นิมิตหลอน มโนมยิทธิเทียม

นิมิตหลอน มโนมยิทธิเทียม

นิมิตหลอน มโนมยิทธิเทียม

กสิณนั้นเริ่มฝึกจากการใช้จิตกำหนดภาพ จนกว่าภาพที่จิตกำหนดสร้างจะเกิด แล้วเกิดการเปิดตาทิพย์จริง ระหว่างก่อนเปิดตาทิพย์นั้น ภาพที่จิตสร้างอาจชัดเจนแจ่มใสราวกับเป็นภาพจริง จนอาจคิดไปว่าตาทิพย์ได้เปิดแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่เปิดจริง ดังนั้น ภาพที่เห็นนั้น เรียกว่า “เห็นจริง แต่ไม่ใช่ของจริง” คือ เป็นภาพที่เกิดจากจิตสร้าง ด้วยพลังจิต ด้วยใจที่มีฤทธิ์ ไม่ใช่ของจริงที่ตาทิพย์ไปเห็นมา นอกจากนี้แล้ว แม้ว่าตาทิพย์เปิดจริง ระหว่างใช้ตาทิพย์ ก็มีนิมิตหลอนเกิดขึ้นได้เช่นกัน เช่น เพียงแค่คิดถึงปากกา ภาพปากกาก็ปรากฏแล้ว ดังนั้น ตาทิพย์ที่เห็นนั้น กำลังเห็นสิ่งที่จิตสร้างขึ้น ไม่ใช่ของที่มีอยู่จริง นอกจากนี้ แม้ว่าจิตไม่ได้สร้างขึ้น บางครั้ง ภาพต่างๆ อาจปรากฏขึ้นมาเองได้ราวกับเป็นของจริง สิ่งเหล่านั้น อาจเกิดจากนิมิตที่ผู้อื่นส่งมา เช่น เป็นนิมิตจากกระแสจิตของภาคมาร เป็นต้น บทความฉบับนี้ ขอเสนอหลักการแยกแยะนิมิตและของจริง ดังนี้

ข้อสังเกตในการแยกแยะนิมิตและของจริง

๑)    หากตาทิพย์ยังไม่เปิด สิ่งที่เห็นทั้งหมดเป็นแค่นิมิตเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง เมื่อตาทิพย์เปิดแล้ว จะมีทั้งของจริงและนิมิตปนกัน จะต้องละจากนิมิตให้หมด ทำจิตในว่างเปล่าโปร่งใสไร้การปรุงแต่งเจือปนใดๆ ทั้งสิ้นให้ได้ก่อน จึงจะเห็นของจริงแท้ การสังเกตว่าตาทิพย์เปิดหรือยัง ให้ลองสังเกตว่า เคยเห็นแสงสว่างวาบมากๆ จนเกือบๆ จะแสบตาบ้างหรือไม่ แล้วจากนั้น ก็รู้สึกเหมือนเห็นภาพชัด อาการแสงสว่างวาบมากๆ จะเกิดเพราะตาทิพย์เปิดครั้งแรก แต่หากยังไม่มีอาการนี้ ก็ควรระวังสิ่งที่เห็นด้วยว่า อาจเป็นเพียงนิมิต ไม่ใช่ของจริง ตาทิพย์ยังไม่เปิด เช่นเดียวกับหูทิพย์ เมื่อเปิดครั้งแรก จะมีเสียงแหลมๆ ดังเข้ามาก่อน จากนั้น หูทิพย์จึงเปิดจริง หากหูทิพย์ยังไม่เปิด เสียงที่ได้ยินเป็นแค่เสียงหลอน

๒)    เมื่อตาทิพย์เปิดแล้ว ต้องผ่านด่านมารทดสอบก่อน คือ นิมิตภาคมารที่ส่งมาเรื่อยๆ ทำให้หลงคิดว่าเป็นความจริง แม้ว่าตาทิพย์จะเปิดแล้ว แต่ภาคมารก็สามารถส่งภาพนิมิตมาปกปิดความจริงให้เราหลงทางได้อีก ดังนั้น เมื่อเห็นภาพเทพเทวดา ให้ลองสนทนากับท่านดู ถามท่านให้กระจ่าง แล้วกลับมาตรวจสอบตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอีกครั้งว่าตรงกันหรือไม่ ต้องตรวจสอบหลายมุม จนเกิดความแน่ใจว่าตรงจริง ในช่วงใช้ตาทิพย์ ให้ตัดความลังเลเคลือบแคลงสงสัยออกก่อน เรียกว่าไปเอาข้อมูลดิบมาเท่านั้น ไม่ต้องนึกคิดปรุงแต่งสงสัยอะไร แต่ให้ถามเอาข้อมูลให้กระจ่าง การถามนั้นไม่ใช่วิจิกิจฉา แต่เป็นวิปัสสนาญาณ เพื่อให้ได้ข้อมูลถึงแก่นธรรมนั่นเอง เช่นนี้ ค่อยมั่นใจขึ้นได้

๓)    ตรวจสอบกับญาติธรรมกันเอง เช่น ถอดกายทิพย์ไปหาญาติธรรมสนทนาข้อมูลบางอย่าง แล้วลองถามญาติธรรมทางเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ว่าได้รับการสื่อสารจากเราจริงหรือไม่ วิธีการนี้เหมาะสม เพราะตรวจสอบได้ง่าย เพราะญาติธรรมเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่จริง สามารถบอกได้ว่าได้รับการสื่อสารจากเราจริงหรือไม่ ทั้งนี้ พึงระวังอีกประการว่า บางครั้ง การสื่อสารกับกายทิพย์ กายสังขารเนื้ออาจจะไม่ทราบก็ได้ คือ เป็นความรู้สึกทางจิต เหมือนมีเทพเทวดามาดลจิตดลใจ ก็จะรู้สึกแค่ลางสังหรณ์เท่านั้น ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าได้รับการสื่อสารจริง ในกรณีนี้ ควรสื่อกับกายเนื้อเขาโดยตรง จะสื่อสารได้ชัดเจนมากกว่ากายทิพย์

๔)   ฝึกสติปัฏฐานสี่ แยกแยะจิตและใจออกจากกันก่อน (จิตจะคุมกายทิพย์ แต่ใจจะมีความรู้สึกนึกคิดมาปะปน ทำให้ข้อมูลถูกบิดเบือนได้) หรือฝึกอรูปญาณ โดยเฉพาะฌาน ที่กำหนดความว่างเป็นอารมณ์ให้ชำนาญ เมื่อเริ่มจะดูด้วยตาทิพย์ หรือถอดกายทิพย์ ให้เข้าสมาธิทำจิตให้ว่างเปล่าจากการนึกคิดปรุงแต่งใดๆ ก่อน เมื่อจิตมีความพร้อมแล้ว ให้ลองทายของต่างๆ ที่เก็บไว้ในกล่องเป็นต้น เมื่อทายได้ถูกแม่นยำแล้ว จึงถอดกายทิพย์ออกไป ก็จะได้ข้อมูลที่แม่นยำขึ้น ตัดส่วนภาพที่เกิดจากจิตของเรานึกคิดปรุงแต่งเองออกไปได้ส่วนหนึ่ง

วิธีการฝึกมโนมยิทธิให้แจ่มใส ไร้นิมิตหลอน

๑)    ขั้นตอนที่หนึ่ง นั่งสมาธิด้วยท่าที่สบาย อย่ารีบถอยกายทิพย์ อย่ารีบคิดถึงนั่นนี่ ให้นั่งให้สบายก่อน วางจิตเบาๆ แล้วค่อยๆ ให้จิตสงบนิ่ง จนจิตเริ่มว่างเบา เลิกคิดสะเปะสะปะ ถึงนั่นถึงนี่ จากนั้น จึงค่อยๆ เข้าสู่สมาธิ เพื่อการถอดกายทิพย์

๒)    ขั้นตอนที่สอง เมื่อเข้าสู่สมาธิ สิ่งที่เห็นตอนแรกอย่าเพิ่งเชื่อทันที ให้ดูเฉยๆ ไปก่อน แล้วบริกรรม “ภาพจริงจงปรากฏชัด”ๆๆๆๆ ซ้ำๆๆ จากนั้น ภาพต่างๆ ที่เกิดจากการนึกคิดจะปรากฏขึ้นมาก่อน แล้วค่อยๆ สลายไปทีละอย่างๆ จนในที่สุด ภาพต่างๆ มืดดับไปหมด จากนั้น บริกรรมต่อไปเช่นเดิม ภาพจริงจะค่อยๆ ปรากฏเหมือนเปิดม่านจากความมืด จะเห็นลางๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ชัดขึ้นๆ

๓)    ให้ทดลองทายของในกล่องที่ผู้ฝึกเก็บไว้ หากสามารถทำนายได้สำเร็จ แสดงว่ามโนมยิทธิ หรือตาทิพย์แจ่มใส ไร้ความนึกคิดปรุงแต่งเจือปน อีกกรณีหนึ่ง ให้ท่านที่ไม่ทราบเนื้อหาธรรมในไตรปิฎกเลย ฝึกมโนมยิทธิ แล้วถามข้อมูลที่ได้จากการถอดกายทิพย์ไปนรกสวรรค์มา หากได้ข้อมูลที่ตรงกับพระไตรปิฎกทั้งๆ ที่ไม่เคยอ่านมาก่อน ก็นับว่าน่ารับฟังในระดับหนึ่งได้ อนึ่งภาพที่เป็นของทิพย์ กับภาพที่เป็นวัตถุธาตุสี่นั้น จะแบ่งเขตการรับรู้โดยใจ กล่าวคือ ของทิพย์นั้นจิตรับรู้ แต่หากเป็นวัตถุธาตุสี่ จิตต้องทำงานร่วมกับใจ จึงจะรับรู้ได้ชัด ในขณะที่ใจเต็มไปด้วยความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่ง จึงจะต้องตัดการปรุงแต่งออกจากใจให้ได้ ภาพที่เป็นวัตถุธาตุสี่ จึงจะแจ่มใสปรากฏชัดเจนถูกต้องแท้จริง ไม่ถูกหลอก

ภาวะที่เอื้อต่อนิมิตหลอน และมโนมยิทธิเทียม

๑)    การรีบถอดกายทิพย์โดยจิตยังฟุ้งซ่าน ไม่เรียบนิ่ง หรือจิตยังมีความคิดปรุงแต่งอยู่มาก เมื่อผู้นำ บอกให้คิดถึงสวรรค์ภาพสวรรค์จะปรากฏทันที แต่ไม่ใช่ของจริง เป็นแค่ภาพที่จิตของแต่ละคนสร้างขึ้น เมื่อมาตรวจสอบถามกันว่าภาพที่เห็นเป็นอย่างไร ก็จะได้รับคำตอบคนละอย่างกัน เพราะต่างจิตต่างใจต่างคนคิด อันนี้ เรียกว่า “นิมิต” เป็นธรรมชาติของนิมิต ที่แต่ละคนจะได้ต่างรูปแบบกัน แต่หากอาศัยนิมิตนี้มาตีปริศนาธรรม ด้วยการใช้สติปัญญาพิจารณาสภาวธรรมแล้ว แม้นิมิตแต่ละท่านจะต่างกัน แต่ก็ได้เข้าถึงธรรมได้เหมือนกันได้ เช่น การได้นิมิตเห็นสวรรค์ แม้ไม่ใช่ของจริง แต่หากสรุปแค่ว่าสวรรค์มีจริง บุญกรรมมีจริง แค่นี้ก็พอแล้ว แต่หากไปสรุปเอาว่าสวรรค์ที่เห็นนั้น เป็นอย่างที่ตนเห็นในนิมิต ก็อาจถูกนิมิตหลอกเอาเต็มเปา เรียกว่า สรุปเกินนิมิต เพราะนิมิตนั้น ไม่ใช่ของจริง

๒)    การถูกนำความคิดให้คิดตาม เมื่อความคิดเกิด ภาพก็ปรากฏ เป็นเพียงภาพนิมิตเท่านั้น ไม่ใช่ของจริงเลย เช่น ผู้นำฝึกมโนมยิทธิ กล่าวว่า เห็นพระพุทธเจ้าไหม พระพุทธเจ้ามาครบทุกพระองค์ไหม สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามนำให้ตอบว่า “เห็น” เพราะสิ่งแวดล้อมและสังคม จะหล่อหลอมให้ต้องคล้อยตามกัน ตามทฤษฎีการเหนี่ยวนำโดยสังคม (Mob psychology) สิ่งเหล่านี้ อาจเรียกได้ว่า “อุปทานหมู่” แต่ถึงจะเป็นอุปทานหมู่ก็ตาม หากเป็นนิมิตที่ทำให้คนเชื่อในกฎแห่งกรรม และสวรรค์ได้จริงแล้ว ก็ไม่ต้องไปถกเถียงหรือยึดมั่นถือมั่นในนิมิตที่เห็นมาก เอาแค่สรุปว่าสวรรค์มีจริง บุญกรรมมีผลจริงก็พอ ไม่ต้องเถียงกันว่าลักษณะเป็นอย่างไร สำหรับผู้ฝึกสอนที่ต้องการให้ผู้เรียนได้มโนมยิทธิของจริง ก็ควรเลือกผู้มีความเพียรมีพรสวรรค์ แล้วนั่งสอบสอนกันให้ได้มรรคผลจริง ไม่ถามคำถามนำ แต่ถามคำถามเพื่อตรวจสอบ เช่น พระเจดีย์จุฬามณีมีกี่ยอด ถ้าตอบถูกก็ลองถามต่ออีกนิดว่า สีอะไร มีเทพเฝ้าอีกองค์ ถ้าตอบได้ถูกต้อง ก็แสดงว่าผ่านการทดสอบได้

ในกลุ่มผู้ที่ได้มโนมยิทธิเทียม โปรดอย่าได้เสียใจ เพราะในกลุ่มคนที่ได้มโนมยิทธิจริงนั้น ได้พิสูจน์แล้วว่านรกสวรรค์มีจริง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นนิมิตหรือของจริง หากตั้งใจปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ให้ผลเท่ากัน ขึ้นกับการปฏิบัติของแต่ละคน ใครทำได้มากก็ได้มาก ใครทำได้น้อยก็ได้น้อย ส่วนจะเห็นสวรรค์จริงหรือสวรรค์เทียมเพราะนิมิตหลอกนั้น ไม่สำคัญเท่าการทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สาธุ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น