พุทธบริษัทหมายถึงอะไร สำคัญมากขนาดไหนจึงต้องขยายความ?
พุทธบริษัทหมายถึงอะไร สำคัญมากขนาดไหนจึงต้องขยายความ?
แม้บวชเป็นพระสงฆ์แล้ว ก็ไม่ได้เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้ากันทุกรูป
ดวงจิตที่ได้มาเกิดในดินแดนที่มีพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่เป็นผู้ที่จะได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหมด บางส่วนมาเกิดเพราะมีบุญกรรมเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาในยุคของพระสมณะโคดม เช่น บางคนเป็นชาวพุทธไม่เคยเข้าวัดเลยก็มี ทำแต่ความเลวก็มีเหมือนกัน จึงเห็นได้จากชีวิตจริงว่าไม่ใช่ชาวพุทธทุกคนจะเป็นพุทธแท้ คำว่าพุทธแท้มีสองแบบคือ แบบที่เป็นพุทธเพื่อโปรดสัตว์ที่ไม่ได้นิพพานในยุคนี้ เรียกว่าพุทธมหายาน และพุทธที่โปรดสัตว์ที่จะได้นิพพานในยุคนี้ เป็นบริวาร เป็นสาวก เป็นพุทธบริษัท ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าในชาวโลก อาจมีชาวพุทธ ๑๐% ในชาวพุทธ อาจมีพุทธแท้เพียง ๑๐% ในชาวพุทธแท้ อาจมีพุทธบริษัท เพียง ๑๐% ดังนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้ามาเกิด ยกตัวอย่างเช่น พระเทวทัต ที่ไม่ยอมเป็นสาวกของพระพุทธเจ้ามาทุกชาติ และเป็นศัตรูขัดขวางพระพุทธเจ้ามาตลอด แต่ท่านก็ได้บวชเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ดังนี้ จะเหมารวมเอาง่ายๆ ว่าชาวพุทธทุกคนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้เลย หลักฐานนี้ปรากฏชัดมาแต่ครั้งพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพแล้ว เช่น การที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่การกระทำของ “สาวก” เลย ทั้งๆ ที่บวชเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนาแท้ๆ อันนี้ ก็มีเกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ดังนั้น ไม่แปลก และไม่ผิดเลย ที่จะกล่าวว่า “ชาวพุทธทุกคน ไม่จำเป็นว่าจะได้เป็นพระสาวกกันทุกคน” ในบทความฉบับนี้ จะขออธิบายให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้นว่าทำไม บางท่านจึงเป็นสาวกแท้ ทำไมบางท่านไม่ใช่สาวก ทั้งๆ ที่บวชพระอยู่ร่วมกันแท้ๆ จะขออธิบายทั้งในส่วนตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา จนถึงเหตุการณ์พุทธศาสนาในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้
สมมุติ ดวงจิตหนึ่งหมื่นล้านดวง มีดวงจิตที่จะได้เป็นพุทธบริษัทประมาณ หนึ่งพันล้านดวง อันนี้ มีความแน่นอนแล้ว ๑๐๐% ส่วนดวงจิตอีกเก้าพันล้านดวง อาจจะได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติธรรมของตนเอง ในช่วงอายุขัยพุทธกาล เช่น พุทธศาสนามีอายุห้าพันปี แต่อายุขัยมนุษย์เท่ากับ ๑๐๐ ปี ก็เกิดได้มากที่สุด ประมาณ ๕๐ ชาติ ในห้าสิบชาตินี้ หากชาติแรกได้พบพระพุทธเจ้าแล้วทำตัวไม่ดี เลยไม่ได้นิพพาน ต่อมาก็แก้ตัวใหม่ อีก ๙ ชาติ ก็ยังไม่ดีขึ้น ก็ยังสามารถลุ้นได้อีกประมาณ ๔๐ ชาติ หากทำตัวไม่ดีทั้งหมด หมดอายุขัยของศาสนาแล้ว ก็ไม่สามารถเป็นพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าได้อีก โอกาสย่อมมีเกิด และดับไปเป็นธรรมดา เมื่อโอกาสดับไป ก็หมดโอกาสที่จะเป็นพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า และไม่ได้นิพพานในพุทธศาสนายุคนั้นๆ ในที่สุด ต้องทำตัวใหม่ เพื่อขออาศัยพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไปที่จะลงมาตรัสรู้ข้างหน้า
ยกตัวอย่างเช่น พระฉันนะเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจหมู่สงฆ์ ไม่ฟังหมู่สงฆ์ เข้ากับพระสาวกของพระพุทธเจ้าสมณะโคดมไม่ได้ จึงมีปัญหา สุดท้าย พระพุทธเจ้าให้พระอานนท์ไปลง “พรหมทัณฑ์” แก่พระฉันนะ พระฉันนะ ก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมเอง จนบรรลุธรรมเองทั้งๆ ที่ไม่มีหมู่สงฆ์รูปใดช่วยเหลือ ในกรณีนี้ พระฉันนะ ไม่ใช่พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าสมณะโคดมแล้ว ด้วยเพราะ “พรหมทัณฑ์” นั้นเอง แต่หลายคนไม่เข้าใจ คิดว่าพรหมทัณฑ์ไม่มีผล เพราะไม่มีการลงโทษอะไรเลย พระฉันนะ ก็ยังเป็นพระทำตัวตามปกติได้ต่อไป แต่หมู่สงฆ์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพระฉันนะอีกแล้ว แม้พระฉันนะจะได้อรหันต์ แต่พระฉันนะ ไม่ได้นิพพานแล้ว เพราะถูกพรหมทัณฑ์ ผลกรรมนั้น ตัดรอนจนต้องเกิดใหม่อีก พระฉันนะจึงบรรลุธรรมแบบ “อรหันตโพธิสัตว์” เพราะถูกตัดขาดจากความเป็นสาวก ความเป็นพุทธบริษัทไปแล้ว และต้องอาศัยพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเพื่อนิพพาน หรือไม่ก็ต้องนิพพานเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไป ต่อมาพระอรหันต์ฉันนะ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายชาติ เป็นผู้หญิงที่มีความสวยงามพร้อม แต่ไม่มีใครกล้าแต่งงานด้วย ต้องอยู่โดดเดี่ยวมาอีกหลายต่อหลายชาติ นี่คือ ผลการถูกลงพรหมทัณฑ์ และเสียสิทธิ์ที่จะได้เป็น “พุทธบริษัท” เพราะการปฏิบัติตนไม่ผ่านการทดสอบ
จากตัวอย่างข้างต้นนี้ เพียงจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่า “พุทธบริษัท” นั้นมีที่มาที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญบารมีมาก ไม่ใช่ว่าใครได้มาเกิดในดินแดนพระพุทธศาสนาแล้วจะได้เป็นพุทธบริษัททั้งหมดก็หาไม่ ชาวพุทธทั้งหมด อาจมีเพียง ๑๐% ในช่วง ๑๐๐ ปีแรกของพุทธศาสนา ที่จะผ่านการทดสอบได้เป็น “พุทธบริษัท” ที่นิพพานได้ในยุคพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณะโคดม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้เป็นสาวกของท่านง่ายเพียงแค่การบวช หรือการเกิดเป็นชาวพุทธ การบวชนั้น หากผู้บวชมีบุญ จะอธิษฐานเอาบุญของตนมาใช้เพื่อบวชก็สามารถทำได้ แต่เมื่อได้เข้าอาศัยผ้าเหลืองแล้ว ก็เป็นเพียง “สมมุติสงฆ์” ยังไม่เรียกว่า “พระสงฆ์สาวก” จะได้ตำแหน่งเป็นพระสาวกได้ก็ต่อเมื่อ ได้ปฏิบัติตนผ่านการทดสอบแล้ว เช่น รับศีลไปปฏิบัติ ก็ปฏิบัติได้หมด ดังเช่น พระน้านางปชาบดีโคตรมีเถรี เป็นต้น สำหรับพระสาวกบางตำแหน่งนั้น ต้องมีบุญบารมีมาก เช่น พระอัครสาวกฝ่ายขวาและซ้าย แต่พระสาวกองค์อื่นๆ ที่มีความสำคัญลดลงไป จะมีบุญบารมีรองๆ ลงไป อนึ่ง บุญบารมีที่ว่ามากนี้ หมายถึงมีความมากต่อพระพุทธเจ้าองค์นั้น เช่น ทำบุญร่วมกับพระสมณะโคดมมามาก เกี่ยวพันกันมาก อย่างนี้เรียกว่า “มาก” แต่หากพระศรีอาริยเมตตรัย ก็มีบุญมากนัก แต่ไม่ได้ทำมาเพื่อเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าสมณะโคดม ในฐานะสาวกแล้ว นับว่า “บุญบารมีแห่งความเป็นสาวกนั้นน้อย” อันนี้ต้องเข้าใจ
ผลของการได้เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าสมณะโคดมคืออะไร?
จะได้นิพานในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าสมณะโคดมคือ ไม่เกินปี พ.ศ. ๕,๐๐๐ และมีเส้นสายบุญเชื่อมโยงจากอาจารย์ของตน ซึ่งอาจารย์ของตนอาจสืบสายบุญสายธรรมมาจากอาจารย์ท่านอื่นต่อมาเรื่อยๆ และที่สุดของสายธรรมคือ พระพุทธเจ้าสมณะโคดม ดังนั้น เวลานับศิษย์ จะต้องนับสายธรรมว่าเป็นศิษย์ลำดับใดด้วย การนับว่าผู้ที่นิพพานได้ด้วยพระพุทธเจ้าบวชและสอนเอง จะเป็นศิษย์โดยตรงของพระพุทธเจ้า ส่วนผู้ที่บรรลุธรรมได้ด้วยอาจารย์ท่านอื่น ที่สืบทอดสายธรรมต่อๆ กันมาอีกที ก็จะมีตำแหน่งรองๆ กันลงไปเรื่อยๆ มีศักดิ์ต่ำลงไปเรื่อยๆ ตามลำดับ แต่ก็ยังภูมิใจได้เหมือนกันว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นบรมครูต้นยอดของวิชชา เป็นครูของครูของตน ตนไม่ใช่ศิษย์ไม่มีครู ก็หาไม่
* หากไม่ใช่พระสาวก ไม่ใช่พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าสมณะโคดมแล้ว จะนิพพานในศาสนาของท่านไม่ได้ เพราะไม่มีบุญกรรมและบารมีร่วมกันมาเลย รับรองธรรมกันไม่ได้
ทำอย่างไรจึงเข้าเกณฑ์ได้เป็นสาวกของพระสมณะโคดมพุทธเจ้า?
๑) ต้องปฏิบัติศีลห้าได้แน่นอน แม้ผิดบ้างไม่เป็นไร แต่ต้องมีศีลห้าในขณะปฏิบัติเพศฆราวาส การทอดแหเอาปลามากินไม่ผิดจนเป็นเหตุให้ไม่ได้เป็นสาวกของท่าน แต่การไม่สนใจศีลเลย ฆ่าไปหมด ไม่มีเหตุผลอะไรมาบีบเลย อันนี้ไม่ได้
๒) ต้องปฏิบัติศีลแปดได้แน่นอน ในช่วงที่บวชถือศีลแปด เอาเนกขัมบารมี จะบวชถือศีลแปดแล้วไปนอนกับภรรยาไม่ได้ แม้ศีลแปดจะผิดบ้าง แต่ต้องละอายชั่วกลัวบาปในการผิดศีลบ้าง เช่น ถ้าหิวจนปวดท้อง ต้องลุกมากินอาหารดึกๆ ก็พออนุโลมได้ แต่ไม่ใช่กินจนกลายเป็นปกติวิสัย ไม่สนใจศีลแปดเลยก็หาไม่
๓) ต้องปฏิบัติศีล ๒๒๗ ข้อได้ ในช่วงที่บวชเป็นพระสงฆ์ แม้มีผิดบ้าง ก็ปลงอาบัติได้ แต่ไม่ใช่ไม่สนใจอะไรกับศีลเลย เช่น บวชพระแล้วก็ไปเทศน์เก็บเงินทุกวัน ไม่สนใจว่าศีลพระและเณรห้ามรับเงินและทอง อย่างนี้ไม่ได้เป็นสาวกของท่าน แต่หากอดอยากจริงๆ ต้องใช้เงิน รับเงินแล้วใช้ซื้อข้าวกิน อันนี้พออนุโลมได้
๔) มีจิตตรงศรัทธาตรงต่อพระพุทธเจ้าสมณะโคดมองค์เดียว ไม่ศรัทธาพระพุทธเจ้าองค์อื่นไปเสียแล้ว เช่น พระศรีอาริยเมตตรัย อย่างนี้ก็ไม่ได้เป็นสาวกของท่าน การศรัทธาหลายองค์ เช่น พระเจ้า, พระอัลเลาะห์, พระศิวะ ฯลฯ ไปด้วยนั้น จะไม่ได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าสมณะโคดม ตายแล้วจะจุติสวรรค์ชั้นอื่น แต่พระสาวกจะจุติชั้นยามา มีกายเป็นภิกษุ และภิกษุณี รอให้พระพุทธเจ้ามาโปรดที่นั่น
๕) มีจิตเป็นสาวกแท้ ไม่ใช่ปัจเจกชนแบบพระเทวทัต และไม่ปรารถนาพุทธภูมิแบบพระมหากัจจายนะ อย่างนี้ ไม่ได้เป็นสาวกแท้ที่จะนิพพานในพุทธศาสนายุคนี้
นับแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว พระสงฆ์ในพุทธศาสนาก็ใช่ว่าจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหมด บางส่วนไม่ยอมเชื่อฟังพระพุทธเจ้า เช่น พระเทวทัต, พระฉันนะ, พระสุภัททะ มากมายหลายองค์ ในจำนวนนี้ บางรูปก็ได้ดีถึงอรหันต์ แต่บางรูปก็ตกนรกก็มี แตกต่างกันไป ตามแต่บุญกรรมที่สร้างในชาตินั้น สำหรับผู้ที่ได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้านั้น บางส่วนที่ได้อรหันต์ก็จะนิพพานไป แต่ท่านที่ยังไม่ได้นิพพาน ก็จะจะจุติที่สวรรค์ชั้นยามา มีกายทิพย์ห่มผ้าจีวรสีเหลืองเหมือนพระนี่ละ รอให้พระพุทธเจ้ามาโปรดต่อที่สวรรค์อีกที แต่พระสงฆ์บางรูปไม่ได้เป็นพระสาวก เพราะปรารถนาจะช่วยสรรพสัตว์ไปก่อนตนก็มี แบบนี้จะจุติที่สวรรค์ชั้นดุสิต (ชั้นที่สี่ สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง) เป็น “พระโพธิสัตว์”
ในสมัยพุทธกาลมีพระสงฆ์มากมายที่ไม่ได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า แต่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ ดังที่เคยได้ยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น สำหรับการพิจารณาธรรมนั้น ต้องดูให้ลึกจะพบว่าบางท่านเดินธรรมคนละแบบกับพุทธศาสนา แต่อาศัยคำสอนของพระพุทธเจ้าช่วยส่วนหนึ่ง เช่น ท่านฉันนะ ปฏิบัติธรรมเอง ไม่มีสงฆ์รูปใดช่วยเลย แต่ยังบรรลุอรหันต์ได้เอง และมีจิตเป็นอิสระมากไม่ยอมอยู่ในระเบียบของหมู่สงฆ์ นี่เรียกว่าธรรม “ปัจเจก” หรือ วิถีเซียน ก็ได้ แต่ระดับธรรมที่บรรลุก็ถึงอรหันต์เหมือนกัน เพียงแต่มีวิถีทาง และวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนอรหันต์ทั่วไป จะเรียกเหมือนอรหันต์ทั่วไปเกรงจะเข้าใจผิด เพราะต่างกันมาก และเมื่อตายลงก็ไม่นิพพานด้วย จึงขอเรียกด้วยคำอื่น หรือแม้แต่พระมหากัสสปะ ก็ทำกิจต่างๆ มากมายหลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว เช่น การสังคายนาพระไตรปิฎกนั้น ไม่ใช่กิจของพระอรหันตสาวกจะทำได้ เพราะเมื่อทำแล้วเกิดผลบุญมาก ก่อชาติต่อภพไปอีก ทำให้ไม่ได้นิพพาน ธรรมที่ท่านดำเนินอยู่นี้ไม่ใช่ธรรมแบบพระอรหันตสาวก แต่เป็น ธรรมแบบอรหันตโพธิสัตว์ ซึ่งแตกต่างกันมาก
ในสมัยปัจจุบันก็เช่นกัน แม้เราจะเกิดในดินแดนพุทธศาสนา แต่เมื่อได้โอกาสบวชเป็นพระแล้ว หากไม่อยู่ในธรรมวินัย ก็จะไม่ได้นิพพานในพุทธศาสนา ศีลไม่ได้มีไว้ให้ยึด แต่ศีลก็ต้องมีเพื่อประคองตนในยุคที่มีสิ่งยั่วยุมากมาย ไม่ให้เผลอก่อกรรมจนเกิดชาติภพใหม่ จนไม่นิพพานในที่สุด ดังนั้น หากต้องการนิพพานจริง ต้องทำตัวเป็นสาวกให้เป็น คือ เชื่อฟังและยอมจำนนจริงๆ อยู่ในธรรมวินัยได้จริงๆ ส่วนท่านที่ไม่ต้องการเป็นสาวก จะปรารถนาพุทธภูมิ หรือปัจเจกภูมิ (ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า) ก็ไม่ผิดอะไร สามารถทำได้ พระพุทธเจ้าท่านก็อนุญาตให้บวชมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาลนานมาแล้ว อยู่ร่วมกันได้หมดทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแต่อย่างใด แต่ต้องเข้าใจตนเอง ไม่หลงตัวเองไปว่าตนได้อรหันต์แน่ นิพพานแน่ หรือเป็นพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าแล้วก็หาไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้คนอ่านเข้าใจผิดไปด้วย ว่าการปฏิบัติแบบตนเองได้นิพพานได้แน่ เช่น พระที่ทำให้คนคิดไปว่าตนนิพพานแน่ เป็นพระอรหันต์ แต่รับเงินทองคนมากมาย ผิดศีล แล้วปล่อยให้คนเข้าใจผิดต่อไป ควรยอมรับความจริงในสิ่งที่ตนเป็น ถ้าตนเป็นสาวกเขาไม่ได้ เป็นได้แต่ผู้นำคน ยอมเป็นลูกน้องเขาไม่ได้ เขาให้ถือศีลก็ทำไม่ได้ อันนี้ ควรยอมรับความจริงว่าต้องไปหาผู้นำคนใหม่ที่เขาจะพาเราหลุดพ้นนิพพานได้ เช่น ศาสนาพระศรีอาริยเมตตรัย เป็นต้น ซึ่งในศาสนานั้น ท่านได้แจ้งมาว่า “ไม่มีศีล” อันอาจเป็นเพราะคนที่ไปเกิดมีแต่คนดี และยุคนั้นปัจจัยต่างๆ เกิดเอง จึงไม่ต้องทำงานหาเงินมากมาย อยากได้อะไรก็ไปสอยเอาที่ต้นไม้ อันนี้ ยุคนั้นท่านจึงกล่าวว่าไม่มีศีลนั่นเอง
คนเราปรารถนาแตกต่างกันได้ จะเป็นสาวกไม่ผิด เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไปก็ไม่ผิด หรือจะเป็นปัจเจกก็ไม่ผิด แต่เราต้องเข้าใจตนเอง และไม่ทำให้คนเข้าใจเราผิดในฐานะที่เราห่มผ้าเหลือง เป็นตัวแทนของพระรัตนตรัย ถ้าคนเข้าใจเราว่าเป็นพระที่ไม่อรหันต์ เพราะเราผ่อนปรนศีลเอง ไม่เอานิพพาน อย่างนี้ ก็ไม่ผิด แต่ถ้าเราไปทำให้คนเข้าใจว่าเราอรหันต์ ได้นิพพานแน่ๆ แต่เรากลับผิดศีล จนนิพพานไม่ได้ ลูกหลานที่นับถือเรา เขาจะเอาเราเป็นแบบอย่าง คิดว่าแม้รับเงินทองก็ยังนิพพานได้ ซึ่งไม่จริง ดังนั้น ควรทำความเข้าใจตนเองให้ชัด และไม่ทำให้ผู้อื่นหลงผิดด้วย จึงจะรักษาพุทธศาสนาไว้ได้
หลังกึ่งพุทธกาลจะมีผู้ได้เป็นพระสาวกกันเท่าไร?
ตามบันทึกได้กล่าว่า พระอานนท์ได้ทูลขอพระศาสนากับพระพุทธเจ้าไว้ได้ครึ่งหนึ่ง คือ กึ่งแรก จนถึงปี พ.ศ. ๒,๕๐๐ หลังจากนั้น ไปจนถึง ปี พ.ศ. ๕,๐๐๐ มีเทพ, พรหม, ยักษ์ และมาร มาทูลขอพระศาสนาต่อไป ดังนั้น ปีนี้ พ.ศ. ๒,๕๕๒ จึงไม่ใช่ยุคของพระสาวก ไม่ใช่ยุคของพระอานนท์ ในกึ่งพุทธกาลแรกนั้น พุทธศาสนาที่แท้จริงของพระอานนท์ที่ได้สืบต่อจากพระพุทธเจ้านั้น ต้องอยู่อย่างเงียบๆ ไม่เปิดเผยมากนัก และปฏิบัติได้มรรคผลมากมาย โดยมีพระมหากัสสปะ ดูแลพระสงฆ์หมู่ใหญ่อยู่เบื้องหน้า ทำให้พระสาวกที่จะได้นิพพานจริงๆ ปลอดภัยในที่ซ่อนลับที่คนไม่สามารถเข้าไปวุ่นวายได้มากนัก
แต่หลังกึ่งพุทธกาลไปแล้วทุกสิ่งจะเปลี่ยนไป ข้าพเจ้าได้ขอให้ผู้มีตาทิพย์ตรวจดู พบว่ายังพบพระสงฆ์ที่ปฏิบัติแล้วได้กายทิพย์ภิกษุอยู่เหมือนกัน พระบางรูปกายทิพย์ข้างในเป็นพระโพธิสัตว์, บางรูปเป็นมาร, บางรูปเป็นอสูร, บางรูปเป็นเทพ ฯลฯ แตกต่างกันแม้จะห่มผ้าเหลือง เหมือนกันที่เปลือกนอกก็ตาม แต่จิตวิญญาณภายในของแต่ละคนก็ยังต่างกันไป นอกจากนี้ ยังได้พบชาวพุทธเพศหญิงที่ทำบุญบ่อยๆ จิตใจมีแต่พระรัตนตรัย ที่มีกายทิพย์เป็นพระภิกษุณีก็มี ดังนั้นมองว่าพุทธบริษัท หรือพระสาวกยังมีอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รับประกันว่าเมื่อพวกเขาละสังขารไปแล้ว จุติยังสวรรค์ชั้นยามาแล้ว จะได้นิพพานในศาสนาของพระพุทธเจ้าหรือไม่ หรืออาจมีบุญกรรมพัดพาให้ต้องลงมาเกิดชดใช้กรรมอีก จนเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อไป จากที่เคยได้กายทิพย์ภิกษุ ก็อาจไม่ได้ก็ได้ อันนี้ไม่ขอยืนยัน แต่เท่าที่ตรวจดูก็พบกายทิพย์เป็นเช่นนั้น ซึ่งแม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ปฏิบัติจนได้กายทิพย์ภิกษุเช่นกัน แต่ภายหลังได้บำเพ็ญบารมีสูงขึ้นไป กายทิพย์ภิกษุก็เปลี่ยนไป เกิดดับสลายในกายสังขารเดิม เปลี่ยนเป็นกายทิพย์ที่สูงขึ้นก็มีจึงได้กล่าวว่าไม่กล้าที่จะรับประกันว่าผู้ที่ได้กายทิพย์เป็นภิกษุแล้วจะได้นิพพานในยุคนี้จริง เพราะอาจมีกรรมเป็นเหตุมาตัดรอนเมื่อไรก็ไม่ทราบได้ในอนาคตชาติข้างหน้า ซึ่งการจะบำเพ็ญบารมีให้ได้กายทิพย์เป็นภิกษุ (เทวดาชั้นยามา) นั้นไม่ยาก โดยการทำบุญสนับสนุนพุทธศาสนาแล้วอธิษฐานขอผลบุญจงเป็นไปเพื่อนิพพานในยุคนี้ เมื่อบุญถึงวาระบุญส่งมาก็ได้ดังนั้นได้ไม่ยาก กายทิพย์จะเปลี่ยนเป็นกายทิพย์ภิกษุได้ทันทีที่วาระบุญถึง แต่ถ้าไม่มีการสร้างบารมีร่วมกันมาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าสมณะโคดมแล้ว ก็อาจเป็นแค่การไปจุติที่สวรรค์ชั้นยามาแค่ชาติภพหนึ่งเท่านั้น จากนั้น ยังไม่นิพพาน ก็ต้องจุติลงมาเพราะหมดบุญจากนั้นนั่นเอง การจะได้เป็นสาวกแท้ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ต้องทำบารมีร่วมกับท่านในฐานะเป็นบริวาร เป็นสาวกท่านมาหลายต่อหลายชาติ ไม่ใช่จะหักดิบ ลักไก่เอาในชาตินี้ ทำบุญทีเดียว อธิษฐานครั้งเดียวได้นั้นไม่มี จะได้ก็เท่าแค่กำลังบุญหนุนให้ หมดกำลังบุญหนุนแล้วก็ต้องไปตามบุญบารมีส่วนใหญ่ที่ตนเคยสร้างมาทั้งสิ้น
ชีวิตเราไม่ได้เกิดชาติเดียวแล้วจะนิพพานได้ทันทีดังใจหมายทุกอย่างต้องมีการวางแผนเตรียมการณ์มาอย่างยาวนานเป็นอสงไขยกันเลยทีเดียว เช่นกันผู้ที่จะได้นิพพานในชาติไหน ในพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ไหนนั้น จะเอาตามแต่ใจตัวไม่ได้ ทุกอย่างต้องค่อยๆ สั่งสมมาเป็น “พันๆ ชาติ” ไม่ใช่แค่ชาติเดียว ก็จะให้ได้สมหวังเลย ไม่เช่นนั้น มนุษย์คงไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดกันเสียมากมาย จนพระพุทธเจ้าเปรียบเปรยว่ากองกระดูกของเราเองในทุกๆ ชาติกองรวมกันสูงกว่าเขาพระสุเมรุนั่นทีเดียว ดังนั้น การเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใด พระโพธิสัตว์องค์ใดนั้น ต้องมีแผนการ และการเตรียมการณ์อย่างดีและทำนายได้ทั้งสิ้น (เมื่อบำเพ็ญถึงจุดหนึ่งแล้วจะเริ่มทำนายได้) เพราะการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นของยาก และมีความยุ่งยากมากมายหลายประการ จะลัดคิว นอกไปจากกฎระเบียบของสวรรค์ไม่ได้เลย แต่หากจะไปเอง ไม่ขออยู่ภายใต้กฎสวรรค์นั้นก็ทำได้ ด้วยการตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไป ในช่วงที่พระพุทธศาสนาไม่มี คือ ในยุคของพระปัจเจกพุทธเจ้า ใครที่มีบารมีพอตรัสรู้เองได้ ก็สามารถลงมาตรัสรู้เองได้เลย ไม่มีการวางแผนแต่ประการใด เพราะเป็นระบบอิสระนั่นเอง ดังนั้น ขอให้เข้าใจว่าการนิพพานนั้น ก็มีระเบียบแบบแผนที่ต่างกัน ไม่ใช่จะตามใจใครก็ได้ ดังกล่าวนี้เทอญ