วิญญาณนั้นปรุงแต่งจิตให้เป็นอะไรก็ได้ (เป็นพระศรีอาร์ฯ ก็ได้ทุกคน)

วิญญาณนั้นปรุงแต่งจิตให้เป็นอะไรก็ได้ (เป็นพระศรีอาร์ฯ ก็ได้ทุกคน)

วิญญาณนั้นปรุงแต่งจิตให้เป็นอะไรก็ได้ (เป็นพระศรีอาร์ฯ ก็ได้ทุกคน)

จิต

จิตเดิมแท้บริสุทธิ์ เป็นพุทธะแล้วในตัว ไม่แตกต่างกันเลยเหมือนกันหมดทุกคน แต่หากมนุษย์แต่ละคนมีปัญญามาก่อนแต่แรก ก็จะนิพพานมีปัญญาทันที โดยไม่มีเกิดแก่เจ็บตาย และไม่สามารถเลือกได้ว่าจะนิพพานแบบใด กล่าวคือ จะนิพพานเป็นพระพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า, หรือพระอรหันตสาวก ก็ไม่สามารถเลือกได้ เพราะทันใดที่ปรากฏก็นิพพานเลย จึงเลือกไม่ได้ แต่นี่เป็นภาวะสมมุติเท่านั้น เพื่อให้ท่านเข้าใจเหตุผลว่าทำไม ธรรมชาติ จึงไม่สร้างมนุษย์มาให้สมบูรณ์แบบในทันที นิพพานทันที มีปัญญาทันที ไม่ต้องทุกข์ มีแต่สุขในทันที ทั้งนี้ เพราะไม่มีการบังคับ ให้อิสระแก่มนุษย์ทุกคนที่จะเลือกนิพพานได้ในแบบใดนั่นเอง กล่าวคือ จะนิพพานแบบเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้, พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้, พระอรหันตสาวกก็ได้ ตามแต่จิตปรารถนาจะบำเพ็ญเพียรไป ดังนั้น จึงต้องมีจิตที่บริสุทธิ์เป็นพุทธะพื้นฐานเหมือนกัน เท่าเทียมกันหมดทุกคนก่อน ทั้งยังมีอิสรภาพเสรีเต็มที่ที่จะก่อกรรม และยังต้องมีความรับผิดชอบโดยธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัดภาระความรับผิดชอบได้อีก คือ ก่อกรรมใดไว้ ต้องรับผลกรรมนั้นๆ

ดังนั้น การเวียนว่ายตายเกิดจึงมีขึ้น เพื่อไม่ใช่สนองความหลง แต่เพื่อเปิดโอกาสในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละท่าน ให้แต่ละท่านบำเพ็ญเพียรตามหาความปรารถนาของตนในท้ายที่สุด จิตแต่เดิมนั้น บริสุทธิ์เป็นพุทธะอยู่แล้ว มีญาณหยั่งรู้จำกัด แต่เป็นธาตุรู้ จึงเรียกว่า “มโนธาตุ” อยู่แล้ว แต่กำลังญาณหยั่งรู้นั้นไม่เท่ากัน ถ้ามีกำลังญาณหยั่งรู้ได้ทุกสิ่งเรียกว่า “สัพพัญญูญาณ” ซึ่งจะมีแต่เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น ดังนั้น จะกล่าวว่า จิตเป็นผู้รู้ แล้วต้องรู้ไปหมดทุกสิ่งนั้นก็หาได้ไม่ เป็นการกล่าวเกินจริง จิตเป็นผู้รู้จริง แต่จะรู้ได้เท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับบารมีในการบำเพ็ญเพียรจนเกิดญาณหยั่งรู้ขึ้น หากสามารถบำเพ็ญได้อย่างน้อยที่สุด คือ “อาสวขยญาณ” หรือญาณหยั่งรู้ในการกำจัดกิเลสให้สิ้น ก็สามารถบรรลุธรรม มีปัญญาบรรลุอรหันต์ เป็นอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งได้ตามความปรารถนา แต่หากไม่เอาแบบนั้น ก็บำเพ็ญบารมีสืบต่อไปอีก จนกว่าจะได้สัพพัญญูญาณ จนสำเร็จพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าตามลำดับ

อนึ่ง เมื่อบุคคลปฏิบัติจิตจนบริสุทธิ์ไร้กิเลส บรรลุธรรมแล้ว จิตจะเข้าสู่โลกุตตรจิต คือ จิตที่เหนือโลก เหนือสามภพ เหนือกฎระเบียบ เหนือการทำนายต่างๆ สามารถเลือกทางเดินต่อไปได้ ว่าจะไปอย่างไร เช่น หลวงปู่เทพโลกอุดร เลือกที่จะมีอายุยาวนานเป็นพันปี ก็สามารถเลือกได้, หรือหากเลือกที่จะบำเพ็ญบารมีต่อไปเพื่อรอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอีกก็ได้ เรียกว่า “อรหันตโพธิสัตว์” คือ จิตบริสุทธิ์บรรลุธรรมแล้ว แต่เมื่อบำเพ็ญบารมีต่อไปอีก ทำให้เกิดกรรมสร้างชาติภพ สืบต่อชาติภพต่อไป ทำให้ไม่นิพพานในท้ายที่สุดมากมายนับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างเช่น หลวงพ่อฤษีลิงดำ ท่านบรรลุอรหันต์บนโลก แต่เมื่อละสังขารได้จุติที่ดุสิต เป็น “อรหันตโพธิสัตว์”, หลวงพ่อสด ท่านบรรลุอรหันต์บนโลกแล้ว แต่เมื่อละสังขาร ได้จุติที่ดุสิต เป็น “อรหันตโพธิสัตว์”, พระอรหันต์จี้กง ได้บรรลุอรหันต์บนโลก แล้วจุติที่ชั้นดุสิต เป็นอรหันตโพธิสัตว์ ฯลฯ

วิญญาณ

วิญญาณขันธ์เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ทำให้จิตที่บริสุทธิ์กลายเป็นไม่บริสุทธิ์ ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด ทำให้มีกรรมทั้งดีและชั่ว ให้ต้องรับสืบเนื่องไป หากบุคคลหนึ่งทำจิตให้บริสุทธิ์แล้ว จะเข้าถึงความเท่าเทียมกัน จากนั้น หากเขารับ “วิญญาณขันธ์” คือ รับขันธ์เทพนั่นเอง ก็จะเกิดการปรุงแต่งจิตอีก ที่เคยบริสุทธิ์ให้ไม่บริสุทธิ์อีก จะไม่นิพพาน แต่จะสามารถบำเพ็ญบารมีได้ดุจเทพองค์นั้นๆ จนกระทั่งบารมีมากขึ้น ถึงระดับโพธิสัตว์ และพระยูไล ตามลำดับ มนุษย์ทุกคนสามารถเลือกได้เมื่อถึงจุดนี้ สามารถจะเลือกเป็นอะไร เป็นใครก็ได้ โดยตั้งจิตด้วยศรัทธาในองค์นั้นๆ เช่น อยากเป็นพระศรีอาร์ฯ ก็ให้ตั้งจิตศรัทธาท่านแล้วบำเพ็ญเพียรตามท่าน บุญบารมีได้เหมือนท่าน ก็คือท่านนั่นเอง แต่เมื่อมีพระศรีอาร์ฯ มากกว่าหนึ่งท่านแล้ว ก็แล้วแต่ว่าท่านไหนจะบำเพ็ญบารมีถึง ก็จะได้เป็นพระศรีอาร์ฯ องค์ตรัสรู้ องค์ที่เหลือก็เดินไปตามทางกรรม ทางบุญบารมีของตนไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น