พุทธวิชาการและพุทธศาสตร์
พุทธวิชาการและพุทธศาสตร์
เมื่อธรรมะกลายเป็นความรู้ทางโลก แต่ไร้มรรคผลทางธรรม
การศึกษาในเชิงวิชาการและศาสตร์ความรู้ทางโลกอันเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนานั้นไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องทางโลกเขา หากทางโลกเขาสนใจอยากจะรู้เรื่องพุทธศาสนาอย่างแบบทางโลกก็นับว่าเขาสามารถมาศึกษาได้ถึงขั้นปริญญาเอกทีเดียว ทว่า กระบวนการศึกษาแบบนี้นั้น ไม่ใช่กระบวนการปฏิบัติธรรม เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอนเลย ปัจจุบัน ชาวพุทธมากมายแยกแยะไม่ออกว่าระหว่างผู้ที่มีความรู้มากมายแบบวิชาการและผู้ที่มีปัญญาได้มรรคผลทางธรรมที่แท้จริงนั้นต่างกันอย่างไร และหลงเชื่อนักวิชาการทางศาสนา และนักวิชาการทางศาสนาเหล่านี้ ต่างก็มียศถาบรรดาศักดิ์และอิทธิพลอย่างมากในหมู่พระสงฆ์ สามารถกำหนดความถูกผิด และมาตรฐานของพระไทยได้เลยทีเดียว ส่งผลให้การศึกษาธรรมะเป็นเพียงเปลือกเท่านั้น
เมื่อเพ่งกายทิพย์ของนักวิชาการทางศาสนาเหล่านี้บางท่าน มีสภาพที่ตกต่ำและแย่มาก พวกเขาใช้กระบวนการทางโลกมาใช้ในทางธรรม เอายศถาบรรดาศักดิ์ และใบปริญญาในทางโลก มาเป็นเครื่องสร้าง “กิเลสใหม่” หลอกล่อให้พระมีกิเลสเหล่านี้ แล้วพยายามที่จะได้ครอบครอง ทางโลกมีลาภยศอันใด พวกเขาก็จะสร้างให้ทางธรรมมีลาภยศอย่างนั้นบ้าง และทำให้เป็นที่ยอมรับแก่สังคมเสียด้วย เช่น ระบบเปรียญธรรม กลายเป็นกิเลสก้อนโตอันใหม่ที่พระสงฆ์ติดกันงอมแงม กิเลสของพระ พระย่อมเข้าใจ ฆราวาสอาจมองแล้วไม่รู้ว่าพระมีกิเลส พระบางรูปไม่สนใจเรื่องทางโลกแล้ว แต่ยังไม่บรรลุมรรคผลอะไรเลย ก็มาถูกเครื่องหลอกล่อเหล่านี้ ให้คิดว่า “เป็นพระมาแสวงหาสิ่งเหล่านี้แหละ จึงจะนับเป็นพระแท้ พระดี พระที่ประสบความสำเร็จในชีวิตความเป็นพระ” ดังนั้น เครื่องหลอกล่อกิเลสของพระจึงเกิดมากขึ้นมีของใหม่ๆ ให้พระขี้เหงากิเลสฟุ้งซ่านได้เลือกเล่นของ ใหม่ๆ มากมาย โดยที่ฆราวาสจับไม่ได้ไล่ไม่ทันว่านี่แหละ คือ “ความเพี้ยนของศาสนา” ในหมู่พระนักเรียน จะมีการหล่อหลอมให้อยากได้ อยากมี อยากเป็น ด้วยเครื่องหลอกล่อใหม่ๆ เช่น วิชชาทางไสยศาสตร์, ความรู้ทางสมุนไพร, เวทย์มนต์โบราณ, ตาลปัตรพัดยศ, ตำแหน่งทางธรรม, พระเครื่อง และเครื่องรางของขลัง ฯลฯ เต็มไปด้วยกิเลสชนิดใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาหลอกล่อใจคลายเหงาเหล่านี้ ล้วนเป็นกิเลสที่ทำให้พระหลงทาง แต่น่าแปลกที่ทุกคนกลับยอมรับ และคิดว่าไม่ใช่ปัญหาของพระพุทธศาสนาเลยแม้แต่น้อย ทุกคนกลับยอมรับพระเหล่านี้ พวกเขาคิดว่าเป็นพระจริงที่น่าเลื่อมใส เพราะเหตุว่าพระเหล่านี้ล้วนมีผลงานทางโลกมากมาย เทศนาเก่ง เก่งเปรียญ เก่งธรรม พูดได้มาก จับไม่ได้ไล่ไม่ทันว่ารู้จริงหรือไม่รู้จริง แต่พูดแล้วมันในอารมณ์ เป็นตลก หรือนักพูดชั้นเอกที่สร้างความบันเทิงทางโลกียสุขให้เหล่าสาธุชนได้ดีทีเดียว
การนำบทความนี้มาเผยแพร่ ย่อมต้องกระทบต่อหลายท่านอย่างแน่นอน แต่จำต้องพูดเพื่อให้ท่านสาธุชนตาสว่างและตื่นขึ้นจากการถูกครอบงำด้วยสิ่งแปลกปลอมทางพุทธศาสนา ของบางอย่างคล้ายเป็นพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูป เพราะมีรูปร่างเหมือนพระพุทธเจ้า แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงของทางโลก เป็นวัตถุธาตุทางโลกที่เขาซื้อขายกันในทางพาณิชย์เท่านั้น ไม่ใช่องค์ประกอบของพระพุทธศาสนาเลย แม้แต่วัด ก็ไม่ใช่องค์ประกอบของพระพุทธศาสนา ทุกวันนี้ เราพยายามถูกหลอกให้ชื่อว่าต้องสร้างวัดงามๆ ใหญ่ๆ เพื่อแสดงถึงความเป็นสาธุชนที่ดี เสียเงินทองไปมากมาย เพื่อให้พระได้มีที่อาศัยที่งดงามราวกับพระราชวัง ทว่า วัดที่แท้จริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น คือ ป่าธรรมดาที่มีความสับปายะ เหมาะสมในการบำเพ็ญธรรม อันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ที่เราไม่ต้องไปสร้างไปทำ หรือทำลายล้างอะไร ไม่ต้องก่อทั้งกรรมดีและกรรมชั่วใดๆ เพื่อให้เกิดมีวัดขึ้นมาเลย ทว่า เราหลงกับวัตถุธาตุกันมาก พยายามสร้างสิ่งที่เราไม่เข้าใจขึ้นมาเป็นรูปธรรม วัตถุธรรม สมมุติธรรม เพื่อเสริมความเชื่อในพุทธศาสนา แต่กลับไม่ยอมปฏิบัติธรรม พัฒนาจิตวิญญาณให้ได้มรรคผล จนเชื่อมั่นว่าพระพุทธศาสนานั้นเป็นของจริง เพราะปฏิบัติแล้วได้มรรคผลจริง ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยแต่อย่างใด
ของบางอย่างดูเหมือนไม่ใช่พุทธ เช่น การพูดว่าพระเจ้าสอนให้เมตตาคน ช่วยเหลือคน ดูเหมือนเป็นของศาสนาอื่น แต่นี่ อาจเป็นกุศโลบายในการเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าไปสอนชาวคริสต์และตรงตามมรรคผลทางธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เกิดขึ้นก็ได้ ของบางอย่างเหมือนเป็นพุทธศาสนาจริงๆ คือ มีทั้งวัดใหญ่โต มีพระมากมาย มีพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธเจ้า แต่อาจไม่มี ไม่เกิดมรรคผลทางธรรมเลยแม้แต่น้อย ทุกวันนี้เราไม่มีปัญญาทางธรรมมากพอที่จะทราบได้ว่าบุคคลหนึ่งๆ มีปัญญาทางธรรมจริงหรือไม่ เราจึงหลงเชื่อพระนักวิชาการทั้งหลาย ลองหันกลับไปมองดูเถิด ลองเข้าไปดูโรงเรียนปริยัติธรรม เดินข้างถนนแถวธรรมศาสตร์ดูเถิด มีของอะไรขายเกลื่อนกลาดอยู่บ้าง ของเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเขาเอาไว้ขายให้พระสงฆ์ทั้งนั้น เป็นกิเลสของพระนักเรียนทั้งนั้น เต็มไปหมดน่าตกใจจริงๆ กิเลสอะไรจะมากมายก่ายกองกลายเป็นการค้าได้รุ่งเรืองขนาดนั้น นี่ถ้าเรียนธรรมแล้วได้กิเลสขนาดนี้ ไม่ควรมาเรียนดีกว่า ทว่า ฆราวาสมากมายกลับนิยมของแบบนี้ เพราะถือว่าเป็นของดี ของขลัง ของที่ต้องเชื่อต้องศรัทธา ห้ามลบหลู่ ลบหลู่แตะต้องมิได้ แต่ใครได้ครอบครองถือว่าดีเยี่ยมไปเสียอย่างนั้น แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนี้เลย ท่านสอนให้ละ อย่าไปเพลิดเพลินสนใจกับวัตถุไร้สาระอย่างนี้ ไม่ทำให้พ้นทุกข์ ไม่ทำให้จบสิ้นหมดชาติภพ คือ นิพพานได้เลย ยิ่งไปเพิ่มกิเลส เพิ่มชาติภพตัวเองให้มากขึ้นไปอีก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถูกนำมาเอาใจพระสงฆ์นักเรียนทั้งหลายให้เป็นที่เพลิดเพลินไปในกองกิเลสใหม่ๆ ข้าพเจ้าเคยเดินสำรวจและเพลิดเพลินอยากได้มากมาย แต่ไม่เงินซื้อ แล้วต้องมานั่งพิจารณา จึงได้เห็นกิเลสตัวเอง อันน่าอายตัวเองจริงๆ จึงทำให้ตาสว่างขึ้นมาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของกระตุ้นกิเลสทั้งนั้น เมื่อก่อนก็ชอบที่จะสะสมพระและเทวรูป อยากได้พระธาตุก็ไม่หามา อยากเรียนรู้เรื่องสมุนไพรอะไรก็ซื้อมา อยากได้หนังสือธรรมะเยอะแยะก็ซื้อมา อยากๆๆๆ แล้วก็อยากๆๆ ไม่จบเสียที นี่มันกิเลสนี่นา ข้าพเจ้าก็ค่อยๆ ตื่นขึ้นว่า นี่ไม่ใช่ทางที่พระพุทธเจ้าสอนเลย เราหลงออกนอกทางเพราะเครื่องหลอกล่อกิเลสเหล่านี้เสียแล้ว ทุกวันนี้เลิกซื้อหมดแล้ว เคยอยากได้ อยากครอบครองแต่ก็เลิกพฤติกรรมนั้นลง เพราะละอายใจตนเอง โดยที่ไม่มีใครมาคอยสอน
ตอนนี้พระพุทธศาสนาของเรากำลังเดินผิดทาง และหลงทางอย่างหนัก และไม่มีใครฉุดอยู่ได้ พระสงฆ์มีอิทธิพลมาก สามารถประท้วงเข้าข้างนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ โดยไม่คิดว่าในสมัยโบราณ คนในวรรณะกษัตริย์และพราหมณ์เขาไว้ผมเพื่อรองรับมงกุฎของพระราชาก็ดี ชฎาของฤษีก็ดี ทำไมพระพุทธเจ้าสั่งให้โกนผม ก็ทรงแผงปริศนาธรรมไว้ว่าให้ละวรรณะให้ถือว่าไม่มีวรรณะทั้งกษัตริย์และพราหมณ์ในพุทธจักรของพระองค์ ทรงให้ถือความเท่าเทียมเหมือนกันหมด นั่นหมายถึงครั้งแรกที่พระองค์หนีออกบวชแล้วทำไมต้องตัดผมตนเองด้วย เพราะทรงแสดงให้เห็นว่าการตัดผมสำหรับวรรณะกษัตริย์นั้น คือ ความแน่วแน่ว่าจะไม่เอาผมไว้มวยขึ้นรองรับมงกุฎอีก ตัดแล้วต้องใช้เวลานานมากที่จะยาวพอมวยผมมัดจุกขึ้นรองรับมงกุฎ แสดงว่าทรงแน่วแน่เด็ดขาดจริงๆ ที่จะละจากอำนาจทางการเมือง แต่นี่เห็นไฉนยังมี “คนหัวโล้น” ไปประท้วงเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เรื่องของอำนาจอีก นี่แสดงว่าไม่เข้าใจความหมายของการโกนหัวจริงๆ หรือว่าเป็นการโกนหัวตามประเพณี เขาทำ เราก็ทำเพื่อให้คนยอมรับว่าเราเหมือนพระไปอย่างนั้นเอง ไม่เพียงแต่เท่านี้ พระยังยึดมั่นในสมณะศักดิ์และคำนำหน้านาม ถึงขนาดร่วมกันกดดันในทางโลกต้องให้คำว่า “พระ” นำหน้านามพระสงฆ์ในบัตรประชาชนด้วย อำนาจของพระสงฆ์พวกนี้มีมากขึ้นทุกขณะ คล้ายกับยุคศาสนาคริสต์ที่บาทหลวงมีอิทธิพลมากกำหนดให้พระราชากับประชาชนไม่ยอมรับกันได้ จนพระราชาต้องก้มหัวให้คริสตจักร นี่ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในศาสนาคริสต์ ที่มีพระบ้ายศ บ้าคำนำหน้านาม บ้าอำนาจ ล้วนเป็นกิเลสทั้งนั้น แต่กลับไม่มีใครทักท้วง กลับมองว่าพระศาสนาเจริญดี มีวัดเกิดขึ้นมากมายในรัชกาลนี้ มีพระสงฆ์เยอะแยะ มีแต่ปริมาณ และตราการันตีว่าได้นักธรรม เงินทองจึงไหลมาเทมาสู่พระ เงินๆๆๆ มากมายไหลสู่พระ เป็นที่สนุกสนานยินดีของพระ โดยไม่มีใครสนใจว่านี่กำลังทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือเอาความศรัทธาของประชาชนและความไม่รู้จริงของประชาชนมาหากิน เอาความสุขปรนเปรอผ้าเหลืองกันแน่
คำว่า “มารศาสนา” นั้น เขามีฤทธิ์ มีเดช มีอำนาจ มีความสามารถในการครอบงำให้คนเชื่อถือศรัทธา ทำให้เราเกรงกลัวเขา และยอมรับเขา มองเขาไม่ออกว่าเขาเป็นผู้มีบุญมากมาเสวยสุขในกายมนุษย์ห่มเหลืองอยู่ ก็มารนั้นคือเทวดาชั้นที่หกสูงสุดเหนือยิ่งกว่าพระโพธิสัตว์ที่อยู่ที่ดุสิต คือ เพียงแค่ชั้นสี่เท่านั้น จะไปต่อกรอะไรกับมารผู้สูงส่งมียศมีอำนาจมากได้ แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่า “มาร” ในยุคหลังกึ่งพุทธกาลนี้ ได้รับอนุญาตจากพระพุทธเจ้าแล้วว่าให้มาอาศัยผ้าเหลือง พระศาสนานี้อยู่ได้ อย่างถูกต้องเข้าตามตรอกออกตามประตู หลังกึ่งพุทธกาล พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าไม่เหลือแล้ว พระอานนท์ทูลขอไว้ได้เพียงครึ่งเดียว ที่เหลือมาร, อสูร, ยักษ์, เทพ และพรหม จะแบ่งกัน พวกเขาก็มาจริงๆ จุติลงมาเป็นมนุษย์ห่มเหลืองอยู่มากมาย ทว่า เราเห็นหรือเปล่าว่าเขามาแล้ว มามากด้วยและอยู่เต็มไปหมด เราไม่ได้ต้องการเอาเขาออกจากพระพุทธศาสนาของใครก็ไม่รู้ เพราะศาสนานี้ก็ไม่ใช่ของเราคนเดียว พระพุทธเจ้าก็ออกปากแล้วว่าให้หมดเลย ใครมาขอท่านก็ให้ แล้วเราจะไปยึดมาเป็นของเรา ถือตัวว่าเราทำถูกต้องตามคำสอนแท้จริงของพระพุทธเจ้า เขาเดินทางผิด จะไล่เขาออกไปเสียก็ไม่ได้ เราทำได้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าว่า “ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น” กล่าวคือ บอกแล้วก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณาเถิด จะหลงต่อไป จะเลิกหลงแล้วตื่นขึ้นมาทำสิ่งที่ควรทำ หรืออย่างไร ก็สุดแล้วแต่ท่าน ทุกวันนี้ หากท่านปฏิบัติทางจิตได้มรรคผลจริง ลองเพ่งดูเถิด บางทีเห็นคุณไสยดำอยู่มากมายเอิกเกริก สนุกสนานมาก ทำกันเป็นพาณิชย์ใหญ่ทีเดียว ขายกันเกลื่อนเป็นกองๆๆ นับทีหนึ่งเป็นร้อยๆ พันๆ อะไรกันนักกันหนา นี่หรือพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าสอนเรา ใช่จริงๆ นะหรือ บ้างโฆษณาจ้าละหวั่น เอาพระมานั่งทำพิธีกรรมขลังๆ ออกโชว์ ที่จีนก็เอาพระสงฆ์มาเต้น มาแสดงโชว์เก็บตังค์ ขอโทษเถิดพระนั้นต่างจากหลินฮุ่ย หากจะเอาหมีแพนด้ามาโชว์เก็บตังค์ก็ไม่น่าแปลกอะไร เดี๋ยวนี้มีพระวัดเส้าหลินมาเร่แสดงกายกรรมเก็บตังค์กันแล้ว แล้วเอาเงินไปช่วยการกุศล ทำให้มันดูดี แต่ใบบัวที่สวยงามปิดช้างเน่าไม่มิดหรอก แม้จีนจะทำให้พระพุทธศาสนาดูเหมือนงามด้วยใบบัวที่ปิดช้างเน่าไว้นั้น แต่กลิ่นเหม็นเน่าของพระศาสนายังมีอยู่ดี
ดูอะไรให้ดี มีอะไรให้ดู ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ดูกันดีๆ ถ้าดูไม่ดีจะมีแต่เสียนะท่าน
คำว่า “พุทธวิชาการ” คือ การทำให้การปฏิบัติธรรมที่มุ่งเน้นมรรคผลทางจิตวิญญาณจริงๆ นั้น กลายเป็นเพียงเรื่องวิชาการ เรื่องที่พูดถกกันแบบนักปราชญ์ที่ขาดการปฏิบัติอันถูกต้องได้มรรคผลที่แท้จริง นี่เป็นการทำให้พระพุทธศาสนาสิ้นลง ด้วยการแปลงร่างไปเป็นอย่างอื่นได้อย่างแนบเนียนที่สุดแบบหนึ่ง แต่ไม่ใช่พุทธศาสนาที่ถูกต้องตรงทางเลย พวกเขาเหล่านี้ทำตัว แปลงกายได้เหมือนพระดีมากๆ เทศนาก็เก่ง ดูดีไปหมด นั่งสมาธิก็นั่ง สอนสมาธิก็สอน แถมสอนได้ถูกต้องด้วย แต่ทว่า พวกเขากลับไม่มีจิตใจที่พัฒนาถูกต้องตรงทางเลย เขากลับคิดไปเรื่องอื่นนานมากแล้ว เกินกว่าที่จะกู่กลับมาได้
คำว่า “พุทธศาสตร์” คือ การทำให้การปฏิบัติธรรมที่มุ่งเน้นมรรคผลทางจิตวิญญาณจริงๆ นั้น กลายเป็นเพียงเรื่องกระบวนการเรียนรู้ทางโลก เอากระบวนการทางโลก ลาภยศและเครื่องแสดงการประสบความสำเร็จในการเรียนทางโลก ใบประกาศต่างๆ มาแทนที่มรรคผลทางธรรม นี่เป็นการทำลายพระพุทธศาสนาด้วยการเอากิเลสทางโลกมาแปลงร่างให้กลายเป็นของทางธรรม ที่หลอกล่อพรางตาคนตาบอดมองไม่เห็นธรรม ให้เชื่อว่าเป็นศาสนาพุทธ แท้จริงแล้วเป็น “พุทธะจอมปลอม” เป็น “พุทธะเทียม” ที่เก่งในการแปลงกายเท่านั้น ไม่ใช่พุทธศาสนาตามแบบที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เราปฏิบัติเลย
หากท่านสำเร็จทิพยจักขุ ไม่ยากเลย เพ่งดูเถิด ท่านที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงเหล่านั้น ท่านดูเขาได้โดยตรง ท่านจะเห็นกายทิพย์ที่ไม่น่าจะดูของพวกเขา บางท่านดำมากๆ บางท่านหลงไปไหนก็ไม่รู้ไกลแสนไกล แต่พระที่ดีแท้ เมื่อเพ่งแล้วจะเห็นแต่กายทิพย์ที่ดีจริงๆ