ม่านประเพณีและศรีอาริยเมตตรัย
เพศแม่สำคัญมากเพียงใด
นับแต่พระพุทธเจ้าองค์ปฐมต้นกัปเป็นต้นมา เพศหญิงถูกกดอยู่ และถูกมองว่าไม่สามารถบรรลุธรรมได้เหมือนเพศชาย ในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหมดในภัทรกัปนั้น มีเพียงพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้ คือ ศรีอาริยเมตตรัยเท่านั้นที่มีมุมมองแตกต่างจากท่านอื่นในเรื่อง “กามและเพศหญิง” ด้วยเหตุนี้ ทำให้ดวงจิตจำนวนมากที่ตั้งจิตมาบำเพ็ญบารมีในภาคหยิน หรือเพศหญิง เช่น ผู้ที่ปรารถนาเป็นพุทธมารดา, พุทธมารดาเลี้ยง, นางแก้วคู่บารมี ฯลฯ ไม่ได้นิพพานเป็นจำนวนมาก สะสมมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแรกผ่านพระพุทธเจ้ามาแล้วถึง ๔ พระองค์ ก็ไม่อาจนิพพานได้
พระพุทธเจ้าสมณโคดมองค์ปัจจุบัน เคยได้ตรัสไว้ เมื่อมีหญิงเข้ามาอยู่ในศาสนาของท่านศาสนาของท่านก็มีอายุได้ไม่นาน แม้พระอานนท์จะทรงทูลขอให้พระน้านางปชาบดีโคตรมีเถรีได้บวชเป็นพระภิกษุณี ทว่า พระพุทธองค์ก็ยังทรงตราศีลไว้มากมาย จนเป็นเหตุให้พระภิกษุณีขาดสายไปอย่างรวดเร็ว และหมดไปจากพระพุทธศาสนาในไม่ช้า ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ความผิดของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์แรกของกัปนี้ แต่เพราะท่านไม่ได้บำเพ็ญบารมีมาเพื่อการนี้ ตามตำนานแม่กาเผือกได้กล่าวไว้ว่าพระพุทธเจ้าห้าพระองค์หลังจากได้กำเนิดขึ้นในภพสัตว์เดรัจฉานแล้ว มีเพียงองค์ศรีอาริยเมตตรัย คือ องค์สุดท้ายเท่านั้นที่สามารถช่วยแม่ของตนไว้ด้วยอาหารได้ ด้วยบุพกรรมแต่เก่าก่อนมานี้ เป็นเหตุให้เพศหญิงไม่ได้รับการโปรดได้มากเท่าที่ควร มาตั้งแต่สมัยของพระพุทธเจ้าองค์ปฐมต้นภัทรกัปนี้แล้ว และจะได้นิพพานการปลดปล่อยในยุคศรีอาริยเมตตรัยเท่านั้น
ผู้ชายเกือบทั้งหมดมองว่าผู้หญิงเป็นเพียง “สมบัติ” ที่มีไว้ครอบครอง และต้องอยู่ในโอวาทของตน มีเพียงผู้ชายที่ได้ชื่อว่า “ศรีอาริยเมตตรัย” เท่านั้น ที่มองว่าผู้หญิงคือเพศแม่ เป็นจิตวิญญาณที่ยอมสละเพศมหาบุรุษลงไปเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ ซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ท่านไม่สามารถสละได้ (พระศรีอาริยเมตตรัยสละได้ทุกอย่าง ยกเว้น ความเป็น “มหาบุรุษ” เท่านั้นเอง) ดังนั้น ท่านจึงให้การยกย่องจิตวิญญาณที่ยอมสละความเป็นมหาบุรุษ ยอมลงไปเกิดเป็น “มนุษย์เพศหญิง” ได้ ในครั้งที่โลกมนุษย์ไม่มีเพศหญิงนั้น จะหาชายใดยอมไปเกิดเป็น “หญิง” เป็นต้นแบบของมนุษย์เพศหญิงก็ไม่มี เพราะไม่มีชายใดที่กล้าและยอมเสียสละทิ้งความเป็นชายลงไปเป็นหญิงเลย เมื่อมีหญิงเกิดขึ้นคนแรกของโลกมนุษย์ องค์ศรีอาริยเมตตรัย จึงได้ให้ความเคารพเพศหญิงมาก ด้วยเพราะ “นับถือในความเสียสละ” ซึ่งแม้แต่ตนก็ไม่สามารถยอมเสียสละได้นั่นเอง
แท้แล้วจิตวิญญาณนั้นไม่แตกต่างกัน ทุกดวงจิตมีความเท่าเทียมกัน แต่ดวงจิตแต่ละดวงต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นหญิงบ้าง ชายบ้าง สลับกันไป เมื่อโลกเริ่มต้นใหม่ๆ ยังไม่มีเพศหญิง มีแต่เพศชาย แต่เมื่อมีเพศหญิงเกิดขึ้นคนแรกบนโลกแล้ว ดวงจิตทุกดวงก็ไม่อาจพ้น “ความเป็นเพศหญิง” จำต้องรับวิบากกรรม เวียนว่ายตายเกิด ผ่านความเป็นหญิงทั้งสิ้น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า “ชายหรือหญิง” ไม่แตกต่างกันเพราะต่างก็ผลัดเปลี่ยนกันเวียนว่ายตายเกิดในแบบที่แตกต่างสลับกันไปมาเท่านั้นเอง ซึ่งหากมนุษย์เพศหญิง สามารถปฏิบัติจิตจนพ้นความเป็นหญิงคือพรหมหรือโพธิสัตว์แล้วก็นับว่าไม่ต่างจากชาย
ในบรรดาพระโพธิสัตว์จำนวนมากมายนั้น มีพระโพธิสัตว์ที่เปี่ยมล้นด้วยความเสียสละจำนวนมาก ในจำนวนเหล่านั้น มีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ที่สมควรได้รับการนับถือเพราะยอมเสียสละความเป็น “มหาบุรุษ” ยอมเกิดเป็นมนุษย์เพศหญิง มีพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ที่สมควรได้รับการนับถือเพราะยอมเสียสละสวรรค์ไปสู่ “นรก” ที่ไม่มีใครคิดว่าจะสามารถบำเพ็ญบารมีได้ มีพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ที่ยอมเสียสละปัญญา ยอมให้มารครอบงำเพียงเพื่อทำกิจให้สำเร็จก่อนที่จะได้นิพพาน ส่วนพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตตรัยนั้นไม่ได้รับการนับถือในฐานะใดเหล่านี้เลย นอกเสียจากความพยายามที่จะช่วยให้ท่านเหล่านี้ สำเร็จสมความปรารถนาเท่านั้นเอง บทความฉบับนี้ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้
กษัตริย์หญิงผิดด้วยหรือ?
คำไทยโบราณมีคำว่า “ราชินี”, “จักรพรรดินี” หรือแม้แต่ภาษาฝรั่งต่างๆ ก็มีคำที่ใช้เรียกกษัตริย์หญิง แท้แล้ว กษัตริย์หญิงไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้น แต่ได้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงได้มีคำเรียกใช้ขานกันสืบๆ มาถึงปัจจุบัน ดังนั้น จะกล่าวว่ากษัตริย์หญิงไม่เคยมีนั้นไม่ได้
หลังกึ่งพุทธกาลเป็นยุคของผู้หญิง
เพื่อปรับสมดุลโลก จากยุคต้นภัทรกัปที่พระพุทธเจ้าองค์แรก ได้กดเพศหญิงไว้ เพราะยังไม่ถึงเวลาของเพศหญิง ณ บัดนี้ ก็ล่วงเลยจนผ่านมาถึงยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดม ซึ่งเป็นองค์ที่สี่ ผู้หญิงก็ถูกกดมาโดยตลอด เป็น “ม่านประเพณี” ที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มาทรงกระทำไว้ เพราะยังไม่ถึงเวลาของเพศหญิง แต่บัดนี้ ช่วงเวลาของท่านนั้น หมดสิ้นลงแล้ว แม้แต่พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าสมณโคดมก็ได้หมดลงแต่กึ่งกลางพุทธกาลแล้ว จึงเข้าสู่ต้นยุคของศรีอาริยเมตตรัยโดยสมบูรณ์ แม้จะยังไม่ได้เข้าสู่ยุคของการลงมาตรัสรู้ แต่ก็นับว่าเป็นการเตรียมการณ์ เพื่อเข้าสู่ยุคแห่งการตรัสรู้นั้น หนึ่งในการเตรียมการณ์นั้นคือ “การแหวกม่านประเพณีแห่งการกดขี่เพศหญิง” ให้หมดสิ้นไป
ในประวัติศาสตร์จีน มีชายหญิงคู่หนึ่งเคยแหวกม่านประเพณีจนต้องตายทั้งคู่ หญิงคนหนึ่งไม่ได้รับความเท่าเทียมจากสังคม จึงปลอมตัวเป็นชายมาเรียนหนังสือร่วมกับชายคนอื่น ชายคนหนึ่งอุตสาหพยายาม เรียนแล้วสอบเข้าจอหงวนได้เพราะความยากจน จึงได้สัญญากับหญิงผู้นั้นไว้ว่าจะกลับมาสู่ขอ แต่แล้วกลับพบกับม่านประเพณีที่กางกั้นทำให้แม้อุตสาหะเพียงใด สอบจอหงวนสำเร็จ แต่ก็ไม่อาจได้แต่งงานกันได้ แท้แล้วการได้สมปรารถนานั้นไม่สำคัญเลย เพราะหากเขาทั้งคู่สมปรารถนาแล้ว ก็อาจไม่ต้องการสิ่งใดอีก และนิพพานโดยง่าย แต่เพราะเขาทั้งคู่จะต้องบำเพ็ญบารมีเวียนว่ายตายเกิดต่อไปเพื่อเหล่าสรรพสัตว์ เขาทั้งคู่จึงไม่อาจนิพพาน และยังไม่อาจได้สมปรารถนานั่นเอง ความพยายามที่ชายได้กระทำไป ความกล้าหาญที่หญิงได้กระทำไป ไม่ใช่สูญเปล่า แต่กลับเป็นการสั่งสมบารมีคู่กัน เพื่อวันหนึ่งจะได้ร่วมบารมีกระทำการ “แหวกม่านประเพณี” ร่วมกันอีกครั้ง และเพื่อภารกิจ แหลกม่านประเพณี เปิดทางให้เพศหญิงเป็นใหญ่นี้เอง ทำให้ทั้งคู่ต้องบำเพ็ญบารมีร่วมกันมาอีกหลายชาติ โดยการเกิดในดินแดนที่ไม่มีพุทธศาสนา คือ ประเทศจีน ฝ่ายชายเกิดเป็นบุตรชายของอ๋องผู้มีอำนาจทางการทหารมาก พร้อมที่จะยึดบัลลังก์ได้ไม่ยาก ฝ่ายหญิงเกิดเป็นคนรักของฮ่องเต้ ฝ่ายหญิงไม่ต้องการให้เกิดการเข่นฆ่าระหว่างชายทั้งสอง จึงหาทางประสานชายทั้งสองคนนั้น ชายหญิงทั้งสองคนได้มาเกิดอีกครั้งในดินแดนแห่งพุทธศาสนา เพื่อสานภารกิจนี้ร่วมกัน
กษัตริย์หญิงเป็นไปได้หรือ?
สังขารนั้นเป็นเพียงเปลือกนอก จิตวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญกว่า แม้บุคคลมีกายสังขารเป็นชาย แต่ใจไม่ใช่วีรบุรุษ ก็ไม่สมควรได้รับการยอมรับนับถือ แต่หากบุคคลมีกายสังขารเป็นหญิง ทว่ามีจิตใจสูงส่งกล้าหาญไม่แพ้ชาย นั่นสมควรได้รับการยกย่องยิ่งกว่ามิใช่หรือ จิตวิญญาณของคนเรานั้น หากเป็นจิตวิญญาณที่เสื่อมลงจากยุคแรกที่พรหมได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ย่อมมีเพศชายและหญิง แต่หากพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้นจนพ้นขีดจำกัดของเพศไปแล้ว ย่อมกลับไปสู่สถานภาพเดิมก่อนความเสื่อม นั่นคือ ความเป็นเพศพรหม หรือเพศมหาบุรุษ ซึ่งแม้กายสังขารเป็นหญิง ก็สามารถกระทำให้มีจิตใจแห่งเพศมหาบุรุษนี้ได้ มหาบุรุษเพศนี้ ไม่ใช่จำกัดแต่เพียงพรหมเท่านั้น แม้แต่กายอวโลกิเตศวรก็เป็นมหาบุรุษ หมายความว่า หญิงใดบำเพ็ญบารมีได้กายอวโลกิเตศวรแล้ว ก็ไม่แพ้บุรุษเพศ สามารถเป็นกษัตริย์หญิงที่ดีได้ ไม่แพ้เพศชายเลย เพราะจิตวิญญาณของเขานั้น พ้นแล้วจากเพศหญิง แม้กายสังขารภายนอกเท่านั้นที่เป็นเพศหญิง แต่จิตใจไม่แพ้ชายชาตินักรบเลยแม้แต่น้อย กษัตริย์หญิงจึงเป็นไปได้ ไม่ผิดแต่อย่างใด ถ้าหากว่าผิดวัฒนธรรมแล้ว คำว่า “จักรพรรดินี” และ “ราชีนี” นั้น จะมีปรากฏเป็นภาษาไทย คำไทย ซึ่งภาษาไทยนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยได้อย่างไร ขอโปรดจงพิจารณาเถิด