เราชาวพุทธควรทำบุญอย่างไร
เราชาวพุทธควรทำบุญอย่างไร
พระพุทธเจ้าไม่ได้เน้นวัตถุ ท่านเน้นจิตใจ ดังนั้น การทำบุญด้วยการสร้างวัดนั้น ก็ทำเพียงแค่พอดี ไม่ต้องมากเกินพอดี ปัจจุบัน มีวัดจำนวนมากที่เริ่มร้าง เพราะไม่มีพระอยู่ ที่ไม่มีพระอยู่เพราะอยู่แล้วต้องดูแลรับผิดชอบเป็นภาระของพระ พระจึงไปอยู่วัดที่มีเจ้าอาวาสดูแลดีแทน วัดเริ่มร้าง วัดมีปริมาณมากเกินไป นี่คือ เหตุผลแรกที่ควรหยุดสร้าง
เหตุผลที่สองคือ มีเจ้าอาวาสจำนวนมาก มีความยากลำบากในการดูแลวัด เฉพาะค่าไฟฟ้าในวัดนั้น ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายนี้เกินกว่าที่จะหาใครมารับผิดชอบได้ ในที่สุด เจ้าอาวาสบางวัด ถึงกับหาทุกวิถีทางที่จะได้ “เงิน” มาจ่ายค่าไฟ นี่คือ ภาระที่พระสงฆ์ต้องยากลำบากดูแล และเครียดทุกเดือนถ้าไม่มีเงินจ่าย ทำให้กระบวนการเรียกเงินเข้าวัดเกิดขึ้น คือ การบอกบุญสร้างนั่นนี่ จนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคผลที่แท้จริง (นับเป็นการตัดทางพระอรหันต์โดยแท้) เพื่อให้มีผลงานโชว์คนว่าสร้างได้จริง เหมือน ส.ส. ทำได้จริง อย่างนั้น เพื่อหมุนเงินมาใช้จ่ายสารพัดในวัด
เหตุผลที่สามคือ มีพระสงฆ์ปริมาณมากแต่ด้อยคุณภาพ ในปัจจุบัน วัดในมีพระมากก็เรียกเงินได้มาก เพราะดูเป็นวัดใหญ่ ทำแล้วน่าจะได้บุญมาก พระจำนวนมากอยู่ในวัด ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง การปฏิบัติไร้มรรคผลทางธรรม มุ่งเน้นแค่ รวมตัวกับไปสอบนักธรรม มาโชว์ชาวบ้านเป็นผลงาน ก็เอาตัวรอดได้ว่าวัดเป็นวัดดี จะมีเงินมาให้จากคนทำบุญที่ยังศรัทธากันอยู่ พระมากมายกลัวว่าคนจะไม่ศรัทธา เพราะหากไม่ศรัทธาแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาหมุนเวียนใช้จ่าย เพราะวัดแต่ละวัดใช้เงินดูแลภาระเยอะมาก
สามเหตุผล คือ วัดมีมากล้นเกินพอดี, เจ้าอาวาสมีภาระดูแลวัดมาก, พระเยอะเกินคุณภาพต่ำ ทำให้ควรหยุดการทำบุญด้วยการสร้างวัดในเขตที่เจริญอย่างเร่งด่วน ยกเว้นเขตกันดาร หรือที่วัดห่างไกลและขาดแคลน จำเป็นจริงๆ ให้มีการก่อสร้างต่อได้
ถ้าไม่สร้างวัด ไม่สร้างพระพุทธรูปแล้วจะมีวิมานได้เป็นกายเทวดาได้หรือ?
คำตอบคือ ไม่เกี่ยวกับการสร้างวัดให้พระอยู่แล้วจะได้วิมานเลย เพราะวิมานนั้นมีอยู่แล้ว สำหรับหัวหน้าเทวดาทุกหมวดหมู่ เพียงแค่ทำความดีในหน้าที่ของตนเช่น เป็นหัวหน้าตำรวจ ทำงานด้วยสุจริต คิดเสมอว่าทำเพื่อประชาชน ไม่หวังเพื่อลาภยศสรรเสริญ เท่านี้ ก็ได้จุติเป็นเทพ มีบริวาร มีวิมานแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำบุญสร้างวัด สร้างพระประธานเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ในสมัยโบราณ คนที่สร้างวัดให้พุทธศาสนาในพระไตรปิฎกมีน้อยมาก แต่ทว่า บนสวรรค์เทวดามีมากมาย พวกเขามีวิมานมาจากไหนกันละ เพราะวิมานนั้นมีอยู่แล้ว เป็น “วิมานประจำตำแหน่ง” ของเทพเทวดาแต่ละหมวดเหล่า เช่น พระอินทร์ จะมีวิมานเฉพาะของท่านอย่างแน่นอน เหมือนพระราชาบนโลกมนุษย์ เมื่อบุญมาถึงราชวังก็มาเอง เสร็จพร้อมแล้ว ไม่ต้องมาเป็นพระราชาแล้วสร้างให้ตนเอง หรือสร้างให้ตนเองก่อนเป็นพระราชาเลย ของแบบนี้ไม่ใช่ของที่ตนเองจะทำเอง เป็นของที่ได้มาโดยบุญบารมี จึงเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจบุญบารมีที่ทำความดีบนโลกมนุษย์ ไม่ต้องไปสร้างวัด แล้วหวังเอาวิมานบนสวรรค์ หลายท่านเข้าใจผิดมาก และหลงมาก ถึงขนาดประกาศโฆษณาบอกบุญว่า “ใช้มโนมยิทธิไปดูนิพพาน จองวิมานในนิพพานไว้ โดยการทำบุญเลยนะ” อย่างนี้ก็มี มีคนจำนวนหนึ่งบอกบุญหวังให้ได้เงินเยอะๆ ด้วยการบอกว่าถอดกายทิพย์ไปดูนิพพาน จองวิมานในนิพพาน จ่ายสตางค์ทำบุญได้เลย ตลกแท้ เหมือนจองคอนโด นี่นะหรือ พุทธศาสนา ดูคล้ายขายตรงหรือแชร์ลูกโซ่มากกว่า การทำบุญสร้างถาวรวัตถุนั้น ถ้าทำแต่พอดีก็ไม่มีปัญหาไม่เกิดภาระแก่สมภาร แต่ถ้าเกินพอดี จะกลายเป็นภาระ ค่าน้ำประปา, ค่าไฟฟ้า, ค่าทำความสะอาด, ค่าเฝ้าสมบัติ ฯลฯ ไม่มีประโยชน์เลย แต่การทำบุญช่วยคนยากไร้, ตกงาน, ป่วย, ขาดแคลนทุนการศึกษา, ต้องการเลิกยาเสพติด ฯลฯ เช่นนี้ ได้บุญบารมีมากกว่ามาก หรือทำบุญช่วยในการเดินทางและที่พักแก่พระที่ไปเผยแพร่ธรรมในที่ต่างๆ ก็ได้เช่นกัน
ถามว่าถ้าไม่ทำบุญสร้างวัด, สร้างพระพุทธรูป แล้วจะทำอะไรดีละ?
การทำกฐินผ้าป่า และสังฆทาน เป็นบุญย่อยๆ ที่ทำได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาโฆษณาดังๆ ว่า “มีการปลุกเสกขลังโดยเกจิดัง ให้ไปทำบุญเร็วๆ” แต่เราชาวพุทธ ควรคิดเสมอว่าเดือนหนึ่งพระมีกี่รูป จะฉันจะใช้อะไรบ้าง หรือเข้าไปถามตรงๆ เลยว่า ท่านขาดอะไรอยู่บ้าง แต่อย่าบอกว่าจะเอามาถวายนะ บอกว่าอยากรู้ว่าพระท่านต้องการใช้อะไรบ้างเท่านั้น แล้วหามาให้ท่าน ดูแลท่านห่างๆ ไม่รบกวนท่านมากเกินไป
นั่นคือ บุญอย่างแรกที่ไม่ควรละเลย และทำได้ง่าย ได้บ่อย พระก็เป็นมนุษย์มีเนื้อหนัง ต้องกินต้องใช้ต้องการการดูแล เหลียวแลจากสาสนิกชนบ้างแบบห่างๆ นานๆ ที เช่น แต่ละเดือนลองมาถามพระท่านดูว่าท่านขาดเหลืออะไร อะไรที่ท่านขาด นั่นท่านกำลังทุกข์ เราทำบุญให้แก้ทุกข์แก่ท่าน จะได้บุญมากกว่าถังสังฆทานที่ใส่ทุกอย่าง แต่พระมีแล้วมีอีก ส่วนที่ไม่มีก็ไม่มีอยู่เช่นเดิม แค่ชาวพุทธคนหนึ่ง ดูแลว่ามีพระบวชใหม่ คนไหนตั้งใจดี ประพฤติดี ก็ตั้งจิตเลยว่าพรรษานี้จะดูแลความเป็นอยู่ท่านตลอด แค่นี้ก็ได้แล้วหนึ่งพรรษา บุญเต็มๆ เรียกว่าบุญของการอุปัฏฐาก ได้บุญมากระดับแม่เลี้ยงเลย คือ คนที่มีบุญพอเป็นแม่เลี้ยงพระพุทธเจ้าได้มีน้อยมาก คนที่ทำบุญมากอย่างนางสุชาดา ก็ไม่มีบุญบารมีถึง สร้างวัดแข่งกับท่านอื่นมากมาย แต่ก็ไม่สามารถเทียบเท่าแม่เลี้ยงได้
อย่างที่สอง คือ บุญเพื่อสนับสนุนการศึกษา ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ นอกจากการกินอยู่ของพระสงฆ์แล้ว การศึกษาและปฏิบัติธรรมเสมือนเป็นสมองของพระเลยทีเดียว พระมีปากท้อง และมีสมอง การดูแลปากท้องของพระ แต่ไม่ดูแลสมอง ก็ทำให้บุญบางส่วนไม่ครบองค์ หากต้องการทำบุญส่วนนี้ ก็ให้เรื่องค่าใช้จ่ายด้านหนังสือธรรมะ ก็ได้ ไม่ยากเลย หนังสือสวดมนต์ก็ดี พระอภิธรรมก็ดี หนังสือเทศนาของพระสงฆ์ดีๆ ก็ดี ไปหามาให้ท่าน แค่วัดละชุด พระทุกรูปก็ได้อ่านร่วมกันได้แล้ว นี่เป็นของง่ายแต่ได้ผลมาก
อย่างที่สาม คือ บุญเพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ธรรม หรือทำกิจของพระสงฆ์ พระสงฆ์บางรูปเข้าถึงธรรมสมควรได้รับการสนับสนุนให้เผยแพร่ธรรม พระสงฆ์บางรูปไม่เข้าถึงธรรมแต่คิดโปรดสัตว์ในแบบต่างๆ มีความคิดดีที่จะช่วยสังคม เราก็ควรสนับสนุนท่าน นี่เป็นบุญมหาศาลเลยทีเดียว เป็นหัวใจพระสงฆ์ เหมือนพระราชาที่สนับสนุนพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์ แม้ไม่ได้เป็นพระบิดาพระมารดา แต่การได้เป็นพระธรรมราชาผู้สนับสนุนการเผยแพร่ธรรมของพระสงฆ์ก็นับว่าไม่ด้อยไปกว่าเป็นพ่อแม่เลยทีเดียว บุญแบบนี้ หาคนทำได้ยากและมีจำนวนน้อย เมื่อทำแล้ว หากได้ทำให้แก่พระโพธิสัตว์ จะได้ผลบุญส่งถึงพระเจ้าจักรพรรดิ เพราะเป็นถึงพระธรรมราชาผู้สนับสนุนการเผยแพร่ธรรมของพระสงฆ์ เช่น ให้เงินค่าเดือนทางแก่ภิกษุที่ไปเผยแพร่ศาสนาในอินเดีย, ให้เงินค่าจัดทำหนังสือ, บริจาคเพื่อจัดทำสื่อต่างๆ เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต, วิทยุ, โทรทัศน์ ในการเผยแพร่ธรรมะ
สรุปบุญสามประการที่ควรทำ
๑) บุญเพื่อความเป็นอยู่ตามปกติของพระสงฆ์ (บุญปากท้อง)
ผลบุญได้สูงสุดถึงแม่เลี้ยงพระพุทธเจ้า ถ้าจุติที่สวรรค์ชั้นไหน มักได้เป็นเจ้าแม่สวรรค์
๒) บุญเพื่อการศึกษาปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ (บุญสมอง)
ผลบุญได้สูงสุดถึงพ่อของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว หากให้พระมีบารมีน้อยก็ได้น้อยลงไป
๓) บุญเพื่อการเผยแพร่ธรรมทำกิจของพระสงฆ์ (บุญหัวใจ)
ผลบุญได้สูงสุดถึงพระธรรมราชาผู้สนับสนุนพุทธศาสนา หากทำกับผู้มีบุญน้อยก็ได้น้อย
ส่วนบุญอื่นๆ ที่ผู้ทำได้ทำเอง คิดเอง ไม่ได้ส่งเสริมให้ใคร ก็จะเท่ากับบำเพ็ญบารมีของตัวเอง ทำให้บุญบารมีส่งผลให้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้, พระพุทธเจ้าก็ได้ หรือพระยูไลก็ได้ จะได้เป็นหัวหน้าคน หัวหน้าเทวดา หัวหน้าหมู่สัตว์ เพราะทำเอง หากทำคนเดียว จะเป็นปัจเจกพุทธะ ถ้าสามารถเรียกศรัทธาให้คนทำตามได้จะเป็นหัวหน้าคน
บางคนคิดเอาคุณธรรมมาผูกมัดคนอื่นไว้
กดเขาไว้ด้วยคุณธรรม เพราะเกรงว่าเขาจะทำ
สิ่งที่ทำลายธรรมภาคดำของเขา
จึงเอาคุณธรรมมาสวดคอคนอื่น
เป็นวิชชามารที่ใช้จับโพธิสัตว์ภาคปราบ
เวลาปราบขบวนการหากินกับผ้าเหลือง
พวกเขาก็หาวิธีทำลายเสีย เพราะกลัวตัวเอง
เสียผลประโยชน์