือต้นไม้ใหญ่ๆ ไกลๆ ตา นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ค่อยๆ ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ข้างหน้าเป็นทิวไม้ก็ดี ต้นไม้ใหญ่ก็ดี ที่มีใบกวัดแกว่งช้าๆ เบาๆ ไหวเอนลู่ตามลมเบาๆ เราทอดสายตาออกไป รู้สึกถึงความเบาสบาย ไร้กังวล สุขสงบสงัด จนจิตวิญญาณเรากำลังปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากทุกสิ่ง ทอดสายตายาวออกไปยังทิวไม้ไหวเอนตามลมนั้น หรือใบไม้จากต้นไม้ใหญ่ที่แกว่งไกวอยู่เบาๆ นั้น จนเรารู้สึกเบาสบายใจตามธรรมชาติ ปลอดโปร่งโล่งใจ อิสรเสรี สงบสุข สันติอยู่ภายใน เราค่อยๆ ประคองความรู้สึกเบาสบายใจสงบสุขนี้เนืองๆ
พิจารณา “อารมณ์สงบสุข” จากทัศนียภาพเบื้องหน้า สัก ๑ ชั่วโมง หรือจนอิ่มเต็มหัวใจ
Step II: นั่งหลับตาระลึกถึงยอดไม้ที่ไหวลู่ลม
นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ค่อยๆ หลับตาพร้อมลงเบาๆ ให้ค่อยๆ หลับ ความสว่างค่อยๆ หายไป เหมือนคนกำลังสะลึมสะลือ ค่อยๆ เคลิ้มเข้าสู่ความสงบสงัด ความวิเวก ความว่างเปล่า ความเงียบความมืดที่เวิ้งว้างแล้วค่อยๆ ระลึกถึงภาพทิวไม้ไหวลู่ลมที่เราประทับใจที่เราได้เพ่งพิจารณา จินตนาการถึงสิ่งที่เราเคยเพ่งพิจารณาแล้วจิตสงบสงัด ค่อยๆ น้อมจิตระลึกถึง เหมือนระลึกถึงสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราประทับใจ สิ่งที่ทำให้ใจเราเป็นสุขสงบระงับ เมื่อเริ่มเข้าสู่ความอารมณ์สงบระงับ จะรู้สึกได้อารมณ์เหมือนนั่งอยู่เบื้องหน้าทัศนียภาพเดิมนั้น อารมณ์เดียวกันกับที่เรานั่งมองลมโชยยอดไม้ เมื่อเสพอารมณ์สุขสงบนี้เกิดแล้ว ค่อยๆ ปล่อยภาพนั้นออกไปจากห้วงคำนึง พิจารณาเฉพาะอารมณ์สุขสงบที่เราเคยสัมผัสนั้น จิตของเราจะค่อยๆ นิ่งขึ้น ดิ่งลึกมากขึ้น เบามากขึ้น ละเอียดขึ้น สบายขึ้น สงบขึ้น
ปล่อยจิตของเราให้เสพอารมณ์ความประทับใจที่ยังค้างอยู่นี้ สืบอารมณ์ให้ต่อเนื่องตลอดไปเรื่อยๆ เหมือนเราดูหนังดีๆ ดูภาพสวยๆ แล้วอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้น จนจิตละเอียดเหมือนไม่เหลือส่วนละเอียด จนจิตเบาสบายเหมือนหายวับไป
Step III: นั่งลืมตาระลึกถึงยอดไม้ที่ไหวลู่ลม
นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ให้ค่อยๆ น้อมจิตนิ่งดิ่งลึกลงระลึกถึงทิวไม้ไหวลู่ลมที่เราประทับใจ ที่เราเคยได้พิจารณามา ให้เป็นเพียงการระลึกในหัวสมองของเราเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเห็นภาพ หรืออาจเป็นภาพในห้วงคำนึงก็ได้ เหมือนระลึกถึงหน้าคนรักฉะนั้น ประคองความรู้สึกประทับใจ สงบสุข เบาสบายใจ ที่เคยเกิดขึ้นขณะพิจารณาทัศนียภาพนั้นไว้เนืองๆ จนได้อารมณ์เดียวกันกับตอนที่เห็นภาพนั้นจริงๆ แล้วปล่อยตามสบาย ไม่ต้องระลึกถึงภาพนั้นอีก เอาแต่อารมณ์สุขสงบที่เราเคยเสพ เคยประทับใจนั้นก็พอ
นั่งนิ่งต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามธรรมชาติ ประคองอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบ อารมณ์เคลิ้มคล้อยที่เคยเกิดขึ้นในขณะเห็นทิวไม้ไหวลู่ลมนั้นไว้เนืองๆ ทุกขณะ จนจิตสงบสุขระงับ ได้อารมณ์ความสุขไม่แตกต่างกับขณะหลับตาหรือขณะเห็นภาพจริง
Step IV: ระลึกถึงทิวไม้ไหวลู่ลมทุกอิริยาบถ
ใช้วิธีเดียวกับ Step III แต่ให้ค่อยๆ ขยับร่างกายไปตามธรรมชาติ โดยระลึกถึงอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบภายในใจที่ได้จากทิวไม้ไหวลู่ลมนั้นไว้เนืองๆ ไม่หลุดจากอารมณ์สุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่านอน, นั่ง, ยืน, เดิน, พูดคุย ฯลฯ จิตไม่หลุดออกจากอารมณ์ความสุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะเกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป ฯลฯ จิตของเรายังคง สงบสงัดสุขระงับอยู่อย่างนี้ อารมณ์นี้อารมณ์เดียว ไม่มีอารมณ์อื่น การทำงานยังปกติ เหมือนกายภายนอกทำต่อไปได้ทุกอิริยาบถ จิตภายในพักสงบอยู่อย่างนั้น ประคองอารมณ์สุขสงบนี้ไม่หวั่นไหวแม้มีสิ่งยั่วเย้า เรียกว่าได้ “ตบะ” หากลืม ให้บริกรรม ลมๆ
ปฏิบัติทุกอิริยาบถ ทุกขณะ จิตมีอารมณ์นี้อารมณ์เดียวตลอดไม่หลุดจากอารมณ์นี้เลย
………………………….จบปฏิบัติการณ์……………………..
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับวาโยกสิณ
๑) การบริกรรม
หากจิตไม่แนบสนิทกับสิ่งที่เพ่ง จำเป็นต้องบริกรรม เพื่อเตือนสติให้จิตระลึกถึงสิ่งที่เพ่ง ไม่ไปคิดอย่างอื่น เช่น บริกรรมว่า “วาโย” ๆๆๆ หรือ “ลม” ซ้ำ ๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะสนิทแนบแน่นกับทิวไม้ไหวลู่ลมที่เพ่งอยู่ แต่หากจิตรวมเป็นหนึ่งดี ไม่ฟุ้งซ่านมาก ไม่จำเป็นต้องใช้คำบริกรรม การติดคำบริกรรม ไม่ละจากคำบริกรรม ทำให้ได้ฌานไม่ลึก จะตื้นอยู่แค่นั้น ในแบบชุดฝึกปฏิบัติการณ์นี้ จึงเลี่ยงใช้คำบริกรรม ให้เพ่งตรงๆ แทน แต่หากจิตจะสงบยาก ควรมีคำบริกรรมประกอบ เช่น ตอนที่หลับตาระลึกถึง
๒) กสิณธาตุสี่
วาโยกสิณ เป็นหนึ่งในกสิณสิบ ในกสิณสิบ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนของกสิณวรรณะ หรือ การเพ่งสีต่างๆ สี่สีใหญ่ คือ ขาว, เหลือง, แดง, เขียว รวมเป็นกสิณชุดหนึ่งสี่ตัว ส่วนกสิณธาตุสี่นี้ ประกอบด้วยสี่ตัว คือกสิณดิน, น้ำ, ลม, ไฟโดย “วาโยกสิณ”ก็คือ กสิณลมนั่นเอง ปกติ จะฝึกเฉพาะหน้าที่มีลมไหว เลือกที่สถานที่ๆ มีลมพัดต้องต้นไม้ อนึ่ง ในกสิณสิบนี้ จะมี “อากาศกสิณ” คือ การเพ่งความว่างเปล่า ไม่ใช่เพ่งธาตุลม และ “อาโลกสิณ” คือ การเพ่งความสว่างไสว ไม่ใช่เพ่งธาตุไฟอีกด้วย นั่นคือ อะไรที่สว่างไสว หรือขณะเข้ารูปฌานเกิดความสว่างวาบขึ้นมา ก็นับเป็น “อาโลกสิณ” ไม่ใช่กสิณไฟ แตกต่างจากกสิณไฟ โดยอาโลกสิณที่จะเพ่งความสว่างที่มีตามธรรมชาติเช่นแสงสว่างที่ลอดจากช่องผนัง แสงจะเบาบางกว่า เพียงแค่เรืองๆ ไม่ถึงขนาดเป็นดวงไฟ ในแบบฝึกปฏิบัติการณ์ชุดนี้ จะค่อยๆ นำเสนอกสิณในชุดนี้ต่อไปตามลำดับอันควร
๓) นิมิตกสิณ
เมื่อเพ่งกสิณจนภาพติดอยู่ในห้วงคำนึง จุดนี้ ภาพยังเป็นแค่ความทรงจำสัญญาขันธ์ เมื่อเราระลึกยังเป็นแค่การจินตนาการ ไม่ใช่ “นิมิต” สำหรับนิมิตนั้นแรกๆ จะมีความชัดเจนสว่างไสวเท่ากับภาพในความฝัน ไม่ใช่ภาพในจินตนาการ หรือภาพในห้วงคำนึง ตรงนี้ต้องแยกแยะออกให้ได้ อย่าเพิ่งคิดเอาเอง เออเอาเอง หรือจินตนาการไปเองแล้วบอกว่าได้ “นิมิต” นิมิตจะเกิดเมื่อจิตเข้าสู่ภาวะใกล้จะอิสระจากกายและใจเต็มที่ เพราะผลจากจิตที่ยังวนเวียนระลึกอยู่ จิตดวงสุดท้ายที่ละความรับรู้จากใดๆ แล้ว เข้าไปจับเอาภาพในห้วงคำนึงคือภาพที่เราเพ่งอยู่ออกมา ภาพขณะนั้น คือ สัญญาขันธ์ในใจที่เราเคยเห็นเคยจำ แต่ไม่มีสีดำแห่งความมืดเมื่อเราหลับตามาบดบัง เพราะจิตนั้นละการรับรู้จากความมืดที่บดบังนั้นแล้ว จึงปรากฏเหมือนกับเราวูบไป ไม่รู้สึกอะไร แล้วจู่ๆ ภาพนิมิตนั้นก็ปรากฏออกมาแวบวูบหนึ่ง หากฝึก “นิมิต” ต่อก็ได้ เช่น บังคับนิมิต เหมือนบังคับฝัน