แบบฝึกจิตแบบเจโตวิมุติ

แบบฝึกจิตแบบเจโตวิมุติ

แบบฝึกจิตแบบเจโตวิมุติ

เปิดตาทิพย์

เพ่งกสิณชนิดใดชนิดหนึ่ง มีขั้นตอนดังนี้

๑)    เพ่งกสิณ จนกว่าจะเกิดดวงกสิณ ดวงกสิณนี้ยังไม่ใช่นิมิต มีลักษณะเป็นวงบ้าง, สี่เหลี่ยมบ้าง, จุดบ้าง สีแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดกสิณ เมื่อลืมตาดูกสิณ จนเกิด “ภาพติดตา” ภาพติดตายังไม่ชัด ไม่เหมือนของจริง ให้เพ่งเข้าไปในภาพติดตานั้นๆ จนกว่าจะเกิดเป็นดวงกสิณที่แจ่มใสชัดเจน ระยะนี้เรียกว่า ภาพติดตาเปลี่ยนเป็นดวงกสิณแล้ว นับเป็นความสำเร็จขั้นที่หนึ่ง อนึ่ง หากมีผู้สำเร็จตาทิพย์อยู่ใกล้ๆ ให้เพ่งดู จะเห็นมวลพลังอยู่หน้าตาที่สามของผู้เพ่ง แสดงว่าผู้กำลังเพ่งอยู่นั้น ได้ดวงกสิณแล้ว หากกำลังจิตมีน้อย จะไม่เกิดมวลพลัง ผู้เพ่งก็จะมองไม่เห็นดวงกสิณ อาจหาสิ่งที่มีพลังมาจ่อหน้าตาที่สามให้เพ่งก็ได้ หากตาที่สามสัมผัสพลังนั้นได้ ก็จะเห็นพลังนั้น เป็นรูปลางๆ ไม่ชัดเจนได้เหมือนกัน

๒)    เพ่งดวงกสิณไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ “นิมิต” อาจได้นิมิตจากความฝันก่อน จากนั้นอาจตามมาด้วยนิมิตในขณะนั่งสมาธิ ระยะนี้อาจต้องใช้ความพยายามอดทน และความศรัทธา จนกว่าจะเกิดผลอาจกินเวลานานหรือเร็วแตกต่างกันไปตามบุญวาสนาเก่าของแต่ละท่าน เมื่อได้นิมิตแล้ว ให้ทราบไว้ว่า นิมิต ไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ของทิพย์ที่แท้จริง ให้เพ่งต่อเข้าไปในนิมิตนั้นๆ เช่น นิมิต เป็นเศียรช้าง ให้นำมาตีปริศนาได้ เช่น หัวช้าง คือ พิฆเนศ ความเป็นพิฆเนศ คือ เด็ก คือ ลูกของพระอุมา มีพ่อคือศิวะ หมายความว่า จะต้องบำเพ็ญเพียรให้สำเร็จ ตอนนี้ยังไม่โต ยังไม่สำเร็จ และอาจได้พบชายหญิงที่มีอายุสูงกว่ามาช่วย คนสองคนนี้ จิตญาณจะมีองค์อุมาและองค์ศิวะอยู่ด้วย ให้คอยดูดีๆ จะปรากฏ นี่คือการตีนิมิต

๓)    เพ่งนิมิตไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทะลุนิมิต หากเพ่งจนลึกเข้าไปในนิมิตได้แล้ว นั่นจึงเป็นของจริง ของจริงเป็นแก่นแท้ซ่อนอยู่ในนิมิตอีกที บางท่านเพ่งกายในกาย เพราะกายในกายเป็นกายทิพย์ เป็นของทิพย์ ที่ใกล้ตัวเห็นได้ง่าย ตอนแรกอาจเห็นเป็นนิมิตก่อน เช่น หัวช้าง ต่อมาจะเป็นของจริงซ่อนข้างใน เช่น รูปกุมาร แสดงว่ากายทิพย์นั้น เป็นเซียนน้อยกำลังบำเพ็ญวิชชาทางจิต เพื่อสะสมบารมีไม่ใช่เพื่อนิพพาน ทั้งนี้ ให้ระลึกระวังไว้ว่าตอนแรกตาที่สามจะกะระยะความลึกไม่ถูก จะจับเปลือกนอกเป็นนิมิตก่อน เมื่อแทงทะลุนิมิตแล้ว จึงเป็นของจริง

๔)   เพ่งลูกแก้วธรรมกาย แต่ละท่านมักมีลูกแก้วธรรมกายอยู่แล้วในตัว เพราะผลบุญบารมีเก่า หากไม่มีให้เพ่งลูกแก้วจนกว่าจะเกิดเป็นพลังทิพย์ เป็นลูกแก้วทิพย์สะสมเกิดจากตบะของการเจริญกสิณก่อน เมื่อได้ลูกแก้วธรรมกายแล้ว ให้เพ่งที่ลูกแก้วนั้น หากไม่ทราบ มองไม่เห็น ให้ผู้มีตาทิพย์ช่วยดูว่าลูกแก้วอยู่ส่วนไหนของร่างกาย หากไม่ได้อยู่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด ให้ใช้มโนมยิทธิ คือ ความมีฤทธิ์ทางใจ สำเร็จด้วยใจกำหนด ให้กำหนดเลื่อนลูกแก้วไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด แล้วจึงค่อยเพ่งลูกแก้วจะง่ายกว่า แต่หากมีเหตุจำเป็น ก็ไม่ต้องเลื่อนลูกแก้วธรรมกาย สามารถเพ่งได้ แต่ต้องทราบตำแหน่งของลูกแก้วธรรมกาย อนึ่ง ลูกแก้วในกายอาจมีหลายลูก หากไม่ใช่ลูกแก้วธรรมกาย เมื่อเพ่งแล้วจะไม่เห็นธรรมกาย เช่น ลูกแก้วดิน, น้ำ, ลม, ไฟ หรือลูกแก้วหยั่งรู้อนาคต การเพ่งลูกแก้วต้องเพ่งให้ถูกลูกอย่าผิดลูก อยากดูธรรมกาย ต้องเพ่งลูกแก้วธรรมกาย อยากดูอนาคตก็ต้องเพ่งลูกแก้วอนาคต อยากดูลูกแก้วดิน ก็เพ่งลูกแก้วดิน

*กรณี ตาทิพย์จะเปิดจะเห็นแสงสว่างวาบมากๆ กรณีหูทิพย์จะเปิดจะได้ยินเสียงแหลมๆ 

วิธีแก้ไขการเปิดตาทิพย์ช้า

อนึ่ง หากฝึกได้ช้า อาจมีปัญหาต่างๆ ให้แก้ไขดังนี้

๑)    กรณีท่อตาทิพย์ตัน ให้ผู้มีมโนมยิทธิ ถอดกายทิพย์ให้เล็กลงเข้าไปในท่อกลางกายจักระที่หนึ่ง ใช้พลังดันทะลวงในท่อนั้นจนถึงจักระที่หก (ตาที่สาม) แล้วหักออกด้านหน้าของตาที่สาม นี่คือ การทะลวงจักระให้เกิดการหมุนเวียนของพลังได้ง่ายขึ้น การฝึกตาทิพย์จะง่ายขึ้น หรืออาจใช้วิธีเดินลมปราณทะลวงจักระในท่อนี้ ทางเดียวกันนี้ก็ได้ หรือให้ผู้มีลมปราณมากช่วยทะลวงถ่ายพลังให้ก็ได้

๒)    กรณีตาทิพย์ถูกปิดไว้ เพราะวาระบุญยังไม่ถึง ผู้มีตาทิพย์อาจเห็นศิษย์มีบางสิ่งปิดตาทิพย์ไว้ เช่น วงกลมคล้ายหยกปิดตาทิพย์ ให้ถอดกายทิพย์แล้วดึงเอาของชิ้นนั้นออกมา นี่จะช่วยเปิดตาทิพย์ได้ อนึ่ง ให้ระวังด้วยว่าบางท่าน สวรรค์กำหนดไว้ ว่ายังไม่ถึงเวลาเปิดตาทิพย์ ก็ไม่ควรฝืนชะตากรรม หากเปิดก่อนเวลาจะเป็นภัย หรือส่งผลร้ายต่อทั้งผู้ช่วยและผู้ฝึก แต่หากถึงวาระที่จะเปิดตาทิพย์ ก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ ต้องทดสอบจิตก่อนว่าไม่โลภ ไม่หลง ทิพยวิมานหรือสวรรค์

๓)    กรณีพลังในท่อตาทิพย์ไม่เต็ม จะต้องเติมพลังเข้าท่อตาทิพย์ไปจนกว่าจะเต็ม ด้วยการดึงพลังที่ดี เช่น พลังพระธาตุ เข้าทางตาที่สามที่เปิดแล้ว จนกว่าจะเต็ม เมื่อเต็มแล้ว จึงสามารถใช้พลังนั้นยิงเรดาร์ เหมือนเครื่องตรวจจับ ยิงออกไปถูกสิ่งของที่เป็นทิพย์ ก็จะสะท้อนกลับนำข้อมูลกลับมาให้เป็นภาพ หากไม่มีกระแสพลังจิตออกจากตาที่สาม ก็จะมองไม่เห็นของทิพย์ แม้ตาทิพย์จะเปิดแล้วก็ตาม ดังนั้น จึงต้องอัดพลังให้เต็ม วิธีอัดพลังอีกวิธี คือ ให้ผู้มีพลังลมปราณ ถ่ายพลังลงปลายนิ้วจิ้มที่ตาที่สามทะลวงลงไป ผู้ฝึกตาทิพย์ขณะหลับตาอาจเห็นแสงสว่างวาบ อย่าตกใจ อย่าเพิ่งลืมตา แล้วผู้ฝึกมีมโนมยิทธิ สามารถใช้กายทิพย์ คว้ากายทิพย์ของลูกศิษย์ แล้วกำหนดจิตไปดูนรกสวรรค์ได้ ตามควรแก่วาระ

หมายเหตุ อาจไม่ต้องเพ่งกสิณเลย สามารถใช้วิธีลัดนี้ คือ อัดพลังลงตาที่สามแล้วยกกายในออกไปดูนรกสวรรค์ได้ทันที หรืออาจผสมผสานกัน คือ อัดพลังก่อน แล้วฝึกกสิณภายหลัง จะย่อย่นระยะเวลาที่ฝึกลงได้ ในบางกรณี บางท่านถอดกายทิพย์ได้ง่าย เร็วกว่าเปิดตาทิพย์ เขาอาจมองไม่เห็นกายในตนเองที่ถอดออกไป กรณีนี้ กายทิพย์ไม่ได้หลุดออกทางตาทิพย์ อาจออกทางจักระอื่นๆ เช่น จักระที่เจ็ด (กระหม่อม) จึงมองไม่เห็นว่ากายทิพย์ตนเองหลุดออกไปแล้ว เพราะไม่มีเรดาร์เชื่อมโยงเข้ามาสู่ตาทิพย์ (ระหว่างกายทิพย์ที่ถอดไป กับตาทิพย์ไม่ได้เชื่อมกัน แต่เชื่อมทางจักระที่เจ็ดแทน)

มโนมยิทธิ

มโนมยิทธินั้น ไม่จำเป็นต้องฝึกฤทธิ์หรืออภิญญาเลย ขอเพียงทำกิจวัตรประจำวันให้สำเร็จ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ถูกคนกดดันให้ทำงานหนักก็ทำได้สำเร็จๆ ไปหมด เดี๋ยวทำนั่นเดี๋ยวทำนี่ ทำเยอะแยะไปหมด จนราวกับว่าหัวจะหมุน ราวกับจะมีตัวมากกว่าหนึ่งตัว หรือ ทำอย่างหนึ่ง จิตก็อยากจะไปทำๆ อีกอย่างหนึ่ง เพราะงานเต็มตัว รอบตัวไปหมด เพียงแค่นี้ กายทิพย์ ก็จะหลุดออกไปตามจิตคิด เพียงใจคิดจะไปทำงานนั้นนี้ มันก็ไปทันที แต่ทำไม่ได้เพราะมีแต่กายทิพย์ หยิบจับของที่เป็นวัตถุธาตุสี่ก็ไม่ได้ ทำได้แต่รับรู้สื่อสาร ทำกิจกรรมกับกายทิพย์และของทิพย์ด้วยกันเท่านั้น นี่คือ การถอดกายทิพย์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมโนมยิทธิ เมื่อสำเร็จมโนมยิทธิแล้ว ทำได้มากกว่าถอดกายทิพย์ เช่น สั่งให้กายแผ่รัศมีออก ก็จะเป็นตามใจสั่งทันที เนรมิตของทิพย์ ก็จะเกิดได้ทันที อนึ่ง การฝึกมโนมยิทธินี้ จะต้องทำให้จิตคล้อยๆ เคลิ้มๆ ให้เป็น อย่าดื้อ อย่าต้าน

ส่วนการถอดกายทิพย์ไปนรกสวรรค์นั้น หากกายในของเรา ไม่มีบารมี อาจไปยังที่บางแห่งไม่ได้ ให้อาราธนาท่านที่มีบารมีพอที่จะพาเราไป เช่น พระพุทธเจ้า (ไปได้ทุกที่) พระอรหันต์ (ไปได้บางที่) พระโพธิสัตว์ (ไปได้บางที่) ตามควรแก่วาระโอกาสและสถานที่จะเอื้ออำนวย ให้ท่านพาเราไปด้วย เทพเทวดาที่เฝ้าสถานที่ต่างๆ นั้นจะไม่ทำร้ายเรา จะเปิดทางให้เราไปได้อย่างสะดวกสบาย ปลอดภัยต่อกายทิพย์ของเรา แต่หากสามารถบำเพ็ญบารมีจนได้กายที่มีบารมีแล้ว ก็จะสามารถไปเองได้อย่างอิสรเสรี

การฝึกธรรมกาย

๑)    เพ่งลูกแก้วธรรมกาย หากลูกแก้วไม่ได้อยู่ศูนย์กลางแก้วฐานที่เจ็ด ให้เลื่อนมาฐานที่เจ็ดจะง่ายกว่า แต่หากอยู่ฐานที่เจ็ดแล้วไม่ต้องเลื่อน แต่หากมีปัญหาจำเป็นต้องไว้ที่ตำแหน่งอื่น ก็ไม่ต้องเลื่อน ให้เพ่ง ณ ตำแหน่งนั้นๆ ในกรณีที่ยังไม่ได้ตาทิพย์จะมืดมาก เพราะมองไม่เห็นลูกแก้ว จับตำแหน่งไม่ถูก แต่หากได้ตาทิพย์แล้ว ให้ดูด้วยตาทิพย์สำรวจก่อนว่าลูกแก้วธรรมกายอยู่ที่ไหน จากนั้น จึงค่อยเพ่งที่ลูกแก้วธรรมกาย อนึ่ง ลูกแก้วธรรมกาย จะมีกายคนนั่งอยู่ในนั้น ก็คือ ตัวเราเอง ส่วนลูกแก้วอื่นๆ จะแตกต่างกันไป จะไม่มีกายคนนั่งอยู่ในลูกแก้ว

๒)    เมื่อลูกแก้วอยู่ในตำแหน่งดีแล้ว เพ่งดูกายในกาย ที่อยู่ในลูกแก้วนั้น นี่เรียกว่า ดวงจิต ของเราเอง ดวงแก้วธรรมกาย ก็คือ ดวงจิตของเรา หากกายในดวงแก้วธรรมกาย มีลักษณะเป็นอย่างไร จิตเราก็จะเป็นอย่างนั้น เช่น จิตเป็นมาร ก็มีกายมารได้ จิตเป็นโพธิสัตว์ ก็มีกายโพธิสัตว์ จิตเป็นพระ จะมีกายเป็นพระ นี่คือ จิตของเรา ณ สภาวะปัจจุบัน ให้เพ่งดูแล้วจะรู้สภาวะจิตปัจจุบันของเราแบบคร่าวๆ

๓)    เมื่อเพ่งเห็นกายคนในลูกแก้วนั้นแล้ว ให้เพ่งไปในกลางกายคนๆ นั้น กลางในกลาง กายในกาย ก็จะพบข้อมูลที่ลึกขึ้น เช่น เห็นคนอีกผู้หนึ่งอยู่ คนผู้นี้ คือ กายทิพย์ของเรา อันเป็นผลจากการทำดีชั่วที่ผ่านมาในอดีตชาติของเรา ให้สังเกตดูว่านอกจากคนแล้วมีอะไรอยู่อีก ให้มองเข้าไปในสิ่งนั้น จะแสดงอดีตชาติของเราให้เราเห็นจนหมดชาติ คือ จบที่ตาย ภาพจะหายไปดำมืด แต่ถ้ามองแล้วไม่เห็นอดีตชาติเลย แสดงว่า กายนี้ไม่ใช่อดีตชาติของเรา เป็นกายอื่นเข้ามาในตัวเรา เช่น กายทิพย์ของเทพที่ถอดมาครอบขันธ์ห้าเราไว้ หากจิตเรารับ จิตจะเข้าร่วมกายทิพย์นั้น อนึ่ง กายทิพย์ภายนอกที่มาในกายเรานี้จะมีแต่ “วิญญาณขันธ์” ไม่มีจิตมาด้วย เทพที่มีมโนมยิทธิอาจถอดกายมาครอบขันธ์เราไว้ จึงเกิดกายทิพย์นั้นๆ หากจิตรับ เข้าร่วมกายนั้น คิดว่ากายนั้นเป็นเรา เราเป็นกายนั้น กายนั้นจะปฏิสนธิในกายเราทันที คือ จิตของเราปฏิสนธิเข้ากับวิญญาณขันธ์นั้น กลายเป็นอีกหนึ่งจิตวิญญาณ ทันที ซึ่งจิตวิญญาณนี้ ยังอยู่ใต้การควบคุมของจิตเรา จะสั่งให้ไปเกิดใหม่ก็ได้ แต่หากจิตวิญญาณเข้ามาทั้งจิต และวิญญาณ เราจะควบคุมเขาไม่ได้ สั่งให้ไปเกิดก็ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับผลบุญกรรมระหว่างเราและเขา ขณะที่เขามาอาศัยกายสังขารของเรา ขณะนั้นๆ อันนี้ให้ระวัง

๔)   กายในกาย บางกายเป็นอดีตชาติของเรา บางกายก็ไม่ใช่ของๆ เรา บางกายก็มีแต่วิญญาณ หากจิตรับก็ปฏิสนธิเป็นจิตวิญญาณอีกหนึ่งทันที หากจิตไม่รับ บางกายจะค่อยๆ สลายไปก็มี บางกายก็มีทั้งจิตและวิญญาณมาอาศัยกายสังขารของเราเพื่อบำเพ็ญ เราต้องแยกแยะก่อนว่าอะไรตัวกูของกู บางครั้งไม่ใช่ตัวกูของกูเสมอไป แต่บางครั้งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราก็มีอยู่เหมือนกันในสภาวธรรม สภาวะหนึ่ง จะปฏิเสธไปเสียทั้งหมดไม่ได้ ให้ค้นหา “จิตเดิมแท้” ว่าอยู่ในกายไหน สำหรับท่านที่มีกายเดียวไม่มีปัญหานัก แต่หากมีหลายกาย ให้ระบุให้ชัดก่อนว่าจิตเดิมแท้ของเราอยู่กายไหน บางครั้ง จิตเดิมแท้ของเรา เผลอไปรับ ไปปฏิสนธิเข้ากับวิญญาณขันธ์ที่เข้ามาร่วมในกายเรา กลายเป็นจิตวิญญาณใหม่แล้ว กรณีนี้ เราสามารถหลอมรวมจิตของเรากลับเข้ามาเป็นกายเดียวได้ หากไม่ปรารถนาที่จะแบ่งภาคกายไปเกิดจำนวนมากๆ ก็ให้รวมจิตรวมกายเป็นหนึ่ง บุญบารมีจะมากขึ้นในกายนั้นๆ แต่โอกาสนิพพาน จะน้อยลงบ้าง ตามกรรมมวลรวมของทุกกาย การแยกกายชำระกรรมก่อนก็ได้ แล้วค่อยรวมกายทีหลัง หรือจะรวมกายก่อนแล้วค่อยตามชำระเวรกรรมภายหลังก็ได้ ซึ่งกรณีชำระภายหลัง จะทำให้ต้องไปเกิดอีกตามจำนวนชาติเท่ากับกายที่รวมเข้า เช่น กายพุทธะ (นิพพาน) เข้ากับกายเทพ ๒ องค์ ก็จะมีชาติต่อไปอีก ๒ ถึง ๓ ชาติ ถึงจะนิพพานได้ เมื่อเห็นกายในกายและอดีตชาติของตนเองแล้ว ให้เตรียมแก้กรรมหรือบำเพ็ญต่อไป

การแก้กรรมเพื่อนิพพาน

การแก้กรรมเพื่อนิพพาน ไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นใด นอกเหนือจากนิพพาน ต้องการนิพพานอย่างแน่นอน ไม่ต้องการสะสมบุญบารมีต่อไปอีก ต้องสำรวจกายในกายว่ามีกี่กาย บำเพ็ญจนได้กายอรหันต์ทุกกาย แล้วรวมกายกันเป็นกายเดียวก็ได้ หรือจะปล่อยกายแต่ละกายให้เป็นกายอรหันต์ทั้งหมดก็ได้ หรือ อาจค้นหาจิตเดิมแท้ของเราว่าอยู่กายไหน แล้วบำเพ็ญกายนั้นก่อนให้ได้ถึงอรหันต์ แล้วค่อยโปรดกายทิพย์อื่นๆ ซึ่งอาจเป็นเทพเทวดาที่มาอาศัยขันธ์ห้าร่วมกับเราเพื่อบำเพ็ญ อนึ่ง โปรดอย่ารังเกียจว่ามีผู้อาศัยกายเราบำเพ็ญ ขอให้เห็นว่านี่คือโอกาสที่เราจะบำเพ็ญโปรดเทพเทวดา ซึ่งเป็นไปได้ยาก ในการแก้กรรมเพื่อนิพพาน จะต้องพิจารณาพัฒนาการในกายทุกกายให้พัฒนาจนถึงกายอรหันต์นั้น ให้เพ่งดูกายในกาย จนเห็นอดีตชาติชัด แล้วใช้ปัญญาพิจารณาว่าทำกรรมแต่ละชนิด ก่อให้ไปเกิดมีกายต่างๆ ควรจะแก้กรรมอย่างไร อาทิเช่น มีกายเปรต เพราะอดีตชาติ เคยทำกรรมหวงทรัพย์ ตระหนี่ถี่เหนียวไม่ทำบุญทำทาน อนึ่ง กายทิพย์เทพเทวดาที่เป็นสัตว์ประเภทต่างๆ เช่น เปรต จะมาอาศัยอยู่ในกายสังขารของเราได้ ก็ต่อเมื่อเรามีกรรมเก่าของเราอยู่ก่อน คล้ายๆ กัน ท่านเหล่านั้นจึงเข้ามาร่วมในกายสังขารของเรา บำเพ็ญร่วมกับเราได้ ซึ่งถ้าทำได้ดีก็ดีทั้งคู่ คูณสอง แต่หากทำได้เลว ก็เลวไปทั้งคู่คูณสองอีกเช่นกัน (การบำเพ็ญร่วมกับเทพเทวดานี้เราเรียกว่าการรับขันธ์นั่นเอง) ซึ่งข้อดีของการบำเพ็ญร่วมคือ เราสามารถยืมใช้บุญบารมีของเทพองค์ที่มาร่วมบำเพ็ญได้ แต่เราก็ต้องบำเพ็ญช่วยท่านผู้นั้นด้วย อนึ่ง กายหลักที่มีปัญหาต้องแก้ไขด่วน ดังนี้

๑)   กายมาร

หากจิตยังมีความเป็นมาร จะมีลักษณะถือตัว มีสักกายทิฐิ มีมิจฉาทิฐิ เห็นผิดเป็นชอบยังสอนไม่ได้ จะต้องสลายกายนี้ ให้ดับลงเพื่อเกิดใหม่ (แบบโอปปาติกะ) เป็นกายที่ดีกว่านี้ คือ กายเทวดาชั้นยามา (จากเทวดาชั้นห้าหรือหกให้ลดลงไปชั้นสาม) การสลายกายมารนี้ จะต้องต่อสู้กับจิตตนเอง ด้วยพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จนกว่าจิตอาฆาตจะสลายด้วยเมตตาและการให้อภัย และจิตริษยาจะสลายไปด้วยจิตมุทิตา ก็จะเป็นบุคคลผู้สอนได้ กลับตัวกลับใจได้ การทลายอัตตา จะทำได้ง่าย และนำไปสู่การสลายสักกายทิฐิเพื่อบรรลุโสดาบันในอนาคต

๒)   กายอสูร

หากจิตมีความบ้าฤทธิ์ บ้าเดช หลงใหลในอิทธิฤทธิ์อภิญญา มักมีกายอสูร หรือยักษ์ฝ่ายร้ายปรากฏขึ้น หรือมีลักษณะคล้ายพ่อมดหมอผี มีฤทธิ์เดชมาก แต่มีจิตมานะ ความอยากเอาชนะเหนือผู้อื่นปนอยู่ ความหลงในฤทธิ์ (โมหะ) ยังมากอยู่ จิตมิจฉายังมีอยู่มาก จะต้องสลายจิตมิจฉาออกเสีย สลายความหลงเสีย ให้เห็นแจ้งให้ได้ว่า ไม่มีผู้มีฤทธิ์เดชเหนือใครคนใด จะหลุดพ้นจากกฎแห่งกรรม และสังสารวัฏ ไม่สามารถพ้นล่วงความทุกข์ไปได้แม้สักรายด้วยอิทธิฤทธิ์เลย กายอสูรจึงจะเปลี่ยน

๓)   กายเปรต และสัตว์นรก

หากจิตมีกายเปรตเกิดขึ้น แสดงว่าความตระหนี่ถี่เหนียวยังคงมีในใจ อาจผลกรรมในอดีตชาติ ที่เป็นผู้มีความโลภ ตระหนี่ถี่เหนียว หากมีกายสัตว์นรกเกิดขึ้น แสดงว่าขาดศีลห้า ขาดหิริโอตตัปปะ ทั้งสองกายนี้ คล้ายๆ กัน ให้แก้ไขด้วยทานบารมีสำหรับกายเปรต และหิริโอตตัปปะ ละอายชั่ว กลับบาป สำหรับกายสัตว์นรก กายสัตว์นรกนี้ บางครั้ง มีลักษณะคล้ายสัตว์ผสมกัน น่าเกลียดน่ากลัว เพราะผลจากกรรมชั่วในอดีต แต่เพียงช่วยชีวิตสัตว์อื่นๆ ก็พอหลุดพ้นกรรมได้ไม่ยาก

๔)  กายเดรัจฉาน

หากจิตมีกายเป็นสัตว์เดรัจฉานเกิดขึ้น เป็นเพราะผลกรรมจากการเบียดเบียนชีวิตสัตว์นั้นๆ เช่น ตีไก่ จนต้องเกิดไปเป็นไก่ วิธีแก้ให้ไถ่ชีวิตสัตว์นั้นๆ หรือช่วยชีวิตสัตว์อื่นที่สูงขึ้นไป ถืออหิงสา ความไม่เบียดเบียนกัน ถือความเท่าเทียมกันของมวลสัตว์

การแก้กรรมเพื่อการบำเพ็ญยูไล

มนุษย์ทุกคนสามารถบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า คือ มีกายพระพุทธเจ้าได้เท่าเทียมกันหมดในชาติเดียว (หลักปฏิบัติแบบซกเชน) เพราะมนุษย์ทุกคนมีจิตเป็นพุทธะอยู่แล้วไม่แตกต่างกันเลย ไม่ต้องรอจุติ ไม่ต้องรอคิว ทุกท่านสามารถบำเพ็ญบารมีช่วยเหลือสรรพสัตว์ แล้วบรรลุธรรมด้วยตนเองได้ ในที่สุดจะมีกายพระพุทธเจ้าปรากฏ เมื่อตายไปจะนิพพานเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งได้เหมือนกัน แต่จะไม่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าตรัสรู้แล้ว เพราะต้องไม่ให้คนสับสนว่ามีพระพุทธเจ้าหลายองค์ตรัสรู้ในพุทธกาลเดียวกัน แต่หากไม่ประสงค์จะนิพพานเป็นพระพุทธเจ้าผู้โปรดได้สามภพ ก็สามารถสร้างบารมีต่อไป หาสาวกได้เรื่อยๆ แล้วรอคิวจุติเป็นพระพุทธเจ้าบนโลกตามลำดับก็ได้ เรียกว่า การบำเพ็ญยูไล ลักษณะของพระยูไลเหมือนพระพุทธเจ้าทุกประการ ยกเว้น ไม่นิพพานเท่านั้นเอง ทั้งยังสามารถรอคิวมาจุติตรัสรู้ได้อีกด้วย

การฝึกวิปัสสนาญาณจากธรรมกาย

๑)    ให้เพ่งธรรมกาย แล้วถามว่า “ท่านคือใคร”, “ชื่ออะไร”, “ตำแหน่งอะไร”, รับตำแหน่งเป็นองค์ที่เท่าไร” สมมุติคำตอบเช่น เป็นเซียนนาจา องค์ที่สาม หมายความว่า องค์ปฐมที่บำเพ็ญเป็นนาจาองค์แรกไม่ใช่เรา เราแค่สร้างบุญบารมีตามท่าน จนได้ตำแหน่งนั้นภายหลัง เป็นลำดับที่สาม นี่คือ ภพหน้าของเรา

๒)    ให้เพ่งธรรมกาย แล้วถามว่า “ท่านจะจุติเมื่อไร” นี่คือ อายุขัยของเรา (หากเรามีแค่กายในกายเดียว) แต่บางครั้ง หลังจากกายในไปจุติแล้วนี้ จะมีกายใหม่มาแทนที่ แสดงว่าเป็นการต่ออายุขัย เราจะไม่ตาย แต่จะทำหน้าที่ๆ เปลี่ยนไป

๓)    ให้กายในกาย แต่ละกาย แล้วถามว่า “ท่านจะจุติเมื่อไร” หมายถึงว่า กรรมของเรา ที่แสดงในรูปกายในกายนั้น จะหมดเมื่อเวลานั้นมาถึง แต่หากมีกายอื่นปรากฏมาอีก ก็หมายถึงจะมีกรรมใหม่เข้ามา ต้องชำระกรรมแบบกายนั้นๆ

๔)   ให้ถามกายในกาย ในกรณีที่พบความติดค้างในอดีตเช่น เป็นนักรบ ถามว่าทำไมจึงต้องรบ รบไปทำไม สงบไม่ดีกว่าหรือ ถามซ้ำๆ ย้ำๆ อาจเร่าร้อนทรมานบ้าง แต่ต้องทนและยอมตายเป็นตาย กายในจะสลาย เป็นการชำระกรรม กายใหม่จะปรากฏดีขึ้น ให้ใช้คำบริกรรมเหมือนการสะกดจิตสลายจิตโลภ, โกรธ, หลง

๕)   เมื่อกายเก่าดับไปเป็นกายอรหันต์หมดแล้ว กายใหม่สามารถเกิดได้เรื่อยๆ หากเรายังมีจิตที่ไม่หมดกิเลสจริงๆ วิธีนี้อุปมาเหมือนการฝนทั่งให้เป็นเข็ม ทำไปเรื่อยๆ ที่ละน้อย แต่หากใช้วิธีขุดรากถอนโคนในทีเดียวจะไม่เกิดกายใหม่ของเราอีก ยกเว้นกายนั้นเป็นกายเทพเทวดาที่มาร่วมบำเพ็ญกับเรา อนึ่ง กายเทพเทวดาที่มาอยู่กับเรา มาช่วยเสริมบารมีเรา ในขณะเดียวกัน กิเลสตัณหาที่ปนมาก็กระทบต่อจิตเร้าด้วย ทำให้เรามีกิเลสเพิ่มขึ้นได้ด้วย สิ่งนี้จึงต้องพิจารณา

๖)    กายในธรรมกาย เป็นกายแท้ของเรา ที่จะแสดงสภาวะจิตของเราในแต่ละขณะ สามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ เหมือนกับ เรามีหลายตัว แต่ละตัวก็เกิดจากผลกรรมมากมายในอดีตชาติของเราทั้งสิ้น เมื่อพิจารณากายในธรรมกาย โดยเพ่งลึกลงไปในกลางกายนั้นอีกชั้นหนึ่ง ก็จะเห็นกายซ้อนกันหลายกายเป็นชั้นๆ ได้ จนกระทั่งถึงกายที่ลึกที่สุดคือกายอรหันต์ วิธีการบำเพ็ญ คือ ต้องสลายกาย สลายกรรม ตัดภพตัดชาติให้หมด เหมือนแต่กายอรหันต์ จึงจะบรรลุนิพพานได้

๗)   กายในกาย ที่อยู่นอกลูกแก้วธรรมกาย ไม่ใช่กายเรา เป็นกายเทพเทวดาที่มาร่วมบำเพ็ญบารมีกับเรา แต่หากเราประสงค์จะให้กายทิพย์ของเราปรากฏด้วยก็ได้ ใช้มโนมยิทธิ หรือคำสั่งด้วยจิตที่มีฤทธิ์ว่ากายทิพย์เราจงปรากฏด้วย ก็จะปรากฏเรียงกันไป หนึ่งกายทิพย์นั้นคือเรา ที่เหลือ คือ กายทิพย์ของเทพเทวดาที่มาร่วมบำเพ็ญบารมี บำเพ็ญธรรมด้วยนั่นเอง ดังนั้น จะต้องไม่ยึดตัวกูของกู ไม่หลงไปคิดเอาว่าเราเป็นเทพเทวดา อนึ่ง ในบางกรณี จิตของเรา ไปปฏิสนธิกับวิญญาณขันธ์ที่รับมาจากเทพ เกิดเป็นกายใหม่ก็มี อันนี้คือกายภาคแบ่งของเรา

ตัวอย่างการบำเพ็ญบารมีในกายต่างๆ

๑)   กายนาค

กายนาคจะเริ่มบำเพ็ญตบะ จาก หนึ่งเศียร จนบารมีสูงสุดที่เก้าเศียร การที่นาคจะมีบารมีถึงเก้าเศียรได้ จะต้องบำเพ็ญสมาธิ ตบะหลายปี โดยเฉลี่ยอย่างน้อย ปีละหนึ่งเศียร ยกเว้นกรณีพิเศษ การที่นาคสะสมพลังวัตรได้มาก จะทำให้เศียรเพิ่มจำนวนเร็ว อิทธิฤทธิ์ก็เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จำเป็นต้องมีตบะระดับหนึ่ง เท่าที่ได้เคยพบคือ นาคเก้าเศียรได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า สำเร็จได้ถึงอนาคามี ส่วนเศียรที่น้อยกว่านี้ไม่อาจยืนยันผลได้ว่าจะมีตบะพอรองรับธรรมจากพระพุทธเจ้าได้เท่าใด

๒)   กายศิวะ

กายศิวะต้องบำเพ็ญสมาธิ ควรห่มขาวหรือบวชแบบฤษียิ่งดี ให้มุ่งบำเพ็ญแสวงหาสัจธรรมของสามภพ จนเข้าใจว่าสามภพอยู่กันอย่างไร ความสมดุลคืออะไร ทำไมต้องมีทั้งเทพและมาร ก็จะก่อเกิดกายศิวะ กายศิวะจะมีองค์ประกอบต่างๆ ตามบารมีที่บำเพ็ญ เช่น มวยผมจะมีน้ำอำมฤตไหลออกมา ใช้รักษากายทิพย์ได้ นอกจากนี้องค์ศิวะยังมีตรีเป็นอาวุธ อาวุธนี้จะเกิดขึ้นเพราะผลจากการปราบมาร หากบำเพ็ญจนได้กายศิวะแล้ว แต่ไม่เคยปราบมาร อาจไม่ได้ตรีเป็นอาวุธคู่กาย วิธีการปราบมารขององค์ศิวะไม่เหมือนองค์นาราย ท่านจะสอนศิษย์ให้เก่ง แล้วให้ศิษย์ปราบเอง

๓)   กายนาราย

กายนาราย บำเพ็ญเพื่อปราบมารและอสูรโดยเฉพาะ กายนารายที่มีบารมีสูงเต็มที่คือ ต้องมีกรครบ คือ อย่างน้อยสิบกร และมีอาวุธต่างๆ ครบทั้งสิบชนิด สำหรับผู้บำเพ็ญแบบองค์นาราย ได้กายนารายแล้ว แต่กรยังไม่ครบสิบ อาวุธทิพย์ยังไม่ครบ แสดงว่าบารมีในกายนั้นยังไม่เต็ม ต้องบำเพ็ญต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ครบ จึงนับว่าเต็ม

๔)  กายพิฆเนศ

กายพิฆเนศ บำเพ็ญแบบลูก ผู้รับผิดชอบตามคำสั่งของพ่อหรือผู้อื่น เช่น การเป็นลูกน้องในที่ทำงาน และจำเป็นต้องทำงานให้สำเร็จ ได้มีผลงาน ดังนั้น จำต้องขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการงานทั้งปวง งานจึงสำเร็จได้ เมื่อทำได้สำเร็จ ก็เกิดบารมี สามารถปัดเป่าอุปสรรค ยังความสำเร็จให้ผู้อื่นได้ และได้จุติเป็นองค์พิฆเนศต่อไป กายพิฆเนศนี้ เริ่มแรกจะเป็นเด็ก จะต้องบำเพ็ญในกายนี้จนเป็นผู้ใหญ่และปราบมารได้ ให้มารกลายเป็นมิตรได้ ก็จะบำเพ็ญบารมีเต็มส่วนขององค์พิฆเนศ

๕)  กายพรหม

กายพรหม คือ พระพรหม นั่นเอง การที่จะมีกายพรหม เกิดขึ้นได้ในกายเรา จะต้องบำเพ็ญฌาน เช่น รูปฌานและอรูปฌาน อย่างใดอย่างหนึ่งหรือสองอย่าง ก็จะเกิดกายพรหม กายพรหมนี้ จะมีลักษณะคล้ายฤษีก็ดี คล้ายนักบวชหรือนักพรตก็ได้ เป็นลักษณะของพระพรหม บารมีของกายพรหม จะพิจารณาจากเครื่องแต่งกาย เช่น ห่มหนังเสืออะไร หรือห่มผ้าขาว ถ้าห่มผ้าขาวบารมียังไม่มาก ถ้ามีหนังเสือบารมีจะเพิ่มขึ้น คือ อิทธิฤทธิ์มากขึ้น จนกระทั่งบำเพ็ญได้กายพรหมสี่หน้าสี่กรอาวุธครบมือ

๖)   กายโพธิสัตว์

กายโพธิสัตว์ ก็คือ พระโพธิสัตว์นั่นเอง ลักษณะจะห่มจีวรขาว จีวรขาวเพราะยังไม่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน ถ้าจีวรมีสีชัดเจนก็ระบุได้ชัดว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน กายโพธิสัตว์ จะบำเพ็ญบารมีได้มากที่สุด จำนวนกรจะมีสูงสุดได้ถึงพันมือ และมีอาวุธต่างๆ ครบพันมือไม่จำกัด นอกจากนี้ ยังบำเพ็ญได้ถึงกายยูไล คือ กายเหมือนพระพุทธเจ้า ต่างกันเพียงไม่นิพพานเท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น