สัญญาสิบ ในคิริมานันทะสุตตะปาโฐ (ถอดความสำคัญ จากบทสวดมนต์)

สัญญาสิบ ในคิริมานันทะสุตตะปาโฐ (ถอดความสำคัญ จากบทสวดมนต์)

สัญญาสิบ ในคิริมานันทะสุตตะปาโฐ (ถอดความสำคัญ จากบทสวดมนต์)

สัญญาขันธ์ คือ ความจำได้หมายรู้ หมายจำ หมายระลึกได้ เช่น เห็นมีดคมๆ ยาวๆ แล้วรู้สึกเสียวโดยอัตโนมัติ, เห็นซากสัตว์แล้วอาเจียนในทันที, เด็กที่เห็นเข็มฉีดยาแล้วร้องไห้ (ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถูกฉีดยา), เห็นพระแล้วยกมือไหว้โดยฉับพลัน ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นอาการของสัญญาขันธ์ที่ปรุงแต่งไว้ทั้งสิ้น ผลของสัญญาขันธ์มักเป็นด้านลบ เพราะเอื้อไปสู่การยึดมั่นถือมั่น จนนำไปสู่ความทุกข์ แต่ก็มีสัญญาบางประการที่เป็นสัญญาส่วนดี นำไปสู่ความสุข เช่น สัญญาขันธ์ที่เห็นพระแล้วรีบยกมือไหว้อย่างรวดเร็ว และแม้ว่าสัญญาขันธ์จะเป็นปัจจัยเครื่องปรุงแต่งธรรม จนทำให้บดบังความบริสุทธิ์ตรงไปตรงมาของธรรม จนมองไม่เห็นสัจธรรมที่บริสุทธิ์ไปก็ตาม แต่ก็มี สัญญาบางประเภทอีกเช่นกันที่อุปการะ เอื้อต่อการบรรลุธรรม เอื้อต่อการเข้าถึงธรรม เช่น สัญญาขันธ์ที่หมายกำหนดเอาคำบริกรรมอยู่ในใจเนืองๆ เป็นต้น บทความฉบับนี้ได้ถอดความสัญญาขันธ์สิบประการในพระสูตร “คิริมานนทสูตร” ซึ่งเคยมีผู้แปลไว้มาก แต่ขาดความในส่วนของสัญญาสิบประการนี้ ผู้เขียนขออนุญาตอรรถาธิบายขยายความ ดังต่อไปนี้

๑)           อนิจจะสัญญา

พิจารณาอนิจจัง คือ ความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง อันเป็นสัจธรรม จนเกิดเป็นสัญญาขันธ์ใหม่ ความจำได้หมายรู้ ความระลึกถึงอนิจจังประทับอยู่ในใจอย่างนี้เนืองๆ เช่น เห็นอะไรเข้าก็ระลึกได้ว่า เดี๋ยวมันก็พัง สลาย ในสักวัน แล้วหมดอาลัยอยากทันที

๒)           อนัตตาสัญญา

พิจารณาอนัตตา คือ ความไม่อาจเป็นตัวตนของใครได้แน่ชัด จนเกิดเป็นสัญญาขันธ์ใหม่ ความจำได้หมายรู้ ความระลึกถึงอนัตตาประทับอยู่ในใจอย่างนี้เนืองๆ เช่น เห็นอะไรเข้าก็ระลึกได้ว่า ยึดไปก็ทุกข์ ไม่สามารถยึดเป็นของใครได้ แล้วคลายอยากลง

๓)           อสุภสัญญา

พิจารณาอสุภ คือ สภาพความไม่น่าปรารถนาต่างๆ ของร่างกายและปฏิกูล จนเกิดเป็นสัญญาขันธ์ใหม่ ความจำได้หมายรู้ ความระลึกถึงอสุภ อยู่ในใจอย่างนี้เนืองๆ เช่น เห็นอะไรเข้า ก็ระลึกสภาพรูปร่างตอนที่พังสลายทันที จนหมดความอยาก

๔)          อาทีนวสัญญา

พิจารณาร่างกายเป็นรังแห่งโรค คือ ทุกส่วนของร่างกายล้วนนำมาซึ่งโรค และทำให้เกิดความเจ็บปวด ความทุกข์ ไม่ใช่ของที่จะอยากหรือยึด จนเกิดเป็นสัญญาขันธ์ใหม่ ความจำได้หมายรู้ ความระลึกถึงร่างกายที่เป็นรังแห่งโรค อยู่ในใจอย่างนี้เนืองๆ เช่น ระลึกถึงโรคตา หู จมูก ผิวหนัง ตับ ไต ล้วนมีแต่โรค จนหมดความอยาก

๕)          ปหานสัญญา

พิจารณาการละทำให้พ้น เบาสบาย ได้แก่ ตทังคปหาน คือ การละชั่วคราว เป็นครั้งๆ ไปแบบปุถุชนผู้ทรงศีล, วิกขัมภนปหาน คือ การละด้วยกำลังจิตสะกดข่มไว้ของผู้ทรงฌาน, สมุทเฉทปหาน คือ การละด้วยปัญญาแบบพระอริยะ ระลึกถึงการละนี้ อยู่ในใจอย่างนี้เนืองๆ เช่น เห็นของสวยงาม แล้วคิดว่าละเว้นดีกว่า จนหมดความอยาก ระลึกถึงภาวะอารมณ์ขณะละแล้วเบาสบายนี้ ต่อเนื่องเนืองๆ จนจิตมีกำลังที่จะละ

๖)           วิราคะสัญญา

วิราคะ หมายถึง ภาวะว่างพ้นจากราคะ ภาวะที่ยังไม่มีราคะปรากฏ ให้ระลึกอารมณ์ที่นิ่งว่างเบาสบายสงบสุข ปราศจากราคะนั้นให้ได้ต่อเนื่องยาวนานไปตลอด ระลึกอยู่อย่างนี้ซ้ำๆ จนชำนาญ และเกิดเป็น “สัญญา” ในใจตนเอง แล้วใช้สัญญานี้ ในการประคองภาวะจิต ให้ว่างจากราคะให้ได้ตลอดเวลา จิตจะมีกำลังสลัดราคะได้ง่าย

๗)          นิโรธสัญญา

พิจารณาความสุขสงบอันเกิดจากภาวะว่างโล่งพ้นไปของเหตุแห่งทุกข์ คือ ความสุขสงบจากความว่าง ความหลุดพ้นจากกิเลสชั่วคราว ระลึกถึงภาวะนี้ อยู่ในใจอย่างนี้เนืองๆ เช่น เห็นอะไรเข้า ก็ระลึกถึงภาวะความสุขสงบจากความว่างหลุดพ้น จนจิตมั่นคง อิ่มเต็ม ไม่บกพร่อง ไม่คิดอยากได้ ไม่คิดยึดไว้ ถอนเสียจากสิ่งยั่วยุทั้งปวง

๘)           สัพพะโลเก อนภิรตสัญญา*

ระลึกถึงสัจธรรมความจริงที่ว่า ใดๆ ในโลกนี้ ล้วนดั่งภาพมายา โลกนี้คือโรงละครโรงใหญ่ หลอกหลอนให้ผู้คนลุ่มหลงไป ไม่มีสาระแก่นสารใดให้ยึดเป็นหลักชัยแก่ชีวิตได้ สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนแต่ ไม่เที่ยง ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนของใครของมัน และนำมาซึ่งความทุกข์แก่ผู้ที่หลงโลก ระลึกอยู่อย่างนี้เสมอ จนเกิดเป็นสัญญาในใจชัดเจน ทุกครั้งที่เห็นใดๆ ในโลกก็เห็นความไม่มีสาระแก่นสาร นำไปสู่ความน่าเบื่อในโลกียสุข และนำไปสู่การแสวงหาสัจธรรมที่เที่ยงแท้แน่นอน อันนำไปสู่นิพพานสืบไป

๙)          สัพพะสังขาเรสุ อนิจจังสัญญา

ระลึกถึงสัจธรรมความจริงที่ว่า สังขารใดๆ ล้วนไม่เที่ยง มีวันต้องแตกดับสลายไปทุกสังขาร ไม่ว่าสังขารผู้อื่นที่ยั่วยุต่อเรา ทั้งด้านดีและร้าย หรือแม้แต่สังขารของเราเองที่เราต้องอาศัย, หล่อเลี้ยง, ปรนเปรออยู่นี้ ระลึกจนจำได้ขึ้นใจเนืองๆ ตลอดเวลา ถึงภาวะความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลายทั้งปวง ก็จะเกิดเป็นสัญญาในใจ ประคองสัญญานี้ไว้ตลอด จิตจะมีกำลังในการสลัดละกิเลสได้ง่าย บรรลุธรรมได้ง่ายขึ้น

๑๐)                      อานาปานสติ

พิจารณาลมหายใจ คือ ลมหายใจที่เข้าออกไม่เที่ยง แปรปรวนเป็นอนิจจัง ไม่สามารถยึดเอาเป็นของเราได้ เป็นอนัตตา ระลึกถึงลมหายใจ อยู่ในใจอย่างนี้เนืองๆ เช่น เห็นอะไรเข้า ก็ระลึกถึงลมหายใจ กลับมากำหนดสติที่ลมหายใจ แล้วละจิตออกจากสิ่งนั้นๆ เสีย ก็ไม่มีกระบวนการปรุงแต่งให้อยาก ไม่คิดอยาก ไม่ยึด อีกต่อไป

อนึ่ง สัญญาสิบในคิริมานนทสูตรนี้ แปลแตกต่างจากฉบับอื่นๆ โดยนำหลักสัญญาสิบนี้มาจากบทสวดมนต์พิธี สำหรับพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ฉบับรวบรวมโดยพระครูอรุณ ธรรมรังสี (เอี่ยม สิริวณฺโณ) หน้า ๑๐๘ (คิริมานันทะสุตตะปาโฐ) ทั้งนี้ ผู้เขียนได้ขยายความตามความเข้าใจเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยปฏิบัติตามๆได้ง่าย ได้ผลจริง ดังนั้น คำแปลจึงไม่ได้แปลตรงตัวตรงไปตรงมานัก จึงทำให้ฝึกตามได้ง่าย เพียงแต่ฝึกระลึกถึงสัจธรรมความจริงข้อใดข้อหนึ่งในสัญญาสิบ ระลึกให้ชำนาญ จนเคยชิน จนเหมือนคำติดใจ ประคองภาวะความรู้สึกนึกรู้นี้ไว้ให้ชัดเจนต่อเนื่องตลอดเวลา ก็จะช่วยละความทุกข์ที่เกิดจากกิเลส ความโลภ, ความโกรธ, ความหลงได้ นำมาซึ่งสติปัญญาในการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขขึ้นในลำดับต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ขอให้ท่านผู้ปฏิบัติทดลองปฏิบัติดูเพื่อพิสูจน์ผลก่อน หากได้ผลดี ช่วยในการสงบจิตใจ ละความโลภ, โกรธ, หลง ได้ เกิดปัญญาแจ่มใส ช่วยในการดำรงชีพได้อย่างสง่างามมากขึ้น ก็นับว่าเป็นผลดีแก่ท่านเอง (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ) แต่หากเกิดความขัดข้องผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

* หมายเหตุ คำแปลในย่อหน้า “สัพพะโลเก อะนะภิระตะสัญญา” ยังไม่แน่ชัด ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณประกอบ ข้อความเดิมในบทสวดมนต์มีดังนี้ กะตะมา จานันทะ สัพพะโลเก อะนะภิระตะสัญญาฯ อิธานันทะ ภิกขุ เย โลเก อุปายุปาทานา เจตะโส อะธิฏฐานาภินิเวสานุสะยา เต ปะชะหันโต วิระมะติ นะ อุปาทิยันโต อะยัง วุจจะตานันทะ สัพพะโลเก อะนะภิระตะสัญญา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น