อายตนะเจริญดี อายตนะเสื่อม จนถึงเซ็กเสื่อมเป็นไฉน?

อายตนะเจริญดี อายตนะเสื่อม จนถึงเซ็กเสื่อมเป็นไฉน?

ในกลุ่มนักปฏิบัติทางจิตระดับสูงอย่าง โยคีบางพวก ถือเอาเรื่องกามเป็นการฝึกจิตแบบหนึ่ง ถึงกับมี “กามสูตร” ของเหล่าโยคีนั้นๆ ทีเดียว, ในเต๋าก็มีการฝึกพลังหยิน-หยาง ที่ต้องใช้ชายหญิงร่วมประสานจึงจะสำเร็จวิชชา, ในศาสนาอิสลาม ถึงกับมีหลักการร่วมเพศอย่างไรให้ครอบครัวอยู่เป็นสุข ฝ่ายหญิงพึงพอใจ ฝ่ายชายอิ่มเพียงพอได้, ในทิเบตสายมหายาน ก็มีลัทธิตันตระ ลัทธิลามะลับ ที่สอนเรื่องเพศให้แก่พระลามะ ถึงขนาดมีภาพพระพุทธเจ้าองค์ปฐมที่เปลือยเปล่านั่งขัดสมาธิ และมีหญิงเปลือยนั่งบนตัก สิ่งเหล่านี้ บอกถึงอะไร เพศสัมพันธ์และกาม คือ สิ่งผิดปกติธรรมชาติ หรือธรรมชาติของมนุษย์กันแน่ บทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงอายตนะ กรรม พันธุ์ ยุคสมัย อันเป็นคำตอบ

เพศสัมพันธ์คืออะไร มีวิวัฒนาการอย่างไร?

มวลมนุษย์มีกรรมต่อกันมามากมายหลายภพชาติ หลายคนมีคู่อริ คู่อาฆาต คู่ตรงข้าม ที่ก่อกรรมต่อกันมายาวนาน วิธีการที่จะปลดเปลื้องกรรมกันได้ประการหนึ่ง คือ การทำดีต่อกันดุจคนรัก แต่คู่อรินั้นย่อมไม่รักกันแน่แท้ ดังนั้น กามเทพจึงต้องเข้ามาช่วยผูกมัดให้เกิดความหลงใหลหลงรักกัน แม้ว่ามนุษย์ในยุคแรกจะเกิดจากพรหม ไม่มีเพศ มีลักษณะเหมือนชาย มาก่อน เพศชายและหญิงจึงค่อยเกิดภายหลัง นั่นก็เป็นธรรมดาของวิวัฒนาการของมนุษย์ แต่เมื่อถึงวาระที่โลกจะต้องมีมนุษย์ชายหญิง ก็ต้องมี แล้วก็ต้องชดใช้กรรมต่อกันด้วยการกระทบกระทั่งกายเนื้อกัน บางคนเคยแทงเขาตาย ก็ต้องมาเกิดเป็นผู้หญิงถูกอวัยวะเพศชายของอีกฝ่ายทิ่มแทงเจ็บปวด บางครั้งก็สุขบ้าง เป็นเครื่องหลอกล่อให้ยึดมั่นทนไปจนกว่ากรรมจะหมด หลายครั้งก็ทุกข์ทรมานแต่ไม่อาจหลีกหนีหรือบ่นได้ เพื่อให้ทั้งสองที่ก่อกรรมต่อกัน ชดใช้กรรมกันให้หมดสิ้น ก็ต้องผูกมัดกันด้วยความหลงใหลหลงรัก แล้วให้เอาอวัยวะร่างกายทิ่มแทงใส่กัน ให้มีสุขบ้าง ทุกข์บ้างอย่างนี้ เพื่อล่อให้ชดใช้กรรมกันจนหมด จากนั้น เพื่อสอนมวลมนุษย์ให้รู้จักความรักที่แท้จริง ก็ต้องให้รู้จักการเสียสละ โดยออกแบบให้มีการท้อง มีลูกนอนอยู่ในท้องต้องแบกไปเก้าเดือน ให้ทั้งพ่อและแม่ที่ทิ่มแทงกัน สุขบ้าง ทุกข์บ้าง รักแท้บ้าง เทียมบ้าง ได้มีลูก ได้มีความรักที่ปราศจากกาม คือ ความเมตตา นี่คือ ทางแก้ของความอาฆาตระหว่างคู่ครองที่เคยก่อกรรมร่วมกันมา นี่คือ หน้าที่โดยธรรมชาติของการสืบพันธุ์ที่ธรรมชาติได้ออกแบบและแฝงปริศนาธรรมคำสอนไว้เรียบร้อยแล้วทั้งสิ้น การสืบพันธุ์ก็ดี การมีเพศสัมพันธ์ก็ดี ไม่ใช่เรื่องดี หรือเรื่องเลว เหตุใดกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องดี ก็อย่างที่อธิบายไว้ข้างต้นว่า สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ทิ่มแทงกัน ทะเลาะกันบ้าง ลำบากลำบนต้องมีภาระต่อกันบ้าง เหตุใดกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องเลว ก็อย่างที่อธิบายไว้ข้างต้นว่า เป็นการชดใช้กรรม ชำระกรรมต่อกัน ทั้งยังแฝงปริศนาธรรมสอนให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด พัฒนาสู่ความเมตตาอันแท้จริง นั่นเอง เพศสัมพันธ์ จึงเป็นธรรมะ ธรรมชาติ ไม่ดี ไม่เลว เป็นอัพยกฤตธรรม ด้วยประการฉะนี้ ใครยึดว่ากามดี ก็หลงในกาม ใครยึดว่ากามเลว ก็ไม่เข้าใจโลก อยู่ร่วมกับสังคมโลกไม่ได้ ใครเข้าใจในธรรมที่ซ่อนอยู่ในกาม ก็รู้แจ้งแทงตลอด อยู่ในทางโลก ก็ไม่หลงโลก อยู่ในทางธรรม ก็ไม่ขัดแย้งสมมุติทางโลก

เป็นมนุษย์ควรมองกามอย่างไร?

อย่ามองว่าดีหรือเลว ให้มองว่าเป็นธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา ที่คนเราหากยังมีกรรมต้องชดใช้ใคร ก็จะรู้สึกหลงใหลมัวเมาในรักหรือกาม ต้องตามเอาใจ ชดใช้ด้วยการเพียรทำความดีต่อเขา ต้องมีเพศสัมพันธ์กันบ้าง หรืออาจไม่มีก็หมดก่อนได้ แล้วแต่กรณีไป หากไม่มีเลย ก็ประเสริฐแท้ ที่ยุคสมัยในกลียุคนี้ ยังมีผู้บริสุทธิ์จากกรรมมาเกิด ก็ขออนุโมทนา หากมี ก็ต้องชดใช้ ต้องทำความดีต่อกัน ต้องให้กันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต้องมีการให้อภัยอย่างต่อเนื่อง จนกว่าอาฆาตกรรมที่เคยมีต่อกันในอดีตชาติได้หมดสิ้นไป เมื่อเจ้ากรรมนายเวรที่ต้องมาชดใช้ในรูป “เพศสัมพันธ์” ของเราหมดไปแล้ว กามในใจเราอาจยังไม่หมด เราไม่ต้องชดใช้ใคร ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวเรื่องกามต่อเรา แต่เราก็ยังไม่อาจเข้าถึงธรรม ปัญญายังไม่แตกฉาน ก็ถึงวาระที่เราจะมีอิสระได้ศึกษาปฏิบัติธรรมเต็มที่ เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการให้ตนเอง เป็นอิสระจากกาม พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง

เซ็กเสื่อมเป็นไฉน?

อาการเซ็กเสื่อม หรือ ภาวะสมรรถภาพทางเพศบกพร่อง พบได้ในสังคมปัจจุบัน โดยมีตัวแปรด้าน ความเครียด เป็นตัวเร่งที่สำคัญ อาการของเซ็กเสื่อม คือ จิตยังมีความอยากในกาม แต่เมื่อเสพกามแล้วไม่อิ่ม ไม่เต็ม ไม่สมบูรณ์ หรือร่างกายไม่อาจสนองความต้องการของจิตใจได้ แย่ที่สุด คือ การไม่สามารถร่วมเพศได้ แย่รองลงมาคือ ร่วมเพศได้แต่ไม่อาจมีบุตร แย่รองลงไป คือ มีบุตรได้ แต่ไม่อิ่มไม่เต็ม ไม่สมปรารถนา แย่รองลงไปอีก คือ มีบุตรได้ อิ่มเต็มสมใจอยากได้ แต่ต้องมีความพิสดารผิดปกติไป เช่น ใช้อุปกรณ์ในการร่วมเพศจึงจะสำเร็จความใคร่, มีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน, เพศสัมพันธ์หมู่ที่คู่ครองอีกฝ่ายต้องทนรับกรรมไปด้วย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ เป็นอาการของเซ็กเสื่อมทั้งสิ้น หากเซ็กไม่เสื่อม ย่อมสามารถสืบพันธ์ได้ตามปกติธรรมดา ตามธรรมชาติทั่วไป ไม่ต้องอาศัยเงื่อนไขในการสำเร็จความใคร่ใดๆ เช่น ไม่ต้องอาศัยการมีเพศสัมพันธ์หมู่, ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วย ฯลฯ อาการเซ็กเสื่อมปกติ จะเริ่มจากน้อยก่อน และมักมีอาการในด้านการปรุงแต่งเซ็กมากกว่าปกติ ไม่เช่นนั้นไม่อาจสำเร็จความใคร่ได้ เช่น เอาอุปกรณ์มาช่วย ฯลฯ อาการเหล่านี้ หลายท่านจะเป็นมาก่อนที่จะพบแพทย์ เมื่ออาการเซ็กเสื่อมเข้าสู่ภาวะรุนแรง คือ แม้ใช้เงื่อนไขปรุงแต่งต่างๆ นานาแล้วก็ไม่สามารถสำเร็จความใคร่ได้ ก็มักรักษาไม่หายแล้ว ระยะที่แพทย์จะช่วยฟื้นฟูให้หายได้ จึงควรเริ่มเข้าหาแพทย์เสียก่อน ตั้งแต่ช่วงการเริ่มใช้เงื่อนไขปรุงแต่งการมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่า ไม่อาจสำเร็จความใครได้ตามปกติ ถ้าขาดการปรุงแต่งด้วยเงื่อนไขใดก็แล้วแต่ นั่นหมายความถึง โรคเซ็กเสื่อม ได้กำเริบแล้ว ให้รีบปรึกษาแพทย์ รักษาทางร่างกาย แล้วเข้าหาธรรมะ เพื่อแก้ปัญหาทางจิตใจ ควบคู่กันทั้งการรักษาทางร่างกายและจิตใจ ก็จะกลับมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ คือ มีคู่นอนเพียงคนเดียว ไม่มากรัก เพียงคนเดียวก็อิ่มเต็มพอเพียง สมดุล ไม่ต้องเดือดร้อนแสวงหาปัจจัยปรุงแต่งช่วยในการสร้างภาวะเอื้อต่อการสำเร็จความใคร่อีกต่อไป การปฏิบัติจิตอย่างดี จนจิตปราศจากทุกข์ ทำให้การสืบพันธ์สมบูรณ์ได้ง่าย มีบุตรง่าย เช่น พระอนาคามี ก็สามารถมีบุตรได้ง่าย หากตั้งใจจะมีเพื่อประโยชน์แก่มวลชนอย่างแท้จริง ก็สามารถมีได้ (พระอนาคามี ยังตัดจากกามไม่ได้แท้จริงแบบอรหันต์ เพียงแต่เอาชนะได้ด้วยกำลังจิตตามที่ต้องการไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น)

อายตนะเสื่อมเป็นไฉน?

สรรพสิ่ง ใช้มาก ก็เสื่อมมาก เป็นธรรมดา เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา แม้แต่อายตนะ ใช้ในการเสพสุขทางโลกมากๆ ก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา เช่น อวัยวะเพศหากใช้เสพกามมาก การรับรู้ความสุขในกามก็จะลดลง ประสิทธิภาพลดลงตามกฎการลดลงของผลได้ตามหลักเศรษฐศาสตร์ (Diminishing of return) เมื่อเสพกามมากๆ กามก็จะเสื่อม ความสุขที่ได้จากกามก็จะเสื่อมลดลง ไม่อิ่ม ไม่เต็ม ไม่สมบูรณ์เหมือนดังแต่เก่าก่อน หากมีอำนาจมีเงิน อยากรักษาระดับความสุขจากกามไว้ให้ได้เหมือนเดิม ก็ต้องดิ้นรนแสวงหา ปัจจัยปรุงแต่งเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้สุขเทียบเท่าเดิม สุดท้าย เสียทรัพย์, เสียอำนาจ, เสียชื่อเสียง, เสียเงิน, เสียตัว, เสียใจ เป็นผลบั้นปลายที่ตามมาจากการเสพกามที่มากเกินไป จนถึงภาวะความเสื่อม การเสพกามที่พอดีไม่เสื่อม ควรเสพด้วยคู่ครองที่แต่งงานตามปกติก็พอ หากเสพเต็มที่จนรู้สึกเบื่อหน่ายแล้ว อย่าเพิ่งไปแสวงหาปัจจัยมาปรุงแต่งเพิ่ม ให้พิจารณาด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ว่า แม้ได้มามากมาย ก็ไม่อาจทำให้อายตนะทางเพศ กลับไปสมบูรณ์แบบเดิมได้ นี่คือ ความเสื่อมของอายตนะ เป็นอนิจจัง ของอวัยวะเพศ ของสังขารร่างกาย ที่มนุษย์ทุกคนเมื่อถึงวัยก็ต้องเป็นด้วยกันทั้งนั้น แม้สืบพันธ์ได้ แต่ใจไม่เต็มอิ่มในกาม มีความบกพร่องอยู่เป็นนิตย์ เราก็ควรทำใจยอมรับอนิจจังความจริงนี้ แล้ววางจิตอุเบกขา ค่อยๆ ปรับตัว ปรับใจ เข้าสู่ภาวะของการพ้นจากกรรมในรูปกาม ในระยะนี้ ชีวิตอาจมีเรื่องอื่นเข้ามากระทบกระทั่ง ตามหลักทุกขังแห่งไตรลักษณ์มาก ทำให้มีความเครียด ความกดดันสูง เรื่องเพศสัมพันธ์ไม่ดีแต่เก่าก่อน นี่เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติที่ออกแบบมาให้เราปรับตัวตาม ไม่ต้องวิตกกังวล ทำหน้าที่อื่นๆ ไปให้สมบูรณ์ กรรมจะลดทอนลง กามลดแล้ว มีกรรมต่อบุตร ต่อเจ้านายก็ชดใช้ให้หมดเท่านั้นเอง

อายตนะเสื่อม แบบต่างๆ

เมื่อบุคคลเข้าสู่ภาวะความเสื่อมของอายตนะ จะแสวงหาปัจจัยต่างๆ มาปรุงแต่งมากขึ้นเพื่อให้ความสุขยังคงเท่าเดิม เมื่อเข้าสู่ภาวะอนิจจัง สามารถพิจารณาขันธ์ห้าที่เสื่อมลงจะสังเกตได้จากเร็วไปช้า ด้วยการใช้สติปัฏฐานสี่ในการตรวจความเสื่อมนี้ได้ก่อนที่จะดับสูญจนไม่อาจใช้การได้ตามปกติ ยกตัวอย่าง ความเสื่อมของอายตนะทางตา ดังนี้

รูปอนิจจังทางตา

รูปภาพที่ตามองดูนั้น จะพบแต่สิ่งเสื่อมๆ ลงไป เพราะกรรมนำพา เช่น ต้องไปอาศัยอยู่ในที่แออัด เห็นภาพความเสื่อมโทรมอยู่เป็นนิตย์ นี่เพราะวิบากกรรมถึงวาระส่งผลให้เห็นเช่นนี้ เป็นเครื่องเตือนว่า บุญเก่าเริ่มหมดแล้ว หากเริ่มเห็นแต่รูปอนิจจัง เช่น พระพุทธเจ้าที่เห็นเทวทูตทั้งสี่ เป็นเครื่องเตือนว่า บุญเก่าที่ทำมาจะหมดแล้ว ให้รีบปฏิบัติธรรม แสวงหาทางตรัสรู้เสียก่อนที่จะจมในกองทุกข์ จนไม่อาจหลุดพ้นได้

เวทนาอนิจจังทางตา

เวทนาที่เกิดจากอายตนะทางตา มักเป็น “ทุกขเวทนา” มากกว่า “สุขเวทนา” กล่าวคือ มองเห็นอะไร ก็ดูหม่นหมอง มืดมนลงไป มากกว่าที่จะสดใส ผ่องใส เป็นสุข นี่เพราะความเสื่อมของเวทนาอนิจจังทางตา นำพาให้ต้องรีบๆ เอาตัวเองให้พ้นทุกข์ เพราะทุกข์กำลังมา วิบากกรรมกำลังมา เป็นปัจจัยเครื่องบ่งชี้เตือนเรานั่นเอง

สัญญาอนิจจังทางตา

ความจำได้หมายรู้ ระลึกอยู่ในการมองเห็นสิ่งต่างๆ เริ่มพร่ามัว ไม่แจ่มชัด เช่น การที่เคยเพ่งกสิณ ได้ดวงกสิณ ต่อมาก็เริ่มไม่เห็น แสดงถึง “อนิจจัง” ของสัญญาขันธ์ ทางตาก็ได้ อันจะเปิดทางเข้าสู่ธรรม เพราะธรรมนั้นแจ้งแทงตลอดได้ด้วยไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หากไม่มีกรรมช่วย ก็ไม่อาจเห็นทุกขสัจ อริยสัจ

สังขารอนิจจังทางตา

สังขาร คือ ตา ที่เป็นอวัยวะ เริ่มเสื่อม เริ่มมองไม่เห็น เริ่มพร่ามัว เช่น ในวัยชรา ตาก็มักจะเริ่มมองไม่เห็น แบบนี้ กรรมมาช้า ต้องรอจนแก่ บางทีเหลือเวลาน้อยเต็มที กว่าจะพิจารณาแจ้งแทงตลอดในธรรมได้ ต่างจากการจับความเสื่อมของสัญญาอนิจจัง ซึ่งจะเร็วกว่า (เร็วที่สุด คือ รูปอนิจจัง ที่เกิดได้ตั้งแต่วัยเด็กเพราะกรรมส่งผลเป็นระยะๆ ตลอดชีพ ให้เห็นภาพความเสื่อมได้ทันที) คงช้าไป หากรอให้สังขารเสื่อมก่อน แล้วค่อยปฏิบัติธรรม เพราะความเสื่อมนั้น เตือนทางรูป เวทนา, สัญญา มาก่อนแล้วเสมอ พิจารณาสังขารตน จึงช้ากว่าการพิจารณารูปอนิจจัง

วิญญาณอนิจจังทางตา

คือ ภาวะ ปราณรั่วไหลออกทางตา ซึ่งมักเกิดตอนขณะกำลังตาย หรือ ภาวะประสาทตากำลังเสื่อม ในช่วงที่เกิดเจ็บป่วย เป็นโรคทางกระแสประสาท ทำให้วิญญาณขันธ์ ซึ่งเป็นพลังปราณ เข้าไปรับรู้โดยอาศัยอายตนะทางตาได้ยากขึ้น ทำให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป ด้อยประสิทธิภาพลง แบบนี้ต้องรอ จนป่วยใกล้ตาย จึงจะรู้เท่าทันความเสื่อมได้ ช้ากว่าการพิจารณาขันธ์อื่นๆ (โดยเฉพาะรูปขันธ์ที่เสื่อม เราดูคนอื่นได้ ก่อนที่เราจะเสื่อม แต่ใครเล่าจะพิจารณาความเสื่อมของผู้อื่นเพื่อสอนตนได้ดี?)

อายตนะทั้งห้าประการที่เหลือ เมื่อเสื่อมลง ก็เสื่อมตามลำดับของขันธ์ห้า ไม่แตกต่างจากอายตนะทางตา ได้แก่ อายตนะทางหูเสื่อม, อายตนะทางจมูกเสื่อม, อายตนะทางลิ้นเสื่อม, อายตนะทางผิวสัมผัสเสื่อม, อายตนะทางใจเสื่อม มีความแตกต่างกันเล็กน้อยก็เรื่องอาการและลักษณะของความเสื่อมเท่านั้น เช่น ใจเสื่อม ก็มักจะมีทุกข์มากเป็นนิตย์ เครียดเป็นประจำ ความสุขดับลงเร็ว ยื้อได้ไม่นาน ทุกข์ง่าย เครียดง่าย โกรธง่าย

อายตนะที่เจริญแล้ว เป็นไฉน?

วิวัฒนาการในการรับรู้ของสัตว์ เบื้องต้นก็เพียงเพื่อการอยู่รอด แต่สำหรับมนุษย์แล้ว การมีวิวัฒนาการของอวัยวะรับรู้ (อายตนะ) อีกส่วนหนึ่งเพื่อการเรียนรู้ เพื่อการมีปัญญา ดังนั้น สมองของมนุษย์จึงไม่ได้มีความสามารถเพียงเพื่อการเอาตัวรอด ธรรมชาติได้ออกแบบให้สามารถแสวงหา แก่งแย่ง พัฒนาความสามารถของตนให้เก่งกาจเป็นยอดคนเหนือใคร คือ วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็นยอดคนก็ได้ หรือเพื่อการเข้าใจรู้แจ้งในธรรมะ ธรรมชาติ ที่สุดแห่งธรรม ที่สุดแห่งทุกข์ ที่สุดแห่งโลก ที่สุดของการเกิดเป็นสัตว์ เพื่อการเป็นยอดในตน ก็ได้เช่นกัน ดังนั้น อายตนะที่เจริญดี มีวิวัฒนาการดี ไม่เสื่อม จึงนับได้ว่าเป็นยอด ไม่ใช่เป็นรอง ย่อมดีกว่า ผู้ที่อายตนะเสื่อม จนต้องแสวงหาปัจจัยมาบำรุงปรุงสุขให้อิ่ม ก็ไม่พออิ่ม ดังเปรตที่กินเท่าไรก็ไม่หายหิวฉะนั้น อายตนะที่เจริญดีนั้น สามารถใช้สติปัฏฐานตรวจดูได้ มีลักษณะอย่างไรบ้าง ขออธิบายดังต่อไปนี้

ขั้นที่หนึ่ง อายตนะแห่งสุนทรียบุคคล

มีลักษณะของผู้มีรสนิยมสูง คัดสรรและเลือกมาก พิถีพิถัน ไม่นิยมใช้ของมาก ถ้าใช้ชิ้นไหนมักใช้ชิ้นเดียวอยู่นานๆ รักษาของเก่าได้ดี ใช้จนพังไปกับมือ มักเห็นคนพวกนี้มีของเก่าที่ไม่ได้เอาไวโชว์อวดตัวว่ามีของเก่า แต่เอาไว้ใช้จริงๆ และรักษาของดีจริงๆ มักใช้ของน้อยชิ้น แต่เลือกสรรอย่างดี ใช้จนหมดจนพังไปเลย ไม่ใช่ซื้อๆ มามากมายแล้วตั้งตู้โชว์ แต่หากอยากจะเก็บไว้ ก็เป็นแต่ซากที่พังแล้ว เพราะใช้จนหมดอายุนั่นเอง มักใช้ตราสินค้าเดิมๆ ซ้ำๆ เพราะเชื่อใจ แม้ไม่ได้เสพปัจจัยปรุงแต่งใหม่ๆ ก็สุขได้ นี่นับเป็นปุถุชนที่มีอายตนะเจริญดี เทียบเท่า “เทวดาชาวสวรรค์” มักมีกริยาท่าทางดี เหมือนผู้ดีเก่า มีระดับ ไม่ใช่คนชั้นต่ำ ที่กักขฬะขาดการฝึกตน ขาดการศึกษาเล่าเรียน

ขั้นที่สอง อายตนะแห่งศิลปิน

มีลักษณะของผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค มักของประดิดประดอย สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตามแต่ความถนัด เช่น นิยมวาดภาพ, ปลูกเลี้ยงไม้ดัด, ถักทอ ฯลฯ มีความเป็นศิลปินแท้ ดูงานศิลป์ได้ถ่องแท้ เพราะเคยทำเองมากับมือ รู้ถึงความยากง่ายและหลักการสร้างสรรค์อย่างดี ไม่ใช่คนชอบซื้อ ไม่เอะอะอะไรก็ใช้เงินเพื่อให้ได้ครอบครอง แต่ใช้ความสามารถของตนเอง แม้ไม่ได้ครอบครอง เป็นผู้สร้าง ผู้ให้ ก็มีสุขได้ นับเป็นปุถุชนชั้นครู ที่มีอายตนะเจริญดี เทียบเท่า “เทพตำแหน่งต่างๆ” เช่น เทพวิษณุกรรม เป็นต้น

ขั้นที่สาม อายตนะแห่งปราชญ์

มีลักษณะของผู้มีปัญญา แสวงหาสัจธรรมความจริง แต่ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอด มีหลักการมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง เป็นผู้ทรงภูมิ มีความรู้มาก มีความเป็นอยู่เรียบง่าย สมถะ สงบสันโดษ เหมาะและเอื้อต่อการบรรลุธรรม คนเหล่านี้ มักบริโภคน้อย ผลิตน้อย ไม่นิยมสะสม ไม่นิยมแสวงหา เห็นวัตถุเพียงเล็กน้อยก็สุขได้ง่ายๆ และมักหยุด เพื่อเข้าถึงสัจธรรม เพราะเห็นแจ้งแล้วว่า วัตถุสิ่งของไม่ชวนเสพ ไม่ใช่ทางแห่งการหลุดพ้น มักเบื่อหน่ายในวัตถุ มีอายตนะเจริญดี เทียบเท่า “เซียน” เช่น นักปรัชญาสำคัญของโลก

ขั้นที่สี่ อายตนะแห่งอริยชน

มีลักษณะของผู้มีปัญญาถึงธรรม ในระดับใดระดับหนึ่ง มีอายตนะที่เป็นกลางมากขึ้น ไม่ชอบ ไม่ชัง ชัดขึ้น (แต่ก็มีบ้าง ในบางระดับที่ยังไม่อาจหลุดพ้น) จนกระทั่งถึงระดับสูงสุด สามารถที่จะมีสุขสงบ พ้นทุกข์ได้ แม้ตัวกระตุ้นอายตนะจะเป็นอย่างไรก็ตาม แม้ทุกข์ทรมานก็ไม่เร้าร้อนใจ เพราะเข้าใจสัจธรรมแห่งความอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แจ้งชัด กลับวางจิตเฉย อุเบกขา เป็นกลาง ไม่ได้เสพอะไรเลย ก็เป็นสุขสงบได้ พร้อมเสมอกับความเปลี่ยนแปลง อายตนะระดับนี้ เรียกได้ว่า “อายตนะนิพพาน” เป็นอายตนะของผู้บรรลุธรรมระดับอรหันต์ กรณี บรรลุธรรมไม่ถึงอรหันต์ อายตนะก็จะละเอียดน้อยกว่ารองๆ ลงไป เรียกว่า “อายตนะอริยชน” ก็ได้ คือ เทียบเท่า “โสดาบัน” ขึ้นไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น