ธรรมปฏิเวธ : แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์ ก็มีพระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้

ธรรมปฏิเวธ : แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์ ก็มีพระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้

ธรรมปฏิเวธ : แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์ ก็มีพระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้

ปกติแล้วประเทศคอมมิวนิสต์จะไม่ให้มีศาสนาใดๆ เพราะเหตุผลคือ

๑)    ผู้นำทางศาสนา อาจใช้ความศรัทธาของคนเพื่อเบี่ยงเบนไปใช้ในทางการเมืองได้ เช่น การใช้ความเชื่อถือศรัทธา รวบรวมผู้คน แล้วสอดแทรกความคิดทางการเมือง เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ปฏิวัติ หรือก่อการรัฐประหารก็สามารถทำได้

๒)    นักบวชในศาสนา เป็นผู้ไม่ทำงาน ในขณะที่บุคคลอื่นต้องทำงานอย่างเท่าเทียมกัน เพราะประเทศในสังคมนิยมนั้น ทุกคนต้องทำงานเพื่อสังคม อย่างเท่าเทียมกันจะเอารัดเอาเปรียบกันไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่ยอมรับที่พระไม่ทำงานแต่มีข้าวกิน

แต่สำหรับพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น ต่างไปจากสองข้อข้างต้น กล่าวคือ

๑)    พระพุทธศาสนาที่แท้จริง มีผู้นำหนึ่งเดียว คือ พระพุทธเจ้า ซึ่งละสังขารและนิพพานไปนานแล้ว จึงไม่มีผู้นำคนที่สองอีก ที่เหลือเป็นเพียงสาวก ปัญหาที่จะมีผู้นำทางศาสนา นำผู้คนที่ศรัทธาไปเพื่อการเมืองนั้น จึงไม่สามารถกระทำได้

๒)    พระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น มีนักบวชที่อุทิศตัวเพื่อสังคม เพื่อสรรพสัตว์อยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ใช่ผู้ไม่ทำงาน แต่เป็นผู้ที่สละชีวิตทำงานเพื่อสังคม โดยขอแลกกับอาหารเพียงเล็กน้อยของประชาชนในสังคมเท่านั้น จึงเป็นสังคมนิยมโดยแท้ 

สรุปแล้ว พระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น แตกต่างไปจากศาสนาอื่นๆ จึงสามารถอยู่ได้ทั้งในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต์ ไม่มีปัญหาใดๆ เลย ในขณะที่ศาสนาที่มีลัทธิ มีเจ้าลัทธิ มีนิกาย และเจ้านิกายนั้น ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในประเทศคอมมิวนิสต์ เพราะอาจเป็นศูนย์ในการรวบรวมผู้คน ก่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำให้เกิดความไม่สงบ ประเทศขาดความมั่นคงได้ดังกล่าว ศาสนาพุทธที่แท้จริง พระพุทธเจ้าสอนให้ยอมเป็นผู้ตาม ยอมเป็นสาวก ยอมปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ สิ่งแรกที่ต้องละทิ้งก่อนอื่นใดคือ “ความเป็นเจ้า” เพราะจะเป็น “สาวก” ของพระพุทธเจ้าที่นิพพานไปแล้วนั้น จึงจำต้องละความเป็นเจ้า ความอยากยิ่งใหญ่ให้ได้เสียก่อน เมื่อพระพุทธศาสนาสอนให้คนละความอยากยิ่งใหญ่อย่างนี้ ละความทะเยอทะยานอย่างนี้ ประเทศคอมมิวนิสต์จึงไม่ต้องกลัวว่าประชาชนทั้งหลายจะลุกขึ้นมาก่อการใดๆ เลย ยิ่งพระพุทธศาสนาเผยแพร่แนวคิดของการ “ยอมรับความเป็นจริง” ไม่ต่อต้าน แต่ปรับตัวตามนี้ ยิ่งทำให้ประเทศคอมมิวนิสต์ควบคุมคนจีนที่มีมากมายได้ไม่ยาก การที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ต้องรณรงค์และใช้มาตรการต่างๆ ในการควบคุมไม่ให้คนเคลื่อนไหวทางการเมืองอันนำไปสู่ความไม่สงบนั้น จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากมาย ยิ่งประเทศใหญ่ๆ ด้วยแล้ว จะต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก และหลายครั้งพบว่าต้องใช้กำลังทหารเข้าควบคุม ซึ่งนำความไม่พอใจลึกๆ มาสู่ประชาชนได้ การมีพระพุทธศาสนาในประเทศคอมมิวนิสต์ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้คอมมิวนิสต์เข้มแข็งขึ้น เพราะช่วยให้สังคมยอมรับความเป็น “สาวก” ยอมก้มจำนน และมีจิตใจที่ผ่องใส ดำเนินชีวิตต่อไปได้ ด้วยการรวมใจไว้ที่พระพุทธเจ้าที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว ดังนั้น ท่านจะมาเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ก็ไม่ได้อีก

การใช้พุทธศาสนา เป็นกลไกลทางสังคม จึงเป็นเครื่องช่วยให้นักปกครองไม่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตย หรือคอมมิวนิสต์ ปกครองคนได้ง่าย เพราะพุทธศาสนาสอนให้ยอมจำนนต่อความเป็นจริง ไม่ได้สอนให้ต่อต้านหรือขัดขืน ให้ทำเพียงพิจารณาในใจ แล้วปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ดังนี้ พระพุทธศาสนาที่แท้จริง ที่ไม่มีนิกาย ไม่มีลัทธิ ไม่มีเจ้าใดๆ เป็นผู้ปกครอง มีแต่สาวก อยู่ร่วมกันด้วยความคิดอย่างนี้ จึงเข้าได้กับทุกประเทศ

ผลจากอำนาจและตำแหน่งของพระสงฆ์ทำให้ถูกการเมืองเข้าครอบงำ

พระสงฆ์ไทยในปัจจุบันนี้ ถูกการเมืองเข้าครอบงำมากมาย เริ่มตั้งแต่ผู้นำสูงสุด ซึ่งจงรักภักดีต่อชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ ทำให้ผู้มีอิทธิพลคิดจะปลดออก แล้วเอาคนของตนเองขึ้นแทน เพื่อกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ คือ คุมทั้งอำนาจชาติ, ศาสนา และท้ายที่สุดก็จะเข้าถึงอำนาจส่วนพระหมากษัตริย์ ดังนั้น เมื่อเขาผู้นั้น กระทำการเปลี่ยนผู้นำสูงสุดในพุทธศาสนาไม่สำเร็จ จึงได้หันมาใช้คนระดับรองลงไป แต่มีจำนวนมากกว่าแทน คือ ผู้นำชั้นรองๆ ลงมาในพระพุทธศาสนา จำนวนมากมาย ได้รับเงินมหาศาลจากคนผู้นี้ และได้ทำการงานต่างๆ เพื่อคนผู้นี้ โดยไม่สนใจเลยว่าเขาจะสั่งไปทำดีเลวอะไร ทำลายประเทศไทยหรือไม่ ก็ทำตามคำสั่งนั้นแต่โดยดี ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่พระสงฆ์ไทยอย่างเงียบๆ มองด้วยตาคนภายนอกไม่รู้เลย แต่แท้แล้ว ต่างแบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งสี แบ่งเจ้าแบ่งนายกันเรียบร้อยหมดแล้ว ตั้งแต่วัดใหญ่ จนถึงวัดเล็กๆ ก็ไม่เว้น การเมืองปัจจุบัน ลงไปถึงระดับท้องถิ่น การเมืองระดับประเทศจะใช้อำนาจของคนในท้องถิ่น เป็นฐานคะแนนเสียงของตน จึงได้แผ่ขยายอิทธิพลทางอำนาจลงไปถึงระดับชุมชน ซึ่งองค์กรระดับชุมชนนั้นมีความสัมพันธ์กับวัดอย่างมาก ดังนั้นผู้ต้องการมีอำนาจเหล่านี้ ก็ใช้วัดเป็นฐานเสียง เป็นที่หาเสียง เข้าหาเจ้าอาวาส เอาเจ้าอาวาสเป็นพรรคพวก แบ่งกันไป แย่งกันไป ฝ่ายหนึ่งเข้าหาวัดหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งเข้าหาวัดหนึ่ง ดังนี้ วัดจึงเป็นที่ที่ไม่พ้นจากภัยการเมืองดังเก่าก่อนอีกแล้ว วัดกลายเป็นเป้าหมายทางการเมืองระดับท้องถิ่น และการเมืองระดับท้องถิ่นก็ถูกโยงใยไปสู่การเมืองระดับประเทศ

การที่พระพุทธศาสนาจะรอดพ้นจากภัยการเมืองที่ร้อนแรงนี้ได้นั้น มีทางเดียว คือ การกลับไปทำตามแนวทางดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้ คือ การไม่มีเจ้าอื่นใดนอกจากพระพุทธเจ้าอีก ไม่เอาอำนาจ ตำแหน่งใดๆ จากใครอีก เท่านี้ เมื่อพระไม่มีอำนาจ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีใครเป็นเจ้านายเหนือใครแล้วก็สั่งใช้ใครไม่ได้ไม่มีอิทธิพล นักการเมือง ก็จะไม่สนใจปล่อยวัดและพระไป ไม่อาศัยวัดเป็นเครื่องมือทางการเมืองอีก เรื่องการเมืองที่เข้าไปแทรกแซงถึงในวัด แม้กระทั่งวัดเล็กๆ นี้ มีอยู่ทั่วไป อันเป็นผลจากอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นได้กระจายลงมาแล้ว ทำให้ผู้อยากมีอำนาจได้แผ่อิทธิพลเข้าวัด อาศัยวัดที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้านเป็นที่หาเสียงและส่งผลมากมายต่อพุทธศาสนา ทำให้พระสงฆ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเมืองได้ ต้องพัวพันกับการเมือง ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง หรือบ้างก็เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเลยก็มี การเมืองที่แทรกแซงลึกเข้าถึงในวัดนี้ มีความซับซ้อนมาก และมีขบวนการมากมาย หลากหลายบุคคล ยากแก่การจะพิจารณา เพราะบางอย่างไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าถูกหรือผิด เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เช่น การที่นักการเมืองท้องถิ่นเข้าไปหาพระ แล้วฝากบัตรประชาสัมพันธ์ มีรูปและเบอร์ของตน ให้แก่วัด บอกให้วัดช่วยแจกให้ พระใจดี เห็นเขาเป็นคนดี มาทำบุญให้วัด โดยไม่ทราบเบื้องหลังว่าเขาเป็นคนดีจริงหรือไม่ โกงกินหรือไม่ หรือว่ามีธุรกิจผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ทว่า พระเห็นว่าเขามาทำบุญที่วัด เลยช่วยเหลือเขาไป อย่างนี้ก็มี ด้วยเหตุนี้ จึงได้เสนอว่าพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมที่ไม่มีนิกาย ไม่มีเจ้าลัทธิ เจ้านิกาย ไม่มีเจ้านายปกครองพระ ไม่มีใครเป็นหัวหน้าสั่งใครได้ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร ทุกคนเป็นสาวกเหมือนกันหมด เท่าเทียมกันทั้งสิ้น มีแต่พระธรรมวินัย เป็นเครื่องครองตน และฝึกฝนตนเอง มีพระรูปอื่นๆ คอยช่วยกันตักเตือนกันได้เท่าเทียมกันทุกรูป เสมอภาคกัน ไม่มีสูงต่ำกว่ากัน ต่างคอยช่วยดูแลกัน ช่วยเหลือกัน แนะนำกัน สั่งสอนกัน และห้ามปรามกันโดยไม่ต้องมีอำนาจหรือตำแหน่งใดๆ นั้นเป็นพระพุทธศาสนาที่ปลอดภัย เพราะไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ไม่มีค่าใดๆ ในทางโลก คนทางโลก ย่อมปล่อยพระพุทธศาสนาไปด้วยเห็นว่าไม่มีอะไรให้เขา อย่างที่เขาต้องการนั้นเอง เช่นนี้ ย่อมอยู่ได้อย่างสงบสุข

อนึ่ง ปัญหาของพระพุทธศาสนาแท้จริงนั้น ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลจำนวนมาก ยิ่งสืบสาว ยิ่งค้นคว้า ยิ่งเข้าไปหาข้อมูลในสถานการณ์ความเป็นจริง ยิ่งเขียน ก็ยิ่งไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าจะเขียนได้นานเท่าไร แต่ก็พร้อมตายทุกเมื่อ…

ธรรมปฏิเวธ : พระพุทธเจ้าผู้แหวกม่านประเพณี ทำลายความเชื่อเก่าๆ ที่ผิด

ในสมัยพุทธกาล เป็นยุคเสื่อมของศาสนาพราหมณ์ เดิมศาสนาพราหมณ์เคยดีอยู่ แต่สรรพสิ่งล้วนมีวันเสื่อมเป็นธรรมดา เมื่อเข้าสู่ยุคเสื่อมของพราหมณ์ ระบบชนชั้นวรรณะที่เดิมไม่ได้มีไว้เพื่อให้เหยียดหยามและกดขี่กัน ก็กลายเป็นประเด็นในการแบ่งแยก และกดขี่กัน ความเป็นอยู่ของพราหมณ์ที่สมถะ มุ่งเน้นการปฏิบัติทางจิตให้ได้ผลเป็นสำคัญ ก็เปลี่ยนเป็นจุดมุ่งหมายเพื่ออาชีพ เพื่อให้ได้เป็นพราหมณ์ในพระราชสำนัก ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งตระกูล แข่งขันกันเป็นใหญ่ ฯลฯ พระพุทธเจ้าเห็นประเพณีที่เสื่อมลง อันนำไปสู่การขัดขวางการปฏิบัติธรรมแล้ว จึงได้ทำการแหวกม่านประเพณีเก่าๆ หลายประการ ในบทความนี้ จะขอนำเสนอเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ดังต่อไปนี้

๑)   การโกนผม

เพราะการไว้ผมแล้วมวยขึ้นรับชฎาของพวกพราหมณ์ก็ดี เกล้าผมมวยขึ้นรับมงกุฎของวรรณะกษัตริย์ก็ดี ทำให้เกิดการแบ่งแยกชนชั้น เหยียดชนชั้น และความถือเนื้อถือตัว ไม่สามารถปฏิบัติธรรมภายใต้ธรรมวินัยเดียวกันได้ หากบุคคลต่างชนชั้นวรรณะเหล่านี้ เข้ามาบวชร่วมกันในพระพุทธศาสนา พวกเขาก็จะแบ่งแยกกันว่าคนประเภทหนึ่งเป็นเจ้านาย คนประเภทหนึ่งเป็นลูกน้อง ช่วงใช้กัน และไม่มีทางเป็นอิสระจากกันได้ ดังนี้ พระพุทธองค์จึงทรงให้ “โกนผม” เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะบวชเข้ามาเป็นสาวกของพระองค์ ซึ่งประเพณีเก่าก่อนของทั้งพราหมณ์และกษัตริย์นั้น จะต้องไว้ผมห้ามโกนผมเด็ดขาด ใครโกนผมเกลี้ยงถือเป็นเสนียดทีเดียว พระพุทธเจ้าได้แหวกม่านประเพณีนี้ เพื่อสลายขั้วความแตกต่างของชนชั้นวรรณะ ทำให้พระสาวกในหมู่ของพระองค์เท่าเทียมกัน ไม่มีใครทำตัวสูงกว่าใคร ทุกคนเท่ากันหมดในฐานะ “สาวก” เท่านั้น ไม่มีเจ้า ไม่มีอย่างอื่น

๒)   การบิณฑบาต

เดิมทีผู้ที่เดินขอคนมีแต่ขอทานเท่านั้นและพวกเขาก็ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคม ในสมัยก่อน พวกพราหมณ์และนักบวชเหล่าอื่น จะอาศัยพวกวรรณะกษัตริย์ และวรรณะแพศย์ที่มั่งมี เป็นผู้สนับสนุนตนเอง ให้เงินช่วยเหลือตนเอง เช่น ไปเป็นพราหมณ์ประจำราชสำนักเป็นต้น แต่การไปเป็นทาสรับใช้กษัตริย์นั้น จะไม่มีอิสระ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องทำงานตามกษัตริย์สั่ง และกษัตริย์ก็เป็นผู้มีศัตรูมาก จึงพัวพันกรรมกับคนมาก ไม่อาจหลุดพ้นได้ ท่านจึงต้องหาทางไม่ให้พระสาวกของท่าน ถูกคนใดคนหนึ่งช่วงใช้ หรือผูกขาดเอาไปเป็นบริวาร ทำให้ได้มีอิสระจากทางโลกอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องปลีกตัวออกจากสังคมแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า นี่เป็นคุณวิเศษเฉพาะของพระพุทธองค์ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่มี คือ การหาวิธีอยู่ร่วมกับสังคมมนุษย์ได้นั่นเอง ซึ่งท่านได้ริเริ่มเดินบิณฑบาต ตอนนั้น พระอานนท์เริ่มตามไปบิณฑบาตใหม่ๆ ถูกคนตระหนี่ด่าว่า ท่านก็ท้อแท้และบอกให้พระพุทธองค์ทรงเลิกเดินขอข้าวคนกิน แต่ท่านก็ยืนยันว่าจะทำ และจะต้องทำให้สำเร็จ เสียงปริภาษด่าทอจะหมดไปภายในเจ็ดวัน ก็เป็นจริงดังนั้น  

๓)   การชักผ้าบังสุกุล

คือ การเอาผ้าห่อศพที่ไม่มีผู้ใดต้องการ ซึ่งเขาได้ทิ้งไว้แล้ว มาเป็นของตน จากนั้นจึงนำมาซักล้าง แล้วย้อมด้วยสีเข้มเพื่อให้กลบรอยเลือดและน้ำเหลือง เรียกว่าการย้อมฝาด จากผ้าขาวที่ใช้ห่อศพ ก็จะกลายเป็นสีฝาด คือ เหลืองหม่นออกเข้ม เห็นที่ต้องใช้ผ้าบังสุกุล หรือผ้าห่อศพนี้เพราะต้องการใช้ผ้าที่ไม่เดือดร้อนใคร จึงสามารถปรับตัวเข้ากับคนได้ทุกชุมชน เพราะไม่ได้ลักขโมยผ้าใคร เอาผ้าห่อศพที่ไม่มีใครใช้แล้วมาใช้ มาซักล้าง และซ่อมแซม บางชิ้นขาดบ้างแล้ว ก็ชุนต่อเย็บเป็นผืนใหม่ ย้อมฝาดดีแล้ว จึงใช้เป็นผ้าจีวร แต่เดิมไม่มีใครใช้ผ้าห่อศพมาคลุมกาย เพราะเห็นเป็น “อัปมงคล” ของที่ห่อศพ คนยังมีชีวิตไม่ใช้กัน ทว่า การใช้ผ้าห่อศพนี้ นอกจากจะไม่เดือดร้อนใครแล้ว ยังแฝงด้วยกุศโลบาย คือ ปริศนาธรรมให้เห็นว่า กายสังขารเรานี้ไม่ต่างอะไรจากศพที่ตายแล้ว เพียงแค่ยังมีจิตวิญญาณครองอยู่ชั่วคราวเท่านั้น วันหนึ่ง ก็ต้องไม่ต่างกับศพ 

การสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น จะต้องกล้าที่จะถูกคนก่นด่าประณามในตอนแรกที่ไม่มีคนเข้าใจเลย เพราะท่านเป็นผู้รู้ ตรัสรู้เองอยู่คนเดียว สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ท่านก็ตรัสรู้เองเช่นกัน แต่ท่านเลือกทางที่จะปลีกตัวออกจากสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ แต่พระพุทธเจ้าทำเช่นนั้นไม่ได้ ท่านต้องเข้าสู่สังคมเพื่อโปรดสัตว์ ดังนั้น ท่านจะต้องฝ่าด่านความไม่รู้ของสังคมหมู่มาก ต้องยอมรับการก่นด่าประณามหยามเหยียดต่างๆ นานา ดังนั้น ท่านจะต้องกล้าหาญที่จะฝ่าด่าน “แหวกม่านประเพณี” ซึ่งท่านจะมีผู้ช่วยในการแหวกม่านประเพณีอยู่หนึ่งคน คือ องค์อุปัฏฐาก นั่นเอง ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าและพระอานนท์สองรูปได้ทำการฝ่าม่านประเพณีเก่าๆ มากมาย จนได้รับการยอมรับในที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น ในอดีตชาติระหว่างการบำเพ็ญบารมี พระพุทธเจ้าและองค์อุปัฏฐาก ก็ต้องทำเช่นนี้มามากมายนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นการกระทำที่เที่ยงคือคงที่ ไม่ว่าเกิดกี่ชาติก็ต้องทำได้สำเร็จ ที่เรียกว่า “บารมี” นั่นเอง ดังนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ในระหว่างชาติที่บำเพ็ญบารมี จะมีการ “แหวกม่านประเพณี” ทั้งสิ้น

หลายต่อหลายชาติ ที่โลกเข้าสู่ยุคสมัยที่แตกต่างไปจากเดิม ประเพณีเก่าๆ ถูกทำลาย และวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่ดีกว่า เหมาะสมกับยุคสมัยมากกว่าได้เข้ามาแทนที่นั้น เพราะด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าและองค์อุปัฏฐากนั่นเอง องค์อุปัฏฐากจะต้องพบกับทางตัน เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม และมีทางออกทางเดียว คือ ต้องแหวกม่านประเพณีในที่สุด ส่วนพระพุทธเจ้า ต้องมีปณิธานแน่วแน่ไม่แปรผัน (เพราะชาติที่ตรัสรู้ ต้องแน่วแน่ที่จะเผยแพร่ธรรม แม้มีแรงต่อต้านจากสังคมมากมายก็ตาม) ทั้งคู่จะต้องบำเพ็ญบารมีร่วมกันอย่างนี้ องค์อุปัฏฐากได้อาศัยปณิธานที่แน่วแน่ของพระพุทธเจ้า ส่วนพระพุทธเจ้าต้องมีปณิธานที่แน่วแน่ของตนเองที่ไม่คลอนแคลน และต้องกระทำให้สำเร็จ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเป็นภาพโดยไม่ต้องอธิบายมาก เช่น ในเรื่อง “ม่านประเพณี” ท่านลองหามาดูได้ หรือเรื่อง “ซินยุนบก” พระเจ้าจองโจ มีปณิธานในการปฏิรูปการเมือง ในขณะที่ซินยุนบก ถูกบีบบังคับให้แหวกม่านประเพณีทำลายวัฒนธรรมเก่าๆ ที่ล้าหลัง พระเจ้าจองโจมหาราช บำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนซินยุนบกบำเพ็ญบารมีเป็นองค์อุปัฏฐาก (แต่มาเกิดเป็นผู้หญิง) ทั้งคู่ได้ทำกิจสำเร็จ ปฏิรูปการเมืองจนสำเร็จ

โลกในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากและรวดเร็ว ผู้ใดปรับตัวช้า ผู้นั้นย่อมต้องล่มสลาย ผู้ใดปรับตัวได้เร็ว ผู้นั้นอยู่รอด ดังนั้น ยุคนี้ หากยังยึดมั่นอยู่ในค่านิยมและความเชื่อเก่าๆ ที่ล้าหลัง ประเทศจะล่มสลาย แต่ถ้าปล่อยตัวไหลไปตามกระแสรอบข้าง ก็จะสูญเสียความเป็นชาติของตนไปในที่สุด ถูกประเทศอื่นกลืนไปได้โดยง่าย ทางออกคือ การกลับสู่รากฐานของตนเองให้ได้ก่อน แล้วพัฒนาแก้ไขจุดอ่อนนั้น ขึ้นมาใหม่ เช่น การที่สมัยพ่อขุนรามฯ ได้มีการเปิดประเทศอย่างเสรี ชนิดที่ใครเชื้อชาติไหน จะเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็สามารถทำได้ ใครถางที่ตรงไหนได้ อนุญาตให้ครอบครองที่ดินตรงนั้นเลย สมัยนั้นสุโขทัยเดิมเป็นเมืองที่คนอยู่น้อยก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว คนที่เข้ามามากขึ้น กลายเป็นชุมชน จากชุมชนก็เกิดการค้าและพัฒนา แล้วกลายเป็นเมืองใหญ่อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงได้ชื่อว่า “ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” เหมือนสิงคโปร์ แท้แล้วสิงคโปร์ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย แต่เพียงเป็นเมืองท่า ที่รับทุกอย่างมาเพื่อขายต่อไป ก็สามารถสร้างประเทศให้กลายเป็นเมืองใหญ่ได้ นี่คือ นโยบายเปิดเสรีอย่างมีปัญญาของพ่อขุนรามฯ ที่มาแต่โบราณกาลแล้ว หลังจากท่านเปิดเสรีแล้วเห็นว่าต้องมีสิ่งรวมใจคน ท่านจึงได้สร้างวัฒนธรรมแบบของตนเองขึ้นให้แตกต่างจากประเทศอื่น คือ เริ่มจากการนำพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่ไม่มีในแถบนั้นเข้ามา (รอบประเทศเพื่อนบ้าน เป็นมหายานกันหมด) และการพัฒนาวัฒนธรรมโดยนางนพมาศ จวบจนสามารถสร้างชาติได้ยิ่งใหญ่กว่าประเทศไทยในทุกวันนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะศาสนาเป็นรากเหง้าแก่นแท้อันเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมแต่ละชาติ จึงเป็นเครื่องหล่อหลอมรวมใจคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ การมีแนวทางศาสนาที่เป็นเอกลักษณ์และถูกต้องจึงสำคัญมาก.

ธรรมปฏิเวธ : ประเพณีเลี้ยงผี บูชาเทพเทวดา

ประเพณีเลี้ยงผี บูชาเทพเทวดา ถูกมองว่าเป็น “ความหลงงมงาย” แท้แล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้าก็สอนว่าเทพเทวดามีจริง จิตวิญญาณมีจริง ทั้งยังสอนให้มีจิตเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ดังนั้น การกระทำใดๆ ก็แล้วแต่ถ้าไม่มีปัญญา ไม่เข้าใจ ทำด้วยความหลงงมงาย แม้แต่การทำสมาธิ, เจริญภาวนา หรือทำบุญ ก็นับเป็นความหลงได้ ไม่เว้นแม้แต่การเลี้ยงผี บูชาเทวดา ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ คือ ทำด้วยความหลงงมงาย ก็คือ “อวิชชา” แต่ถ้าทำด้วยความเข้าใจ ก็ไม่ใช่ “อวิชชา”

การเลี้ยงผีและบูชาเทวดาที่ไม่ใช่ความหลง ไม่ใช่อวิชชาเป็นไฉน?

๑)    การเลี้ยงดูเทวดานั้น ต้องมิใช่สนองความโลภ, โกรธ, หลง ช่วงใช้ภูตผีไปก่อกรรม หรือทำไปโดยหาเหตุผลไม่ได้ แต่ต้องทำไปด้วยใจที่แน่วแน่ในการทำความดี ช่วยเหลือผีหรือเทวดาที่ตกยากลำบาก จิตวิญญาณแร่ร่อนทั้งหลาย เฉกเช่นเดียวกับการช่วยมนุษย์ด้วยกัน คือ ทำด้วยจิตเมตตา เหมือนผู้ที่พยายามฉุดช่วยสัตว์นรกฉะนั้น ทว่า เราไม่มีอำนาจจะไปฉุดสัตว์นรก เราก็ช่วยจิตวิญญาณที่เร่ร่อนเหมือนคนเร่ร่อนนี้ (เลี้ยงเทวดาง่ายกว่าเลี้ยงคน เพราะไม่มีบ่นให้ได้ยิน)

๒)    การเลี้ยงดูเทวดานั้น ต้องมิใช่หวังผลตอบแทนจากภูตผีเทวดา เช่น ขอหวย ขอลาภ ก็หาไม่ หากทำไปเพราะต้องการลาภหรือหวยแล้ว เป็นอวิชชาทั้งสิ้น ดังนั้น เราต้องทำโดยไม่หวังผลตอบแทน ทำเพื่อให้เขาได้หลุดพ้นทุกข์ไประดับหนึ่ง แม้ไม่สามารถโปรดให้เขานิพพานได้ เพราะเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่เราก็พอมีกำลังพอเลี้ยงดูให้เขาหายหิวโหย ทุกขเวทนาไปในระดับหนึ่งได้เช่นกัน

๓)    การเลี้ยงดูเทวดานั้น ต้องกระทำด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่กระทำด้วยความไม่รู้ หรือเต็มไปด้วยความหลงงมงาย เข้าใจตัวเองว่าตนทำไปเพื่ออะไร เข้าใจเทวดาว่าต้องการอะไร การกระทำนั้น จึงเปี่ยมด้วยปัญญา และถูกต้องตรงทาง เช่น บางท่านจัดยิ่งใหญ่มาก เอาคนมาดูมากมายจะได้ได้หน้าว่าเป็น “งานใหญ่” อย่างนี้ ก็มี ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่งานของมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องจัดงานแบบนั้นเลย

เครื่องเซ่น, เครื่องไหว้บูชา, เครื่องบรรณาการ

ในการไหว้บูชาหรือเลี้ยงผีเลี้ยงเทวดาครั้งหนึ่ง จะมีเครื่องเซ่นไหว้ประกอบกันมากมาย แบ่งออกได้เป็นหลายอย่างด้วยกัน ในที่นี้ขอจำแนกออกเป็นสามชนิด ดังต่อไปนี้

๑)   เครื่องเซ่นสังเวย

ให้จัดเป็นอาหารที่พร้อมรับประทาน คือ เทวดาที่เข้ามาร่วมในงานนี้ จะกินแล้วไม่เอากลับสู่วิมาน โดยใช้อาหารของมนุษย์เป็นเกณฑ์ แต่ให้เลือกให้เหมาะสม ดังนี้ คือ

  • เครื่องเซ่นเทวดาชั้นล่าง     จะคล้ายมนุษย์ เช่น อาหาร, กับ, แกง, เนื้อสัตว์ ทั้งปรุงสุกและดิบ สามารถใช้เป็นเครื่องเซ่นได้ ของดิบจะเซ่นเทวดากึ่งสัตว์เช่น พวกเสือสมิง, ปู่เจ้าสมิงพราย, พ่อเสือพ่อสางเป็นต้น จัดสำหรับเทวดาชั้นที่หนึ่ง
  • เครื่องเซ่นเทวดาชั้นกลาง   จะคล้ายมนุษย์แต่มีการคัดสรรพิเศษขึ้นไปอีก คือ อาหารที่ปรุงพิเศษ เช่น ขนมที่มีชื่อเป็นมงคลทั้งหลาย เช่น ขนมต้ม, ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง ฯลฯ แบบนี้จะถวายเทวดาชั้นกลาง เหล่ากุมารทั้งหลาย
  • เครื่องเซ่นเทวดาชั้นบน      จะคล้ายมนุษย์ยุคโบราณ คือ อาหารที่ไม่มีการปรุง แต่ไม่มีเนื้อสัตว์ เช่น ผลไม้ต่างๆ โดยให้คัดเลือกผลไม้ที่กินได้ทันที เช่น ฝรั่ง หรือถ้าเป็นผลไม้ที่ต้องเตรียม ให้เตรียมให้พร้อมกินได้ทันที (ปลอก, หั่น) 

๒)   เครื่องไหว้บูชา

เครื่องไหว้บูชามีมากมาย แล้วแต่จะคัดสรรและคิดกัน ในสมัยโบราณไม่มีธูปเทียน ฤษีโบราณบูชาด้วยการจุดไฟบูชา เรียกว่าการ “บูชาไฟ” แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไป มีธูปที่หาได้ง่าย มีเทียนที่สะดวกกว่าการบูชาไฟ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่ได้หวังผลในแง่การกินอยู่ เพราะไม่ใช่พวกเครื่องเซ่น แต่เน้นการแสดงความเคารพเทวดามากกว่า ดังต่อไปนี้

  • ธูปหรือเครื่องหอม    ให้จุดให้หอม เพราะไม่ได้ให้ในฐานะเครื่องบรรณาการ จึงต้องจุดเลย แกะออกมาจุดให้หอมในที่นั้นๆ เลย อาจใช้พวกกำยานก็ได้
  • เทียนหรือเครื่องบูชาไฟ ให้ใช้เทียนหรือเครื่องบูชาไฟตามแบบต่างๆ เช่น ตะเกียงอาระตีก็ได้, หรือทำเองในแบบของตัวเองก็ได้ ขอเพียงทำด้วยใจก็พอ
  • ดอกไม้สดและประดิษฐ์ ให้จัดเข้าแจกันหรือพานประดับในสวยงาม ไม่ให้เอาห่อเก็บเพราะไม่ได้ให้ในฐานะเครื่องบรรณาการ ต้องจัดในสวยในที่นั้นๆ เลย
  • พานพุ่มหรืออื่นๆ เช่น บายศรี ก็สามารถเตรียมมาใช้เป็นเครื่องบูชาได้ เครื่องบูชาเหล่านี้จะเน่าเสียได้ถ้าทำจากของสด ถ้าเน่าเสียก็ทิ้งได้ไม่ต้องเก็บไว้
  • เครื่องบูชาอื่นๆ เช่น ต้นไม้เงิน, ต้นไม้ทอง ที่นิยม คือ โพธิ์เงินโพธิ์ทอง, ฉัตรเงินฉัตรทองที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง เครื่องบูชาเหล่านี้ บูชาแล้วไม่ให้นำไปใช้ต่อ 

๓)   เครื่องบรรณาการ

เครื่องบรรณาการต่างจากเครื่องเซ่นสังเวย เพราะไม่ได้จัดไว้ให้รับประทานในงานทันที แต่ให้นำกลับวิมานของท่านนั้นๆ จึงไม่มีการหั่นปลอกแต่อย่างใด ให้จัดเหมือนนำมาจากยุ้งฉางหรือคลังสินค้าโดยไม่ผ่านการดัดแปลงอะไร เหมือนให้บรรณาการแก่เจ้าเมืองในสมัยโบราณฉะนั้น เช่น ฟักแฟงแตงกวา, ฟักทอง, ผลไม้ต่างๆ ให้เป็นผลๆ ไป ไม่มีการหั่นปลอก นอกจากนี้ เครื่องบรรณาการยังมี ผ้าแพรพรรณ ที่นิยมก็ใช้ผ้าสามสี แต่ความจริงเราใช้อย่างอื่นก็ได้ ตามแต่กำลังทรัพย์และการคัดเลือกของเราเอง ที่สำคัญคือ การทำให้เทพเทวดาชื่นชมพอใจ ต้องศึกษาให้ดีว่าท่านชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เพราะที่ให้นี้ไม่ใช่ให้เทวดาชั้นผู้น้อย แต่ให้ระดับ “มหาเทพ” หรือ “เทพเจ้า” คือ เทพที่มีฐานะเป็นเจ้าในสวรรค์ มีวิมาน มีบริวารมากมาย เราอยากได้เป็นบริวารของท่าน เพื่อให้ท่านช่วยอำนวยชัยแก่เรา เป็นต้น จึงต่างจากพวกเครื่องเซ่นสังเวยทั้งหลาย จัดให้ดี ขึ้นพานด้วย

วาระโอกาสในการบูชาและเซ่นสรวง

๑)    วันไหว้ครู               คือ วันที่ครบกำหนดการเริ่มต้นเรียนวิชชาทางจิตจากครูบาอาจารย์ของเรา หรือวันที่เรากำหนดไว้ให้เป็นวันเริ่มต้นการเรียนรู้ของเรา โดยเฉพาะโดยอาจเลือกวันดี ฤกษ์งาม และกระทำประจำเสมอทุกปี เป็นต้น 

๒)    วันบูชาเฉพาะองค์   คือ วันที่กำหนดให้เป็นวันเฉพาะของเทพเทวดาองค์นั้น เช่น วันเกิดพระพิฆเนศ เป็นต้น สามารถใช้โอกาสนี้ เป็น “สมมุติทางโลก” ที่เทวดาเข้าใจ และยอมรับได้ แม้ว่าจะไม่จริง ถ้าทำด้วยจิตที่ศรัทธาก็ให้ผลได้

๓)    วันที่เราตั้งสัจจะไว้   คือ วันที่เรารับปาก หรือตั้งสัจจะบอกแก่เทพเทวดาไว้ว่าจะไหว้บูชาท่าน วันไหนก็ให้ตรงวันนั้น อย่าคลาดเคลื่อน เช่น บางท่านไปบนบานสานกล่าวเทวดาไว้ ก็ต้องทำตามสัจจะนั้นๆ ไม่ควรเป็นคนไร้สัจจะ

๔)   วันธรรมดาทั่วไป     คือ วันธรรมดาทุกวัน เราสามารถเลี้ยงดูเทวดาได้ทุกวัน เพราะการทำทานนั้นทำได้ทุกวัน ไม่มีจำกัดวัน เราไม่ได้หวังผลอะไรเป็นพิเศษในการเซ่นไหว้นี้ เป็นเพียงกิจวัตรประจำวันเท่านั้น เช่น คนจีนที่ไหว้ทุกวัน

ในการไหว้บูชานั้น ไม่จำเป็นต้องนำธูปไปปักลงที่ของเซ่นไหว้ ถ้าปักลง ของเซ่นไหว้จะมีกลิ่นธูปเทพเทวดาบางพวกก็ชอบบางพวกก็ไม่ชอบ ของไหว้บูชาให้ไว้เฉพาะไหว้บูชา คือ ธูปก็ปักลงที่กระถาง ของกิน ของเซ่นก็จัดไว้สำหรับกิน ไม่ต้องเอาธูปมาให้กินด้วย ของที่ต้องการเซ่นสรวงให้เทวดากิน ต้องพร้อมกิน แกะห่อออกก่อน เขาจึงจะกินได้

ประโยชน์ในการฟื้นฟูประเพณีการเลี้ยงผีเลี้ยงเทวดา

๑)    เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่องแล้ว ยอดขายก็จะดีและสม่ำเสมอ ไม่ขาดๆ หายๆ หรือสูงในบางเทศกาล แล้วลดลงในบางเทศกาล (ยอดขายแปรปรวน ไม่สม่ำเสมอ)

๒)    การบูชาผีและเทวดานั้นจะเหลือผลไม้ ไว้ให้ลูกหลานได้กิน เมื่อบูชาเสร็จแล้ว ก็เอามาเผื่อแผ่กันกิน ทำให้เกิดความรักความอบอุ่นในครอบครัว เพราะผลไม้ที่ใช้ไหว้นั้นมีจำนวนมากพอควรและแจกกันกินได้ ทำให้เกิดความสามัคคีในครัวเรือน

๓)    เป็นประเพณีดั้งเดิมที่มีทั้งชาวไทย ชาวจีน ชาวแขกอยู่แล้ว จึงเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยดั้งเดิมด้วย ทำให้คนไทยไม่ลืมรากฐานดั้งเดิมของตนเอง ซึ่งแฝงด้วยความเชื่อในความกตัญญูรู้คุณ เพราะมีการกราบไหว้บูชาบรรพบุรุษด้วย

๔)   กระตุ้นการบริโภคสินค้าของไทย เช่น เครื่องกราบไหว้บูชาซึ่งทำจากมือก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำจากโรงงาน กระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดธุรกิจขนาดย่อมเช่น การทำบายศรี ซึ่งทำจากใบตองสด เมื่อใช้แล้วก็ย่อยสลายได้ ซึ่งเป็นผลภัณฑ์รักษ์โลก

๕)   ทำให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันของผู้ทรงธรรมที่อยู่ในผ้าขาว ให้มีรายได้ เช่น ในการทำพิธีพราหมณ์ต่างๆ ทำให้เขาเหล่านั้น บำเพ็ญธรรมได้โดยไม่ต้องทำงาน เมื่อมีความพร้อมจึงค่อยบวชพระ ทำให้ได้พระดี ที่พร้อมละทิ้งการแสวงลาภ

๖)    เป็นการเริ่มต้นที่จะทำความดีที่ง่ายที่สุด เพราะบางท่านเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวก็ดี เป็นผู้มีทรัพย์น้อยก็ดี ก็สามารถเริ่มต้นทำความดีได้ง่ายๆ คือ เริ่มต้นจากการเอาของที่ตนจะรับประทาน สละให้ผีให้เทวดาก่อนตน แล้วตนค่อยกินทีหลัง

๗)   เพื่อแสดงการยอมรับปรัชญาแนวคิดของบรรพบุรุษของตน กระตุ้นให้สังคมยอมรับ คนแก่ คนเฒ่า และปราชญ์ชุมชน เพราะการทำพิธีเหล่านี้ มักกระทำโดยผู้เฒ่าผู้แก่ ทำให้คนแก่เฒ่าไม่ถูกทอดทิ้ง ได้ทำกิจอันควรแก่วัยของตน

ข้อควรระวังในการฟื้นฟูประเพณี

๑)    ต้องฟื้นฟูด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่กระทำให้เกิดความลุ่มหลงงมงาย คือ ต้องเข้าใจในสิ่งที่ตนทำว่าทำเพื่อเริ่มต้นในการช่วยเหลือผู้อื่น ในระดับที่ทำได้ง่ายที่สุด ก่อนค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปทำเพื่อมวลสัตว์อื่นสืบต่อไป

๒)    ไม่ควรมุ่งเน้นการไหว้วัตถุมาก สามารถไหว้โดยไม่ต้องมีวัตถุได้ เช่น ในคนไทยเชื้อชาติมอญ หรือเชื้อชาติอื่นๆ บางเชื้อชาติ สามารถไหว้ได้โดยไม่ต้องมีวัตถุ เช่น ไหว้กลางแจ้ง ไหว้แล้วนำไว้ในห้อง ในบ้านของตน ก็สามารถทำได้

๓)    ต้องไม่มุ่งเน้นไปสู่เจตนาแอบแฝงอื่นๆ เช่น กราบไหว้บูชาเพื่อขอสิ่งที่ไม่ดีไม่งามจากเทพเทวดา นั้นไม่สมควรทำ เพื่อไม่ให้จิตวิญญาณที่ไม่ดี แฝงเข้ามา เพราะจิตของเราน้อมนำเข้ามา คือ ไม่กระทำเพื่อความโลภ, โกรธ และหลง

อนึ่ง ประเพณีการเลี้ยงผี เลี้ยงเทวดานี้ ไม่ใช่ทางที่ทำให้หลุดพ้น แต่เป็นวิธีการบำเพ็ญบารมีอย่างหนึ่งที่ง่ายใช้ต้นทุนน้อยทำได้ทุกครัวเรือนคือ เพียงแต่ใช้ผลไม้ที่ตนต้องการกิน ก่อนกินก็ฝึกให้นึกถึงผู้อื่นก่อน นึกถึงเทวดาก่อน ให้เทวดาก่อน ตนกินทีหลัง นั่นเอง 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น