ทางลัดสั้นที่สุดของการบรรลุธรรม คือ ปล่อยไปตามธรรมชาติเดิมแท้
| ทางลัดสั้นที่สุดของการบรรลุธรรม คือ ปล่อยไปตามธรรมชาติเดิมแท้
อะไรบ้างที่ไม่ใช่ธรรมชาติ? เมื่อทุกอย่างคือธรรมชาติ เกิดก่อนมนุษย์มายาวนานแล้ว ทุกอย่างก็คือ “ธรรมะ” นั่นหมายความว่ามนุษย์ก็เป็นธรรมะด้วย เธอก็คือธรรมะ ฉันก็คือธรรมะ แต่เป็นธรรมชาติแบบใดละ ธรรมชาติที่เวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ มีทุกข์ไม่สิ้นหรือ หรือว่าเป็นธรรมชาติที่พ้นจากทุกข์ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด นั่นต้องมาพิจารณาอีกที ขอนไม้ที่ลอยในน้ำ ถามว่ามันจะพ้นสู่ทะเลได้หรือไม่ คำตอบก็มีสองอย่าง ขอนไม้บ้างก็ติดข้างตลิ่ง บ้างก็ไหลไปไม่ติดตลิ่งทั้งซ้ายและขวาออกสู่อ่าวทะเลในที่สุด เปรียบการพ้นทุกข์ คือ อ่าวทะเล การลอยจากแม่น้ำสู่อ่าวทะเลคือ มรรคาสู่ความหลุดพ้นทุกข์แล้ว ทางที่ขอนไม้จะออกสู่อ่าวทะเลได้เร็วที่สุด คือ การที่ไม่ติดตลิ่งทั้งซ้ายและขวาเสียก่อน ปล่อยตัวเองให้ล่องลอยไปตามแรงขับดันของลำน้ำตามธรรมชาติ หรือให้ธรรมชาติของน้ำพาขอนไม้ไป ไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่าแม่น้ำนั้นจะเลี้ยวไปซ้ายหรือขวา ผ่านหมู่บ้านตำบลใดบ้าง เพียงปล่อยตามแม่น้ำไป ก็ถึงปากอ่าวได้เหมือนกัน คือ มรรคาแห่งความไม่รู้ที่แสนบริสุทธิ์ ยิ่งโง่ยิ่งเร็ว ยิ่งโง่ยิ่งลัด ยิ่งไม่รู้ ยิ่งไม่คิด ยิ่งไม่ติดตลิ่ง ยิ่งปล่อยไปตามธรรมชาติ ยิ่งเร็ว มรรคาแห่งการหลุดพ้นทุกข์แบบ “ตันตระญาณ” คือ การไม่ปรุงแต่งใดๆ เพราะเห็นว่าทุกสิ่งเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ เฉกเช่นเดียวกับตัวเรา ก็เป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว มะม่วงบนต้นไม้ เมื่อถึงเวลาเหมาะสม แม้เราไม่ได้สอยมันลงมา มันก็สุกงอมหล่นลงมาเองฉันใด บุคคลปล่อยตนเองไปตามธรรมชาติ ธรรมชาติก็พาสู่ธรรมได้ฉันนั้น คือ เคล็ดการไม่ปรุงแต่ง ไม่ตีค่าความถูกผิด ดีเลวใดๆ พิจารณาทุกอย่างเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ เชื่อในธรรมชาติรอบตัวว่าทุกอย่างเป็นธรรมะ เป็นธรรมดา จึงไม่มีดีและเลว ไม่มีถูกและผิด ไม่ติดตลิ่งทั้งซ้ายและขวา เพียงเท่านี้ก็อดทนรอคอยแต่เวลาเท่านั้น ที่ขอนไม้แต่ละท่อนจะไหลตามลำธารจนถึงปากอ่าว ย่อมมีท่อนไม้ที่บารมีมากถึงก่อน ท่อนที่มีบารมีน้อยถึงทีหลัง ตามลำดับวาระไป ตามธรรมชาติ ดังนั้น วิธีนี้จึงใช้ได้ผลกับท่านที่มีบารมีเก่าเท่านั้น โดยเฉพาะ “อุเบกขาบารมี” เมื่อมีอุเบกขาบารมีก็เข้าถึงธรรมได้ด้วยเหตุนี้ กล่าวตามนัยยะแห่งบารมีคือ การสำเร็จธรรมด้วย “อุเบกขาบารมี” อันสั่งสมไว้แต่เก่าก่อน ไม่ใช้ “ปัญญาบารมี” ในการบรรลุธรรม การไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมด ไม่จำเป็นต้องใช้ปัญญาอะไรเลย เพียงแต่เห็นทุกอย่างเป็นกลาง ไม่มีขาวไม่มีดำ ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา ทุกอย่างอุเบกขาตรงกลางเท่านั้น ธรรมก็ปรากฏขึ้นทันใด แท้แล้วไม่มีธรรมะอะไรเลย เพราะไม่มีธรรมะมากำหนดธรรมชาติ ธรรมชาติจึงเป็นธรรมะ ทุกอย่างจึงเป็นธรรมะ ดังนั้น ตำราไม่จำเป็นต้องมี โลกทั้งใบก็เป็นตำรา สามภพไม่จำเป็น ทั้งสามภพก็เป็นตำรา นี่เพราะไม่มีตำราถึงมีตำรา เพราะหากมีตำราก็จะมีความรู้แค่ในตำราเท่านั้น วิธีของเซน คือ ทำลายทุกอย่างที่ไม่ใช่ทางตรงกลาง จึงเหลือแต่ “สุญตา” ที่ไม่ขวาไม่ซ้าย ไม่ติดฝั่งตลิ่งข้างใด ทำลายความเชื่อ ความยึดติดทุกอย่าง ที่ทำให้ขอนไม้นั้นไม่ติดริมตลิ่ง หากบุคคลยึดสมาธิแบบนั่งเงียบ ก็ต้องเคลื่อนไหวภายใต้เสียงดังดูบ้าง เพื่อขยับตัวเองออกจากตลิ่งที่ติดอยู่ แต่ทว่า ทั้งสมาธิแบบนั่งเงียบและสมาธิเคลื่อนไหวภายใต้เสียงดังก็ล้วนไม่ใช่ทางตรงทั้งสิ้น เพราะไม่ใช่ทางตรงนี่เอง จึงเป็น “ทาง” คือ ทางสำหรับคนไม่ตรง เพราะไม่มีใครตรงมาก่อน ถ้าตรงมาก่อนคงไม่ต้องมาหาอาจารย์ทางตันตระ เมื่อไม่ตรงมาก่อน ก็ต้องเจอของไม่ตรงแก้กลับไป ของที่ไม่ตรงสองอย่างที่ตรงข้ามกันทำลายกันหมดแล้ว ก็ไม่เหลือของที่ไม่ตรง เมื่อนั้น “ทางตรง” ก็ปรากฏ คือ เกิดเพราะทางไม่ตรง เพราะทางไม่ตรงเป็นเหตุ ทางตรงจึงเป็นผล เมื่อพิจารณาตามหลักเหตุและผลแล้ว ดังนั้น จึงมีเหตุผล และเพราะเข้าถึงแล้ว เหตุผลจึงไม่มี เพราะถึงแล้วเลยดับไป ถ้ายังไม่ถึงก็ยังมีต่อไป ยังไม่ดับ อะไรที่ถึงที่สุดแล้วดับทั้งนั้นจากมีก็ไม่มี ถ้ายังมีอยู่ ยังไม่ดับก็ยังไปไม่ถึงที่สุด ดังนั้นเพราะเหตุผลนี้ จึงไม่มีเหตุผลดังกล่าวมานี้ แต่วิธีของตันตระ คือ กระตุ้นธรรมชาติภายในให้แสดงตัวออกมาและนำทางให้บุคคลได้ไหลไปตามธรรมชาตินั้น วิธีการช่วยคนให้บรรลุนั้นต่างกัน เซนทำลายสิ่งแปลกปลอมภายนอกที่หุ้มห่อจิตอันบริสุทธิ์แต่ “ตันตระ” กระตุ้นจิตที่บริสุทธิ์อันซ่อนลึกอยู่ก้นบึ้งของจิตใจ ให้แสดงตัว และเอาชนะสิ่งแปลกปลอมที่ห่อหุ้มภายนอกได้ในที่สุด ดังนั้น วิธีของเซนจึงใช้ผู้มีปัญญามาก และดูจิตในจิตของศิษย์ได้แจ้งชัด เห็นชัดว่าศิษย์ติดอะไรอยู่ และช่วยตรงจุดจนหลุดพ้น แต่ตันตระไม่ได้ช่วยศิษย์จากภายนอก แต่ทะลวงจากภายใน ระหว่างการทำลายจากรอบนอก และการกระตุ้นจากภายในให้ระเบิดเปลือกนอกออกมา ให้ผลคือบรรลุธรรมได้เหมือนกัน แต่คนละวิธีการเท่านั้นเอง ในการทำสมาธิของตันตระจะใช้เครื่องกระตุ้นจิตพุทธะหลายอย่าง เช่น ใช้บทเพลงสวดมนต์, ใช้เครื่องดนตรี, ใช้พลังเสียง และใช้พลังปราณภายใน คือ การกระตุ้นให้ลมปราณภายในแสดงตัวออกมา กล่าวได้ว่าอาจารย์เซนต้องมีทั้งปัญญาและจิตญาณรู้วาระจิตผู้อื่น ส่วนอาจารย์ตันตระต้องมากด้วย “อุบายปฏิบัติ” อันแยบยล ชวนให้คนปฏิบัติ และให้ผลได้อย่างแท้จริง อาจารย์เซนและอาจารย์ตันตระ ดังนั้น เราจึงเห็นภาพอาจารย์เซนที่ดุ และเคร่งครัด กับศิษย์ ราวกับจะแกล้งศิษย์ให้ได้รับความทุกข์ทรมาน แต่นั่นคือ “วิธีการทำลายสิ่งแปลกปลอมที่ท่อหุ้มจิต” แต่ในขณะที่ศิษย์เซนจะกล่าวเสมอว่า “อาจารย์มีเมตตามาก” เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ อาจารย์เซน ต้องลำบากและเหนื่อยกับศิษย์มาก กว่าจะทำลายสิ่งแปลกปลอมที่ห่อหุ้มจิตของศิษย์ได้หมด ในขณะที่อาจารย์ตันตระ สนุกสนานกับลูกศิษย์และปล่อยลูกศิษย์ให้เป็นไปตามธรรมชาติเดิมแท้ของเขา เลวก็ช่าง ดีก็ช่าง ทุกข์ก็ช่าง สุขก็ช่าง ปล่อยไปตามธรรมชาติ อาจารย์ตันตระดูสนุกใจดี ไม่บังคับให้อิสรเสรีมาก แต่ในทางกลับกันหากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วก็โหดร้ายน่าดู เพราะปล่อยศิษย์ไปตามยถากรรม ตามธรรมชาติของตน เพื่อรอให้ธรรมชาติเป็นครูที่แท้สอนศิษย์คนนั้นเอง ส่วนอาจารย์ก็มากด้วยอุเบกขา รอคอยอย่างใจเย็นไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับศิษย์ ในขณะที่อาจารย์เซนที่แสนดุ กลับมากด้วยเมตตา ผู้บรรลุผ่านอาจารย์เซนและอาจารย์ตันตระ ต้องทำใจก่อนว่าศิษย์ของเซนและตันตระจะต่างกันมาก ผู้บรรลุธรรมผ่านอาจารย์เซนจะมีความกตัญญู และซาบซึ้งใจในสิ่งที่อาจารย์เซนทุ่มเทให้ในวันหนึ่งวันใดข้างหน้า แต่ศิษย์ของตันตระ เมื่อบรรลุธรรมแล้วก็แตกต่างกันไป บ้างบรรลุเองมีบารมีน้อย มีลักษณะคล้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับอาจารย์นัก เป็นตัวของตัวเองมาก จนคนอาจสงสัยว่าบ้าหรือสติเฟื่องหรือเปล่า มีชีวิตนอกกรอบ อิสรเสรีมาก แต่ถ้าบารมีมากขึ้นอีกหน่อย ถึงระดับบรรลุเองได้ถึงยูไล ก็จะเป็นคนยิ่งใหญ่ เด่นดัง มีบริวารที่เก่งกาจมาก คือ บริวารเป็นพระโพธิสัตว์มากมาย เซนจึงเหมาะสำหรับสอนคนที่พร้อมเป็นสาวก การถ่ายทอดธรรมแบบเซนให้แก่ผู้ที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นสาวกนั้น จะต้องหยุดลง และเปลี่ยนเป็นแบบตันตระทันที เมื่อพลังภายในของศิษย์พัฒนาเข้าที่แล้ว และต้องปล่อยให้ศิษย์ไปผจญชีวิตเองอย่างอิสระ ทั้งยังต้องตัดความเป็นศิษย์อาจารย์กันด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อไม่ให้ศิษย์มีจิตย้อนถอยกลับมาเป็นสาวกอีก คือ ต้องพยายามขับดันให้ศิษย์ได้บรรลุถึงยูไล ไม่ใช่แค่สาวก หากอยู่กับอาจารย์เซนนานๆ จะกตัญญูต่ออาจารย์และกลายเป็นสาวกของอาจารย์เซนไป ดังนั้น อาจารย์เซนที่กล้าตัดขาดกับลูกศิษย์เพื่อใช้วิธีทางตันตระส่งให้ลูกศิษย์ถึงพุทธะ (ยูไล) ด้วยตนเองนั้น นับเป็นอาจารย์เซนที่ทั้งมากด้วยเมตตาและปัญญาอย่างยิ่ง หาได้ยากนักเพราะปกติแล้วจะพบแต่อาจารย์ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง แบบที่เปลี่ยนวิธีจากเซนมาเป็นตันตระนี้มีน้อยมาก นั่นแสดงว่าอาจารย์ท่านนั้นถ่ายทอดธรรมได้ทั้งแบบเซนและตันตระ ทั้งแบบที่ต้องช่วยประคับประคองและแบบที่ปล่อยไปตามธรรมชาติได้อย่างเสรี ซึ่งก็มีเหมือนกันที่เมื่อปล่อยศิษย์ไปแล้ว ศิษย์ตกลงสู่ความเสื่อม แต่นั่นก็คือทางของเขา ตามกรรม ตามธรรมชาติของเขาคือ ไม่สำเร็จพุทธะ (ยูไล) แต่กลับย้อนถอยกลับไปสู่ความเป็นปัจเจกฯ แทนอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน วิธีทางตันตระและพลังเก้าเอี๊ยง ในทางเต๋า แบ่งพลังภายในออกเป็นสองระบบใหญ่ๆ คือ ระบบดูดเข้าร่างกาย คือ อิม และระบบถ่ายเทออกภายนอก คือ เอี๊ยง ในชายส่วนใหญ่ระบบพลังภายในเป็นเอี๊ยง จึงเหมาะสมที่จะฝึกพลังเก้าเอี๊ยงให้พัฒนามากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่โดยธรรมชาติพื้นฐาน ส่วนหญิงจะมีระบบพลังภายในแบบอิม จึงเหมาะสมที่จะฝึกเก้าอิม ให้พัฒนาขึ้นจากเดิมที่มีอยู่โดยธรรมชาติพื้นฐาน ความสอดคล้องของวิธีทางตันตระกับการฝึกลมปราณแบบเต๋า คือ ระบบเอี๊ยง กล่าวคือ ในการฝึกจิตแบบตันตระ จะมุ่งเน้นการกระตุ้นพลังภายในจิตเบื้องลึก หรือกระตุ้นจิตพุทธะให้ตื่นขึ้นและแสดงตัวเพื่อขับดันร่างกายให้ทำสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ในขณะที่แนวทางการฝึกจิตแบบเซน ผู้เป็นอาจารย์จะถ่ายเทให้ศิษย์เป็นหลัก ศิษย์จึงมีหน้าที่รับไป จนกว่าจะรู้แจ้ง อาจารย์จึงปล่อยได้ ดังนั้น ระบบพลังภายในของศิษย์เซน จึงมีบางส่วนที่เป็นระบบอิม อาจารย์เซนถ่ายทอดความรู้พร้อมพลังจิตบางอย่างเข้าช่วยศิษย์ตลอดการฝึก จนถึงจุดหนึ่ง ลูกศิษย์มีพลังจิตแก่กล้าพอก็พร้อมที่จะบรรลุธรรม ทำให้ศิษย์สายเซน ค้นเคยกับภาวะ “สาวก” และพร้อมเป็นสาวกเต็มที่ ต่างจากศิษย์ตันตระที่พร้อมจะเป็นพุทธะ ที่เป็นผู้นำด้วยตนเอง การบรรลุในทางสายเซนจึงมีโอกาสได้นิพพานในฐานะสาวก แต่การบรรลุในทางสายตันตระ มักส่งผลให้บุคคลกลายเป็นผู้นำ มีบริวารมาก และไม่สามารถปลดภาระเข้านิพพานได้ และเป็นการบำเพ็ญสายโพธิญาณไปในตัว ถงึกระนั้นก็ดี ศิษย์เซนจำนวนมาก กลับไม่ยอมนิพพาน และแสวงหาวิธีทำให้ตนได้เวียนว่ายตายเกิดช่วยสรรพสัตว์ต่อไป สถานะของศิษย์เซน จึงมักเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ในขณะที่ศิษย์ตันตระ มีทั้ง “ยูไล” และ “เซียนพุทธ” (ผู้บรรลุด้วยตนเอง มีวิถีชีวิตคล้ายเซียนหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่อาศัยธรรมะในทางพุทธศาสนาช่วยให้บรรลุ) ความเป็นอยู่ของเซน มักอยู่กันแบบอาจารย์และสาวก ส่วนความเป็นอยู่ของตันตระมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับระดับธรรมที่ตนได้บรรลุนั้นๆ การฝึกพลังเก้าเอี๊ยงช่วยในการบำเพ็ญตันตระอย่างไร ลมปราณเก้าเอี๊ยงเหมาะสมกับเพศชายอยู่แล้ว และเป็นพลังที่เกิดจากภายในถ่ายเทและขับดันร่างกายออกสู่ภายนอก จึงเป็นการช่วยกระตุ้นพลังจากภายในในแบบของตันตระ เพียงแต่ว่าพลังลมปราณนั้นยังไม่ใช่ระดับพุทธะ ตันตระจะกระตุ้นที่จิตให้จิตพุทธะแสดงตัวออกมา แต่การกระตุ้นลมปราณเก้าเอี๊ยง จะทำให้เกิดการแสดงตัวในระดับที่ตื้นกว่าคือ ระดับวิญญาณ ไม่ใช่ระดับจิต อนึ่ง โปรดเข้าใจว่าจิตและวิญญาณนั้นอยู่ร่วมกัน แต่จิตจะเก็บอดีตชาติทั้งหมดไว้ ส่วนวิญญาณขันธ์จะเก็บบุญกรรมในชาติแต่ละชาติไว้ในแต่ละวิญญาณขันธ์ และเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ วิญญาณขันธ์คือกายทิพย์ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในกายสังขาร ชั้นไหนมีรูปแบบกายทิพย์แบบใดก็มีกรรมแบบนั้น แต่จิตนั้น รับทุกกรรมทุกแบบ เช่น สมมุติว่ากายทิพย์มี ๓ ชั้น คือ พรหม, โพธิสัตว์, ธรรมกาย ซ้อนกันอยู่ ทำให้จิตดวงนั้นต้องรับกรรมทั้งสามแบบ ในขณะที่กายทิพย์ทั้งสามจะรับกรรมเฉพาะแบบของตน พลังปราณจะกระตุ้นกายทิพย์ให้แสดงตัว เช่น ทำให้ความเป็นโพธิสัตว์แสดงตัว จึงทำให้ธรรมกายยังไม่แสดงตัวได้ การทำให้ธรรมกาย (กายทิพย์ชั้นในสุด) หรือพุทธะแสดงตัว จึงต้องรีดเค้นพลังปราณเก้าเอี๊ยง ให้ออกมามากที่สุด เมื่อพลังชั้นนอกถูกใช้หมดแล้ว สุดท้าย พลังชั้นในที่สุดจะแสดงตัวออกมา เมื่อได้กระตุ้นลมปราณเก้าเอี๊ยงแล้ว จึงควรออกบำเพ็ญบารมี ให้ตนอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะบีบเค้นให้พลังภายในที่อยู่ในระดับลึกแสดงตัวออกมา อนึ่ง การกระตุ้นลมปราณให้ผลง่ายกว่ากระตุ้นจิต เนื่องจากจิตอยู่ลึกกว่า จึงอาศัยลมปราณเป็นเครื่องเหนี่ยวนำจิตหากจิตนั้นกระตุ้นได้ยาก นอกจากนี้ยังมีข้อเสียบางประการของการกระตุ้นจิตเร็วเกินไป คือ การ “หลุดโลก” ไม่อยู่ภายใต้สมมุติบัญญัติของโลก ทำให้ดูเหมือนคน “ล้นบาตร” หรือ “บ้า” หรือ “เพี้ยน” ได้ หลายคนกลายเป็น “สติเฟื่อง” หรือ “อัจฉริยะปัญญานิ่ม” ก็มี นี่ก็ต้องระวัง เพราะหากสังคมไม่เข้าใจ จะกลายเป็นปัญหาสำคัญของการถ่ายทอดธรรมในแบบ “ตันตระ” ได้มาก โดยเฉพาะเมื่อพลังภายในที่แสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่เสแสร้งนั้น ยังไม่ถึงระดับพุทธะ เช่น เป็นพลังเปลือกนอกแบบยักษ์ การแสดงออกจะเป็นยักษ์ และทำให้คนตกใจว่าทำไมคนผู้นี้จึงมีพฤติกรรมแปลกอย่างนั้นได้ เป็นต้น |