เมื่อข้าพเจ้าถูกมารและอสูรเข้าแทรก

เมื่อข้าพเจ้าถูกมารและอสูรเข้าแทรก

เมื่อข้าพเจ้าถูกมารและอสูรเข้าแทรก 

เมื่อข้าพเจ้าได้บวชเณร หลังจากที่ปฏิบัติทางฤษีมาได้หนึ่งปี อาจารย์ที่เป็นฤษีได้บวชพระไปก่อน และมาบอกให้ข้าพเจ้าบวชพระได้แล้ว ท่านว่าเบื้องบนเปิดทางแล้ว ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าต้องบวช แต่ไม่ให้ข้าพเจ้ายึดมั่นในผ้าเหลือง ท่านว่าถ้าถึงเวลาทำกิจในผ้าขาวก็ต้องสึก ข้าพเจ้าถามใครก็ตอบลักษณะเดียวกันทั้งหมด ไม่มีใครบอกว่าข้าพเจ้าจะอยู่ในผ้าเหลืองตลอดชีวิตได้ ข้าพเจ้าไม่เคยคิดอยากเป็นพระ เพราะเคยหนีงานไปขอบวชพระโดยไม่บอกกล่าวด้วยความเครียดในการทำงาน และถูกห้ามไม่ให้บวช ระหว่างเดินทางก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นมากมาย เช่น จู่ๆ กุญแจรถของพี่ที่ช่วยขับรถไปส่งก็หาย หาไม่เจอ ทั้งๆ ที่ยืนแกว่งอยู่แท้ๆ หรือวิ่งไปก็เจอทางกำลังซ่อม ซึ่งเป็นทางข้ามแม่น้ำ และขับต่อไป จู่ๆ กันชนด้านหน้าก็ร่วงลงมา ทำให้ข้าพเจ้าตัดใจจากความ “อยากเป็นพระ” ข้าพเจ้าคิดว่า “วันนี้ข้าพเจ้าอยากบวชทันที ไม่มีใครห้ามข้าพเจ้าได้” ไม่มีพ่อแม่มา ไม่มีผ้าไตรจีวรมา เจ้าอาวาสท่านก็ไม่รับบวช แต่วันนั้น ข้าพเจ้าตั้งจิตเป็นพระตั้งแต่วันนั้น โดยไม่บวช ได้อธิษฐานถวายลูกเมียในอนาคตเป็นทานแก่เทวดา เพื่อความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติโดยไม่สนใจว่าจะเป็นอะไร พระหรือฆราวาส ห่มผ้าขาวหรือผ้าสีไหน ข้าพเจ้าไม่สนใจอีกต่อไป ไม่มีใครห้ามใจเราได้ เพราะเหตุว่าได้ตัดความ “อยากเป็นพระ” ลงไปเสียแล้ว เมื่อบวชอีกครั้ง ข้าพเจ้าจึงบอกแก่อาจารย์ว่าขอบวชเป็นเณรก่อน และก็ได้บวชเป็นเณร ปฏิบัติอย่างดี หวังจะทำให้ศีลสิบบกพร่องน้อยที่สุด แต่เราก็ไม่อาจไม่รับเงินทองของญาติโยมที่นำมาทำบุญได้ ไม่อาจบอกได้ ถ้าบอกไปว่าเขาไม่ให้เอาเงินมาทำบุญผิดศีลสิบ รับรองว่าข้าพเจ้าอยู่ในวัดนั้นไม่ได้แน่ เพราะพระทุกรูปต่างก็ดีใจกับการได้กิจนิมนต์และมีรายได้เป็นเงินเข้ามือ

ข้าพเจ้าได้รู้จักเณรรูปหนึ่ง จึงเป็นเพื่อนกัน และข้าพเจ้าชวนให้เขาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อฝึกวิชชาทางจิตด้วยกัน และเขาก็มีความก้าวหน้าในการฝึกมาก ข้าพเจ้าจึงได้อาศัยตาทิพย์หูทิพย์ของเขาที่ฝึกได้ในการช่วยดูความก้าวหน้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้เชื่อสิ่งที่เขาพูดทั้งหมด ต้องนำมาประกอบกับวิชชาที่ข้าพเจ้าฝึกว่าตรงกันไหม คือ วิชชาจิตสัมผัส ใช้จิตรู้แทนการใช้ตาทิพย์หูทิพย์ บางครั้ง จิตรู้ของข้าพเจ้าไม่เห็นทั่วต้องอาศัยตาทิพย์ บางครั้งตาทิพย์ก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เห็น ต้องอาศัยจิตรู้ของข้าพเจ้า เราสามเณรสองรูปจึงฝึกวิชชาร่วมกัน อาศัยกันและกันพัฒนาตัวเองอย่างนี้ เมื่อเณรสหายข้าพเจ้ามีกายทิพย์เป็นมารในครั้งแรกที่เขาเริ่มเปิดตาทิพย์ได้ เขาไม่รู้จักคำว่ามารหรืออะไรเลย เพราะศึกษาน้อยมาก เขาว่าได้เห็นกายทิพย์ข้างในของตนเองมีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็รู้ทันทีด้วยจิตสัมผัสว่าเป็น “กายมาร” วันหนึ่ง เราทั้งสองถอดกายทิพย์ไปเที่ยวป่าหิมพานด้วยกัน โดยมีอาจารย์ของเราทั้งสองคนพาไป คือ “หลวงพ่อโต พรหมรังสี” ท่านพาเข้าป่าหิมพาน ระหว่างทางนั้น นางกินรีก็ร้องดังๆ ว่า “มารมาๆ” เหมือนจะตกใจที่เห็นเพื่อนของข้าพเจ้า ซึ่งใช้กายทิพย์มารถอดไปชมป่าหิมพาน ต่อมาข้าพเจ้าได้ช่วยให้เพื่อนละจิตมารได้สำเร็จ เพราะพาเขาไปดูคนทรงเล่นๆ เพื่อเปิดหูเปิดตา แต่คนทรงคนนี้มีกรรม ถูกทักว่าชะตาขาด และจะต้องตายในอีกสามวัน วันที่สามเราจึงพากันไปช่วยคนทรงคนนี้ ข้าพเจ้าให้อุบายว่าให้ตายแล้วฟื้น แล้วก็เตรียมหาวิธีช่วย ขณะนั้นเอง ท่านเซียนก็เข้าร่างและห้ามข้าพเจ้าไม่ให้ช่วยเหลือร่างทรง เขาว่าถึงวาระแล้ว กรรมใครกรรมมัน ถ้าช่วยก็ต้องแลก แต่ข้าพเจ้าไม่กล้าฝืนกฎแห่งกรรม จึงไม่รู้จะทำอย่างไร ขณะนั้นเอง เพื่อนก็สงสารคนทรงที่ล้มลงและนอนนิ่งแข็งทื่อเหมือนจะตายจริงๆ เพื่อนก็บรรลุโพธิจิตทันที ทว่า โชคดีที่เบื้องบนได้ยื่นมือมาต่ออายุให้คนทรงแทน เมื่อกลับมาวัดแล้วได้เพ่งดูกายทิพย์ เพื่อนก็ดีใจที่กายทิพย์ของเขาพ้นจากมาร กลายเป็นโพธิสัตว์

และแล้ววาระที่ข้าพเจ้าถูกมารแทรกก็มาถึง เมื่อข้าพเจ้าเคร่งครัดกับเพื่อนมาก และเพ่งจับผิดเพื่อนมาก เมื่อเพื่อนผิดศีลบ่อยๆ ก็ดุและเริ่มโกรธ จากนั้น พลังมารก็ค่อยๆ แทรกเข้าทีละน้อย เพื่อนไม่ทันตรวจดูให้ข้าพเจ้า จึงสายเกินไป มารได้แทรกเข้ามาแล้ว

ข้าพเจ้าถูกพญามารตนหนึ่งแทรก พญามารท่านนี้ มีกายทิพย์เหมือนพระพุทธเจ้า แต่กายทิพย์ดำ มีรัศมีดำ ริมฝีปากดำ นอกนั้น เหมือนพระพุทธเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าหงุดหงิดและกล้าบ้าบิ่นผิดปกติ วันนั้น ข้าพเจ้าเบื่อและหมดความอดทนต่อพระในวัดที่ผิดศีลกันมาก จึงเดินออกหาเรื่องพระ (ทั้งๆ ที่เป็นเณร) ไม่ว่าใครก็ตาม ที่ทำไม่ดี ข้าพเจ้ากะจะเล่นงานทันที ทว่า แปลกมาก วันนั้น พระทุกรูปเปลี่ยนไป ราวกันคนละคน ทุกรูปทำดีหมดทั้งวัด และไม่เหลืองานอะไรให้เราทำเลยสักอย่าง จะหยิบจะจับงานอะไรทำ พระรูปอื่นก็เอาไปทำหมด จนเรารู้สึก “ละอายใจ” ว่าเรากำลังไปจับผิดคน ทำไม เราผิดเสียเอง และแล้วเพื่อนก็เข้ามาบอกข้าพเจ้าว่า “มารได้แทรกข้าพเจ้าเสียแล้ว” ดังนั้น จึงได้ทราบ และรีบนั่งสมาธิใช้จิตวิญญาณที่ยังไม่เสื่อมของตนเอง โปรดพญามารท่านนั้น เราได้สื่อสารสนทนากันอย่างสบายๆ เหมือนเพื่อนกัน ผ่านการใช้หูทิพย์ของเพื่อนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเริ่มสนทนาว่าการเป็นเจ้าอาวาสก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี ไม่มีความสุข ช่างน่าลำบากเพราะต้องคอยดูแลความประพฤติของพระสาวก พญามารจึงเปิดใจ เพราะข้าพเจ้าทำเป็นอยู่ฝ่ายพญามาร เขาถามว่าแล้วอย่างไรละที่เรียกว่าดี ข้าพเจ้าจึงว่าการได้เป็นอิสระจากทุกสิ่งต่างหาก การไม่มีภาระ ไม่ต้องมาทุกข์ร้อนว่าใครจะทำถูกทำผิด ถือศีลหรือไม่ถือศีลต่างหาก สนทนาไปมาไม่นานนัก พญามารก็สนใจที่จะลองปฏิบัติตามข้าพเจ้าดูเพื่อความสุขที่สุดเหนือสิ่งใดที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงนั้น ข้าพเจ้าอาศัยแสงทิพย์สีขาวในกายสลายกายทิพย์สีดำจนพญามารกายทิพย์สลาย กลายเป็นกายเปรต จากนั้นก็สลายอีกกลายเป็นกายเทวดา แล้วก็สลายอีกครั้ง กลายเป็นกายเซียน จนท้ายที่สุด ก็สำเร็จกายโพธิสัตว์ พญามารยามนี้กลายเป็นโพธิสัตว์สมบูรณ์แล้ว ก็จากไปสู่สุขาวดีในวันนั้นเอง

ทำให้ข้าพเจ้าทราบว่าการเคร่งครัดมากเกินไป เพ่งจับผิดมากไป กลายเป็นช่องโหว่ให้มารลักษณะหนึ่งเข้ามาแทรกเราได้ มารนั้นมีหลายแบบ จิตเราเปิดช่องโหว่แบบไหน มารที่มีความคิดในแบบคล้ายเราก็จะเข้ามาแทรกได้ไม่ยากนัก ข้าพเจ้าเลิกยึดมั่นในศีล แต่ใช้ศีลเป็นเครื่องเตือนสติ ประคองตนไว้แทน ซึ่งได้ผล เป็นทางสายกลางที่พอดี 

จากนั้นผ่านมาหนึ่งปี วันหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดเผยแพร่ความคิดเห็นทางพุทธศาสนา จึงได้เขียนบทความมาลงในเว็บ แต่เพราะเกิดความคิดที่จะกวาดล้างคนทั้งหลาย ที่มาหากินกับพระพุทธศาสนา ทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนไป วันนั้น ข้าพเจ้าถูกทดสอบโดนมาร มารมาแทรกในกายของคนในเว็บ และตอบโต้กับข้าพเจ้า พยายามจับผิดข้าพเจ้าให้ได้ บ้างพยายามเอาคำว่าอรหันต์มาครอบไม่ให้เรามีโลภ, โกรธ, หลง หรือต่อต้านการกระทำของพวกเขาได้ ข้าพเจ้าก็บอกว่าไม่ใช่อรหันต์ แต่ก็ไม่ผิดที่จะเผยแพร่ความคิดเห็นในประเทศประชาธิปไตยเบ่งบาน (และความเชื่อถือของคนเราก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นอรหันต์ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาด้วยสติของตัวเขาเอง) ข้าพเจ้าเริ่มโต้เถียงและยั่วยุในลักษณะแปลกๆ เช่น ให้เขาจ้างมือปืนมายิงข้าพเจ้าให้ตายไม่เช่นนั้น ข้าพเจ้าจะทำลายขบวนการพุทธพาณิชย์ให้หมด เป็นต้น แปลกดีที่พูดไปอย่างนั้น ข้าพเจ้าปล่อยให้กายแสดงพลังไปตามธรรมชาติ จิตก็สงบนิ่งพิจารณาดู และเมื่อกลับถึงบ้านจึงได้รู้ว่ามีอสูรแทรกแล้ว อสูรมีกายเป็น “คางคกสามขา” ใช้ “ลิ้น” จับเหยื่อ หลอกล่อให้เหยื่อเข้ามาใกล้ และมีพิษทั่วตัว สารพัดพิษ วันนั้น ข้าพเจ้าโต้เถียงด้วยความเผ็ดร้อนแบบสารพัดพิษจริงๆ ไม่ได้ใช้ความโกรธปะทะโกรธ แต่ยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามกระทำกับตนเองเสมอ (เหมือนยั่วให้คนถูกตัวตนเอง ก็จะได้รับพิษที่ผิวหนัง) และฝีปากเก่งมากผิดปกติ จึงรู้ได้ว่าอสูรมีกายเป็นคางคกได้มาแทรกอยู่ และตรวจพบว่าอสูรคางคกสามขานี้ เป็นพาหนะทรงของพระโพธิสัตว์ สามารถคายเหรียญทองคำออกจากปาก ทำให้เจ้าของมีโชคลาภเงินทองไหลมาเทมา ข้าพเจ้าไม่สนใจจุดนั้น แต่คิดจะโปรดจิตวิญญาณดวงนี้ ได้ใช้จิตสัมผัสว่าเรามีกรรมอะไรเกี่ยวข้องกันหนอ จึงพบว่าเขาเคยเกิดเป็นเพื่อนที่ฝึกวิชชาต่อสู้มากับบุตรชายของข้าพเจ้า และตอนนี้ข้าพเจ้าที่เคยกระทำกรรมต่อบุตร ผลกรรมนั้นได้สนองผลยังข้าพเจ้า ทำให้ต้องมาพบเพื่อนของบุตรชาย ซึ่งเขาได้ทรยศในชาตินั้น เขาต้องการฆ่าข้าพเจ้าและลูกให้ตายให้ได้ เพียงเพราะความริษยาอาฆาตเพื่อนนั้นเอง

ชาตินี้ กรรมสนองผลต่อเขารุนแรง ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะเขาทำกรรมไว้มากมาย เช่น ร่วมมือกับต่างชาติมาล่มประเทศของข้าพเจ้า เข้ายึดเมือง และตามฆ่าข้าพเจ้าและบุตรชาย เขาไม่ได้ลงมือเองอย่างเปิดเผยแต่ใช้การเจรจา(ลิ้น) แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับคนในประเทศของข้าพเจ้า ทำให้พวกเขาทรยศประเทศ และกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของเขา นอกจากนี้ เขายังมีพิษสงรอบตัว เป็นนักฆ่าที่ลอบฆ่าก็ได้ ทำสงครามก็ได้ทำให้ข้าพเจ้าและบุตรชายพ่ายแพ้ เขาย่ามใจเห็นข้าพเจ้าเสียทีจึงก่อกรรมมากมาย

ชาตินี้ เขายังไม่หลุดพ้นจากความเป็น “คางคกสามขา” เพราะกรรมที่ทำไว้นั้นเอง และได้มาแทรกเข้าในกายข้าพเจ้า เพื่อช่วยข้าพเจ้าทำกิจ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเขาเองได้ตายจากชาตินั้นมานานแล้ว คงได้สำนึกในระดับหนึ่ง และได้ช่วยข้าพเจ้าทำกิจในระดับหนึ่ง แต่อาจด้วยความอาฆาตแค้นที่มีต่อข้าพเจ้า จึงทำให้เขา บอกกับคนในเว็บไซต์นั้นว่าให้มาฆ่าข้าพเจ้าเสีย ไม่เช่นนั้น ข้าพเจ้าจะทำลายล้างธุรกิจที่เกี่ยวพันกับพุทธศาสนาของพวกเขาเสีย จุดนี้เอง ข้าพเจ้าเอาไปพิจารณาเสียนานว่าทำไม ข้าพเจ้าถึงพูดแปลกๆ ออกไปอย่างนั้น ข้าพเจ้าอยากถูกยิงตายจริงๆ หรือไม่ เป็นความคิด ความต้องการของข้าพเจ้าจริงๆ หรือที่อยากให้คนมายิงตาย จริงๆ ข้าพเจ้าไม่ได้กลัวตาย จะตายเมื่อไรก็ได้ (ถ้ามีภาระอะไรค้างอยู่ ก็มาเกิดใหม่ได้ แล้วทำที่ค้างอีกชาติหนึ่งก็เท่านั้นเอง) แต่ข้าพเจ้าอยากตายหรือ ไม่นี่นา เฉยๆ ไม่คิดจะตายหรือไม่ตาย ยังไงก็ได้ ก่อนหน้าที่เคยคิดจะสละจิตวิญญาณดวงหนึ่งให้เบื้องบน หมายความว่าจิตวิญญาณดวงนั้นจะต้องตาย ออกจากร่างกายข้าพเจ้าไปเกิดเป็นเทวดา แต่ข้าพเจ้าจะไม่ตายเพราะมีจิตวิญญาณอีกดวงอยู่ ดวงที่ไปนั้นเป็นเหมือนเทพประจำตัว ที่มาสถิตอยู่ร่วมในกายเท่านั้น อาจด้วยวาระกรรมที่ข้าพเจ้าเคยทำการปลิดชีพเมื่อแพ้สงครามและต้องเสียเมืองในชาตินั้น แต่ก็ไม่ได้ตายลงจริงๆ ในชาตินั้น มีคนช่วยไว้ได้ ทำให้ชาตินี้ก็ไม่ได้ตายจริงๆ ยั้งใจไว้ได้ทัน เกรงว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นถ้าสละจิตวิญญาณจึงยังไม่ได้ทำการอธิษฐานและจุดธูปกล่าวคำถวาย ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงคิดได้ว่า กำลังถูก “อสูรครอบงำเสียแล้ว” อสูรที่มีจิตอาฆาตนี้ต้องการทำลายเรา ก็อาจหาทางบีบให้เราตายจึงสมใจเขา คิดได้ดังนั้นจึงเขียนบทความให้ตนเองอ่าน เรื่องศัตรูคือเพื่อนที่ดีที่สุด เพื่อให้เขาละจิตอาฆาตต่อเรา และพยายามเอาเสียงสวดมนต์ทิเบตกรอกหูตนเองเสมอ เพื่อให้จิตวิญญาณที่เข้ามาแทรกในร่างกายของเราได้ยิน จะได้หลุดพ้นจากความเป็นอสูร แม้อสูรจะไม่ชอบพวกมาร และเป็นศัตรูกับพวกมาร ยินดีมาช่วยข้าพเจ้าจัดการกับเหล่ามาร แต่เขาก็เป็นศัตรูเก่าที่แค้นข้าพเจ้ามาก่อน และจำต้องชำระแค้นกันในกายสังขารของข้าพเจ้านี่เอง ทั้ง อสูรก็นิยมใช้ความรุนแรง ใช้ยุทธวิธีที่ป่าเถื่อน โหดร้าย และไม่ชอบด้วยศีลธรรมเท่าใดนัก เราจำต้องดูแลเขาไม่ให้เกินขอบเขต และที่ดีที่สุด คือ โปรดจิตวิญญาณเขาให้พ้นไปจากภพอสูร                

วันนี้ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเขาหลุดพ้นไปหรือยัง เพราะเขาเก็บเงียบ ไม่ยอมแสดงตัวตนให้ข้าพเจ้าล่วงรู้เลยว่าเขาไปจากกายของข้าพเจ้าหรือยัง หรือได้สำนึก เปลี่ยนไปเป็นจิตวิญญาณที่ดีชนิดใหม่แล้วหรือยัง แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเขายังอยู่ ทำให้ข้าพเจ้าที่เคยแข็งแรงดี ก็มีอาการ “ภูมิแพ้” ซึ่งจะเกิดขึ้นเสมอที่จิตวิญญาณภายในกระทบกระทั่งกัน แต่จะไม่มีอาการราวกับหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อจิตวิญญาณภายในไม่ขัดแย้งกัน แต่อย่างใดก็ตาม ข้าพเจ้าไม่ประมาท ยังคงโปรดจิตวิญญาณที่อยู่ในกายของตนเอง ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องไม่ย่อหย่อน เป็นเพื่อนของเขา ซึ่งเขาเป็นคนที่ต้องการเพื่อนมาก เขาโดดเดี่ยว เคยได้บุตรชายของข้าพเจ้าเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาก่อน จึงได้หาวิธีต่างๆ ให้เขารู้สึกดีก่อน จึงค่อยๆ โน้มน้าวเขาทีละน้อย ใช้พลังธรรมจากสิ่งต่างๆ เข้าสู่ร่างกายอันเป็นที่อาศัยร่วมกันทีละน้อย หากข้าพเจ้าทำได้สำเร็จ ก็จะมีสูตรสำเร็จในการโปรด “อสูรคางคกสามขา” ตนอื่นๆ ได้ต่อไปในอนาคต ระหว่างที่เขามาอาศัยในกายสังขารเดียวกันกับข้าพเจ้านี้ จำต้องทำกิจร่วมกัน ระวังกันและกันไม่ให้ทำสิ่งต่างๆ เกินขอบเขต อันจะนำไปสู่กรรมให้กับกายสังขารนี้ที่มีจิตวิญญาณสามดวงอาศัยอยู่ร่วมกันได้ และเมื่อได้ทำความดีร่วมกัน จนหลุดพ้นจากอสูรแล้ว ก็จะถวายเขาคืนสู่เบื้องบนต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น