อนุตรธรรม : มหาเทพแห่งการทำลายล้าง และเครื่องมือในการทำลายล้าง

อนุตรธรรม : มหาเทพแห่งการทำลายล้าง และเครื่องมือในการทำลายล้าง

อนุตรธรรม : มหาเทพแห่งการทำลายล้าง และเครื่องมือในการทำลายล้าง

สรรพสิ่งล้วนต้องมีวาระเกิดและดับ ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้ หากจักรวาลนี้ มีแต่การเกิด และการรักษาแล้ว ย่อมจะเสียสมดุล ไม่อาจอยู่ต่อไปได้ สุดท้ายจะพังพินาศหมดสิ้น กระบวนการทำลายล้าง จึงเปรียบเหมือนการเตรียมที่นา ไว้สำหรับเพาะพันธุ์ข้าวให้ได้มรรคผลต่อไป หากไม่มีการเผาทำลายหญ้าฟาง การไถพรวนก่อน ก็ไม่อาจใช้นาแปลงนั้นในการเพาะปลูกในฤดูต่อไปได้ เพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด คือ ดวงจิตที่ได้นิพพานสูงที่สุด จึงจำต้องมีการปรับพื้นนา ซึ่งก็คือ กระบวนการทำลายล้างเพื่อการเริ่มต้นใหม่นั่นเอง ยังมีมนุษย์บางจำพวกที่มีความสุขดีบนโลกมนุษย์ ยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สมบัติของตน จึงไม่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และกล่าวร้ายเหล่าผู้ทำการทำลายล้างว่าเป็นคนเลวบ้าง คนขาดสติ คนบ้าบ้าง เพราะเขาเหล่านั้น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและบริวารของตนเป็นที่ตั้ง ไม่เคยได้คิดถึงดวงจิตอีกมากมายมหาศาลที่จะต้องจุติลงมาเวียนว่ายตายเกิดบนโลกนี้ คนพวกนี้จะทำความดี เพื่อให้คนทั้งหลายศรัทธา และยึดมั่นว่าตนเป็นคนดี ไม่อาจทำให้ใครหลุดพ้นได้เลย เพราะเอาความดี คนดี และตนเอง เป็นสังโยชน์ร้อยรัดสรรพสัตว์ทั้งหลายไว้ให้ยึดมั่นถือมั่นในตน ไม่สนใจว่าพวกเขาจะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเป็นบริวารและยากลำบาก ต้องทุกข์ ต้องเกิดแก่เจ็บตายอีกเท่าไร เพราะความเห็นแก่ตัวอย่างนี้เอง พวกเขาจึงต่อต้านการทำลายล้าง และกล่าวหาผู้ดูแลการทำลายล้างว่าเป็นคนเลวบ้าง คนบ้าบ้าง คนขาดสติบ้าง ก็ใครเล่าที่มีความสุขสบายดีอยู่ จะพอใจกับการเปลี่ยนแปลง ลองให้เขาประสบความยากลำบากบ้าง ย่อมเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเฉกเช่นกัน คนเหล่านี้ เรียกได้ว่าเป็น “คนดีที่เห็นแก่ตัว” ทั้งสิ้น

บทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงเครื่องมือในการทำลายล้างของมหาเทพแห่งการทำลายล้าง

๑)    ตรีศูล เป็นอาวุธทิพย์ประจำพระองค์ของพระศิวะ ใช้ในการสร้างจักรวาล หรือทำลายจักรวาล ในช่วงที่จักรวาลถึงวาระแตกดับ เพื่อกำเนิดใหม่อีกครั้ง ก็ต้องอาศัยตรีศูลนี้ในการทำกิจ ดังนี้ ตรีศูลจึงไม่ใช้บ่อย เพราะเสี่ยงต่อการผิดพลาด อนึ่ง ตรีศูลนี้ เป็นอาวุธทิพย์ที่มีอยู่ในโลกทิพย์มากมาย ในพระโพธิสัตว์พันมือ ทุกองค์ก็มีอาวุธชนิดนี้ได้ทั้งสิ้น ทว่า อานุภาพการทำลายล้างไม่เท่ากัน ถ้าองค์ใดบำเพ็ญมาทางเมตตาบารมี มีจิตใจกว้างใหญ่ไพศาล คิดถึงมวลสัตว์จำนวนมากได้เท่าไร อำนาจในการทำลายล้างก็จะแผ่ไพศาลไปมากเท่ากำลังจิตนั้น 

๒)    ตาที่สาม ของพระศิวะ เมื่อท่านเปิดตาทิพย์ ไฟบัลลัยกัปจะออกจากตาที่สามของท่าน กำลังการทำลายล้างของไฟจากตาที่สามของพระศิวะนี้ สามารถทำลายล้างได้สามภพ หรือก็คือ หนึ่งโลกธาตุ มีความรุนแรงน้อยกว่าตรีศูล ซึ่งผู้ที่สามารถลดทอนไฟนี้ได้มีเพียง พระกามเทพ เท่านั้น พระกามเทพนั้น เดิมทีเคยมีความรักและผิดหวัง จึงฝึกวิชชาหนึ่ง ทำให้มีพลังน้ำแข็งหุ้มดวงจิตไว้ เมื่อไฟบัลลัยกัปของพระศิวะต้องกายทิพย์ของพระกามเทพ จะส่งผลให้ไฟบัลลัยกัปสิ้นฤทธิ์ ทว่า กายทิพย์ของพระกามเทพก็ต้องสลายสิ้น ดั่งน้ำแข็งละลายฉะนั้น ตาที่สามนี้จะทำกิจเมื่อสิ้นกัป เมื่อนั้น พระกามเทพก็ห้ามไม่ได้ มนุษย์จะสูญพันธุ์

๓)    พระกาลี พระศักติของพระศิวะ ซึ่งแบ่งภาคออกมาจากพระอุมา พระกาลีจะบำเพ็ญอิทธิฤทธิ์ด้วยการดูดซับพลังดำเข้าตัวได้ไม่มีจำกัด ทั้งพลังมารและอสูร จนทำให้ท่านมีทั้งความดุร้ายและเล่ห์เหลี่ยมสารพัด จนสามารถทำกิจภาคทำลายล้างได้ โดยท่านจะทำกิจเต็มที่ก็ต่อเมื่อกลียุคเท่านั้น คือ หลังสิ้นพระพุทธศาสนาแล้วเท่านั้น ผลจากการทำกิจนั้น ธาตุสี่บนโลกจะแปรปรวนทั้งหมด คือ เกิดภัยพิบัติทั้งดิน, น้ำ, ลม และไฟ จนเมื่อพระศิวะลงมาห้ามก็จะสงบลงได้ กระบวนการทำลายล้างก็จะหยุด ซึ่งมนุษย์จะไม่ถึงขั้นสูญพันธุ์

๔)   วัวพาหนะทรง ของพระศิวะ สามารถทำหน้าที่ไถปรับพื้นโลกใหม่ได้ ความหมายคือ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ “แผ่นดิน” ได้ เช่น เกิดสงครามช่วงผลัดถ่ายแผ่นดินไปสู่อาณาจักรใหม่ๆ เป็นต้น กำลังของวัวพาหนะนั้น น้อยกว่าตาที่สาม เพราะสามารถกำหนดความเสียหายให้เกิดเป็นประเทศๆ ไปได้ ดังนั้น เมื่อถึงคราวผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน หรือถึงการสิ้นลงของอาณาจักรใดๆ ก็ตาม จะมีการใช้ “วัวพาหนะทรง” ของพระศิวะช่วยในการทำกิจนี้เสมอ ซึ่งก็คือ “มนุษย์” ผู้บำเพ็ญบารมีเป็น “นิตยโพธิสัตว์” รุ่นน้องที่บำเพ็ญบารมีตามมาทีหลังนั่นเอง  

๕)   อสูรใต้เขาพระสุเมรุ ซึ่งอสูรเหล่านี้ล้วนบูชาพระศิวะ แต่ถ้าพวกมันสามารถฆ่าพระศิวะได้ มันก็จะทำเช่นกัน เพราะพระศิวะ ทรงนั่งอยู่บนยอดเขาเพื่อคุมการเปิดปิดของภพอสูร ภพอสูรอยู่ใต้เขาสุเมรุนี้ เพื่อให้มีอสูรออกจากภพอสูรในปริมาณที่พอดี ทำให้เกิดกรรมแก่มวลมนุษย์ในปริมาณที่พอดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป การเปิดภพอสูรนี้ ส่งผลให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง และกระบวนการทำลายล้าง มากหรือน้อย ก็ตามแต่ท่านจะเปิด ซึ่งท่านจะดูความเหมาะสม ว่ากระบวนการทำลายล้างนั้น เพียงพอหรือไม่ ถ้าคนไม่สำนึก ก็มากขึ้น ถ้าสำนึกเร็วก็เบาลง ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นไปเพื่อให้เกิดการหน่ายโลกและนิพพานทั้งสิ้น

๖)    พระขันทกุมาร คือ บุตรชายของพระศิวะ ซึ่งอยู่ห่างไกลบิดา (สังเกตว่ารูปเคารพของพระศิวะจะมีแต่พระพิฆเนศ ไม่เห็นพระขันทกุมารเลย) โดยได้รับการเลี้ยงดูอยู่กับพวกอสูร หรือเข้ากับพวกอสูรมาก่อน ทำให้มีความสามารถเก่งกาจด้านการรบ และได้ชื่อว่าเป็น “มหาเทพแห่งการสงคราม” ซึ่งหากพระศิวะใช้งานด้านการทำลายล้างแก่พระขันทกุมาร ภัยสงครามก็จะเกิดขึ้นทันที สงครามโลกนั้น จะเกิดได้ต้องอาศัยพระขันทกุมาร โดยพระศิวะอาจมาในรูปของนักเขียน เช่น คาล มาร์ก แต่ไม่ได้ทรงทำการสงคราม แต่พระขันทกุมาร จะใช้งานเขียนของท่านนั้นในการทำสงคราม ยามใด มีพระศิวะเขียนหรือสอนเรื่องการเปลี่ยนแปลง ยามนั้น ถ้าพระขันทกุมารมีอำนาจ ก็จะทำการปฏิวัติ หรือก่อสงครามได้   

ยามนี้ อสูรได้ถูกปลดปล่อยมาจำนวนมาก จนพระนารายไม่อาจปราบได้หมดสิ้น เพราะมากเกินกำลัง อสูรเหล่านี้ จะมาอาศัยแทรกอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีกำลังจิตอ่อน เพราะผู้ที่มีกำลังจิตมาก อสูรจะเข้าแทรกยาก ควบคุมได้ยาก ยกตัวอย่างเช่น เหล่าเด็กแว้นท์ เหล่านี้ ล้วนมีจิตอสูรเข้าแทรกทั้งสิ้น ตำรวจก็จับพวกเขาได้ยาก พ่อแม่ก็ควบคุมเขาไม่ได้ เพราะอสูรเหล่านี้ล้วนมีฤทธิ์มาก เหล่าอสูรจะบูชาพวกอสูรด้วยกัน ในจำนวนอสูรที่มีฤทธิ์และบารมีมากนั้น ก็มี “อสุรินทราหูโพธิสัตว์” ซึ่งบำเพ็ญมาทางการเกิดเป็น “อสูรราหู” มาหลายชาติ อสูรตนนี้เป็นศิษย์ผู้หนึ่งของพระศิวะ แต่เพราะมีความปรารถนาพุทธภูมิเช่นเดียวกับพระศิวะ จึงไม่ยอมเชื่อฟังพระศิวะ ดัดแปลงวิชชาความรู้ต่างๆ เอง จนเกิดเป็น “วิชชาอสูร” เฉพาะของตนเอง แล้วนำมาใช้ทำร้ายพระศิวะในที่สุด จากนั้น ก็ได้แผ่อำนาจออกไปสู่โลกมนุษย์ กลายเป็นที่ยอมรับของผู้คนมากมาย ก่อนที่จะเปิดภพอสูร นำพาบริวารอสูรมากมายเข้าสู่โลกมนุษย์ จวบจนกว่าพระศิวะจะสอนศิษย์คนสำคัญมาปราบอสูรราหูได้ ซึ่งก็คือ พระพิฆเนศ นั่นเอง ก่อนหน้าที่พระพิฆเนศจะบำเพ็ญฤทธิ์จนปราบอสูรราหูได้นั้น พระนารายจะลงมือก่อน โดยตัดบริวารของราหูออกไปด้วยจักร เมื่อราหูถูกโดดเดี่ยวต้องเร่ร่อนจรไปมาแล้ว พระพิฆเนศจะเป็นผู้ปราบอสูรราหูได้สำเร็จ ด้วยตัวคนเดียว ไม่ใช้กองทัพหรือสงครามแบบพระขันทกุมาร

ยุคปัจจุบันเข้าสู่กระบวนการทำลายล้าง พระศิวะมิได้ใช้ตรีศูล มิได้ใช้พระกาลี มิได้ใช้ตาที่สาม มิได้ใช้พระขันทกุมาร แต่ทรงใช้เริ่มต้นเพียง วัวโพธิสัตว์ และเปิดภพอสูรให้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งหากมนุษย์ยังยึดมั่นถือมั่น ไม่ยอมรับความจริง ก็จะมีมาตรการดำเนินสู่การทำลายล้างที่มากขึ้นต่อไป แต่ถ้ามนุษย์เลิกหลงโลก และยอมรับสัจธรรมความจริง ไม่เป็นผู้ลวงโลก ปิดบังความจริง กระบวนการทำลายล้างก็จะเบาบางลงได้ไม่ยากเย็นเลย   

พระศิวะย่อมรู้ดีว่าพระนารายพร้อมช่วยเหลือท่าน และเหล่าอสูรพร้อมฆ่าท่าน แต่ท่านก็ยอมให้อสูรฆ่าได้โดยไม่มีความกลัวเลยแม้แต่น้อย เมื่อท่านได้ทำกิจเสร็จสิ้นแล้ว เช่น การตายของบุคคลสำคัญทางการเมืองของโลก เช่น ท่านมหาตมะ คานธีร์ เหล่านี้ ล้วนบำเพ็ญบารมีมาทางพระศิวะทั้งสิ้น ท่านไม่สนใจว่าจะตายหรือไม่ เพราะอะไร แต่ท่านสนใจในอุดมการณ์ที่จะทำให้ทุกคนมีความสงบสุขเท่าเทียมกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หรือเลือกมิตรเลือกศัตรู เพื่อให้สามภพนี้เป็นที่อาศัยของทุกสรรพจิต หลายครั้ง ที่ท่านทำการเปลี่ยนแปลงการเมืองบนโลก สงครามมักจะเกิดขึ้นก่อน และท่านมักต้องตาย จากนั้น พวกอสูรที่ก่อกรรมกับท่านก็จะต้องได้รับกรรมตายไปด้วย หลังจากนั้น สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นใหม่ แต่ถ้าไม่มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ สิ่งดีๆ ใหม่ๆ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย เพราะบุคคลย่อมยึดติดในความเป็นแบบเดิม และกลัวการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

เมื่อเหล่าเทพและพรหมหลงในความดีของตนเอง จนไม่เห็นสัจธรรมความจริง เมื่อนั้น พระศิวะก็ต้องทำกิจเพื่อให้เหล่าเทพพรหมไม่หลงตัวเอง หลงดีในตัวเองจนสอนไม่ได้ มีคนจำนวนมากที่คิดว่าตนเองดีแล้ว เพราะทำความดีมามาก และผู้คนล้วนศรัทธามากมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าที่พวกเขาทำมานั้น ไม่ใช่ความดีที่แท้จริง มีแต่ความหลงโลก หลงในโลกียสุข หลงผลบุญที่ตนได้เสวยอยู่ในฐานะของเทพและพรหม ดังนั้น สัตว์เหล่านี้จึงสอนไม่ได้ จำต้องให้เกิดกระบวนการทำลายล้างก่อน จึงจะยอมรับสัจธรรมของพระพุทธเจ้าได้ ดังนี้ พระศิวะก็ต้องทำกิจ ทั้งๆ ที่ไม่คิดอยากจะทำลายเลย โดยจะมีพระกามเทพ ซึ่งเกิดเป็นมนุษย์ผู้สูงศักดิ์ ทำหน้าที่เยาะเย้ยถากถางท่าน ท่านจะเกิดในตระกูลต่ำต้อย ดังนั้น เรื่องชนชั้นจึงกลายเป็นประเด็นในการเกิดสงครามในที่สุด

ปัจจุบัน กิจในการทำลายล้างในยุคกลางกึ่งพุทธกาลนั้น มีวัตถุประสงค์ดังนี้

๑)    เพื่อปรับสมดุลสามภพ ฟื้นฟูสภาพธรรมชาติที่ถูกทำลายลงไปมาก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงของธาตุสี่บนโลก ลูกหลานเราจะต้องกินกันเอง เพราะขาดแคลน

๒)    เพื่อเปลี่ยนแนวทางการดำเนินไปของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ จะต้องมีการทำลายล้างก่อน จึงจะวางระบบใหม่ได้ ทั้งนี้ พระศิวะไม่มีส่วนได้ผลประโยชน์เลย

๓)    เพื่อให้เกิดการยอมรับในสัจธรรม คือ โลกที่ไม่เที่ยง เลิกหลงโลก เปิดรับผู้นำทางจิตวิญญาณที่จะมาถ่ายทอดธรรมในยุคหลังกึ่งกลางพุทธกาลไม่นานนี้

๔)   เพื่อให้เกิดการบำเพ็ญบารมีของพระนิตยโพธิสัตว์ทุกพระองค์ได้คุ้มค่าไม่เสียชาติเกิด แต่ละองค์จะต้องได้รับข้อสอบ และสอบให้ผ่านให้ได้มากที่สุด

เหตุผลทั้งสี่ข้อนี้ มีน้ำหนักมากพอที่จะต้องเห็นความสำคัญและจำเป็นของการทำลายล้าง ไม่มีผู้ใดอยากทำลาย และตกเป็นจำเลยสังคมในฐานะผู้ทำลายล้าง แต่เพราะความจำเป็นของสามภพที่ต้องมีการปรับตัวในแต่ละช่วงเวลา เมื่อเราได้ใช้และเปลี่ยนแปลงโลกมากแล้ว โลกก็จะระบมมาก โลกต้องการการพักตัว และฟื้นตัวเองบ้าง จึงต้องมีการทำลายล้างดังกล่าว กิจนี้ ไม่มีใครอยากทำ ทำแล้วกลายเป็นตัวร้าย ตัวไม่ดี ไม่เหมือนการทำตัวเป็นพระเอกขี่ม้าขาว มีแต่คนรักคนศรัทธา แต่นั่นไม่ใช่ทางออกของสามภพนี้ บทความฉบับนี้ ไม่ได้ต้องการสื่อให้ผู้อ่านนิยมการทำลายล้าง การทำลายล้างเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งทางธรรมชาติเท่านั้น เมื่อถึงเวลามันก็ต้องเกิด แต่เมื่อไม่ถึงเวลาก็ไม่มี ที่สำคัญอยู่ที่ตัวมนุษย์ทุกคนว่ามีความพร้อมรับในการเปลี่ยนแปลงของโลกนี้หรือไม่ ไม่มีใครไม่ตายจากโลก ดังนั้น แม้โลกจะตายจากมนุษย์ไปก็ไม่แตกต่างกับมนุษย์ตายจากโลก ดังนี้ โลกจึงไม่จำเป็นต้องแตก แต่มนุษย์จำเป็นต้องผลัดกันตาย ผลัดกันเวียนว่ายตายเกิด เพื่อเปิดโอกาสให้ดวงจิตอื่นๆ ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ในโลกนี้บ้าง พระศิวะ ไม่ต้องการให้ผู้อื่นลงมือ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการทำลายล้างที่รุนแรงกว่า ดังนั้น เพราะความเมตตา ท่านจึงจำเป็นต้องลงมือเอง เพื่อควบคุมกระบวนการทำลายล้างนั้น ให้เหมาะสม พอดี พอควร อยู่ในระดับที่เกิดประโยชน์ในทางธรรมมากที่สุด ทางโลกบอบช้ำน้อยที่สุด

อนุตรธรรม : วิชชาพลังธาตุน้ำแข็งคุ้มดวงจิต

วิชชานี้เป็นวิชชาของเทพ แต่เป็นวิชชาต้องห้าม ไม่ให้เทพฝึกวิชชานี้ มีเทพไม่กี่องค์ที่เคยฝึกวิชชานี้ คือ ต้องเป็นเทพที่ผิดหวังในความรัก แล้วไม่อยากรักใครอีก ก็จะฝึกวิชชาที่ทำให้เกิดพลังธาตุน้ำแข็ง เป็นพลังดวงแก้วคุมดวงจิตตนเองไว้ ทำให้ไม่รักใครอีกเลย และสามารถทำกิจต่างๆ ได้มากมาย โดยไม่มีความรู้สึกอะไรกับคนอื่นอีก เทพองค์นั้นบ้างจะหลงตัวเองคิดว่าตนเองได้อรหันต์ก็มี เพราะเมื่อใช้วิชชานี้แล้ว จะใจเย็น และใจแข็งมาก คือ ไม่ใจร้อน ไม่โกรธใครง่ายๆ (เย็น) และไม่รักใครอีก จึงหลงตัวเองคิดว่าตนเองได้บรรลุคุณธรรมขั้นสูงแล้ว คิดว่าตนเองได้อรหันต์แล้วก็มี ทว่า ไม่ใช่เลย ท่านเหล่านี้ยังไม่เคยรู้จักคำว่าโกรธที่แท้จริง และรักที่แท้จริง จึงไม่ได้รู้เลยว่าอะไรคือ การหลุดพ้นการโกรธและกาม หลงคิดว่าที่ไม่มีโกรธและกามนั้น คือ ความสำเร็จทางธรรมของตน และปรามาสผู้อื่นที่มีอารมณ์โกรธและกามว่าเป็นผู้ไม่บรรลุธรรมไป

เทพที่ฝึกวิชชานี้สำเร็จในประวัติศาสตร์เท่าที่ค้นได้คือ พระกามเทพ ๑ และ เทพไส้ตะเกียง ๑ พระกามเทพเดิมทีเคยมีรัก แต่อกหัก แล้วปิดกั้นใจด้วยพลังธาตุน้ำแข็ง ทำให้ไม่รักใครอีกเลย และไม่มีความจริงใจต่อใครด้วย เมื่อไม่มีความรักต่อใคร จึงไม่มีความเมตตาต่อใครอย่างแท้จริง ที่ทำไปก็ทำเพราะเห็นความเป็นคุณธรรม ความดี ความถูกต้อง แต่ความดี ความถูกต้องนั้น ไม่ใช่วิธีคิดของพระโพธิสัตว์เลย พระโพธิสัตว์ยอมทิ้งความดีและความถูกต้องได้เพียงเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ ส่วนเทพไส้ตะเกียงนั้น ก็มีความรัก แต่หลงรักคนไม่ดี ถูกเขาสั่งให้ทำชั่ว จึงใช้วิชชานี้ปิดกั้นจิตใจที่ดีงามของตนไว้ เพื่อทำกิจให้แก่คนที่ตนรัก ในท้ายที่สุด เทพไส้ตะเกียงก็หมดกรรม คือ ต้องตายเพื่อคนรัก และเมื่อนั้นเองพลังน้ำแข็งก็สลายสิ้น สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ได้ ส่วนพระกามเทพนั้น ต้องรับไฟบัลลัยกัปจากตาที่สามของพระศิวะ จึงจะสำเร็จธรรมขั้นสูงขึ้นได้ ปัจจุบัน มนุษย์ที่บำเพ็ญบารมีจนถึงขั้นเทพจำนวนมาก ไม่น้อยเลย และจำนวนมากมายนี้ก็ได้สำเร็จวิชชานี้โดยไม่รู้ตัว คือ เป็นวิชชา, ฤทธิ์เก่าๆ ที่ตนเคยบำเพ็ญมาในอดีตชาติ เมื่อเหตุปัจจัยต่างๆ กระตุ้น ก็ทำให้อิทธิฤทธิ์ฟื้นคืน ให้สังเกตดังนี้ คนที่มีประวัติเคยอกหัก แล้วไม่เปิดใจรักใครอีกเลย เหมือนรักใครไม่เป็นอีกเลย อยู่เป็นโสดตลอดชีพ ใจเย็นใจแข็ง แต่ทำงานมากมายเพื่อสังคม คนเหล่านี้ จะไม่มีทางมีจิตเมตตาที่แท้จริงได้เลย เพราะรักใครไม่เป็น การจะมีจิตเมตตาใครได้ ต้องรู้จักรักให้เป็น อกหักให้เป็น และต้องยอมรับความเสียใจจากความรักนั้นๆ ให้ได้ จึงจะมีจิตเมตตาแท้จริงได้ มีคนจำนวนมากในปัจจุบันเป็นเช่นนี้ และเสี่ยงอย่างมากที่จะมีไฟบัลลัยกัปออกมาสลายพลังน้ำแข็งนี้ ดั่งน้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังละลายอยู่ในขณะนี้ทีเดียว พลังจิตของคนจำพวกหนึ่งนั้น เป็นดั่งน้ำแข็ง และคนอีกจำพวกหนึ่งเป็นดั่งไฟบัลลัยกัป ทั้งสองแบบกำลังปะทะกัน ดุจ เพลิงอาทิตย์และน้ำแข็งขั้วโลกฉะนั้น (ปัจจุบัน มีคนจำนวนมากมีกามไปเรื่อยๆ แต่ไม่รักใคร) 

วิธีสลายพลังสองขั้วนี้ ต้องนำคนสองคน ที่มีพลังจิตสองแบบนี้ มาปรับพลังภายในกัน ไม่ยากเลย พูดคุยปรับความเข้าใจ หรือประสานฝ่ามือถ่ายเทลมปราณระหว่างกันก็ได้ คนหนึ่งใจเย็นและใจแข็ง ดูเปลือกนอกเหมือนคนไม่มีโกรธและกามแล้ว แต่ไม่ได้ตัดกิเลสได้จริง เพราะอาศัยกำลังจิตที่เหมือนพลังน้ำแข็งกดขังแช่แข็งดวงจิตของตนไว้ คนหนึ่งใจร้อนและอ่อนโยน ดูเปลือกนอกเหมือนคนที่มีแต่โกรธและกาม แต่แท้แล้วไม่ได้ยึดมั่นกับความรู้สึกนั้นเลย แต่เป็นเพราะฝึกพลังธาตุไฟ จึงมีพฤติกรรมภายนอกเช่นนั้นได้ มนุษย์เราจะเกิดมาบนโลกโดยไม่รักใครเลยนั้น คงเป็นชีวิตที่ไร้ค่า เปล่าเปลี่ยว เวิ้งว้าง ต่อให้เก่งกาจสามารถ แต่จะมีประโยชน์อันใด จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นไปเพื่อใครกัน ในเมื่อตนเองไม่รู้สึกรักใครเลย รักใครไม่เป็นเลย ดังนี้ การจะเอาชนะกามและโกรธได้นั้น จำต้องมีกามและโกรธจนเกิด “ทุกข์” ก่อน ถ้าไม่เคยมีทุกข์เพราะกามและโกรธแล้ว จะเริ่มอริยสัจสี่ตัวแรกได้อย่างไร เมื่อมีทุกข์แล้วจึงพิจารณาตรงไปตรงมา จนรู้แจ้งในสภาวะนั้นๆ จิตจะปล่อยวางเอง ปัญญาที่แท้จริงก็จะเกิดได้ แต่ไม่ใช่กดเก็บความรู้สึกกามและโกรธเอาไว้ เช่นนั้น จะถือว่าปล่อยวางกามและโกรธได้อย่างไร

การใช้พลังดวงแก้วธรรมกายคุมดวงจิต (กดกามและโกรธไว้ชั่วคราว)

เป็นพลังจิตชนิดหนึ่ง ของผู้มีพลังจิตเป็นธาตุสี่ชนิดต่างๆ ที่หลอมรวมกับขึ้น เป็นดวงแก้วธรรมกาย ปกติ ดวงแก้วธรรมกายมีอยู่ในคนทุกคนแล้ว แต่จะไม่หนาแน่นมาก จะมีเพียงระดับพื้นฐานเท่าที่ควรในการที่จะปกป้องคุ้มครองจิตวิญญาณหรือกายทิพย์ของคนเราเท่านั้น เรียกว่า “ออร่า” ออร่าที่ถ่ายได้ด้วยกล้องถ่ายออร่านี้ จะมีรัศมีแผ่ออกมาโดยรอบ แต่เมื่อเพ่งด้วยตาทิพย์แล้วจะเห็นเป็นดวงแก้วธรรมกาย ในดวงแก้วจะมีกายทิพย์ หรือจิตวิญญาณของคนๆ นั้นอยู่ แต่พลังที่หลอมรวมเป็นพลังของดวงแก้วประจำกายของแต่ละคนที่เรียกสั้นๆ ว่า “ดวงแก้วธรรมกาย” นี้จะไม่เหมือนกัน บางคนพลังจะหลอมรวมมาจากพลังธาตุดิน บ้างรวมมาจากพลังธาตุน้ำ บ้างรวมมาจากพลังธาตุลม บ้างรวมมาจากพลังธาตุไฟ ในคนที่มีพลังดวงแก้วมาจากธาตุแบบใด ก็จะมีบุคลิกเปลือกนอกคล้ายธาตุชนิดนั้นๆ เช่น ในคนที่มีพลังธาตุไฟรวมตัวเป็นดวงแก้วธรรมกาย จะเป็นคนเลือดร้อน รุนแรง รวดเร็ว ดูเหมือนจะโกรธเป็นไฟ เมื่อมีความรักก็มีแบบร้อนแรง แต่นี่ไม่เกี่ยวกับระดับของกิเลสเลย กล่าวคือ คนที่มีกิเลสน้อยถ้าฝึกพลังธาตุไฟ เวลามีโกรธเพียงน้อย แต่พลังจะมากมหาศาลกว่าคนทั่วไป แต่นี่ไม่ใช่ว่าเขาโกรธมาก ไม่ได้แปลว่ามีกิเลสมาก แต่เพราะพลังธาตุไฟมากนั่นเอง ดังนั้น บางคนเราดูเปลือกนอกเขา คิดว่าเขาเป็นคนขี้โกรธ แต่แท้แล้วไม่ใช่ เพราะเขาฝึกพลังมาทางธาตุไฟเป็นหลัก เมื่อได้เข้าใจเขาอย่างลึกซึ้งจะพบว่า แท้แล้วเขามีความโกรธน้อยมาก ตรงกันข้าม บางคน ฝึกพลังธาตุน้ำ แต่เป็นน้ำพิเศษ คือ “น้ำแข็ง” ทำให้พลังที่ห่อหุ้มดวงจิตของเขาเป็นพลังธาตุน้ำแข็ง ทำให้เขาเป็นคนใจเย็น เย็นชา เยือกเย็น และแข็งกร้าว เข้มแข็ง ใจแข็งด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะพลังธาตุน้ำแข็งนั่นเอง ไม่เกี่ยวกับปริมาณของกิเลสเลย บางครั้ง เขาดูเหมือนไม่มีโกรธ ไม่มีกาม ทว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่ เขามีทั้งโกรธและกาม แต่เพราะพลังธาตุน้ำแข็งกดไว้ ทำให้การแสดงออกทางอารมณ์และพฤติกรรมนั้น เปลือกนอกจะดูน้อยมาก เบาบางมาก บางท่านไม่แต่งงาน และอยู่เป็นโสดตลอดชีพก็มีมาก แต่นี่ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่มีกาม ไม่มีโกรธก็หาไม่ เป็นผลจากพลังธาตุที่ต่างชนิดกันดังกล่าว

อาจารย์ผู้สอนธรรมพึงอย่าชะล่าใจ หากพิจารณาดูศิษย์โดยเปลือกนอกแล้ว เห็นเขาเป็นคนเยือกเย็น ใจแข็งไม่รักใคร ก็อย่าคิดว่าเขาละโกรธและกามได้แล้ว ตรงกันข้าม เขาอาจมีทั้งโกรธและกามเต็มไปหมด แต่เพราะพลังธาตุของน้ำแข็งกดไว้นั่นเอง ใน ขณะเดียวกัน ถ้าลูกศิษย์ของเรา เป็นผู้โกรธง่ายเป็นฟืนเป็นไฟ ดุร้าย ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเต็มไปด้วยกิเลสกามและโกรธ เพราะอาจเป็นด้วยพลังธาตุไฟในตัวเขาก็ได้ ดังนั้น เราจะตีค่าปริมาณกิเลสจากเปลือกนอกของคนไม่ได้ เราต้องเข้าใจพลังจิตเบื้องต้นก่อน ว่าเขาบำเพ็ญมาทางใด จึงจะไม่หลงกล ลูกศิษย์บางคนที่ดูเหมือนเป็นคนดี แต่จะดีแตกในภายหลังได้ ในขณะที่ศิษย์บางคน มีโกรธและกามอย่างเปิดเผย แต่ไม่ใช่คนที่มีกิเลสมากก็มี นั่นเพราะจิตของเขามีพลังธาตุไฟมากนั่นเอง เอาเข้าจริงแล้ว ให้เขาแต่งงานเขาอาจไม่ต้องการเลยก็ได้ ในขณะที่คนที่มีจิตใจเย็นและแข็งแกร่งดุจน้ำแข็งนั้น อาจคิดอยู่ตลอดว่าทำไมเราไม่ได้แต่งงานกับเขาบ้าง แต่พฤติกรรมภายนอกนั้น ช่างดูต่างกันมาก

ในประเทศไทย มีผู้ที่ฝึกพลังจิต เป็นพลังคุ้มกันดวงจิตวิญญาณได้ขั้นสูงไม่มาก เท่าที่ผู้เขียนสำรวจพบได้หลักๆ มีสามท่าน ท่านหนึ่ง จะบำเพ็ญดวงแก้วธรรมกาย กักตนเองและพญามารไว้ในดวงแก้วนั้น เพื่อไม่ให้พญามารออกไปทำร้ายคน และส่งผลให้ตนเองมีลักษณะกึ่งมารกึ่งโพธิสัตว์ ทำกิจทางธรรมไป ก็เป๋ไป ผิดเพี้ยนไปด้วย ท่านหนึ่ง จะมีพลังดวงแก้วธรรมกายธาตุไฟ ภายนอกดูเหมือนคนมีกามมีโกรธ หรือกิเลสมาก แต่ลึกๆ แล้วไม่ค่อยได้สนใจเรื่องเหล่านั้นเลย (เพราะดวงแก้วที่หนา เป็นกำแพง ไม่เปิดใจรับใครง่ายๆ) อีกท่านหนึ่ง มีพลังดวงแก้วธรรมกายธาตุน้ำแข็ง เป็นผู้หญิง ที่เราเคยเห็นกันดีทางทีวี มีบุญบารมีมาก แต่ยังไม่มีครอบครัว อายุมากแล้ว แต่เพราะพลังธาตุน้ำแข็งหุ้มดวงจิตไว้ ทำให้เป็นคนดูเยือกเย็น ใจเย็น ใจแข็ง อันนี้ ไม่ได้ หมายความว่าจะหลุดพ้นกิเลส หมดกามและโกรธแล้ว บทความนี้ จึงเขียนไว้เพื่อให้ได้สติเป็นเครื่องเตือนใจ  

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น