ทศวรรษ ๒๕๐ ยุคแห่งการบำเพ็ญเทพพรหม

ทศวรรษ ๒๕๐ ยุคแห่งการบำเพ็ญเทพพรหม

ทศวรรษ ๒๕๐ ยุคแห่งการบำเพ็ญเทพพรหม

การทรงเจ้า เป็น มิจฉาอาชีวะ ตามคำเตือนของพระพุทธเจ้าแก่เหล่าสาวก เพื่อให้เหล่าสาวก ทั้งอุบาสกอุบาสีกา เร่งปฏิบัติธรรมสู่นิพพาน ไม่ต้องบำเพ็ญเป็นเทพพรหมอีกต่อไป ทั้งยังตัดชาติภพให้แก่เหล่าพระภิกษุ ภิกษุณี และสามเณรได้อีกด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระพุทธเจ้ามีอายุเพียง ๘๐ พรรษา อีกทั้ง พระศาสนาของพระองค์มีอายุสั้นเพียง ๕,๐๐๐ ปี โดย ๒,๕๐๐ ปีแรก พระสาวกแท้ๆ ที่เคยบำเพ็ญบารมีแล้วตั้งความปรารถนาเป็นบริวาร นิพพานในกาลแห่งพระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็ได้หมดลงแล้ว หมายความว่า ยุคแห่งการนิพพานได้หมดลง ในช่วงก่อนปีพุทธศักราช ๘๐ ปี (ช่วงพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่) ถึง ๒,๕๐๐ ปี ถัดจากนี้ไป เวไนยสัตว์ที่มาจุติล้วนไม่ใช่สาวกบริวารที่ตั้งความปรารถนานิพพานในศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดมทั้งสิ้น ทว่า มนุษย์ทุกคนเลือกได้ ตัดสินใจใหม่ได้ เปลี่ยนแปลงได้ อนิจจังไม่เที่ยง สามารถตั้งจิตตั้งใจหวังเอานิพพานเฉพาะหน้าเฉพาะชาตินี้ เดี๋ยวนี้ได้ โดยทุ่มทิ้งผลบุญตัดกรรม ชำระใช้หนี้เจ้ากรรมนายเวรให้หมดกันไป ไม่สืบบุญสืบกรรมต่อชาติต่อภพ ไม่บำเพ็ญบุญบารมีเพื่อต่อชาติต่อภพ แต่บำเพ็ญบารมีเพื่อตัดชาติตัดภพ เอาบารมีมาปฏิบัติจิตเพื่อนิพพาน อย่างนี้ก็พึงหวังกันได้ สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ตั้งความปรารถนาที่แน่ชัด เช่น ยังไม่ได้ตั้งความปรารถนาจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตั้งความปรารถนาจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด การตั้งจิตตั้งใจนิพพาน ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ชาตินี้เลย ก็ยังพอมีทางอยู่

ทว่า ก็มิได้บังคับว่าทุกท่านจะต้องเดินตามรอยนี้ จะต้องบังคับให้นิพพานทุกคนก็หาไม่ มนุษย์เกิดมาเลือกก่อกรรมปัจจุบันเพื่อสร้างกรรมใหม่ เดินทางตามรอยใหม่ของตนต่อไปได้ตามที่ตนจะปรารถนา ไม่อาจบังคับหักห้าม หรือขวางกั้นผู้ใดแต่อย่างใด ทั้งนี้ หลังปี ๒,๕๐๐ แล้ว เวไนยสัตว์จำนวนมากที่มาจุติเป็นมนุษย์ จะแบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งมีความปรารถนาที่ชัดเจนว่าจะนิพพานในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ เช่น เป็นบริวารของพระศรีอาริยเมตตรัย กลุ่มที่สอง คือ ไม่มีความปรารถนาชัดเจน ไม่ทราบไม่รู้ เพิ่งมีบุญถึงพุทธศาสนาบ้าง เพิ่งออกจากนรกอยากพ้นทุกข์เร็วๆ บ้าง เหล่านี้ ก็สามารถตัดลัดตรงเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันได้ด้วยการสร้างกรรมบำเพ็ญบารมีขึ้นในปัจจุบันแล้วอธิษฐานของแรงบุญหนุนเอานิพพานในชาตินี้เลย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่ม มิจฉาทิฐิ ที่ไม่สามารถสอนได้จริงๆ มีความปรารถนาที่แปลกแตกแยกออกไปตามแต่สิทธิส่วนบุคคลพึงจะปรารถนา ไม่อาจห้ามกันได้ เช่น กลุ่มมารที่ต้องการแค่มาอยู่เอาบุญเลี้ยงตัวให้ตนขึ้นสูงเหนือผู้อื่น ไม่สนใจเรื่องนิพพานก็มี ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าพระพุทธเจ้า ทรงประทานพุทธศาสนาของพระองค์ให้ครบพร้อมหมดทั้ง ยักษ์, มาร, เทพ และพรหม โดยเท่าเทียมกันหมด อันว่ายักษ์มารจะมาครองพุทธศาสนาทั้งหมดไปแต่ส่วนเดียวก็ไม่ได้ เทพพรหม จะไล่ยักษ์มารออกไปเสียจากพุทธศาสนาทั้งหมดก็หาได้ไม่ เพราะถือว่าไม่เคารพพระพุทธโอวาท ดังนั้น ทุกท่านที่มีจิตเทพก็ดี , มารก็ดี, ยักษ์ก็ดี, พรหมก็ดี มาจากภพภูมิที่ต่ำจากนี้ก็ดี พึงเข้าใจพุทธประสงค์นี้ด้วยโดยทั่วกัน

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ยุคพุทธบริษัทสี่ บริวารสาวกแท้จริงของพระพุทธเจ้าสมณโคดมหมดลงไปแล้ว แต่พระพุทธศาสนายังไม่หมดอายุขัย ด้วนการต่อยอดต่อบุญต่อกรรมขององค์โพธิสัตว์ศรีอาริยเมตตรัย พระพุทธศาสนายังมีอายุขัยยืนยาวต่อไปได้ ด้วยหวังเป็นดังพุทธประสงค์ คือ ครบ ๕,๐๐๐ ปี ก่อนที่โลกจะเข้าสู่กลียุค มนุษย์จะเข่นฆ่ากันกินเนื้อกันเองอย่างโหดร้าย ด้วยเหตุนี้ ยุคหลัง ๒,๕๐๐ ปีนี้ จึงเป็นยุคแห่งการบำเพ็ญบารมี ของเทพ, พรหม, ยักษ์, มาร และช่วงสุดท้ายของเวไนยสัตว์ที่ไม่มีกำลังที่จะบำเพ็ญบารมี ได้ตัดลัดตรงเป็นสาวกแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม ดังนั้น จึงพบว่าช่วงปี ๒,๕๕๐ นี้ มีคนทรงเจ้า ที่จัดอยู่ในกลุ่มมิจฉาอาชีวะเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ จึงต้องเข้าใจด้วยว่าการหาลาภสักการะจำนวนมากอาจเข้าข่ายมิจฉาอาชีวะ แต่ก็ไม่อาจห้ามกันได้ในกลุ่มคนที่มีกรรมต้องชดใช้กัน ก็ต้องให้เกิดการชดใช้กรรมกันก่อนระดับหนึ่ง ไม่อาจต้านทานแรงกรรม จากนั้นจึงค่อยสอนว่า การทรงเจ้าที่ไม่ใช่มิจฉาอาชีวะนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งปัจจุบัน คนทรงเจ้าที่ดีก็มีเหมือนกัน คนกลุ่มเหล่านี้ บ้างรับขันธ์แต่ไม่มีการทรงเจ้าแต่อย่างใด ได้แต่บำเพ็ญบารมีสร้างวัดสร้างสาธารณกุศลก็มี ดังนั้น จึงขอให้อย่ายึดมั่นถือมั่นใดๆ จงใช้สติปัญญาแยกแยะตามเหตุผล ณ ปัจจุบัน เป็นสำคัญ

การบำเพ็ญเพียรในยุคเทพพรหม (รับขันธ์บำเพ็ญบารมี แต่ไม่มีการทรงเจ้า)

๑)    ให้เร่งชดใช้กรรม ด้วยการสร้างบุญบารมี แล้วอธิษฐานเอาผลบุญไปใช้หนี้เจ้ากรรมนายเวรให้หมด แล้วเร่งปฏิบัติจิตละกิเลส ความโลภ, โกรธ, หลง เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าแต่น้อยก็สามารถบรรลุธรรมได้ง่าย

๒)    เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว ให้บวชภายในเจ็ดวัน จะไม่ละสังขารตาย กรณีนี้ คือ ปรารถนานิพพานในชาติปัจจุบัน เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน แล้วปฏิบัติอยู่ในธรรมวินัยเคร่งครัด อย่าสานต่อบุญกรรม ให้ลอยบุญลอยบาป เลิกทั้งกรรมดีกรรมชั่วทั้งมวล ทำแต่กิจของสงฆ์ที่ควรทำไป ชาติภพใหม่จะไม่เกิดอีก ไม่ต่อสืบชาติภพใหม่ได้อีก จะได้นิพพานแน่แท้ หากออกนอกทาง จะไม่ได้

๓)    เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว หากไม่ปรารถนาจะเป็นอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ปรารถนาจะบำเพ็ญบุญบารมีไปต่อ เพื่อความปรารถนาส่วนตน เช่น ปรารถนาพุทธภูมิ (ปรารถนาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) ให้อย่ารีบบวชพระ ให้อดทนไประยะหนึ่ง แล้วรับขันธ์องค์เทพพรหมต่างๆ เพื่อครองขันธ์อยู่ต่อไป (แต่อย่างทรงเจ้า) จะไม่ตายภายในเจ็ดวัน แต่จะมีอาการทางกายบ้าง เช่น คล้ายๆ จะไม่กินอาหารจะปลงสังขาร จะละสังขาร ต้องให้รีบบำเพ็ญบารมีมากๆ จะไม่ตาย บารมีจะเกิดอย่างรวดเร็ว บำเพ็ญจนเต็มส่วนของเทพองค์นั้นๆ หากตายลงจะไปจุติเป็นเทพองค์นั้นๆ (ต้องดูว่ามีผู้อื่นบำเพ็ญเหมือนกันหรือไม่ บารมีเราสูงสุดในฐานะเทพองค์นี้หรือไม่) หากยังมีโอกาสบำเพ็ญอีก ก็บำเพ็ญไปเรื่อยๆ เช่น รับขันธ์องค์นาราย บำเพ็ญสำเร็จ ให้ไต่ระดับไปรับ องค์ศิวะ และองค์พรหม เมื่อบำเพ็ญบารมีมหาเทพทั้งสามองค์เต็มแล้ว ให้ใช้คาถาอธิษฐานรวมบารมี คือ “โอม ตรีมูรติ”ๆๆๆ ซ้ำๆ ตรวจดูด้วยตาทิพย์ จะเห็นกายมหาเทพทั้งสามองค์ประสานรวมเป็นหนึ่ง ถามกายทิพย์นั้นว่าท่านคือใคร จะตอบว่าตรีมูรติ เป็นต้น แสดงว่าได้รวมบารมีให้เต็มส่วนมหาเทพแล้ว ให้บำเพ็ญไล่ระดับต่อไปจนถึงมหาโพธิสัตว์ แล้วบำเพ็ญจากมหาโพธิสัตว์จนถึงพุทธะ คือ องค์ยูไล

๔)   การบำเพ็ญบารมีนั้น ให้ใช้ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ คือ บำเพ็ญทศบารมีทั้งสิบประการ ทั้งนี้ การบำเพ็ญถึงขั้น ๒๐ ทัศ จะต้องถวายอวัยวะ ไม่จำเป็นต้องถวายอวัยวะสังขารธาตุสี่ สามารถถวายอวัยวะทิพย์ได้ เช่น ถวายตาทิพย์ ก็ได้ผลเหมือนกัน นอกจากนี้ การบำเพ็ญบารมีในขั้น ๓๐ ทัศ ก็ไม่จำเป็นต้องตายจริง ไม่จำเป็นต้องฆ่าตัวตายจริง ให้ใช้การถวายด้วยจิตวิญญาณ ตายทางจิตวิญญาณ แล้วจุติเกิดใหม่ในกายสังขารเดิมของตน หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือ การสลายกายทิพย์ เช่น บำเพ็ญบารมีได้สามกาย แล้วรวมกายใหม่เพื่อปรารถนาพุทธภูมิ จะให้ผลเสมือนว่า กายทิพย์สามกายตายไป จุติใหม่ในกายสังขารเดิมของตนเอง เป็นเทพองค์ใหม่ นี่คือ การตายด้วยกรรมฐาน แล้วเกิดใหม่แบบโอปปาติกะทันที ไม่ต้องตายจริง แต่สามารถฟาดเคราะห์สะเดาะกรรม ได้เช่นกัน บารมีจะเต็มถึง ๓๐ ทัศอย่างรวดเร็ว ทั้งยังไม่ต้องรับความตายจริงๆ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีในพระไตรปิฎกในบางส่วน เพราะไม่ใช่หลักธรรม แต่เป็นกลเม็ดเคล็ดลับ เฉพาะตัวในการบำเพ็ญบารมีให้ได้ผลอย่างยิ่งยวดรวดเร็ว เหมาะสมกับยุคสมัยที่มนุษย์อายุขัยลดลงเรื่อย จนไม่ถึง ๑๐๐ ปี ยากแก่การสอนธรรมะเพื่อพระนิพพาน ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกับธรรมในไตรปิฎก เพราะเป็นของใหม่ที่บางส่วนไม่มีในไตรปิฎก ดังนั้น ขอให้ทดลองปฏิบัติด้วยตนเองดูก่อน แล้วจึงสรุปเป็นการส่วนตัว รู้เฉพาะส่วนตน ว่าได้ผลจริงหรือไม่ อนึ่ง เมื่อสร้างบารมีจนเกิดกายทิพย์ยูไล (พุทธะ) ขึ้นในกายสังขารเดิมของตนแล้ว ให้บวชเข้ามาทำกิจทางพุทธศาสนา สืบสานธรรมะต่อยอดบุญพุทธศาสนาให้ยั่งยืนยืดยาวสืบไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น