พลังจักรวาลและพลังชีวิต
| พลังจักรวาลและพลังชีวิต
พลังที่กระจายอยู่ทั่วจักรวาล เรียกสั้นๆ ว่า “พลังจักรวาล” ปกติ พลังจักรวาลมีมากมายหลายแบบ มีทั้งที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น พลังความร้อนจากไฟ และที่มาจากสิ่งมีชีวิต เช่น พลังความร้อนจากกายสัตว์, พลังชีวิตหลังคนตายแล้วสลายออกสู่บรรยากาศ ฯลฯ เหล่านี้ รวมเรียกว่าพลังจักรวาลทั้งสิ้น แต่พลังจักรวาลที่นิยมฝึกกัน จะเป็นพลังจักรวาลที่มาจากสิ่งมีชีวิต หรือที่เรียกว่า “พลังออร่า” เนื่องจากพลังจากสิ่งไม่มีชีวิตนั้น หากเราซึ่งเป็นมนุษย์ได้รับมากหรือน้อยเกินไป หรือไม่เข้ากับสภาพร่างกาย ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพมาก เช่น พลังความร้อน หากได้รับมากเกินขีดสมดุล จะทำให้ร้อนใน พลังความเย็นหากได้รับมากเกินจะทำให้ป่วยง่าย ดังนั้น ผู้ฝึกพลังจักรวาลจึงนิยมฝึกพลังจักรวาลที่มาจากสิ่งมีชีวิตเพราะผู้ฝึกก็เป็นสิ่งมีชีวิต จึงมีพลังที่คล้ายกันเข้ากันได้ดีและไม่ค่อยมีปัญหา ในบทความที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะขออธิบายพลังจักรวาลชนิดต่างๆ ดังต่อไปนี้ พลังจักรวาลสาย “เอี๊ยง” คือ พลังจักรวาลที่เกิดจากภายใน เป็นพลังภายในของเราเอง ที่ถูกกระตุ้นให้แสดงพลังออกมา เช่น ในยามคับขัน จวนตัวจะถูกทำร้าย เป็นต้น พลังเอี๊ยงนี้มีมากมายหลายชนิด รวมเรียกกันกว้างๆ ว่า “เก้าเอี๊ยง” ซึ่งเก้าเอี๊ยงจริงๆ ที่ฝึกกันในนิยายกำลังภายในนั้น มาจากการฝึกอานาปานสติพร้อมออกกำลังกายไปด้วย เพื่อขจัดความหนาวเย็นที่พระสงฆ์ได้รับ เป็นพลังความร้อนในร่างกาย และมีประโยชน์หลายด้าน ที่สำคัญคือ ช่วยในการฟื้นฟูพลังภายในสายอื่นๆ ชนิดอื่นๆ ในร่างกายได้ด้วย กรณีที่สูญเสียพลังภายในเพราะสาเหตุต่างๆ ผู้ฝึกพลังเก้าเอี๊ยงมาดี จะสามารถฟื้นฟูกลับคืนสภาพได้รวดเร็วกว่าบุคคลธรรมดา ข้อดีอีกประการของพลังเอี๊ยง คือ การกระตุ้นความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เป็นผู้นำ มีภาวะผู้นำมากขึ้น แต่ถ้ามากเกินไป จะกระทบกับสังคมรอบข้าง กลายเป็นคนบ้าอำนาจได้เหมือนกัน ดังนั้น ธรรมชาติ จึงสร้างสรรค์พลังอีกรูปแบบที่ตรงกันข้ามไว้คานสมดุลกัน นั่นคือ พลังเก้าอิม ที่ผู้ฝึกมักเป็นหญิง และสามารถดูดซับพลังภายในของชายได้ ทำให้ฝ่ายชายที่มีพลังเก้าเอี๊ยงมากเกินไป ขาดความทะเยอทะยานบ้าอำนาจในที่สุด นอกจากพลังเก้าเอี๊ยงแล้ว พลังในกลุ่มเอี๊ยง หรือพลังภายในของมนุษย์ ยังมีอีกหลายชนิด เช่น พลังกุณฑาริณี ที่อยู่บริเวณอวัยวะเพศ เมื่อได้รับการกระตุ้นทางเพศ พลังก็จะถูกกระตุ้นให้นำออกมาใช้ และถ่ายเทให้เซลสืบพันธุ์ที่ผสมกันแล้ว เพื่อเป็นปราณเริ่มต้นสำหรับทารกจะใช้ในการพัฒนาอวัยวะร่างกายต่อไป อนึ่ง พลังภายในมีหลายชนิดหลายประเภท แต่จะไม่อธิบายมากกว่านี้ เพราะไม่ชำนาญในพลังชนิดอื่นๆ จึงเน้นแต่เก้าเอี๊ยง พลังจักรวาลสาย “อิม” คือ พลังจักรวาลที่เกิดจากภายนอกเข้าไปสะสมในร่างกาย ซึ่งเกิดจากการทะลวงจักระในร่างกายเพื่อเปิดรับพลังจากภายนอก แล้วฝึกดูดซับพลังจากภายนอกมาเก็บสะสมไว้ในตัวของผู้ฝึก เพื่อใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ พลังอิมนี้มีหลายชนิด ในการฝึกพลังอิม มักเป็นผู้หญิงฝึกจะเหมาะสม เพราะเพศหญิงไม่มีบทบาททางสังคมมาก เป็นช้างเท้าหลัง แต่ต้องคอยคุมไม่ให้ฝ่ายชายดุดันหรือบ้าอำนาจมากเกินไป ในสมัยโบราณ สำนักปฏิบัติจะสอนให้ผู้หญิงที่มีหน้าตาสวยงามฝึกพลังอิม เพื่อหวังได้เป็นพระสนม จากนั้น ผู้หญิงบางคนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อแต่งงานกับผู้ชายแล้ว จะดูดซับพลังจากผู้ชายนั้นทีละน้อย จนฝ่ายชายลดความทะเยอทะยานลง ความบ้าอำนาจก็ลดลง เป็นการหยุดความบ้าอำนาจของผู้ชายในวงการการเมืองในสมัยโบราณ การใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือทางการเมืองนี้มีมานานแล้ว และยังได้รับการบันทึกไว้ในตำราพิชัยสงครามของประเทศจีนจนถึงทุกวันนี้ด้วย อนึ่ง บางท่านแม้เกิดเป็นชาย แต่มีบุญกรรมตามวาระทำให้จักระเจ็ดเปิดเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อจักระเปิดแล้ว พลังจักรวาลบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดระบบพลังอิมขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างที่เรียกว่า “พลังมารแทรก” เป็นต้น การถูกแทรกโดยพลังสายอื่นที่ตนไม่ได้ฝึกนี้ เป็นอันตรายต่อการฝึกมาก ทำให้ถูกครอบงำด้วยพลังชนิดนั้นๆ ทำให้มีความคิดผิดทาง เป็นมิจฉาทิฐิได้ ผู้ที่ฝึกพลังเก้าเอี๊ยงหากถูกทดสอบด้วยการถูกพลังจักรวาลครอบงำนี้ หากมีพลังเอี๊ยงสูงถึงจุดหนึ่ง จะเอาชนะการครอบงำด้วยพลังจักรวาลที่เข้ามาแทรก หรือครอบงำเราได้ เช่น พลังจากมารหรือเทพก็ดี ที่ครอบงำให้เราเชื่อ ให้เราทำตามที่ท่านบอก หากเรามีพลังเอี๊ยงเหนือกว่าแล้ว ก็จะไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำ และเดินทางชีวิตของตนอย่างที่เป็นตัวของตัวเองได้ ทว่า การฝึกพลังเก้าอิม ก็มีข้อดีบางประการ คือ ทำให้เราได้รับพลังจากจักรวาลที่ดี นำทางชีวิต เหมาะสำหรับผู้หญิงที่เป็นช้างเท้าหลัง สมควรได้รับการนำทางด้วยพลังจักรวาลที่ดี พลังจักรวาลที่ลงมาครอบเราไว้นั้น จะนำทางเรา ขับดันให้ทำสิ่งต่างๆ ตามแนวทางที่ดีต่อไป เช่น บางคนไปรับขันธ์องค์ฤษีมา และได้ทำสมาธิ อยู่อย่างวิเวกสันโดษ ก็จะมีการดำเนินชีวิตอยู่ด้วยดี แต่หากไม่ได้รับพลังจักรวาลนี้ครอบไว้ ก็อาจไปทำอย่างอื่นที่เลวร้ายก็ได้ การฝึกพลังเก้าอิมนี้ แต่เดิมตามตำราจีนโบราณ จะเริ่มฝึกดูดซับพลังจากพลังของสิ่งไม่มีชีวิตที่มีความเย็น เป็นพลังสายเย็นตรงข้ามกับพลังเก้าเอี๊ยง เช่น การดูดซับพลังจากอัญมณี เช่น หยกเย็น เป็นต้น ทว่า ภายหลังมีผู้เข้าใจผิดไปฝึกดูดซับพลังจากหลุมศพ และได้พลังจากคนตายซึ่งเป็นพลังดำที่หมองหม่นไป ทำให้ทำสิ่งเลวร้ายต่างๆ โดยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ภายหลังประเทศไทย มีอาจารย์ผู้ค้นพบวิชชานี้ และได้ปรับแนวทางในการฝึกใหม่ ให้รับพลังจักรวาลที่ดี แบบโยคีโบราณกระทำกัน คือ การรับพลังจักรวาลจากเทพพรหมชั้นดี เป็นเครื่องนำพาชีวิตเราไปสู่ทางที่ดีงาม การฝึกโยคะแบบโยคีโบราณกับพลังเก้าอิม การฝึกโยคะตามตำรับพระศิวะคือการหลอมรวมจิตวิญญาณส่วนอาตมันเข้ากับปรมาตมัน โดยอาตมันคือส่วนจิตวิญญาณของเรา และปรมาตมันคือส่วนที่ได้รับมาจากเทพพรหมที่เรานับถือ เมื่อเราบูชาท่าน ศรัทธาท่าน จะได้รับพลังจากท่านส่งตรงลงมาจากจักรวาล เมื่อจะใช้พลังนี้ จำต้องหลอมรวมตัวเราเองให้แนบสนิทกับพลังเหล่านี้ สำหรับในกลุ่มผู้ฝึกมโนมยิทธิ จะเห็นกายทิพย์ถอดออกมาจากเทพพรหมเหล่านั้น แล้วครอบสวมทับลงบนกายสังขารของผู้ฝึกโยคะ เมื่อผู้ฝึกโยคะหลอมรวมพลังได้แล้ว จะสามารถใช้พลังความสามารถพิเศษเหล่านี้ได้ ราวกับเป็นเทพพรหมองค์นั้นๆ เลย เทพเทวดาทั้งหลาย เวลาจะดลจิตดลใจคนให้ทำกิจต่างๆ มักใช้วิธีนี้ คือ ส่งพลังของตนมาจากจักรวาลครอบลงในตัวคน แล้วทำให้คนๆ นั้น ถูกพลังนั้นขับดันให้ทำสิ่งต่างๆ ตามแบบพลังนั้นๆ เช่น พลังพรหม ขับดันให้คนอยากนั่งสมาธิ อยู่อย่างสงบ พลังเทพ ขับดันให้คนอยากพัฒนาบ้านเมือง พลังโพธิสัตว์ ขับดันให้คนอยากโปรดสัตว์ด้วยธรรม เทพเทวดาใช้วิธีนี้มานานแล้ว และการถอดกายทิพย์ครอบขันธ์มนุษย์ก็มีมานานแล้ว การเข้าทรงการแสดงตนเป็นตัวแทนของเทพเจ้าจึงมีมานานมากด้วยเช่นกัน สำหรับวิชชาทางโยคะ คือ การหลอมรวมตัวเองเข้ากับพลังของเทพเจ้านี้ ก็มีมานานแล้ว ทว่า หลังจากระบอบชนชั้นวรรณะของอินเดียเสื่อมลง การสอนสมาธิโยคะก็เป็นไปเพียงเพื่อสุขภาพ, เรือนร่างที่สวยงามไป ไม่ได้ทราบถึงเรื่องจิตวิญญาณเหล่านี้เลย หรือแม้แต่การถ่ายทอดเรื่องพลังจักรวาลก็ขาดหายไปมากมายนัก เคล็ดลับในการหลอมรวมนี้ เป็นหลักการทำโยคะที่สำคัญที่สุดและจะช่วยพัฒนาจิตวิญญาณของคนให้สูงส่งขึ้นได้ตามลำดับไป เมื่อบุคคลหลอมรวมกับเทพเจ้าองค์ที่หนึ่งได้สำเร็จแล้ว รับพลังชั้นสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ พลังและความสามารถพิเศษก็จะเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับไป นี่คือ การฝึกพลังจักรวาลแบบ “อิม” คือ รับพลังจากภายนอกเป็นหลัก ในกลุ่มอาจารย์สอนธรรมฝ่ายหญิงในอนุตรธรรมหลายท่าน มีระบบพลังภายในแบบอิม อยู่แล้ว เขาเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวแทน ของพระโพธิสัตว์องค์ต่างๆ ซึ่งท่านจะให้เราทำตัวเหมือนเด็กทารก ไม่ขัดขืน เมื่อท่านใช้พลังครอบกายเราแล้ว เราก็จะถูกขับดันไปได้อย่างง่ายดาย เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการ “ประทับทรง” ทว่าข้อเสียของการรับพลังจากภายนอก คือ การไม่เข้าใจตัวเอง ถูกครอบงำ ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ถูกเทพเทวดาครอบงำอยู่ตลอดเวลา แม้ทำความดีก็จริง แต่การไม่เข้าใจตัวเอง ไม่รู้ตัวเอง อาจทำให้พลาดโอกาสหลายอย่างได้ ในบทความฉบับนี้ จึงไม่ขอเสนอแนะวิธีการฝึกพลังเก้าอิม ซึ่งง่ายต่อการถูกพลังจักรวาลจากภายนอกที่ทั้งดีและไม่ดีครอบงำ จะมุ่งเน้นแต่การฝึกพลัง “เก้าเอี๊ยง” ซึ่งช่วยในด้านสุขภาพได้อีกด้วย การตรวจวัดและจำแนกชนิดของพลังจักรวาลชนิดต่างๆ การที่เราจะทราบได้ว่าพลังจักรวาลที่เข้ามาสู่ร่างกายเรานั้นเป็นพลังสายใด แบบใด ของเทพพรหมองค์ใด ต้องฝึกวิธีการตรวจวัดแบบต่างๆ เมื่อชำนาญแล้ว ก็สามารถตรวจวัดพลังภายในของมนุษย์ได้ด้วย กล่าวคือ วิธีตรวจวัดพลังจักรวาลนี้ใช้ได้ทั้งระบบอิมและเอี๊ยง คือ ไม่ว่าพลังนั้นจะมาจากจักรวาลภายนอกก็สามารถตรวจได้ หรือจะเกิดจากการปฏิบัติของเจ้าของกายสังขารเองก็สามารถตรวจวัดได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงสามารถใช้วิธีตรวจวัดนี้ เพื่อดูพัฒนาการของการฝึกจิตของผู้ฝึกจิตได้เช่นกัน ด้วยหลักการดังต่อไปนี้ ๑) การตรวจวัดจิต โดยตรวจวัดแล้วจำแนกออกเป็นสามแบบ คือ จิตแบบผู้นำ, จิตแบบผู้ตาม และจิตแบบปัจเจกชน ผู้อิสระไม่นิยมสังคม ทั้งนี้ ในคนทั่วไปจะมีลักษณะสามอย่างนี้ผสมกันเพราะเวียนว่ายตายเกิดมาหลายบทบาท แต่ในผู้บำเพ็ญธรรมมากๆ จะเริ่มแน่วแน่ชัดเจนขึ้นในแบบใดแบบหนึ่ง ๒) การตรวจวัดวิญญาณ โดยตรวจวัดแล้วจำแนกออกเป็นกายทิพย์ของตนเอง ที่ได้จากการบำเพ็ญบารมีของตนเอง (ระบบเอี๊ยง) หรือเป็นกายทิพย์ที่เทพเทวดาครอบลงมาอีกชั้นหนึ่ง (ระบบอิม) และมีกี่แบบ กี่พลัง กี่กายทิพย์ซ้อนอยู่ภายใน การแยกแยะว่ากายทิพย์นั้นเป็นของเราเองหรือถูกครอบนั้นสำคัญต่อการฝึกมาก ๓) การตรวจวัดลมปราณ โดยตรวจวัดแล้วจำแนกออกเป็นกลุ่มลมปราณสายต่างๆ เช่น ลมปราณกุณฑาริณี ประมาณได้เท่าใด เช่น เทียบชั้นพลังวัตรได้สิบปี เป็นต้น หรือถ้าเป็นรัศมีที่ศีรษะแบบผู้ฝึกอรูปฌานนิยมกัน ก็วัดรัศมีเป็นโยชน์ ในกลุ่มผู้ฝึกธาตุสี่ (จตุธาตุ) ได้สะสมพลังวัตรจากธาตุทั้งสี่ได้มากน้อยเพียงใด เป็นต้น วิธีตรวจวัดพลังจักรวาล ๑) การใช้ตาทิพย์ เพ่งด้วยตาทิพย์เข้าไปในกายในกาย จะเห็นกายทิพย์ชนิดต่างๆ ซ้อนๆ กันอยู่ ในครั้งแรกจะเห็นกายทิพย์ชั้นนอกสุด เมื่อพยายามเพ่งเข้าไปอีก เหมือนปรับโฟกัสตาทิพย์ให้ลึกลงไป จะเห็นกายทิพย์ข้างในซ้อนกันเป็นชั้นๆ การใช้ตาทิพย์อย่างเดียวจะถามไม่ได้ ทำได้แต่ดูแล้วคาดเดาเท่านั้น ๒) การใช้หูทิพย์ เพ่งด้วยหูทิพย์พร้อมกำหนดจิตสื่อถาม จะได้รับคำตอบกลับมาแต่อย่าเพิ่งเชื่อทันที ต้องทำการสัมภาษณ์กายทิพย์ข้างใน ก็จะแน่ใจได้ การสื่อสารด้วยหูทิพย์ต้องระวังเสียงแทรก ซึ่งอาจไม่ได้มาจากสิ่งที่เราถามก็ได้ ถ้าใช้หูทิพย์และตาทิพย์ร่วมกันมักไม่ค่อยมีปัญหา แต่ก็อย่าเชื่อไปเสียทุกอย่าง ๓) การใช้จิตสัมผัส ฝึกใช้จิตหยั่งรู้ด้วยตนเอง สัมผัสด้วยตนเองว่าพลังภายในของบุคคลหนึ่งๆ ประกอบด้วยพลังอะไรบ้าง บางครั้งจิตสัมผัสนี้จะบอกเมื่อเราได้พูดคุยกับคนผู้นั้นไปเรื่อยๆ ความรู้สึกจะเริ่มมากขึ้น ชัดขึ้นและบอกออกมาเอง ๔) การใช้กายสัมผัส ฝึกใช้ผิวกายสัมผัสแหล่งพลังนั้นๆ โดยจะใช้ฝ่ามือทาบกับสิ่งที่ต้องการทราบ ทำสมาธิสักพัก สัมผัสพลังชนิดต่างๆ แล้วจำข้อน่าสังเกตไว้ เช่น พลังเทพมักร้อน, พลังโพธิสัตว์มักเย็น โดยลองฝึกสัมผัสเทวรูปก็ได้ ๕) การสังเกตพฤติกรรม ฝึกการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลก็สามารถทำนายได้ว่าบุคคลนั้นมีพลังอะไรครอบงำอยู่หรือพลังภายในชนิดใดที่กำลังขับดันพฤติกรรมเขาอยู่ การสังเกตพฤติกรรมนี้ เป็นสิ่งที่ฝึกได้ทุกคนเพราะไม่ต้องพัฒนาอวัยวะรับสัมผัสขึ้นไปเป็นอายตนะพิเศษในการรับรู้สิ่งที่ยากแก่การรับรู้ได้ต่างๆ ๖) การถ่ายรูปออร่า วิธีนี้ง่ายที่สุด ไม่จำเป็นต้องฝึกเลย โดยการขอให้อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพออร่าและการอ่านออร่าตรวจดูพลังภายในของตนก็ได้ การถ่ายรูปออร่าเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมเห็นได้จริงด้วยตาเปล่าทุกคนเห็นเหมือนกันได้ทั้งหมด และมีหลักการที่พัฒนาโดยวิทยาศาสตร์ สำหรับการฝึกจิตในที่นี้ จะเริ่มต้นจากการตรวจวัดระดับจิตวิญญาณเบื้องต้นก่อน เพื่อให้รู้สถานภาพเบื้องต้นของผู้ฝึกแบบคร่าวๆ จากนั้น จะหาวิธีพัฒนาจิตวิญญาณแบบการฝึกเก้าเอี๊ยง เพื่อปลดปล่อยพลังภายในที่ไม่ดีออกไปให้หมด ก็จะทำให้พลังภายในดีขึ้น |