รวมบทความ ธรรมทุนนิยม เพื่อโปรดเหล่าผู้มีกิเลสจำนวนมาก
ธรรมปฏิเวธ ธรรมทุนนิยมและการบริหารทุนรัฐบาล
ในบทความก่อนได้กล่าวถึง “ทุนสี่ระดับ” คือ ทุนสาธารณะ ที่ต้องปกป้องไว้เพื่อโลก (ไม่เช่นนั้น จะเกิดปัญหาโลกร้อนเช่นปัจจุบันที่ทุกคนบนโลกได้รับผลหมด) ทุนสังคม ที่เป็นของสังคมนั้นๆ ทุนรัฐบาล และทุนเอกชน ที่เอกชนมีสิทธิ์เต็มที่ จะบริหารอย่างไรก็ได้ ในบทความนี้ จะขอกล่าวถึง “ทุนรัฐบาล” ให้ละเอียดยิ่งขึ้น ดังจะอธิบายต่อไป
แนวคิด “ธรรมทุนนิยม”
ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เป็นระบบพ่วงมากับระบอบประชาธิปไตย เหมือนของที่ขายพ่วงกันแยกจากกันไม่ได้ดุจดังหลอดไฟกับรางไฟฉะนั้น อนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากได้ชี้ถึงจุดเสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนี้ เช่น การเน้นทุนมากเกินไป จนอาจนำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หรือการไม่สนใจผลต่อสังคมภาพรวม ทำให้นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ แยกตัวออกมาตั้งแนวคิด เป็นระบอบการปกครองแบบใหม่ที่เรียกว่า “สังคมนิยม” คือ มุ่งเน้นการปกครองประเทศเพื่อพัฒนาสังคม ไม่ใช่มุ่งเน้นเงินและทุน แบบกลุ่มทุนนิยม ทว่า นักคิดสายสังคมนิยมนั้น ไม่ได้มีโอกาสทางการเมือง ไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองมากนัก เหล่านักปฏิวัติที่มีอำนาจ ได้นำเอาแนวคิดนั้น ไปเป็นแบบในการสร้างลัทธิใหม่ๆ ของตนขึ้นมา และแตกต่างไปจากเดิม เช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์, ลัทธิเหมาเจ๋อตุง หรือลัทธิเผด็จการนิยมในรัสเซีย ฯลฯ ลัทธิเหล่านี้ ไม่ได้มีแนวทางเหมือนกับพวกสังคมนิยมที่แท้จริงเลย ตรงกันข้าม กลับเปลี่ยนแปลงสังคมนิยม หรือความมุ่งหวังในการปกครองประเทศเพื่อสังคม ไปสู่ “เผด็จการนิยม” และ “อำนาจนิยม” แทน พวกเขาไม่ได้เข้าใจความเป็นสังคมนิยมที่แท้จริง แต่มีอำนาจในการปฏิวัติ ดังเช่น นักสังคมนิยมท่านหนึ่ง ที่ถูกนักปฏิวัติฆ่าตายและเผาตำราทิ้งหมด เนื่องจากเขาได้เขียนว่าสังคมนิยมจะเกิดขึ้นจริงได้ ไม่ใช่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องเปลี่ยนแปลงขึ้นพร้อมกันทั้งโลก ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงประเทศเดียว ประเทศนั้นก็จะล้าหลัง และพัฒนาไม่ทันประเทศทุนนิยม ในที่สุด เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประเทศทุนนิยมจะเปลี่ยนเป็นสังคมนิยม และพัฒนาได้เร็วกว่าประเทศสังคมนิยมเดิม ด้วยเหตุนี้ นักปฏิวัติจึงฆ่าเขาเสีย เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกทางความคิด ทว่า แนวคิดของเขา ก็ได้แพร่หลายไปสู่ คนบางกลุ่มอย่างเงียบๆ ที่หวังเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบพร้อมกันจนเกิดเป็นกลุ่ม “ฟรีเมสัน” และ “อิลูมินาติ” ที่บงการเบื้องหลังการเมืองทั่วโลกในปัจจุบัน
แต่แนวคิด “ธรรมทุนนิยม” นี้ ได้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของระบบทุนนิยมที่ไม่สนใจในสังคมนักเพื่อให้เปิดกว้างและยืดหยุ่นขึ้นโดยไม่ต้องปฏิวัติหรือใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เพื่อไม่ให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น เนื่องจากประเทศไทยตอนนี้ เราใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทั้งระบบแล้ว หากมีการปฏิวัติ ก็อาจส่งผลให้ประเทศพัฒนาช้าลงไปอีก การ “ปฏิรูป” โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วนไปทีละขั้นอย่างช้าๆ นอกจากจะทำให้ประชาชนก้าวตามทันแล้ว ยังทำให้ประเทศบอบช้ำน้อยกว่า โดยการเปลี่ยนที่มุมมองและความคิดของชนชั้นปกครอง โดยเริ่มจากการให้คำจำกัดความของคำว่า “ทุน” ใหม่ ออกเป็น “ทุนสี่ระดับ” อันกว้างมากพอที่จะรวมแนวคิดทางสังคมนิยมเข้าไปด้วย ทำให้เกิดการจัดสรรปันส่วน ให้มีการบริหารทุน และอนุรักษ์ธรรมชาติไปด้วยพร้อมกัน ตามด้วยแนวคิดในการจัดการทุนในภาครัฐ ภายใต้แนวคิดใหม่ ที่ไม่ตามฝรั่งมากจนเกินไป คือ ต้องเข้าใจว่าระบบทุนนิยมเองก็มีข้อเสียจริงๆ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เสนอ ก็มีนักเศรษฐศาสตร์จากสำนักสังคมนิยมคัดค้านแล้ว ต่อมาถึงปัจจุบัน ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นจริง เพียงไม่นานเท่าไร นอกจากปัญหามลพิษ, ปัญหาภัยธรรมชาติ, ปัญหาโลกร้อน และปัญหาภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แล้ว ยังมีปัญหาอีกมากมายอันเป็นผลพวงตามมาจากแนวคิดระบบทุนนิยม เช่น การที่คนอยากมีเงินอยากรวย อยากครอบครองทุนมากๆ จึงจากบ้านนอกไปค้าบริการทางเพศก็ดีหรือไปเป็นหนุ่มสาวโรงงาน จนทำให้การถ่ายทอดวัฒนธรรมรุ่นสืบรุ่นนั้นขาดหายไปก็ดี เหล่านี้ เป็นปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่า อันจะนำไปสู่การล่มสลายของความเป็น “ชาติ” ได้
เศรษฐกิจยุคเฟื่องฟูไม่ใช่ระดับที่มีเสถียรภาพที่แท้จริง เป็นเพียงภาพมายา
อย่างแรกเราต้องทราบก่อนว่าระดับ “เศรษฐกิจที่สมดุล” และมีเสถียรภาพสูงสุด และระดับ “เศรษฐกิจที่ควรจะเป็น” นั้นอยู่ในระดับใดแล้วเทียบกับระดับ “เศรษฐกิจที่หวังให้เป็น” จากนั้นจึงเอาช่วงห่าง (Gap) มาพิจารณาเพื่อดูความเป็นไปได้ของการ “จัดการ” ให้เศรษฐกิจเติบโตไปอย่างที่คาดหวัง เราจะมาพิจารณาวิธีคิดแบบใหม่ สมมุติง่ายๆ ว่า
๑) ระดับเศรษฐกิจที่สมดุลของไทย มีค่าเป็น % เปรียบเทียบคือ ๙๙% คือ ถ้ามีการเติบโต ๙๙% เทียบกับปีที่แล้ว หรือก็คือ หดตัว ๑% ก็จะมีเสถียรภาพสูงสุดและสมดุลอยู่ได้ แต่จะไม่มีการเติบโตขึ้นเลย อันนี้ คือ “จุดต่ำสุด” ที่ทำให้เศรษฐกิจยังคงมีเสถียรภาพอยู่ได้ คือ ระบบภาพรวมยังอยู่ได้ ไม่กระทบกระเทือนใดๆ
๒) ระดับเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น มีค่าเป็น % เปรียบเทียบคือ ๑๐๓% คือ ถ้ามีการเติบโตอีก ๓% จากจุดสมดุล จะมีทั้งเสถียรภาพและการเติบโตควบคู่กันในระดับที่พอดี อันนี้ คือ “จุดสมดุลใหม่” ที่เราคาดหวังว่าควรจะเป็นไปตามนี้ อันอาจคำนวณจากจำนวนแรงงานที่ออกมาจากสถานศึกษาที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีก็ได้
๓) ระดับเศรษฐกิจที่หวังให้เป็น มีค่าเป็น % เปรียบเทียบคือ ๑๐๕% คือ ถ้ามีการเติบโตอีก ๕% เทียบกับดุลภาพของปีที่แล้ว ซึ่งอาจเกิดจากความโลภของเราเองที่อยากแข่งขันเป็นหนึ่งในเอเชียเป็นต้น อันนี้ คือ “จุดสูงสุด” ที่เราอยากเป็น หรือจากตัวเลขของนานาชาติ เพื่อแข่งขันให้เติบโตไปเท่าๆ กับประเทศอื่นๆ
อันนี้ เราคิดตัวดัชนีชี้วัดตัวแรก จาก “ดุลภาพ” ที่มีค่าเสถียรที่สุด คือ หลักการคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือเน้นความมั่นคงยั่งยืนนั่นเอง คือ ต้องดูตัวเองก่อนว่าตัวเราพอดีตรงไหน แล้วค่อยๆ เปรียบเทียบไปยังจุดที่เราอยาก (โลภ) ให้เป็น ซึ่งก็ไม่ผิด ถ้าเราจะโลภ แต่ต้องไม่หลงหน้ามืดจนลืม “ความเป็นไปได้” แม้เราโลภ แต่อย่าให้โลภคูณหลง ต้องมีความเป็นไปได้ที่จะยืนยันความโลภนั้นๆ ด้วย จากตัวอย่างสมมุติข้างต้นนั้น ถ้าเราไม่มีความพยายามเลย เราก็ยอมรับดุลภาพที่ ๙๙% คือ ยอมปล่อยให้เศรษฐกิจหดตัวไป ๑% ซึ่งแสดงว่าไม่ทำอะไรเลย (แต่ไม่ทำเสียระบบ รักษาระบบโดยรวมไว้ให้สมดุล) แต่ถ้าเราพยายามเพิ่มขึ้น ๕% ซึ่งทำให้เราทัดเทียมกับนานาประเทศ ดังใจเราหวัง แต่อาจยากเกินจะเป็นไปได้ ในขณะที่ถ้าเราพยายามเพิ่มขึ้นอีก ๓% จากสมดุล จะได้ค่าอยู่ที่ ๑๐๓% เป็นตัวเลขที่ควรจะเป็นของเรา คือ บวกความพยายามแล้ว เราเห็นว่าพอดีแก่กำลังที่เราจะพอทำได้ ในกรณีนี้ เราต้องยอมรับความจริงว่าเราอาจมีเศรษฐกิจโตช้ากว่านานาชาติอยู่ที่ ๒% แต่มันก็ไม่มากเกินไป เรายังทิ้งช่วงห่างจากเขาไม่มากเกินไป แต่เรายังรักษาความมั่นคง เสถียรภาพของเราไว้ได้ เรายอมอดทนเป็นรองเขาไปก่อน คือ ปล่อยให้เขาเป็นม้าตีนปลาย ที่วิ่งเร็วนำหน้าเราในตอนต้น แล้วหมดแรงไปในตอนท้าย ก็ยังไม่สายเกินไป ดังนั้น เราอาจจะพอดีในความพยายามที่ ๓% และยอมรับช่วงห่างที่ ๒% แล้วประคองสภาวะนี้ต่อไป อย่างนี้ ก็เป็น “วิธีคิด” ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่รีบเอาชัย
หลังจากรัฐบาลประกาศ “มั่นใจเศรษฐกิจปีหน้าโตแน่” วันต่อมา เกิดเหตุ “ดูไบทำท่าจะล้มละลาย” และตลาดหุ้นตกระนาว อันนี้ แสดงให้เห็นว่าเรายัง “ประเมินสถานการณ์ผิดไป ทำให้เราประกาศตัวเลขออกมาเพื่อให้คน “เชื่อมั่น” กลับเป็นการ Discredit (ทำลายความน่าเชื่อถือ) ของตัวเอง การสร้างความเชื่อมั่น เพื่อกระตุ้นให้นักลงทุนกล้าลงทุนให้มากขึ้นเสริมกำลังเงินที่เราป้อนเข้าสู่ระบบนั้น อันที่จริงถ้ามีตัวเลขที่มากพอ หลากหลายมุมมองมากกว่านี้ คงจะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดู “สุขุมรอบคอบ” กว่า อันที่จริง เราไม่ควร “ใจร้อน” ไม่ควรเร่งรีบแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้เสร็จเร็วๆ ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นเร็วก็ไม่ได้มีผลดีต่อรัฐบาลนัก เพราะดีแล้วไม่จำเป็นต้องมีคนแก้อีก การเมืองก็จะดุเดือดอีก เพราะรัฐบาลไม่มี “งาน” ที่แสดงผลให้เห็นชัดนั่นเอง หมอที่เห็นแก่ตัวจะ “ดองโรค” อย่างมีศิลปะ นั่นคือ เขาจะไม่รีบรักษาโรคให้หายเร็วเกินไป แต่จะค่อยๆ รักษา และใช้ยามาก เพื่อให้ได้ “กำไร” เช่นกัน รัฐบาลที่เก่งเกิน ทำงานดีครบถ้วนหมดแล้ว อาจถูกการเมืองทำลายลงได้ง่ายๆ เพียงเพราะ “ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานอีกแล้ว” ก็ได้ นี่คือ การเมือง ไม่ใช่เรื่องความถูกผิด ถูกเกินไป ดีเกินไป ก็อาจอยู่ไม่ได้ ประเทศดีแล้ว ไม่มีปัญหาอีกแล้ว คนทำงาน ก็ไม่มีผลงานอีกต่อไป แต่ประเทศยุ่งเหยิงเมื่อไร คนทำงานพยุงให้ข้ามผ่านไปได้ ก็กลายเป็น “วีรบุรุษ” ทันที คนที่ยังแข็งแรง ก็ย่อมไม่เห็นค่าของหมอ เขาย่อมไม่อยากมาหาหมอ คนที่ป่วยเท่านั้น จึงเห็นคุณค่าของหมอ ฉันใดก็ฉันนั้น ประเทศไม่มีปัญหา รัฐบาลก็ไร้ค่า ประเทศมีปัญหาขึ้นมาเมื่อไร รัฐบาลก็มีค่าขึ้นมาทันที
ทบทวนเรามีอะไร เราขาดอะไร เราควรแข่งขันในเกมใด
ประเทศไทยมีข้าวมาก และมีรากฐานจากการเกษตร ถ้าเศรษฐกิจโลกล่มสลายลง คนในประเทศเราก็ยังมีข้าวกิน มีบ้านอยู่ พออยู่กันต่อไปได้ เพราะข้าวของเรามีมากพอเลี้ยงคนทั่วโลก ดังนั้น อุปมาเหมือนเกิดสงคราม ประเทศเล็กแต่มีเสบียงมาก ย่อมต้องการเล่นสงครามเย็น ที่ยืดเวลาออกไปเรื่อยๆ ยิ่งยืดออกไปมากเท่าไร ไม่มีสงครามจริง เราก็ไม่เสียเปรียบ เพราะโลกไม่ใช้ทหารสู้กัน เราไม่มีกำลังทหารและยุทโธปกรณ์มากพอที่ จะสู้เขาตรงๆ ได้ ถ้า เรายื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่พวกเขาไม่มีข้าวกิน และไม่ก่อสงคราม เราไม่ถูกตีเอาเสบียง แต่เขาไม่มีเสบียง มีอาวุธมากมาย มีเงินมากมาย มีคนมากมาย แต่ไม่มีข้าวกิน ถามว่าใครจะชนะ คำตอบง่ายๆ เลย ประเทศที่มีเสบียงนั้นเอง จะชนะ โดยประเทศอื่นๆ จะล่มสลายลงไปก่อนจนหมด เหลือประเทศเราประเทศเดียว นี่เรียกว่า “เล่นหมากในเกมที่ได้เปรียบ” คือ เราได้เปรียบทางด้านเสบียง ก็เล่นเกมที่ต้องเอาชนะกันด้วยเสบียง อย่ากระตุ้นให้ชาวโลกเล่นเกมอื่น ถ้าเกมอื่นเริ่มต้นเมื่อไร เราจะเสียเปรียบทันที เพราะนี่คือ “จุดได้เปรียบของเรา” ตอนนี้ โลกเข้าสู่ภาวะสงครามเย็นจัด และยืดยื้อมากเสียด้วย เราได้เปรียบมาก ถ้าเราค่อยๆ พัฒนาภายในประเทศของเราให้กลับไปใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมของเรา ให้พร้อมเตรียมรับกับสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต แล้วยื้อเวลาให้เกิดสงครามเย็นยาวออกไปเรื่อยๆ ประเทศต่างๆ จะแข่งขันกันสะสมเสบียง และพวกเขาพวกหนึ่งจะสะสมน้ำมัน พวกหนึ่งจะสะสมทองคำ ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้ “กินไม่ได้” เมื่อเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ พวกเขา จะกินอะไร น้ำมันหรือ ทองคำหรือ คงจะฆ่ากันตายเป็นแน่แท้ ดังนั้น เราอย่าแข่งอย่างอื่น ที่เราไม่มี เราไม่ถนัด เราต้องเลือกเดินเกมที่เราได้เปรียบ คือ เรื่องเสบียง เรื่องอาหาร เราต้องลงเล่นในเกมนี้
รัฐบาลต้องลงทุนในรัฐวิสาหกิจพื้นฐาน
คือ ต้องมีคลังอาหารเอง เพราะประเทศเราได้เปรียบด้านอาหาร จะให้นายทุนต่างชาติ หรือนายทุนเอกชน ช่วงชิงเอาความได้เปรียบด้านนี้ไปทำไม เพื่อให้มี “อำนาจทางอาหาร” กุมอำนาจทางอาหารไว้ในมือ แล้วหมุนเวียนอาหาร เพื่อใช้ในการเลี้ยงคนในชาติ เช่น ข้าราชการต่างๆ ในกรณีเกิดวิกฤติขึ้นมา ข้าราชการทั้งหมด ยังมีข้าวกิน มีอาหารกิน รัฐบาลควรมีคลังสินค้าพื้นฐาน เช่น ข้าว, อาหารทะเลแช่แข็ง, อาหารแปรรูป ฯลฯ ซึ่งเป็นอาหารพื้นฐานที่ต้องมี, ต้องกิน, ต้องใช้แน่นอน เมื่อรัฐบาลเป็นเจ้าของเสบียงเช่นนี้ ก็สามารถบริหารจัดการได้ โดยกระจายสินค้าไปยังสถานที่ราชการทั่วทั้งประเทศ เท่านี้ก็ไม่ต้องหาตลาดที่ใดแล้ว เพราะตลาดมีทั่วประเทศ ทุกตำบลมี อบต ทุกอำเภอมีที่ว่าการอำเภอ และอาจมีโรงเรียนทุกอำเภอ ทุกตำบล อีก มีโรงพยาบาลทุกอำเภออีก ฯลฯ จำนวนมากมาย สถานที่ราชการเหล่านี้ เราสามารถใช้เป็น “ตลาด” ได้ คือ เป็นแหล่งกระจายสินค้าด้านอาหาร คือ ทุกที่ต้องมี “ร้านอหารของรัฐบาล” อยู่แล้วซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหารมาจาก “คลังสินค้าของรัฐบาล” อีกที อนึ่ง ประเทศของเราถ้าเอาอาหารมารวมกันทั้งประเทศ แล้วบริหารจัดการดีๆ จะไม่มีใครอดอยากเลย ทุกคนจะได้กินอิ่มหมดแน่นอน ซึ่งเราควรทำให้ได้ก่อนที่จะส่งอาหารไปขายต่างประเทศ ถ้าคนไทยเรายังอดอยาก เรายังมีหน้าขายอาหารให้คนชาติอื่นได้อย่างไร ดังนั้น เราควรซื้ออาหาร คือ สินค้าเกษตรของประชาชนเอามาเป็นของรัฐบาลแล้วบริหารเสียเอง
ข้าราชการควรลดเงินเดือนไปใช้ระบบ “คูปอง”
เงินในคลังของประเทศลดลงมาก แม้ไม่ถึงขั้นวิกฤติ แต่การ “เสียสละ” เพื่อให้เกิดความประหยัดนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำในทุกยุคทุกสมัย ไม่ได้แปลว่าลดเงินเดือนข้าราชการแล้ว จะหมายถึงคลังแห้ง หรือทำลายความเชื่อมั่น หรือขวัญของข้าราชการ แต่กลับเป็นการสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลเข้าใจจริงในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงสร้างภาพ สร้างความน่าเชื่อถือเท่านั้น
สมมุติ เงินเดือนข้าราชการ ๑๐,๐๐๐ บาท ควรจ่ายเป็น “เงินสด” ๙,๐๐๐ บาท ส่วนอีก ๑,๐๐๐ บาทนั้น ให้จ่ายในรูป “คูปอง” เพื่อนำไปใช้ในการแลกอาหาร ซึ่งจะมีร้านอาหาร ที่ขายอาหารในทุกสถานที่ราชการนั้นๆ อนึ่ง ค่าอาหารนั้นคำนวณจาก มื้อกลางวันมื้อละ ๕๐ บาท สมมุติคิดเวลาทำงานเดือนละ ๒๐ วัน จะได้ค่าอาหาร ๑๐๐๐ บาทพอดี อันนี้จ่ายแบบเหมา คือ กินได้ฟรีตลอดไม่ว่าจะกี่วันต่อเดือน แต่เหมาจ่ายให้เท่านี้แล้ว การที่คนต้องทนซ้ำซากจำเจกินข้าวที่ทำงานนั้น ไม่เลวร้ายเกินไปในทางจิตวิทยา เพราะเป็นการกินเพียง ๑ ใน ๓ มื้อ ต่อวัน อีก ๒ มื้อ อาจกินกับครอบครัว และอาจกินกับเพื่อนในร้านอาหาร (มื้อเย็น) เท่านี้ ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนต่อความเป็นอยู่ของข้าราชการเลย อนึ่ง ควรประชาสัมพันธ์ก่อนให้เข้าใจว่าเงินเพียง ๑พันบาท ไม่มากเลย ไม่กระทบมาก และเพื่อให้ข้าราชการทั้งหมดเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ จะได้ไม่เกิดเรื่อง
อนึ่ง ร้านอาหารในสำนักงานนี้ ควรรับอาหารจาก “คลังอาหารของรัฐบาล” ที่กระจายไปอยู่ทั่วประเทศ เช่น จังหวัดละหนึ่งแห่ง ที่คนทั้งจังหวัดจะสามารถเดินทางมารับวัตถุดิบในการปรุงอาหารได้ เช่นนี้ รัฐบาลก็มีแหล่งกระจายสินค้า หมุนเวียนเอาสินค้าการเกษตรมาจัดการ แล้วระบายออกทางช่องทางตลาดที่ตนมี คือ สถานที่ราชการที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศ ย่อมขายได้แน่นอน เพราะจำนวนมีมากมายนัก (ทุกตำบลอย่างน้อย ต้องมี อบต และควรมีร้านอาหารประจำ อบต ด้วย) เช่นนี้ เมื่อมีปริมาณคนกินมาก ก็มีปริมาณสินค้าที่หมุนเวียนมาก รัฐบาลคิดจะซื้อข้าวที่ล้นตลาดเท่าไรก็จะไม่กระทบเลย เพราะตนเองมีแหล่งตลาดของตัวเองแล้วนั่นเอง ทั้งยังเป็นการ “ตัดช่องทางหากิน” ของพวกนายทุน และชาวต่างชาติ ที่รอซื้อ “สินค้าเกษตรล่วงหน้า” เพื่อทำกำไรอีกด้วย อนึ่ง ในช่วงนี้สินค้าใดๆ ที่ซื้อขายกันล่วงหน้าได้ ตกเป็น “เครื่องมือในการทำสงครามเย็น” ไปแล้ว เช่น ทองคำ ไปซื้อเพื่อบีบคั้นให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อันเป็นเกมสงครามเย็นแบบหนึ่ง เราจะปล่อยให้ “ข้าว” เป็นสินค้าที่ชาวโลกเอาไปใช้เพื่อแสวงหากำไร จากการซื้อขายล่วงหน้าบ้าง เพื่อเก็งกำไร ขายต่อเอากำไรกันเป็นทอดๆ เท่ากับ ยิ่งส่งเสริมให้ศัตรูเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกเขาเก่งในด้านซื้อมาขายไป (พวกคนจีน) อยู่แล้ว เราจะปล่อยให้เขายิ่งเติบโตขึ้นจากของที่เรามีอยู่ในมือได้อย่างไร เราต้องฉวยเอาไว้ก่อน อย่าให้เขาเอาข้าวไปกักตุน เก็งกำไร เล่นเป็นเกมการเมืองระดับโลกได้ (เขาจะซื้อข้าวเราไปกักตุน ดันราคาขึ้น บีบให้เกิดวิกฤติในตลาดสินค้าเกษตร เช่นเดียวที่ทำกับตลาดหุ้น, ตลาดเงิน, ตลาดน้ำมัน, ตลาดทองคำ ทั่วโลก นั่นเอง)
อนึ่ง ที่รัฐบาลจีนเติบโตแข็งแกร่งได้ทุกวันนี้ เพราะนโยบายจีนทำ จีนขาย จีนบริโภค รัฐบาลจีนลงทุนทำธุรกิจเอง ขายเองให้คนจีน ทว่า การแข่งขันน้อย ทำให้คุณภาพต่ำ กระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก เช่น กรณี ของเล่นจีนที่ปนเปื้อนสารพิษ เป็นต้น สำหรับประเทศไทยนั้น เราจะให้เกิดการแข่งขันเหมือนกัน เช่น ระดับคนทำอาหาร จะมีการให้คะแนนของสถานที่ราชการนั้นๆ ว่าปีต่อไป จะเอาร้านนี้เป็นร้านอาหารสวัสดิการต่อไปหรือไม่ ส่วนคลังสินค้านั้น จะมีการแข่งขันกันเช่นกัน โดยมีการหมุนเวียนพนักงานเข้าออกได้ บางส่วน และย้ายบางส่วน เช่น ไม่ปลดหัวหน้างาน ถ้าทำงานแย่ แต่ให้ย้ายไปจังหวัดอื่นแทนถ้าทำงานไม่ดี ส่วนพนักงานนั้น ถ้าทำงานไม่ดี ก็ ๔ ปี เปลี่ยนได้ ให้คนใหม่เข้ามาทำงานแทน เช่นนี้ ก็เกิดการ “แข่งขัน” ส่งผลให้รักษา “คุณภาพ” ของสินค้าและบริการได้ อนึ่งต่อไปวิกฤติการเงินกำลังรุนแรงขึ้น การหันมาใช้ “คูปอง” จะลดความรุนแรงลงได้ เพราะต่อให้ค่าเงินผันผวนอย่างไร แต่เราแลกกันกิน ก็ยังอยู่ต่อไปได้
มุ่งเน้นการกระจายสินค้าให้ทั่วถึงในประเทศก่อน ที่เหลือจึงขาย
การที่เราอยากได้เงินเขามากๆ ขายข้าวไปหมด ได้เงินมา ถ้าเกิดสงครามโลกขึ้น ถามว่าเราจะทำอย่างไร ในเมื่อสงครามเกิด เงินก็ไร้ค่าแล้ว เป็นเพียงกระดาษเปล่าเท่านั้น ดังนี้ เราจึงควรให้ความสำคัญกับการ “กระจายสินค้าให้ทั่วถึงในประเทศ” โดยมุ่งเน้นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหาร เพราะถ้าคนมีอาหารกิน ไม่หิวก็ยังมี “สติ” ไม่เข่นฆ่ากันเอง แต่ถ้าไม่มีข้าวกิน หิว รับรองว่า “ฆ่ากันได้อย่างสบายๆ” อย่างไรเสีย คนไทยต้องไม่อด ที่เหลือก็ค่อยขาย ไม่ใช่ขายหมด อยากได้เงินเขา แต่เรากลับไม่มีกิน พอสงครามเกิดขึ้น ก็แย่งอาหารกัน เข่นฆ่ากันเอง ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีอาหารมากที่สุดในโลก
เราได้เปรียบด้าน “อาหาร” ก็ต้องทำสงคราม “อาหาร” เราไม่มีอาวุธแบบรัสเซีย จะให้ไปทำสงครามที่ใช้อาวุธ คงไม่ได้เปรียบเขาแน่นอน ดังนั้น เราจึงต้องไม่เสีย “อาหาร” ไปโดยที่เราเองก็ไม่รู้ว่าเราจะมีกิน พออิ่มหรือยัง ถ้าคนไทยยังไม่อิ่ม ยังหิว เขาก็ยังสามารถรวมตัวกันมาประท้วง และล้มล้างรัฐบาลได้ ดังนั้น เราต้องตัดไฟแต่ต้นลม คือ ต้องทำให้คนไทยอิ่มก่อน พอมีพอกิน อย่างน้อยต้องไม่อดอยาก อย่างอื่นค่อยว่ากันต่อไป ในยามนี้ ธรรมชาติเป็นใจให้เราแล้ว ภัยธรรมชาติเกิดมากมาย หลายประเทศขาดอาหาร ในอนาคตจะแย่หมด ยกเว้นประเทศเราที่ยังมีอาหารสมบูรณ์ เราไม่ควรเน้นขายมากเกินไป ในขณะที่คนจีนกำลังกุมกลไกลตลาด ซื้อมาขายไปเพลินมือ จนราคาตลาดผันผวนไปหมดอย่างนี้ เราควร “แลกเปลี่ยน” แทน ก็จะไม่ต้องสนใจ “ราคาที่ผันผวน” อีกต่อไป เช่น เอาข้าวไปแลกกับ “ถ่านหิน” ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ใน “รถไฟ” ได้ แทนน้ำมัน เราอาจใช้ “ถ่านหิน” ขนส่งอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศไทยเพื่อกระจายอาหารให้ข้าราชการคนไทยทั้งหมด ซึ่งจะมีอาหารทั้งจากภาคเหนือ, ภาคใต้ ฯลฯ แลกกันไปมา เราไม่ควรแลกอาหารกับเงิน เพราะเงินเริ่มไม่มีเสถียรภาพแล้ว เราไม่ควรแลกกับสินค้าที่ถูกแทรกแซงราคา ทำให้ราคาผันผวนอย่าง “น้ำมัน” เป็นต้น จึงไม่เสียเปรียบ
สร้างความยั่งยืนพื้นฐาน แล้วเล่นเกม “อึด”
เราต้องสร้างความยั่งยืนพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาปัจจัยพื้นฐานก็พอ ให้หล่อเลี้ยงคนในชาติได้อย่างมั่นคง แล้ว “ยื้อเกมสงครามเย็น” ต่อไป ขยายแนวคิดอยู่อย่างพอเพียงอยู่อย่างสมถะต่อไป ตอนนี้ หลายประเทศกำลังแย่ทั้งสิ้น ต่างอ่วมกับสภาวะเศรษฐกิจของตน ถ้าประเทศไหนไม่ “อึด” พอ ก็จะล้มลงก่อน ดังนั้น เกมนี้ เราไม่ได้สู้ด้วย “ความเร็ว” แต่สู้กันที่ความ “อดทน” ต่างคนต่างแย่ ต่างคนต่างบอบช้ำ แต่ใครจะยืนหยัดได้นานมากกว่ากันเท่านั้น เราไม่ต้องรบด้วยกระสุนสักลูกเลย เราถ่วงเวลาให้ยาวเข้าไป ยืดเวลาออกไปเท่านั้น ประเทศที่ทนไม่ไหว ก็จะล้มลงก่อน เช่น ดูไบ ก็ดี, เกาหลีเหนือ ก็ดี ฯลฯ
อย่าไปสนใจกับสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น ทองคำ ที่ผันผวนไปมา ไม่มีสาระอะไรกับการมีชีวิตอยู่ของคน ถ้าประเทศใดมีทองเต็มไปหมด แต่ไม่มีข้าวกิน ประเทศนั้น ก็จะฆ่ากันเองจนล่มสลายได้เหมือนกัน เราต้องกลับไปที่พื้นฐาน, รากฐาน แล้วทำให้เข้มแข็ง มั่นคงขึ้น การมี “รัฐวิสาหกิจ” เพิ่มขึ้น จะช่วยให้ “นักศึกษาจบใหม่” มีงานทำมากขึ้น และควรอยู่ในต่างจังหวัดทุกจังหวัด เช่น คลังสินค้าเกษตรประจำจังหวัด เป็นต้น และนอกจากนี้ควรมี “ศูนย์แปลรูปผลิตภัณฑ์เกษตรประจำจังหวัด” ซึ่งรับซื้อสินค้าเกษตรมาแปรรูปให้เก็บไว้ได้นานๆ แล้วส่งมายังคลังสินค้า เพียงแค่สองหน่วยงานนี้ ก็จ้างแรงงานได้มากขึ้นทั้งยังอยู่ในท้องถิ่นของตนอีกด้วย ทั้งนี้ “รัฐวิสาหกิจ” เป็นหน่วยงานภาครัฐบาล ที่มีกำไร เป็นของตนเอง ดังนั้น จึงไม่ใช่การลงทุนที่เสียเปล่า ไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่ได้ผลเป็นกำไรที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าแน่นอน คนที่ต้องเดือดร้อน ก็คือ “พ่อค้าคนกลาง” ที่เคยกดราคาสินค้าเกษตร แล้วกักตุนไว้ขายในช่วงขาดแคลนแพงๆ ส่วนคนที่ได้ประโยชน์คือรัฐบาลและประชาชน อนึ่ง รัฐบาลไม่เน้นขายในประเทศ ในประเทศจะขายเพียงสถานที่ราชการเท่านั้น ที่เหลือเป็นแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) จึงไม่แย่งตลาดกับเอกชนในประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นการรบกวนการแข่งขันเสรีภายในประเทศเลย
ธรรมปฏิเวธ การแข่งขันที่พอดีของระบบ “ธรรมทุนนิยม”
ปัจจุบัน เราคงเหน็ดเหนื่อยกับการแก่งแย่งแข่งขันที่มากเกินไป ไม่พอดี ไม่สมดุล จริงอยู่การแข่งขันช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาประเทศ แต่ต้องมี “กลไกลการควบคุมให้พอดี” ด้วย เหมือนการต้มน้ำ ให้ไฟมากเกินไป ไม่ดูแลไฟ ไม่ควบคุมไฟ สุดท้าย น้ำก็จะเดือดล้นออกมาเป็นภัยได้ บทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงการแข่งขันที่พอดี ภายใต้แนวคิด “ธรรมทุนนิยม” คือ การเอาธรรมะ ธรรมชาติ มาผสมผสานกับแนวคิดทุนนิยม ดังนี้
๑) ผลผลิตพื้นฐานในประเทศต้องกระจายให้ทั่วถึงภายในก่อนส่งออกขาย
ทุนนิยมมีจุดประสงค์สำคัญอย่างหนึ่งคือ การกระจายสินค้าให้ประชาชนได้บริโภคอย่างทั่วถึง โดยใช้กลไกลการแข่งขันเป็นสำคัญ แต่หากปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีพ คนในประเทศยังขาดแคลนแล้ว การส่งออกเพื่อการค้าขาย ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาการขาดแคลนภายในประเทศหนักยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมี “รัฐวิสาหกิจกระจายสินค้าพื้นฐาน” เช่น คลังข้าว, ระบบขนส่งข้าวแบบไม่เร่งร้อน เช่น รถไฟที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ไม่ใช้น้ำมัน (น้ำมันถูกมือที่มองไม่เห็น เล่นเก็งกำไร ทำให้ราคาผันผวน ไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปผูกติดกับน้ำมันมาก) หากประเทศไทย กำหนดสินค้าเกษตรพื้นฐานที่ต้องกินต้องใช้ แล้วซื้อเข้ามาไว้ใน “คลังหลวง” ก่อนกระจายไปขายทั่วประเทศ โดยระบบรางรถไฟ ซึ่งไม่ใช้น้ำมัน ใช้ถ่านหิน ไม่เน้นรวดเร็ว แต่เพราะเป็นสินค้าพื้นฐาน จึงบริโภคได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว จึงไม่ต้องเน้นความเร็วในการขนส่ง (ไม่ใช่จดหมาย EMS) เช่น ข้าว, ปลาทู, กุ้ง, ปลากระป๋อง ฯลฯ ของที่มักพบใน “ถุงยังชีพพระราชทาน” อันนั้น เรานำมาเป็นสินค้าพื้นฐานได้เลย เพราะเป็นของที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ทุกช่วงเวลาของชีวิต ดังนี้ เราเอามาเข้า “คลังหลวง” ไว้ก่อน อย่างไร ก็ต้องขายได้ อย่างน้อย รัฐบาล ก็มีข้าราชการอยู่ในมือ เป็น “ลูกค้า” อยู่แล้ว ถ้าสินค้าของรัฐบาล กลัวขายไม่ออก ก็สามารถระบายไปสู่ข้าราชการเหล่านี้ได้ เพราะเป็น “สินค้าจำเป็นพื้นฐาน” อย่างไรเสียก็ต้องกิน ต้องใช้ ต้องซื้อแน่นอน ไม่ซื้อไม่ได้ จะไม่มีกิน เช่นนี้ เราก็สามารถ “กุมอำนาจทางอาหาร” ได้ ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่ง มีการ “คลังเสบียง” ที่ดี ยามศึกสงคราม ย่อมมั่นใจในการทำสึกแม้ยาวนานเท่าใดก็ตาม ตรงกันข้าม ถ้าประเทศ มีแต่กระดาษ ที่เรียกว่า “เงิน” แล้ว ยามสงคราม “เงินก็มีค่าเพียงเศษกระดาษ” จะมีความหมายอะไร เมื่อเทียบกับอาหาร
๒) การควบคุมกลไกลราคาด้วยรัฐวิสาหกิจผสมกับกลไกลการแข่งขัน
หลายครั้ง กลไกลการแข่งขันไม่ทำงาน กลายเป็น “การฮั้ว” กัน เช่น ตลาดข้าว พ่อค้าคนกลางมักฮั้วกัน กดราคาข้าว ทำให้ชาวนาไม่ได้รับผลประโยชน์ การมีรัฐวิสาหกิจข้าว ทำให้รัฐบาล สามารถกำหนด, ควบคุมกลไกลราคาได้ในระดับหนึ่ง อีกทั้ง “ข้าว” ก็เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ ที่ประเทศต่างๆ ในอดีต จะต้องมี “คลังเสบียง” เป็นของตนเอง เมืองใดเสบียงขาดแคลน เป็นต้องรอวันล่มสลาย ดังนั้น การที่รัฐบาลจะลงทุนในคลังข้าว ซื้อข้าวของประชาชนมาเป็นองรัฐบาล กำหนดราคาแข่งขันกับเอกชนในตลาด ทำให้เอกชนไม่สามารถฮั้วกันได้ เอกชนจะกำหนดราคากันเองไม่ได้ ถ้ากดราคา ชาวนาก็สามารถนำข้าวมาขายให้รัฐวิสาหกิจข้าวของรัฐบาลได้ นอกจากนี้ สินค้าเกษตรพื้นฐานอื่นๆ ที่ต้องกินต้องใช้และสามารถขายได้จริงๆ เช่น ยางพารา, ปลาทู ก็สามารถอยู่ในรูปรัฐวิสาหกิจได้ เหตุไฉน ยาสูบ จึงได้เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลได้ เพียงเพราะยาสูบทำกำไรมาก แต่มันไม่ใช่สินค้าที่จำเป็น ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเข้าลงทุน และกำหนดราคาตลาดให้สูงไว้ เพื่อควบคุมปริมาณในการบริโภคของประชาชน เหล้าก็เช่นกัน รัฐบาลก็ควรมีรัฐวิสาหกิจเหล้า เพื่อแข่งกับเอกชน โดยมีกฎหมายเก็บภาษีสูงๆ เพื่อบีบให้ราคาเหล้าสูงขึ้น เพื่อควบคุมการบริโภคให้ลดลง แต่เอกชนผู้ค้าเหล้า มักมีอิทธิพลมาก ชนิดที่รัฐบาลก็ต้องยอมก้มจำนน และตกเป็นเครื่องมือของนายทุน จึงไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้มากนัก เช่นนี้ สังคมเราจะเป็นทุนนิยมแบบ “ธรรมทุนนิยม” คือ เอารัฐบาลเข้ามาลงทุนแข่งกับนายทุน กระตุ้นการแข่งขัน และไม่ให้ระบบนายทุนมาครอบงำตลาดมากเกินไป ทำให้เกิด “ความเป็นธรรม” อย่างแท้จริงในตลาด และช่วยเหลือประชาชนด้วย
๓) ยกเลิกระบบสัมปทานเปลี่ยนเป็นการร่วมทุนในรัฐวิสาหกิจ
การให้สัมปทาน ทำให้เอกชนมีสิทธิขาดในธุรกิจบางอย่างที่ทำกำไรมาก แต่ต้องลงทุนมากในระยะต้น ถ้าย้อนกลับไปในอดีต คงไม่มีเจ้าเมืองใดที่โง่พอให้นายทุนลงมาทำเหมืองทองเป็นแน่ เจ้าเมืองนั้นครองเมืองอยู่ ถ้ารู้ว่ามีเหมืองทอง เหมืองทองนั้น ต้องตกเป็นของเจ้าเมืองอย่างเดียว การทำให้นายทุน รวยเกินเจ้าเมือง เจ้าเมืองก็จะถูกนายทุนยึดอำนาจได้ นายทุนบางประเภท ยกระดับตนเองจากนายทุน เข้ามาสู่วงการการเมือง แล้วครอบงำอำนาจมากมาย เช่น กรณีของ คุณทักษิณ ประเทศไทยก็ได้รับบทเรียนมาแล้ว ว่าการปล่อยให้ “นายทุน” รวยเกินไป อาจเป็น “ภัยต่อความมั่นคงของประเทศ” ยังมี “ปริศนาธรรม” ของพระเพทราชาอันหนึ่งว่า “หลวงเจ้าวัดอย่าให้อาหาร” ความหมายคือ เจ้าใหญ่นายโตต่างๆ อย่าเลี้ยงให้โต ให้ดี ให้มีอำนาจเกินไป เพราะคนเหล่านี้จะอยากเป็นใหญ่ จะแข็งข้อ และต่อต้านทำลายเราเองในภายหลัง อย่างหัวเมืองต่างๆ ถ้าเราให้เสบียงอาหาร, ทรัพยากรแก่เขามากเกินไป มีโอกาสเขาก็จะแข็งข้อทันที ดังนั้น การให้เอกชน หรือนายทุนได้รวยเกินไป ในบางธุรกิจ จะเป็น “ภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาล” ในประเทศอเมริกา เอกชนมากมาย ที่ร่ำรวยมากๆ ได้ใช้เงินเป็นอาวุธ เขาได้ให้เงินสนับสนุน “พรรคการเมือง” และอยู่เบื้องหลัง บงการการเมืองอยู่ ทำให้การปกครองประเทศ ไม่มีอิสระอย่างแท้จริง เรารู้จักกันดีในชื่อขององค์กร “อิลูมินาติ” และ “ฟรีเมสัน” พวกนายทุนเหล่านี้ บงการเบื้องหลังการเมืองอเมริกา เราอยากให้ประเทศของเรา ถูกบงการด้วยนายทุน เพราะระบบ “ทุนนิยม” ดอกหรือ ดังนั้น ประเทศเราต้องมี “รัฐวิสาหกิจ” ที่เปิดให้เอกชนมาร่วมทุนในธุรกิจที่ต้องเริ่มต้นใช้ทุนมากๆ เช่น น้ำมัน แล้วจึงค่อยๆ ผ่อนให้เอกชนนั้น เปลี่ยนมือ หรือกระจายอำนาจในหุ้นส่วนของธุรกิจนั้นๆ เช่น กฎหมายกำหนดว่าสัมปทานจะให้เอกชนมีสิทธิ์ขาด ๑๐๐% ไม่ได้ สัมปทานทุกอย่าง ต้องมีรัฐบาลเข้าร่วมถือหุ้นด้วย และเอกชน จะมีสิทธิ์ในสัมปทาน ๑๐ ปี ในปีที่ ๑๑ จะต้องเอาหุ้นออกขาย เพื่อให้เอกชนรายอื่นๆ ได้มีโอกาสได้กำไรในธุรกิจสัมปทานนั้นๆ
๔) การให้ทุนฟรีกับพรรคการเมืองในการแข่งขันอย่างเท่าเทียม
คือ การห้ามการโฆษณาด้วยการใช้เงินของตนเอง แต่สามารถโฆษณาในที่ๆ ฟรี ที่หน่วยงานจัดการเลือกตั้งจัดให้ เช่น ป้ายโฆษณาของรัฐบาล เป็นป้ายใหญ่ ให้เรียงหน้าผู้สมัครทุกคนเท่าเทียมกัน “ฟรี” ไม่ต้องใช้เงินลงทุน ใครอยากสมัคร ส.ส. ให้เข้ามาทดสอบก่อน ถ้าเป็น ส.ส. ในระบบเก่า มีประสบการณ์อยู่แล้ว ให้ผ่านการคัดเลือกได้ คนหน้าใหม่ อยากลองจำนวนมากมาย เพราะเห็นว่า “ฟรี” ก็มี ดังนั้นต้องกรองเอาคนที่เห็นของฟรีเลยอยากลองดูออกไปก่อน เช่นนี้ การแข่งขันสมัคร ส.ส. ก็เริ่มต้นด้วย “ฟรี” คือ “ได้รับก่อน” ไม่ต้องลงทุนเองเลยสักแดงเดียว ไม่ต้องคิดว่าลงทุนไปมาก ต้องไปถอนทุนคืน เพราะประเทศชาติ “เป็นผู้ให้ก่อน” สอนให้ผู้สมัครทุกคน “รู้จักการให้” ไม่ใช่เริ่มจากการลงทุน และการค้ากำไรกับการมาเป็น ส.ส. อนึ่ง สื่อทีวี ก็อยากนำเสนอเรื่องการสมัคร ส.ส. ของแต่ละท่านอยู่แล้ว ถ้าประเทศชาติ ขอความร่วมมือ หรืออกกฎหมายให้สื่อต้องสนับสนุน (เป็น sponsor) กับการสมัคร ส.ส. อย่างเท่าเทียมกัน ก็จะทำให้ผู้สมัครไม่ต้องวนอยู่ระบบ “นายทุน” คือ ทุนนิยม ที่มีนายทุนเอาเงินมาให้ใช้ในการเลือกตั้ง แล้วบงการอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป การบริหารประเทศ ก็มีอิสระ ทำได้อย่างยุติธรรม เท่าเทียมกันแท้จริง ไม่ลำเอียง ไปเข้าข้างพวกที่ให้เงินสนับสนุนเบื้องหลัง
๕) ฟื้นฟูระบบจอหงวนผสมผสานกับระบบการเลือกตั้งแล้วจ้างงานตลอดชีพ
คือ การคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. โดยไม่กีดกันกัน ถ้ามีใจ ก็เข้ามาสมัคร ถ้าสมัยแรกตกไป รัฐบาลจะไม่เลี้ยงดู แต่ถ้าพากเพียรสมัครสี่สมัยซ้อน ก็ค่อยเข้ามาอยู่ในระบบ เป็นต้น หาเงื่อนไขที่จะเลี้ยงคน แล้วเอาคนเหล่านี้ที่สอบตก ไปเป็น “ปราชญ์ชุมชน” เป็นตัวอย่าง ในภาค “ปฏิบัติจริง” แต่เลี้ยงดูอย่างสมถะ พอเพียง เช่น เงินเดือนห้าพัน อยู่เหมือนอยู่ในวัด แต่อยู่ในพื้นที่สาธิตเกษตรพอเพียง เป็นต้น ถ้าได้เป็น ส.ส. ค่อยมาทำงาน แต่ถ้าสอบตกก็ต้องเป็น “ปราชญ์ชุมชน” ซึ่งประเทศชาติจะเลี้ยงดูตลอดชีพ ไม่ต้องคิดโกงกิน
ธรรมปฏิเวธ ทำอย่างไรให้ปราชญ์และผู้มีปัญญามารับใช้แผ่นดิน
มีคำกล่าวว่า “อยุธยาไม่สิ้นคนดี” คือ ต่อให้คนดีมีบารมีคนแรกตายไป หมดอำนาจลงไป ก็จะมีผู้ปัญญา คนดี ผู้มีบุญบารมีคนใหม่ ออกมาดูแลอยุธยาต่อไป แต่ปัจจุบัน เราๆ ท่านๆ กลับมองไม่เห็น และเบื่อหน่ายในกลุ่มนักการเมืองกันมาก เพราะดูเหมือนว่าจะไม่มี “คนดีในอยุธยา” ดังคำกล่าวนั้น แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านเองก็เชื่อคำกล่าวนั้น บางทีอาจมีคนดีมีบุญบารมีซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งในแผ่นดินนี้ก็ได้ ทำอย่างไร จะให้ “คนดี” ที่ซ่อนตัวอยู่ในอยุธยาเหล่านั้น ออกมารับใช้ชาติบ้านเมือง บทความนี้ขอเสนอแนะดังนี้
๑) การฟื้นฟูระบบ “จ้างงานตลอดชีพ” ด้วยการเลี้ยงปราชญ์แบบพอเพียง
ประเทศเรามีอาหารมาก สามารถเลี้ยงดูนักบวชได้ตลอดชีพ โดยที่นักบวชนั้นไม่ต้องทำมาหากินเลยก็ได้ ดังนั้น “ระบบจ้างงานตลอดชีพ” จึงเป็นไปได้ ถ้า “คนของรัฐ” หรือที่เรียกว่า “รัฐบุรุษ” ยินดีที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะ ดังเช่น พระสงฆ์รูปหนึ่ง ก็ดี การที่คนมีเงินเดือนสักห้าพันบาท ไม่มากเลย สำหรับรัฐบาล ถ้าเราจ้างนักปราชญ์ประจำชุมชนที่มีชีวิตแบบพอเพียง เป็นนักปราชญ์ในชุมชน ทำตัวเป็นแบบอย่าง ขับเคลื่อนชุมชนให้สมถะ มีความเป็นอยู่สันโดษ, เรียบง่าย, สันติสุข, ไม่ฟุ้งเฟ้อ แล้ว ประเทศก็จะร่มเย็นมาก การเลี้ยงดูคนแบบนี้ตลอดชีพ ไม่ยากเกินไป ทำได้ ใช้ต้นทุนน้อยกว่าการเอาเงินไปลงโฆษณาและประชาสัมพันธ์เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง, ศิลปวัฒนธรรม, จริยธรรม, คุณธรรม, การป้องกันโรคติดต่อ, การอนุรักษ์ธรรมชาติ ฯลฯ ซึ่งเราต้องใช้งบประมาณภาครัฐมากมายในการให้ความรู้ และรณรงค์ต่างๆ เหตุใด เราไม่ใช้ “ปราชญ์ชุมชน” เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนและรณรงค์ภาคท้องถิ่นเล่า เมื่อเราเลี้ยงดูปราชญ์เหล่านี้ เราจะนำมาจาก ส.ส. สอบตก ส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ก่อนที่จะไปสมัครเป็น ส.ส. อย่างนี้ จะทำให้ได้ ส.ส. ที่มีจิตใจสันโดษ สมถะ เป็นปราชญ์ทั้งตัวและหัวใจ ซึ่งเป็นคนฉลาดมีปัญญา พัฒนาประเทศได้ แต่ไม่ละโมบ
๒) การสนับสนุน “การเรียนรู้นอกระบบ” หรือ “การเรียนรู้ตามธรรมชาติ”
ในสมัยโบราณ การเรียนรู้และถ่ายทอดวัฒนธรรม เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ต้องสร้างโรงเรียน ไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆ เอาชีวิตของเรามาใช้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิด มุมมอง โลกทัศน์ ต่างๆ ก็เกิดขึ้น วันนี้ เราเชื่อถือการเรียนรู้ในระบบ แต่โปรดดูเถิดในสังคมที่มีการเรียนรู้ในระบบนี้ เราได้ “นักเรียนนักเลง” ก็มี “นักเรียนนักรัก” ที่ไปทำแท้งกันมากมาย ก็มี เพราะนี่ไม่ได้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก แต่เป็นโดยการ “บีบบังคับ” เราไม่มีทางออกให้เด็กได้เรียนรู้ สืบสานผ่านวัยต่อวัย จากผู้ใหญ่รุ่นหนึ่ง สู่เด็กรุ่นหนึ่ง สังคมขาดช่วงของการถ่ายทอดความคิด, ความเข้าใจ, ค่านิยม และวัฒนธรรม ดังนั้น คนไทยรุ่นใหม่ ก็เหมือนไม่ใช่ลูกหลานของเรา บางครั้ง เรามองดูเขา ด้วยความสงสัยว่าเขาเหมือนเราตรงไหน เขาเป็นลูกหลานเราหรือ ทำไม แตกต่างกันได้มากขนาดนี้ นี่เพราะ “ขาดการถ่ายทอดระหว่างรุ่นสืบรุ่น” ทำให้สายเลือดที่มีมาดั่งถูกตัดขาดลงฉะนั้น ในอีสาน มีมากมายที่คนเฒ่าคนแก่ถูกทอดทิ้ง และลูกหลานต้องไปยากลำบากเป็นกรรมกรในโรงงาน นี่คือ สิ่งที่เราอยากให้เป็นดอกหรือ ความเจริญ และการพัฒนาประเทศของเรา เป็นไปตามการเกาะความเจริญของนานาชาติ เพื่อไม่ให้ตนเองตกสมัยดอกหรือ หรือเราจะเป็นผู้กำหนดอนาคตชาติเราเอง ด้วยการหันกลับมามองย้อนถึงรากฐานของเราเอง เพื่อไม่ให้เติบโตโดยขาดรากเหง้าของตัวเราเอง การทำให้สังคมมี “ปราชญ์ชุมชน” เป็นแหล่งเรียนรู้นอกระบบ จะลดงบประมาณการศึกษาในระบบลงได้มาก ดังนั้น นี่เป็นการ “ลดค่าใช้จ่าย” ไม่ใช่เพิ่มภาระ เพราะพวกเขาจะดูแลกันเองแทนที่รัฐบาลจะโอบอุ้มไปตลอด หมายความว่า กฎหมายที่บังคับให้เด็กต้องเรียนถึงมัธยมต้นนั้น ก็ให้เปลี่ยน เป็น “เด็กสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนทางนอกระบบ หรือในระบบ ตั้งแต่พ้นวัยประถมขึ้นไป” หากเด็กไม่สมัครใจจะเรียนในโรงเรียนมัธยม ก็สามารถไปเรียนกับ “ปราชญ์ชุมชน” แทนได้ ซึ่งเขาจะสอน “การใช้ชีวิตในชุมชน” ไม่ได้สอนให้ไปเป็นทาสของระบบทุนนิยม ไม่ต้องไปเป็นกรรมกรที่ดี ลูกจ้างที่ดี แต่ให้รักท้องถิ่นตน เป็นชาวนา ก็ทำเพื่อประเทศชาติได้อย่างไรบ้าง เป็นต้น นี่ก็ถือว่าเรียนเหมือนกัน
๓) การหมุนเวียนปราชญ์ชุมชนไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
โดยการให้ “การสมัครและโฆษณาประชาสัมพันธ์ฟรี” สำหรับผู้สมัคร ส.ส. แต่ผู้สมัครต้องคัดกรองก่อน เพื่อไม่ให้ผู้ที่ “ชอบของฟรี” เข้ามาทดลองเล่นๆ การสมัคร ส.ส. ต้องไม่ใช้เงินสักแดงเดียว ไม่ว่าจะเป็นค่าสมัคร, ค่าโฆษณา ฯลฯ ประเทศชาติต้องเป็นผู้ควบคุมดูแล และออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ให้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ใครมีเงินซื้อสื่อมากๆ ก็ทำให้ตัวเองดัง มีชื่อเสียงได้ โดยที่ประชาชน ไม่ได้รู้อย่างแท้จริงในตัวเขาเลย เพราะประชาชนรู้ผ่านสื่อ “ที่เขาใช้เงินบงการจ้างเท่านั้น” จึงไม่มีทางเลยที่ประชาชนจะรู้ได้ว่าผู้สมัครคนนั้นเป็นคนดีมีความสามารถจริงหรืออย่างไร ใครมีเงินทุ่ม ก็ทุ่มเอาไป จะเป็นหญิงขายบริการ มาเป็นดาราดัง มีเงิน แล้วมาปกครองคนในฐานะ ส.ส. ก็ได้ เพราะระบบการเลือกตั้งเปิดโอกาสให้คนมีเงิน เป็นระบบ “ทุนนิยม” นิยมเงิน นิยมทุน อย่างนี้ ทำให้นายทุนครอบงำอำนาจการเมือง การบริหารประเทศจึงไม่มีความเป็นธรรม เราต้องให้มีการสมัครคัดเลือกโดย “ไม่ใช้เงิน” เลยสักแดงเดียว เช่น การให้โฆษณาออกสื่อของรัฐ หรือสื่อที่รัฐบาลของความร่วมมือได้อย่างเท่าเทียมกัน เท่านี้ ก็ “ยุติธรรม” กับคนดีที่ไม่มีเงินก็สามารถสมัครเป็น ส.ส. ได้ ดังนั้นประชาชน ก็จะได้คนดีมีความสามารถมาบริหารบ้านเมือง ไม่ต้องจำทนอยู่ และเลือกคนที่ตนเองไม่ต้องการ เพราะความจำเป็นอีกต่อไป
๔) การหมุนเวียนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นปราชญ์ชุมชน
โดยการให้ “ส.ส. สอบตกจากปีก่อน ได้เป็นปราชญ์ชุมชน” มีเงินเดือนพอเลี้ยงตัวรอดได้ คือ ห้าพันบาทก็พอ ลุกและเมีย เลี้ยงดูตัวเองไป ไม่ต้องสนใจมาก เพราะต้องสละตัวเพื่อสังคมแล้ว ลูกกับเมียก็น่าจะมีความสามารถทำงานหาเลี้ยงตนเองได้ ดังนั้น ถ้าจะอยู่อย่างสมถะ เงินเดือนห้าพันบาทก็พอแล้ว เลี้ยงไว้ จังหวัดละ ๑ ท่าน เป็นอย่างน้อย ก็จะใช้เงินงบประมาณเพียง ๓๙๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ปีละ ๔,๖๘๐,๐๐๐ บาท (ไม่ถึง ๕ ล้านบาท) งบประมาณไม่เกิน ๕ ล้านบาท สำหรับการจ้างปราชญ์ชุมชนให้ประจำอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศนั้น น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับงบโฆษณาประชาสัมพันธ์อื่นๆ อนึ่ง ผู้ที่จะยอมมีชีวิตอยู่ด้วยเงินเดือน ๕,๐๐๐ บาทนี้ ไม่ได้มีมาก บางคนอาจมีธุรกิจรวยอยู่แล้ว ไม่ต้องไปจ้างเขา เอาเฉพาะที่เราคิดว่าเป็นปราชญ์ชุมชนได้จริงๆ มีความยากจนจริงๆ ให้เอามาเป็นขุมกำลังสำหรับเป็น ส.ส. ในอนาคต ให้ผสมผสานต่อกรกับ ส.ส. ที่มาโดยทุนได้ ทำให้เกิดการคานอำนาจระหว่าง ส.ส. กับปราชญ์ชาวนา ก็จะไม่ต้องมีการประท้วงโดยชาวนา การปฏิวัติโดยชาวนา โดยกรรมกร แบบมาร์ก ซิส ก็จะไม่ต้องเกิดขึ้นอีก
๕) การจัดสัดส่วน ส.ส. ทุนนิยม กับปราชญ์ชุมชน ให้คานอำนาจกับพอดี
โดยการออกกฎหมายกำหนดก็ได้ เช่น ใช้ระบบสองพรรค เช่น พรรคทุนนิยม กับพรรคสังคมนิยม หรือพรรคประชาธิปัตถ์ และพรรคชาตินิยม เป็นต้น ให้พรรคหนึ่ง เกิดมาโดยปราชญ์ชุมชน มีการเลี้ยงดูแบบสมถะ มีชีวิตเรียบง่าย ก็จะมีหัวอนุรักษ์ ส่วนพรรคหนึ่ง จะมีการเลือกตั้ง แข่งขันกันเสรีเต็มที่ อาจมีพรรคย่อยๆ มาก่อน ๑๐ พรรค เลือกตั้งโดยวิธีเดิม ประชาชนเลือกแล้ว ได้หัวหน้าพรรคเพียงหนึ่งเดียว พรรคย่อยๆ ที่มี ๑๐ พรรค ก็จะยุบรวมเป็นพรรคเดียว คือ พรรคทุนนิยม ก็ดี แล้วจึงค่อยให้พรรคทุนนิยม กับพรรคของปราชญ์ชุมชน มาแข่งขันกันภายใต้การแข่งขันที่ “ยุติธรรม” ไม่ใช่การแข่งกันใช้เงินทุนอย่างอิสรเสรี เพราะแข่งแบบนั้นไม่ยุติธรรม คนที่ไม่มีเงินก็เสียเปรียบ ให้แข่งกันทางนโยบาย มีประเทศชาติออกเงินค่าสื่อให้ทั้งหมด และห้ามไปใช้เงินซื้อสื่อเอง ถ้าจับได้ก็ถูกปรับโทษ ซึ่งก่อนหน้านี้ พรรคทุนนิยม ได้แข่งขันกันเองในพรรคย่อยมากมายนั้นแล้ว แบบวิธีเดิมๆ คือ ใครมีเงินมาก ทุ่มซื้อสื่อ ก็ได้ ไม่ว่ากัน แข่งกันแบบทุนนิยมเต็มขั้นไปเลย จากพรรคย่อยมากมาย ก็ยุบรวบเป็นพรรคเดียวไป คือ “ทุนนิยม” อย่างเดียว แล้วค่อยมาแข่งขันกับพรรคปราชญ์ชุมชน ภายใต้การแข่งขันที่ยุติธรรม ไม่ใช้เงิน
นี่เป็นระบบใหม่ ไม่มีในโลกเลย ผู้เขียน เขียนไว้อย่างนั้นเอง แต่ก็หวังว่าลูกหลานในอนาคตอาจมาทำให้เป็นจริงก็ได้ ซึ่งถ้าทำได้ ผู้เขียนคิดว่าเราจะได้นักปราชญ์มากมาย
ธรรมปฏิเวธ การล่มสลายของสังคมนิยมในประเทศจีน
โลกเรานี้ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากแนวคิดเอาทุนนำ แล้วหลงเพลินกับความเจริญรุ่งเรืองของทุน ปัจจุบัน หลายประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤติอย่างหนัก ไม่ใช่วิกฤติเศรษฐกิจ ที่เรากำลังวิตกกันอยู่นี้ เพราะต่อให้เศรษฐกิจตกต่ำ แต่ถ้าคนเรายังมีกินมีใช้ ชาติก็ยังอยู่รอดได้ แต่ถ้าพื้นฐานครอบครัว และสังคมพังสิ้นแล้ว ชาติย่อมไม่ยืนหยัดอยู่ได้ นี่จึงเป็นวิกฤติแห่งความเป็นรัฐ นั่นหมายถึง การล่มสลายของประเทศต่างๆ นั้น ใกล้มาถึงแล้ว นี่ไม่ใช่การกล่าวร้าย ขอให้ท่านพิจารณาสิ่งที่จะบอกต่อไปนี้ก่อน
ประเทศเกิดขึ้นมาเป็นรัฐได้ ย่อมต้องอาศัยรากฐานจากครัวเรือน พัฒนาขึ้นมาเป็นสังคม และเป็นรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยของตนเองอันเป็นที่ยอมรับและเกรงขาม ทั่วโลกไม่รุกรานโจมตี ตามลำดับ ทว่า หลายประเทศกำลังเร่งพัฒนาด้านเศรษฐกิจ จนลืมรากฐานสำคัญ คือ ครอบครัวและสังคม เช่น ประเทศญี่ปุ่น เจริญทางวัตถุมาก แต่ประชากรกลับมีจำนวนลดลง เพราะค่าครองชีพสูง ประชาชนไม่ยอมมีลูกเท่าเดิม ทำให้อัตราจำนวนประชากรลดลงอย่างมาก เด็กน้อยลง คนแก่มากขึ้น เหมือนเมืองที่แก่แล้ว รอหมดอายุ เพราะไม่มีลูกหลานสืบต่อฉะนั้น แม้แต่ประเทศสิงคโปร์ก็เกิดปัญหานี้ ในมาเลเซียเดิมมีความรักในชาติตนมาก แต่ปัจจุบันคนมาเลเซียใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษหลักแล้ว และ “อัตลักษณ์”หลายอย่างของมาเลเซียก็ค่อยๆ ถูกซ่อนไว้ในซอกเหลือบสังคม ในพม่ามีกองกำลังของหลายชนเผ่าที่มีอาวุธ ไม่ก้มยอมต่อรัฐบาล หากไม่มีอำนาจทหารคุมไว้ พม่าก็แตกแยก แต่ละเผ่าย่อมแย่งกันขึ้นมามีอำนาจด้วยกำลังทหารของตน ขณะที่ฟิลิปปินส์ มีอิทธิพลของทหารอเมริกันครอบงำอยู่เต็มไปหมด นี่ก็ไม่ได้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง แม้แต่ในอเมริกาเอง ก็ยืดหยัดอยู่ได้ด้วยการได้เปรียบทางการค้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก เมื่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกเกิดวิกฤติ ตนเองก็สะเทือนไปด้วย เพราะรากฐานนั้นไม่ได้หยั่งลงในประเทศของตน เหมือนคนยืนได้ด้วยการขี่คอผู้อื่นฉะนั้น เมื่อใดที่ผู้ยอมให้ขี่คอ หมดแรงล้มลง คนที่ขี่คอก็ต้องร่วงลงมาด้วยอย่างไม่สามารถเลี่ยงได้ ภัยนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ในประเทศจีนเอง ซึ่งเป็นประเทศใหญ่มหาอำนาจ ก็กำลังประสบวิกฤติอันรุนแรงนี้ในไม่ช้า เนื่องจากการดำเนินนโยบายที่ขัดแย้งและทำลาย “รากฐานของคอมมิวนิสต์” โดยการทำลาย “สังคม” ก่อน กล่าวให้ชัดๆ ก็คือ จีนทุกวันนี้ ไม่ใช่ “สังคมนิยม” แล้วแต่เป็น “อำนาจนิยม” จีนมุ่งเน้นการสร้างวัตถุแข่งกับประเทศทุนนิยมมากมาย จะต้องเผาผลาญธรรมชาติไปมากมาย ผิดหลักการของสังคมนิยม ทำตัวเลียนแบบข้อเสียของทุนนิยม ยังเผด็จการสั่งให้คนจีนมีลูกคนเดียวอีก นับเป็นการทำลายโครงสร้างประชากรใหม่ ทำให้ผิดธรรมชาติ ทุกวันนี้ จีนมีนโยบายเดียวที่โดดเด่น คือ การทำการค้าโดยรัฐบาลลงทุนเองเท่านั้น นอกจากนั้น ประเทศจีนล้วนผิดพลาดมากมาย ดังนโยบายที่จะกล่าวต่อไปนี้
๑) นโยบายลูกคนเดียว ส่งผลให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป ไม่สมดุล ในบางช่วงอายุของเยาวชนก็มีแต่ผู้ชายตามกระแส นิยมลูกผู้ชาย บางช่วงก็มีแต่ผู้หญิง ตามกระแสนิยมลูกผู้หญิง ทำให้โครงสร้างประชากรผิดไปจากธรรมชาติ นี่ผิดหลักสังคมนิยม ที่จะให้ความสำคัญกับความสมดุลของหน่วยครัวเรือนมาก
๒) นโยบายยึดทิเบต ส่งผลให้เกิดการทำลายวัฒนธรรมใหญ่แห่งหนึ่งของโลก นอกจากนี้ จีนยังทำให้วัฒนธรรมเก่าแก่ของตนเองที่มีมานับพันๆ ปี สูญสิ้นลงไปกับการทำลายล้างศาสนาอันเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมจีน การทำลายวัฒนธรรม เท่ากับทำลายเส้นเลือดของสังคม สังคมจะทรงอยู่ไม่ได้ สุดท้ายจะต้องล่มสลาย
๓) นโยบายสร้างเขื่อน ส่งผลให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ซึ่งผิดหลักการของสังคมนิยมโดยสิ้นเชิงเช่น เขื่อนกั้นลำน้ำโขง เพื่อพลังงานไฟฟ้า ทำให้ผลาญธรรมชาติไปมาก การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำนั้นผิดธรรมชาติมาก ผิดหลักการของสังคมนิยม ที่มุ่งเน้นการรักษาธรรมชาติ ไม่เน้นลงทุนสร้างวัตถุ
ดังนี้จึงกล่าวว่า “สังคมนิยม” ในจีนไม่มีแล้ว เป็นได้แค่ “อำนาจนิยม” เท่านั้นเอง