รวมบทความเกี่ยวกับจิตวิญญาณและการบำเพ็ญบารมี

รวมบทความเกี่ยวกับจิตวิญญาณและการบำเพ็ญบารมี

มหาธรรม เรื่อง สุญตา ต้องจิตว่างตลอดเวลาหรือไม่

สรรพสิ่งไม่เที่ยง แม้แต่ภาวะจิตว่าง ก็ไม่ได้เที่ยงแท้ไปตลอดเวลา ความว่างของจิตมีการเกิดและดับลงด้วยคือว่างบ้าง ไม่ว่างบ้าง เป็นครั้งคราวไป นี่ไม่ใช่สิ่งบ่งบอกถึงการบรรลุอรหันต์ ไม่ใช่ว่าพระอรหันต์จะต้องมีจิตว่างตลอดก็หาไม่ ดังจะกล่าวต่อไปดังนี้

ภาวะจิตว่างเป็นระยะเวลานานๆ นั้น มีได้ในพระอรหันต์ที่เข้า “นิโรธสมาบัติ” คำว่านิโรธก็มาจากอาการว่างเสียจากใดๆ ทั้งปวง คำว่าสมาบัติ ก็หมายความถึงอาการคงที่ชั่วระยะ คล้ายกับการเจริญฌานแต่ไม่ใช่การเข้าฌาน จึงไม่เรียกว่า “นิโรธฌาน” แต่เรียกว่านิโรธสมาบัติแทน ดังนั้น นิโรธสมาบัติจึงต่างจาก “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” ซึ่งใช้อาการดับสัญญา (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่เชิง) เป็นอาการเข้าถึงฌานนั้นๆ และยังไม่ใช่ “อากาสานัญจายตนะ” คือ การกำหนดความว่างเป็นอารมณ์ แล้วเสพหรือเสวยอารมณ์ว่างนั้นต่อเนื่องยาวไป อันนี้ ก็ไม่ใช่นิโรธสมาบัติ เพราะไปกำหนดเอาความว่างก็ดี การดับสัญญาก็ดีเป็นอารมณ์เพื่อเสพสุขในอารมณ์นั้นๆ ให้ยาวออกไป ซึ่งเป็นมโนกรรมดี และกลายเป็นการ “สืบชาติต่อภพ” ไม่ทำให้นิพพาน แต่ทำให้ไปจุติยังพรหมโลกได้ ส่วนนิโรธสมาบัตินั้น ไม่มีการเสพอารมณ์ การสืบอารมณ์ การเสวยอารมณ์ หรือการกำหนดอารมณ์ แต่เป็นภาวะที่จิตว่างพ้นจากใดๆ แล้วทั้งปวง ซึ่งเกิดขึ้นยาวนานระยะหนึ่ง จึงไม่เป็นมโนกรรม ไม่ใช่เครื่องสร้างชาติสืบภพ ดังนั้น ถ้าตายในนิโรธสมาบัติ จึงไม่ปรากฏว่ามีพรหมโลกชั้นใดรองรับสภาวะจิตในนิโรธสมาบัตินี้ เพราะไม่มีภพ ไม่มีการสืบอารมณ์ คือ ว่างทั้งจากทุกข์และจากสุข เรียกได้ว่านิโรธสมาบัติเข้าได้เฉพาะพระอรหันต์ (พรหมชั้นไหนๆ ก็เข้าไม่ได้ทั้งสิ้น) ส่วนฌานทุกชนิดจะไม่ว่างจากสุข ยังมีสุขอยู่ช่วงแรกๆ และค่อยๆ ดับลงช่วงหลังๆ จนไม่เหลือทั้งทุกข์และสุขแต่ช่วงที่สุขดับลงนี้ ถ้าสติไม่ตื่นเต็มที่รู้แจ้งในทันทีว่าสุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง อย่างนี้ ไม่ใช่การบรรลุธรรม ไม่ใช่นิโรธ ก็ไม่ใช่นิโรธสมาบัติด้วย เป็นแต่ฌานอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนที่บรรลุนั้นใช้หลักการอนุโลมปฏิโลม แล้วสติตื่นตัวขึ้นระหว่างฌานสามและฌานสี่ ช่วงที่สุขกำลังดับลงนั่นเอง

คำว่านิโรธ มาจากอริยสัจสี่ คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรค โดยนิโรธมีความหมายถึงการหลุดพ้นจากพันธนาการทุกสิ่งทุกอย่างชั่วขณะ ณ จุดนี้ หากสติตื่นตัวขึ้นเต็มที่และเห็นแจ้งว่าภาวะนี้เองที่เป็นทางตรงสู่การพ้นทุกข์ได้จริง ก็จะบรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบันถึงอรหันต์ทันที ตามแต่กำลังจิตขณะนั้นๆ และอินทรีย์ขณะนั้นๆ ที่รองรับสภาวธรรมอยู่ ดังนั้น นิโรธจึงไม่ใช่นิพพาน แต่เหมือน “ตัวอย่างให้ชิม” ชั่วขณะ ถ้าชิมแล้วจิตตรงแน่ว ไม่คลอนแคลน ศรัทธามีกำลังมาก มากเท่าใดก็ได้เท่านั้น ถ้ามากถึงที่สุด คือ ยอมละวางทุกอย่างเพื่อภาวะนี้ก็ถึงอรหันต์ แต่ถ้าน้อยที่สุดคือ แค่มีความเห็น (ทิฐิ) ตรงนิพพาน แต่ไม่มีกำลังจิตมากพอจะละวางกิเลสได้ ละวางได้เพียงความถือตัวถือตน (สักกายทิฐิ) ก็สำเร็จโสดาบัน เรียกว่าการสำเร็จมรรคผล หรือบรรลุธรรมนั้น ใช้ “นิโรธ” เป็นอาการของจิตขณะกำลังบรรลุ ไม่มีภาวะอื่นนอกจากนี้เลย หากยังทุกข์อยู่ก็ไม่บรรลุธรรม ยังวนอยู่กับการหาทางหลุดพ้นทุกข์ นิโรธก็ยังไม่เกิด หากยังสุขอยู่ ก็ยังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จิตยังไม่ตรงต่อนิพพาน ต้องมีภาวะจิตที่เป็น “อขมทุกข์ อขมสุข” เป็นทางตรงนิพพานเท่านั้น ทุกข์ก็ไม่ตรงนิพพาน สุขก็ไม่ตรงนิพพาน คือไม่ใช่ทั้งสองด้าน

อาการนิโรธนี้เกิดขึ้นได้ด้วยหลายวิธี หลายกุศโลบาย เช่น การเจริญอานาปานสติ แล้วเข้าสู่ภาวะลมหายใจดับหายไป จิตเข้าสู่ความไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วตื่นโพล่งขึ้นทันทีว่าใช่ทางตรงนิพพานแน่แล้ว ก็สำเร็จบรรลุธรรม แต่ถ้าศรัทธาอ่อนไม่มีศรัทธา ก็ไม่อาจเข้าถึงได้ อุปมาดังเห็นซอยแล้ว ขับรถเลยไป ไม่ทันได้หยุดแล้วหักตรงเข้าไปเลย เลยพลาดไป ดังนั้น การ “ว่าง” แบบนี้ เกิดขึ้นได้บ่อยๆ แต่เรามักไม่ “ตื่น” ขึ้นในฉับพลัน คือ ไม่หักเลี้ยวตรงเข้าซอยให้ทันภาวะนั้นๆ จึงเลยไปเสียบ่อยๆ จิตว่างเกิดขึ้นเสมอ แต่เราไม่แน่วแน่ลงไปได้ว่าทางนี้คือทางตรงนิพพาน คือ ทางสายกลาง จึงไม่ได้บรรลุธรรมกัน แต่ท่านที่ได้นั้นอาศัยภาวะนิโรธนี้เองคือหลุดพ้นชั่วขณะ แล้วจิตตรงดิ่งลงไปด้วยศรัทธา

กล่าวอีกนัยหนึ่งถึงการบรรลุธรรม คือ ภาวะจิตเข้าสู่นิโรธแล้วสติตื่นขึ้นพิจารณาทันควัน จนจิตละ “ตัวตนของตน” ได้ ถ้าละตัวตนได้ระดับหยาบ คือ ตัวความถือตัวถือตน ไม่มีใครสอนได้ ก็จะได้ “โสดาบัน” แต่ถ้าละตัวตนเข้าไปได้มากขึ้นอีกระดับกลางคือ ได้ตัวกิเลสโลภ, โกรธ, หลง ด้วย ก็จะได้ถึง “อนาคามี” และถ้าละตัวตนได้มากที่สุด คือ ละได้แม้กระทั่งตัวอรหันต์ ตัวทุกตัว ไม่มีตัวตนใดๆ ทั้งรูปและอรูปเหลืออีกเลย ก็ “อรหันต์” อนึ่ง ภาวะจิตเข้าสู่นิโรธ แต่สติไม่ได้ตื่นขึ้นทันควันจนไถ่ถอนความถือตัวถือตนได้นี้ ก็มีอยู่มาก ปรากฏได้บ่อยๆ อินทรีย์ไม่พร้อมก็ไม่อาจบรรลุธรรม เช่น ศรัทธาอ่อน ไม่ศรัทธาในตัวผู้ถ่ายทอดธรรม มีแต่ความเคลือบแคลงใจในตัวผู้ถ่ายทอดธรรม อย่างนี้ ก็ไม่บรรลุธรรม ฯลฯ อนึ่ง การบรรลุฉับพลันมีหลายแบบ ดังจะได้อธิบายรายละเอียดดังต่อไปนี้

๑)   การบรรลุฉับพลันด้วยการไถ่ถอนตัวตน

คือ ภาวะที่จิตเข้าสู่นิโรธ ในขณะนั้นเอง สติตื่นขึ้นเต็มที่ เห็นแจ้งในสรรพสิ่งว่าไม่มีอะไรเป็นที่ยึดมั่นถือมั่นได้ ละถอนความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตน ก็บรรลุธรรมทันที อย่างนี้ ปรากฏในพระอรหันตสาวกในสมัยพุทธกาลเช่นกันคือ การบรรลุอรหันต์ตามปกติ การบรรลุแบบนี้ จิตจะตื่นรู้ถึงภาวะที่อะไรก็ไม่ใช่ทั้งนั้น จนเกิดความตระหนักรู้ถึงความยึดถือของตนเองที่เคยมีมาแต่หนหลัง แล้วละคลายความยึดถือของตนนั้นได้ เมื่อบรรลุแล้วจะเข้าใจผู้ที่เคยยึดมั่นถือมั่นมาก่อน เพราะตนเองก็เคยยึดมั่นถือมั่นมาก่อน พอละวางได้แล้ว จะไม่ปรามาส ไม่ปริภาษ ไม่ต่อต้านการมีกิเลส และการยึดมั่นถือมั่นของมนุษย์โลกทั่วไป เพราะตนเคยผ่านมาแล้ว เคยเป็นแล้วนั่นเอง และจะใจเย็นพอที่จะรอช่วยผู้อื่นที่ใกล้จะละวางได้ดังเช่นตน จะไม่ทำตนประหนึ่งว่าบริสุทธิ์มาก่อน ไม่มีมลทิน แล้วมองดูมนุษย์โลกอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมมีกิเลสมาก ไม่เลิกยึด ไม่ว่างเสียที อย่างนี้ไม่มี ไม่พึงเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ได้บรรลุธรรมในลักษณะนี้ เพราะเขาจะเข้าใจโลก เข้าใจคน เข้าใจตนเอง             

๒)   การบรรลุฉับพลันด้วยบารมีเก่า

คือ ภาวะจิตวิญญาณในกายละสังขารพร้อมกันทีเดียวทั้งหมด ทำให้กายสังขารเข้าสู่ภาวะว่างฉับพลัน ไม่มีทั้งความรู้สึกสุขและทุกข์ ขณะเสี้ยววินาทีนั้นเอง จิตวิญญาณดวงอื่นที่บรรลุอรหันต์อยู่แต่ยังไม่ดับขันธปรินิพพานก็จุติเข้ามาสู่ร่างกายแทนทันที อย่างนี้มีปรากฏได้เหมือนกัน ไม่ใช่จะไม่มี อาจารย์เซนบางท่าน ถ่ายทอดธรรมแล้ว ศิษย์บรรลุฉับพลันได้เหมือนกัน แต่ศิษย์อาจไม่เหมือนกัน ถ้าบรรลุแบบแรกจะถ่ายทอดธรรมได้ตรงไม่พลาดเลยแม้แต่น้อย และมนุษย์ร่วมยุคร่วมสมัยเข้าใจได้เหมือนตนไม่ยากเกินไป แต่ถ้าบรรลุตามแบบที่สองนี้ จะไม่เหมือนกัน คือ จะอาศัยจิตที่ยังไม่ปรินิพพาน เช่น จิตวิญญาณบางดวงที่จุติที่สุขาวดี แล้วบำเพ็ญธรรมจนได้อรหันต์ แต่ยังไม่หมดอายุขัย จึงยังไม่ถึงวาระดับขันธปรินิพพาน จากนั้น จิตดวงที่บรรลุอรหันต์แล้วนั้น ตั้งใจจุติลงมาในกายสังขารเพื่อโปรดมวลมนุษย์ และถ่ายทอดธรรมผ่านร่างมนุษย์นั้น อย่างนี้ก็เกิดขึ้นใน แต่ไม่มากนัก เฉพาะในผู้บำเพ็ญบารมีครบสามสิบทัศเท่านั้นคือ ถึงขั้นยอมตายเพื่อธรรมเพื่อสรรพสัตว์ได้ แบบนี้ ให้สังเกตดู การถ่ายทอดธรรมจะดูแปลกๆ ภาษาก็แปลก เพราะไม่ใช่มนุษย์มาก่อน เป็นจิตวิญญาณจากสวรรค์จุติลงมา จึงยังปรับตัวเข้ากับสมมุติทางโลกได้ไม่สมบูรณ์นัก เขาจะพูดหรือเทศน์ขัดแย้งกับมนุษย์โลกมาก เพราะมาจากสวรรค์ที่บริสุทธิ์ มาจากจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์อยู่ก่อน ไม่เคยทำผิดพลาด ไม่เคยยึดมาก่อน จึงไม่เข้าใจมนุษย์โลกทั่วไปว่ายึดอะไรกัน และอาจเทศนาในเชิงทำลายสมมุติทางโลกได้ ท่านที่บรรลุแบบนี้มีอยู่เช่นกัน (สำรวจในประเทศไทยปี พ.ศ. ๒,๕๕๒) ศัพท์ทางโลกสมัยใหม่จะเรียกมนุษย์ที่บรรลุแบบนี้ว่ามนุษย์พันธุ์ใหม่ก็ดี มนุษย์ต่างดาวก็ดี หรือมนุษย์พลังงานใหม่ ก็ได้เช่นกัน ปัจจุบัน มีการจุติเข้าออกของจิตวิญญาณในร่างกายมนุษย์ในลักษณะนี้มาก จิตวิญญาณดวงเก่าๆ จะจุติออกไปหมด จิตวิญญาณที่ดีและบริสุทธิ์ก็จะจุติเข้ามาแทนที่ ครองกายสังขารเดิมแทน และจะสวมรอยทำหน้าที่เป็นมนุษย์คนเดิมต่อไปได้อย่างแนบเนียน อันนี้ เป็นเรื่องใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนโลกมนุษย์นี้ อนึ่ง ตัวอย่างผู้ที่บรรลุธรรมแบบนี้ เช่น พระเยซู ผู้ถือกำเนิดใหม่จากจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์   

อนึ่ง ผู้บรรลุธรรมในแบบที่สองคือ ใช้บารมีเก่านี้ เกิดขึ้นได้เฉพาะในท่านที่จุติลงมาจากสุขาวดีเท่านั้น โดยจิตวิญญาณที่จุติลงมาจะเป็น “มหาโพธิสัตว์” เมื่อจิตวิญญาณดวงนี้ปรับตัวเข้ากับมนุษย์ มีความเข้าใจอย่างที่มนุษย์เป็น แล้วละวางได้ ก็จะตรัสรู้เป็น “พระยูไล” และสามารถเทศน์ธรรมสั่งสอนสัตว์ได้โดยไม่มีปัญหาเลย แต่หากไม่ลองทำความเข้าใจและเป็นอย่างมนุษย์โลกเป็นก็จะไม่ตรัสรู้เป็นพระยูไลและจะเทศนาธรรมที่ขัดแย้งกับสมมุติทางโลกได้มาก และอาจนำภัยมาสู่ตัวได้ในที่สุด ในไตรปิฎกได้บันทึกคำอุปมาธรรมของพระพุทธเจ้าไว้ว่าเหมือนงูพิษ ถ้าจับงูไม่เป็นคือ ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด ก็กลายเป็นการจับงูพิษผิดวิธี อาจได้รับพิษภัยถึงตัวได้ เพราะความเข้าใจในธรรมที่ไม่แท้จริงนั่นเอง อนึ่ง ผลจากการบรรลุฉับพลันทั้งสองแบบนี้เอง ทำให้ความเข้าใจในเรื่องความว่างก็ดี, สุญตาก็ดี, นิโรธก็ดี แตกต่างกันออกไป ท่านที่บรรลุแบบแรกจะเข้าใจได้ถูกต้องตรงตามคำสอนในสมัยพุทธกาล แต่สำหรับท่านที่บรรลุฉับพลันแบบที่สองนั้น จะเข้าใจผิดไปเพียงเล็กน้อยจึงถ่ายทอดธรรมได้แต่ในแบบมหายานเท่านั้น ไม่ใช่การบรรลุแบบฉับพลันแบบเถรตรงตามสมัยพุทธกาลที่ยังไม่มีนิกายต่างๆ แต่อย่างใด ตรงนี้สำคัญมาก คล้ายกันแต่ให้ผลต่างกันนัก ท่านผู้อ่านหากได้มีโอกาสพบอาจารย์ผู้ถ่ายทอดธรรมแบบบรรลุฉับพลัน ให้ลองสังเกตให้ดี เพราะสิ่งที่ท่านได้รับแม้ว่าจะถึงขั้นบรรลุฉับพลันเหมือนกัน แต่ให้ผลต่างกัน คือ แบบแรกได้นิพพานในชาตินั้นเลยก็ได้ แต่แบบที่สองจะได้จุติที่สุขาวดี แล้วไปนิพพานบนสุขาวดีแทน อนึ่ง ในการบรรลุธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องมีภาวะจิตว่างนาน ขอเพียงเสี้ยวขณะนั้นๆ จิตมีสติตื่นเต็มที่ลุกโพลงออกจากความยึดมั่นถือมั่นได้ทั้งหมด ก็บรรลุฉับพลันทันที จึงเรียกว่าการบรรลุฉับพลัน เพราะไม่ได้ใช้เวลาช่วงจิตว่างยาวนานนั่นเอง ใช้เพียงแค่ชั่วครู่ ชั่วขณะ เรียกว่าฉับพลัน เสี้ยวเดียว ประดุจ กระบี่คบกริบฟันฉับเดียวขาดสะบั้นอย่างรวดเร็วกว่าตาจะเห็นได้ฉะนั้น ผู้ถ่ายทอดธรรมแบบเซน จะใช้วิธีนี้คือ เสี้ยววินาทีเดียวนั้นเอง ช่วยให้ศิษย์บรรลุฉับพลัน ดังนั้น ท่านมักอ่านวาระจิต ตามดูจิตของศิษย์อย่างละเอียด ราวกับคู่ต่อสู้ที่ใช้กระบี่ฟาดฟันกันอย่างถี่ยิบ หรือนักดาบผู้มีจิตนิ่ง ที่รอจังหวะอย่างใจเย็นแล้วฟันฉับเดียวขาดสะบั้นนั่นเอง โดยปกติแล้วการบรรลุธรรมฉับพลันแบบที่หนึ่ง เกิดขึ้นกับพระอรหันตสาวก และส่งผลให้ได้นิพพานจริง ส่วนการบรรลุธรรมฉับพลันแบบที่สองนั้นมักเกิดกับพระโพธิสัตว์ และส่งผลให้ยังไม่ได้นิพพานแท้ จะจุติที่สุขาวดีก่อนแล้วชำระกรรมที่นั่นจนกว่าจะนิพพาน อนึ่ง พระโพธิสัตว์ที่บรรลุธรรมมีสองประเภท คือ พระโพธิสัตว์ที่มีกายทิพย์ห่มผ้าขาว และพระโพธิสัตว์ที่มีกายทิพย์ห่มผ้าเหลือง ทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

๑)   พระโพธิสัตว์ห่มขาว

มักบรรลุฉับพลันแบบที่สอง คือ เข้าใจธรรม แต่ไม่เข้าใจโลกและคน เพราะจิตเดิมแท้ บริสุทธิ์มาก่อน แล้วจรจุติมาขณะเกิดภาวะว่างฉับพลัน คือ เอาบารมีเก่าที่ตนเคยเกิดและบรรลุธรรมแล้ว แต่ดวงจิตนั้นยังไม่นิพพานมาใช้โปรดสัตว์นั่นเอง แบบนี้ จะมีกายทิพย์ห่มผ้าขาว เช่น พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ซึ่งเมื่อท่านปฏิบัติธรรมต่อในวัชรยาน คือ การเดินธุดงค์ผ่านอุปสรรคเรียนรู้โลกและคนแล้ว จึงบรรลุได้ห่มผ้าเหลืองได้ คือ เข้าใจธรรม เข้าใจคนอย่างแท้จริง กายทิพย์ของท่านจะเปลี่ยนจากกายที่ขาว เป็นกายใสดุจแก้ว มีประกายพรึก หรือประกายเพชร เรียกว่า “วัชรกาย” เป็นลักษณะของผู้บรรลุขั้นวัชรยาน ดังนั้น แม้ได้ธรรมฉับพลันแล้ว มหายานนับให้ว่าบรรลุเพียง “มหายาน” ยังต้องบำเพ็ญอีกสองยาน คือ “ตันตระยาน” และ “วัชรยาน” ด้วย จึงจะเข้าใจโลกและคนได้ครบถ้วน

๒)   พระโพธิสัตว์ห่มเหลือง          

เมื่อบรรลุแบบฉับพลันได้มหายาน เป็นยานแรกแล้ว ได้บำเพ็ญต่อในตันตระยาน และวัชรยาน จึงได้ห่มผ้าเหลือง นับว่าเข้าใจธรรมจริงถ่องแท้ หรือบางท่าน บำเพ็ญแบบสาวกยานมาก่อน แล้วมาบำเพ็ญโพธิสัตว์ญาณในภายหลัง อย่างนี้ก็ได้กายทิพย์ห่มผ้าเหลืองได้เพราะเข้าใจความเป็นสาวกมาก่อนนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น พระมหากัจจายนะ (พระสังกัจจายน์), พระจี้กง ซึ่งมักบำเพ็ญแบบชาวโลก มีความไม่บริสุทธิ์มาก่อน  .

มหาธรรม เรื่อง จิตประภัสสร คือ จิตเดิมแท้ที่บรรลุธรรมแล้วนั้น มีอยู่ทุกคน

คำว่ามนุษย์นั้น แตกต่างจากสัตว์อื่นตรงที่ไม่มีความบริสุทธิ์ของดวงจิต คือ สัตว์ในโลกทิพย์ ชั้นไหนก็มีความเป็นแบบนั้นอย่างเดียว เช่น พวกเทพก็เป็นเทพอย่างเดียว, มารก็เป็นมารอย่างเดียว แต่มนุษย์ไม่ใช่เช่นนั้น ในกายสังขารของมนุษย์ ละคนปนเปทุกอย่าง ไม่บริสุทธิ์เป็นอย่างใดอย่างเดียว จึงชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหนละคนปนไป เรียกว่า “คน” นั่นเอง กายสังขารของมนุษย์มีจิตมากกว่าหนึ่งดวง แต่สำหรับเทวดาหรือจิตวิญญาณอื่นๆ จะมีจิตดวงเดียว ต่อหนึ่งขันธ์ คือ หนึ่งจิตวิญญาณมีจิตประจำเพียงดวงเดียว แต่มนุษย์ที่มีขันธ์ห้าครบ คือ สังขารขันธ์ด้วยนั้น จะมีจิตได้มากกว่าหนึ่งดวง สังขารขันธ์เป็นของหยาบ จึงใส่ของละเอียดได้มาก เหมือนภาชนะชนิดหนึ่ง ที่รองรับของเหลวชนิดต่างๆ ไว้ภายใน โปรดสังเกตความจริงดูเถิด เมื่อยามเด็กเรามักไม่มีความซับซ้อน ซื่อตรงไปมาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พอเติบโตขึ้นจิตของเราเพิ่มขึ้น ในวัยรุ่นดวงจิตหรือจิตวิญญาณจรเข้ามาอาศัยร่วมในกายสังขารของเรามากมาย ทำให้เราเกิดสับสน และมีบุคลิกภาพหลากหลายในคนๆ เดียว เช่น วัยรุ่นผู้หญิงจะลองแต่งตัวแบบนั้นแบบนี้หลากหลายแบบ เพื่อเลือกและหาความเป็นตัวของตัวเอง มีแฟนหรือคบเพื่อนมาก ชอบและไม่ชอบอะไรมากมาย เพราะมีหลายดวงจิตนั่นเอง วัยรุ่นชายก็ลองผิดลองถูกมาก ทำทั้งดีและไม่ดี ด้วยกายสังขารนั้นๆ กำลังมีจิตวิญญาณมากประชุมร่วมกันอยู่ จึงมีความหลากหลายและสับสนมากอย่างนั้น จนกระทั่งแก่ลง จิตวิญญาณบางดวงจะจุติออกไปจากกายสังขารเรื่อยๆ จนเหลือจิตดวงสุดท้ายดวงเดียว ใจคนแก่จะไม่แปรปรวนมาก จะไม่หลายใจแล้ว หากเคยเป็นคนขัดแย้งในตนเอง ถึงวาระนี้จะเหมือนคนปลงตกลงบ้าง คือ เริ่มแน่วแน่อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือดีก็ดีไป เลวก็เลวไปเลย คือ แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งชัดเจนแล้ว แบบนี้ ทำนายได้ว่า “ชะตาขาด” คนแก่ผู้นั้นเหลือจิตดวงเดียว ก็พร้อมที่จะจุติคือตายจากภพมนุษย์แล้ว เมื่อเหลือจิตดวงเดียว ให้พิจารณาว่าเป็นจิตอะไรแบบไหน ก็ทำนายได้ว่าเมื่อตายลงแล้วจะจุติไปเป็นอะไร เช่น บางท่าน ทำอะไรไม่ได้เลย นอนซมให้เขารักษาโรคยาวนานอย่างเดียว อย่างนี้ จิตมีโอกาสจุติลงนรกมาก แต่จิตที่จุติลงนรกนี้มีหลายแบบ แบบที่เป็นสัตว์นรกก็มี, โพธิสัตว์กษิติครรภ์ก็มี, พญายมก็มี ฯลฯ อันนี้ล้วนเป็นจิตที่จุติลงนรกได้ทั้งสิ้นซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้กายแตกดับก่อนจุติ

ให้เรานึกภาพความเป็นมนุษย์ในอีกมุมมองหนึ่ง คือ เหมือนกายสังขารนี้เป็นถังว่างๆ ที่มีฝาเปิดอยู่ มีจิตวิญญาณหลายๆ จิตวิญญาณ หรือเทวดาหลายๆ องค์ มาประชุมร่วมในถังนี้ จรเข้าจรออกได้ตามเหตุปัจจัย โดยถัง (กาย) นี้จะมีจิตดวงหนึ่งที่ประจำอยู่ไม่จรไปจรมาเรียกว่า “จิตสังขาร” คือ จิตที่ประจำสังขารไม่ออกไปไหนเพราะถ้าจุติออกไปจะนับว่าตายทันที กายสังขารของคนเรา ถ้าตายด้วยการจุติของจิตสังขารนั้น แต่มีจิตดวงอื่นเข้ามาอยู่แทน เรียกว่าต่ออายุขัยได้ด้วยบารมีเก่า ซึ่งบารมีเก่าของคนเราไม่เท่ากัน ท่านที่บำเพ็ญแบบวิริยธิกะ จะบำเพ็ญบารมีสามรอบ คือ ซ้ำๆ เดิมสามครั้ง ครั้งแรกได้สามสิบทัศแบบปัญญาธิกะ ถึงจุดนี้จิตสังขารจะจุติออกจากร่าง แต่มีจิตดวงอื่นเข้าไปอยู่ในกายสังขารเป็นจิตสังขารแทนนับเป็นการตายก่อนตายครั้งที่หนึ่ง ต่อมาถ้าตายในแบบนี้อีก (โดยกายสังขารยังปกติ) จะเข้าสู่การบำเพ็ญบารมีสามสิบทัศคำรบสอง คือ ศรัทธาธิกะ ถ้ายังมีจิตดวงอื่นเข้ามาอยู่แทนที่จิตสังขารได้ แสดงว่ามีบารมีเกิน ๘ อสงไขย (ในผู้มีบารมีแบบศรัทธาธิกะจะมีบารมี ๘ อสงไขย) เมื่อบำเพ็ญบารมีต่อไป ตายก่อนตายอีกครั้ง คือ จิตสังขารจุติออกไปอีกเช่นนี้ นับว่าบารมีเข้าสู่สามสิบทัศรอบที่สาม คือ วิริยะธิกะ มีบารมี ๑๖ อสงไขย แต่สำหรับท่านที่มีบารมีไม่ถึงสามสิบทัศ ไม่ถึง ๔ อสงไขย คือ ไม่เคยสละชีพเพื่อมวลสัตว์มาก่อน จะตายก่อนตายไม่ได้ เพราะถ้าจิตสังขารจุติออกไปจะตายจริง ไม่มีบารมีเก่าต่ออายุขัยให้ ดังนั้น ผู้ที่จะตายก่อนตายได้นั้น อดีตชาติต้องเคยสละชีพเพื่อชาติ เพื่อมวลสัตว์มาบ้าง เช่น ทหารเก่าของพระนเรศวรทั้งหลาย เป็นต้น ล้วนใช้บารมีเก่าคือจิตประภัสสรที่บริสุทธิ์แล้ว จรเข้ามาอยู่แทนจิตสังขารเดิมได้ เมื่อนั้น บารมีก็เข้าขั้นสามสิบทัศ ๔ อสงไขยทันที ถึงจุดนี้ ก็บรรลุอรหันต์ได้ไม่ยากเลย

คำว่า “จิตในกายมนุษย์” นั้น มีมากมาย ตามแต่อายุขัยของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย ในยุคนี้มนุษย์อายุขัยสั้น มีจิตประมาณ ๘๙ ดวง หรืออย่างมากก็ ๑๒๑ ดวง จรไปมาเข้าออกในร่างกายมนุษย์ได้ (ยกเว้นจิตสังขารที่ไม่มีจุติออกไปจนกว่าจะตาย) ในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยยาวมาก เช่น พันปี, หมื่นปี กายสังขารของมนุษย์หนึ่งกายมีจิตจรเข้าออกหลายรอบวัฏฏะ กล่าวคือ ๘๙ ดวงในชุดแรกมาแล้วจรไป ก็ยังมีอีก ๘๙ ดวงต่อไป ชุดใหม่จรเข้ามาอีก ทำให้ทั้งชีวิตอาจมีจิตมากมายเป็นพันดวงได้ จรมาจรไป ไม่ได้อยู่ในกายทั้งพันดวงพร้อมกัน เพราะจะทำให้สับสนอลหม่าน แต่มีวงจรการจุติจรเข้าออกของดวงจิตต่อเนื่องไปจนสิ้นชีวิต อนึ่ง มีจิตเฉพาะที่เกี่ยวข้องขออธิบายโดยละเอียดดังต่อไปนี้

๑)    จิตสังขาร       คือ จิตดวงแรกที่จุติลงมาประสานกายสังขาร ไม่สามารถจรเข้าออกได้ ต้องประจำสังขาร ถ้าจุติออกจากร่างก็จะนับว่าตายก่อนตาย ถ้ามีบารมีต่ออายุขัยได้กายสังขารจะไม่ตาย เพราะมีจิตดวงอื่นๆ เข้ามาเป็นจิตสังขารแทน

๒)    จิตเดิมแท้      คือ จิตรากเหง้ารากฐานเดิมแท้ ของจิตทั้งมวลที่เคยเวียนว่ายตายเกิดในกายสังขารเดียวกันร่วมกันมา จิตทั้งมวลเราอาจมีหมื่นโกฏิ แต่จะมีจิตเดิมแท้อยู่หนึ่งดวง เช่น จิตของศรีอาริยเมตตรัย จะมี “จิตเดิมแท้” หนึ่งอยู่ดวง

๓)    จิตประภัสสร   คือ จิตที่บริสุทธิ์เป็นอรหันต์อยู่แล้ว ไม่มีกิเลสเจือปนเลย ซึ่งอาจอยู่ที่สุขาวดีหรือดุสิตและพร้อมจุติลงมาในกายสังขารของมนุษย์เพื่อทำกิจโปรดสัตว์ โดยจะโปรดจิตตนเองก่อนคือโปรด จิตโลภ, โกรธ, หลง ทั้งหลายเสียก่อน

๔)   จิตพุทธะ        คือ จิตที่บริสุทธิ์เป็นอรหันต์รู้ได้ด้วยตนเอง คือ สำเร็จธรรมขั้นยูไลอยู่ที่สุขาวดีเป็นต้น จิตแบบนี้จุติลงมาจากสุขาวดีไม่ได้ แต่จะเกิดได้ด้วยการบำเพ็ญจิตประภัสสร ให้เป็นจิตพุทธะ หรือจากอรหันตโพธิสัตว์ไปเป็นยูไล

อนึ่ง ไม่ใช่ว่าทุกท่านจะสำเร็จถึง “จิตพุทธะ” เฉพาะท่านที่ได้ญาณตรัสรู้เองเท่านั้น ที่นับได้ว่ามี “จิตพุทธะ” นอกนั้นอาจสำเร็จเพียง “อรหันตสาวก” ซึ่งเมื่อเพ่งดูกายในกายแล้ว ดูที่ “ธรรมกาย” ก็แตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน ธรรมกายของบางท่านเป็น “อรหันตสาวก” บางท่านเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” บางท่านเป็น “พุทธะหรือยูไล” อย่างนี้ก็มีได้ เป็นได้ ไม่ใช่ว่าทุกท่านจะมีธรรมกายเกศบัวตูมเหมือนกันหมดก็หาไม่ การเข้าสู่จิตเดิมแท้ คือ การยอมสละจิตสังขาร เข้าสู่ความว่างฉับพลัน ขณะนั้นบารมีถึงสามสิบทัศ จิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์อยู่แล้วเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” จะจุติลงมาประจำกายสังขารทันที ซึ่งทำให้คล้ายอรหันต์ แต่ไม่เข้าใจโลก บรรลุเพียง “มหายาน” ยังต้องบำเพ็ญตันตระยานคือ การใช้จิตเดิมแท้ซึ่งอรหันต์แล้ว หรือจิตประภัสสรนี้ ในการโปรดจิตดวงอื่นๆ ที่เคยอยู่ในกายสังขารเดียวกันกับเรามาก่อน แล้วบำเพ็ญวัชรยาน ด้วยการธุดงค์หรืออาศัยคนในการเรียนรู้คนต่ออีก ก็จะสำเร็จถึงจิตพุทธะ ยกเว้นท่านที่บารมีแก่มากแล้ว บำเพ็ญธรรมสำเร็จพุทธะทันทีก็มีได้ เช่น พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ถ้าบำเพ็ญมากๆ จนกายทิพย์สลาย พระยูไลอมิตาภะจะทรงแบ่งพลังส่วนหนึ่งออกเป็นขันธ์ครอบจิตให้ ทำให้จิตมีวิญญาณประสาน สำเร็จเป็นพุทธะได้ด้วยบุญบารมีถึง จึงได้กายทิพย์พระยูไลมาครอบ มาประสานกับจิตดวงเดิม อย่างนี้มีได้เฉพาะท่านที่บำเพ็ญบารมีถึงระดับสมันตภัทรโพธิสัตว์เท่านั้น (เทียบบารมีแล้ว พระสมันตภัทรโพธิสัตว์จะได้บารมี ๑๗ อสงไขย) แบบหลังนี้พบได้ในคนที่มีจิตโพธิสัตว์และทำงานหนัก ทำงานมากในทางโลกมาก่อน จนอิ่มล้นพ้นแล้ว ก็จะบำเพ็ญธรรม ปฏิบัติธรรม ฉับพลันกายทิพย์สลายเกิดใหม่ด้วยวิธีดังกล่าว อนึ่ง บารมี ๑๗ อสงไขยนี้ เลยเกินความเป็นพระพุทธเจ้าไป จะมีทั้งบุญและกรรมส่วนเกินที่ต้องชำระมาก ทำให้ไม่สามารถทำกิจเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะกรรมมากเกินตัว บุญมากเกินตัว ไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ เช่น ในอดีตอาจเคยเป็นพระราชาที่ได้บัลลังก์ด้วยการฆ่าพี่น้องตนเอง แล้วสำนึกผิดทำคุณงามความดีมากมาย

การเกิดของมนุษย์ ในยุคปัจจุบัน เกิดครั้งแรก เรียกว่า “จุติจิต” จะจุติมาด้วยดวงจิตดวงแรกดวงเดียวก่อน มาประจำสังขารเริ่มต้น เรียกว่า “สังขารเกิดก่อน” ในท้องของแม่ เมื่อสังขารพร้อมแล้ว จึงมีวิญญาณมาประสานรอไว้จิตจึงจุติลงมาประสานในกายสังขารนั้นได้ ใน ปฏิจจสมุปบาท จึงได้เขียนว่ามีสังขาร จึงมีวิญญาณ จากนั้นวงจรก็ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จิตดวงต่อๆ ไปจะเข้ามาจุติอีก คราวนี้ไม่ใช่การเกิดแบบจิตสังขารแล้ว เป็นการเกิดแบบ “โอปปาติกะ” คือ ไม่ต้องอาศัยท้องพ่อแม่เกิดแล้ว เช่น พวกพรหม จะจุติลงมาในกายสังขารของมนุษย์ได้เลย จิตพรหม จะไม่ใช่จิตดวงแรกที่เข้ามาจุติในกายสังขาร ไม่ใช่จิตสังขาร จิตสังขารคืออาตมัน แต่จิตของเหล่าพรหม จะเป็นปรมาตมัน จะเข้ามาครอบขันธ์ของมนุษย์ก่อน โดยใช้วิญญาณขันธ์เข้ามาครอบไว้ เป็นกายทิพย์ ที่เรียกว่ารับขันธ์ หรือเข้าทรง เมื่อมนุษย์มีพฤติกรรมตามแบบพรหมนานวันเข้า พรหมก็สามารถอาศัยพฤติกรรมที่สอดคล้องกันนั้น เข้ามาประสานในกายสังขารของมนุษย์ได้ทั้งจิตและวิญญาณ ช่วงนี้เองที่จิตวิญญาณของพรหมจุติเข้ากายสังขารมนุษย์ และอาศัยเกิดแบบโอปปาติกะ ไม่อาศัยท้องพ่อแม่กำเนิด เพราะพรหมมีจิตห่างไกลกาม (แต่ก็ยังมีกามอยู่) จึงไม่อาศัยการกำเนิดด้วยการร่วมเพศ แต่เกิดด้วยการเจริญพรหมวิหารก็ดี, การเจริญฌานของกายสังขารมนุษย์นั้นๆ ก็ดี ดังนั้น พรหมจึงเกิดตามมา (มนุษย์มักแก่แล้วในช่วงที่จิตพรหมเข้ามาประสานในกายสังขาร) ช่วงที่รับขันธ์นั้น คนและขันธ์จะประสานกันเป็นหนึ่งเรียกว่า “หลอมรวมอาตมันและปรมาตมัน” แต่เมื่อหลอมรวมได้สำเร็จแล้ว ก็จะจุติเป็นหนึ่งเดียวกัน คนๆ นั้นก็เป็นพรหมองค์นั้นโดยสมบูรณ์ ยังไม่จบเท่านี้ ถ้ากายสังขารนั้นๆ บำเพ็ญบารมีต่อไป กายสังขารจะมีบารมีเกินพรหมโลก เข้าสู่เขตของสุขาวดีโลก จิตวิญญาณที่สุขาวดีก็สามารถเกิดแบบโอปปาติกะในกายสังขารของมนุษย์ผู้นั้นได้ โดยอาศัยการว่างฉับพลันของจิตวิญญาณทั้งมวลในกายสังขารนั้นๆ สำเร็จมหายานขั้นต้น

การสำเร็จมหายานนั้นเป็นการสำเร็จวิชชาของโพธิสัตว์ เป็นโพธิสัตว์ธรรม ไม่ใช่อรหันตสาวก ทำให้ไม่ได้นิพพาน แต่จะโปรดสัตว์ตรงทางนิพพานได้ แล้วตนเองก็จุติที่สุขาวดี ดังเดิม แต่หากพระโพธิสัตว์ต้องการนิพพาน ต้องปฏิบัติธรรมต่อไปในยานขั้นอื่นๆ คือ ตันตระยานและวัชรยานด้วย ในขั้นของตันตระยานพระโพธิสัตว์จะเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณมาก ดังนั้น ในทิเบต เหล่าท่านที่ถึงขั้นตันตระยาน จึงมักมีเรื่องพราหมณ์และการทรงเจ้าเข้าผีมาเกี่ยวข้องได้ จนเมื่อเข้าใจถึงจิตวิญญาณของตนทั้งหมดแล้ว ทั้งยังโปรดจิตวิญญาณประเภทต่างๆ ได้หมดแล้ว ก็พร้อมที่จะโปรดมนุษย์ที่มีจริตวิสัยต่างๆ กัน ทำให้มีธรรมคล้ายพระพุทธเจ้าได้ (ปกติ พระอรหันตสาวกจะถ่ายทอดธรรมได้แคบเฉพาะคนที่คล้ายตน แต่พระพุทธเจ้าไม่ใช่เช่นนั้น ท่านโปรดได้กว้างทั่วไป) อันนี้คือ ตันตระยาน แต่เมื่อออกจากโลกทิพย์ โลกแห่งจิตวิญญาณ เข้าสู่โลกแห่งความจริงแล้ว ปรับตัวเข้ากับสังคมต่างๆ ได้ดีก็จะเข้าสู่ “วัชรยาน” ในที่สุด ซึ่งพระพุทธเจ้าเองก็ทรงถึงวัชรยาน ด้วย ส่วนพระสาวกบางรูปได้สำเร็จเพียงมหายานก็มี ตันตระยานก็มี วัชรยานก็มี ต่างกันไป ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ว่ายานไหนๆ ถ้าสำเร็จก็นับได้ว่าถึงอรหันต์เช่นกัน ถ้าจิตของผู้บรรลุนั้นมีกำลังอ่อน ไม่ถึงโพธิสัตว์ธรรม เช่น จิตวิญญาณเป็นภิกษุอยู่สวรรค์ชั้นยามา ต่ำกว่าชั้นดุสิตลงไป การบรรลุแบบว่างฉับพลันนั้น จะนับให้เป็น “สาวกยาน” แทน “มหายาน” เพราะเป็นภิกษุสาวก ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ จึงไม่ได้บรรลุมหายาน แต่จะบรรลุสาวกยานคืออรหันตสาวกและนิพพานได้ในชาตินั้นๆ ส่วนมหายานนั้น ยังไม่อาจบรรลุนิพพานได้ เป็นยานของผู้บำเพ็ญบารมี ซึ่งเมื่อผู้บำเพ็ญบารมีปฏิบัติเลยมหายาน ไปสู่วัชรยาน อันเป็นยานสูงสุดแล้ว ก็สามารถเลือกได้ว่าจะเอานิพพาน หรือโปรดสัตว์ต่อไป ถ้าจะโปรดสัตว์ต่อไป มักมีเวรกรรมผูกต่อไป สืบชาติต่อภพไปอีก ดังเช่น พระมหากัจจายนะ ที่บรรลุถึงวัชรยานแล้ว แต่ได้สาปแช่งชายที่มาชอบตนให้เป็นผู้หญิงเสีย ดังนั้น กรรมนี้ก็หนักมากพอห้ามนิพพานได้ ทั้งยังต้องรับวิบากกรรมมาเกิดเป็นผู้หญิงอีกหนึ่งชาติเพื่อชดใช้กรรมด้วย (คือ พระนางบูเช็คเทียน นั่นเอง) แต่ถ้าจะได้นิพพานในชาตินั้นเลย ก็จะหาเวรกรรมต่อไม่พบ คือ อยู่ไปอย่างสงบสันโดษ ไม่ค่อยมีคนมาก่อเรื่อง ไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ไม่มีเวรมีกรรมต่อกับใครได้อีก เรียกว่า ชีวิตราบเรียบ เรียบง่าย ผิดไปเลย ไม่มีเจ้ากรรมนายเวรใดมาทวงอีกเลย ก็รู้ได้เลยว่าไม่มีกรรมเหลือแล้ว ชาตินี้ นิพพานแล้วแน่นอน

มหาธรรม เรื่อง จิตวิญญาณของผู้ที่จะได้บรรลุธรรมมีลักษณะอย่างไร

ผู้ที่จะได้บรรลุธรรม จะมีจิตตรงนิพพาน ไม่ไปอื่น ในพระอรหันตสาวก จะเหลือจิตในกายเพียงดวงเดียว หลังจากจิต ๘๙ ดวงเกิดดับในร่างกายมากพอแล้ว ก็จะไม่มีกระบวนการเกิดดับของจิตอีก อันนี้แสดงถึงความพร้อมนิพพานพร้อมพ้นจากการเกิดดับ โดยจิตดวงเดียว ดวงเดิมนี้ไม่เกิดไม่ดับแต่ตรงต่อนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มี เดี๋ยวตรงนิพพาน เดี๋ยวไม่ตรงนิพพาน ความตรงต่อนิพพานจะเกิดจะดับในจิตของผู้ที่จะบรรลุธรรมเป็นไม่มี เพราะจิตที่จะนิพพานนั้น พ้นแล้วจากการเกิดดับ แม้ขันธ์ทั้งห้ายังไม่พ้นการเกิดดับ ยังมีขันธ์ห้าครองอยู่ก็ตาม แต่จิตพ้นแล้ว ดังนั้น รอเพียงขันธ์ห้าดับ ก็นับว่า “ดับรอบ” ได้โดยสมบูรณ์ เพราะจิตพ้นการดับไปแล้ว เมื่อขันธ์ห้าดับรอบอีกที ไม่มีการสร้างการปรุงขึ้นมาใหม่ การเกิดก็ไม่มีอีก เรียกว่าดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ คือ ดับขันธปรินิพพาน ที่ว่าปริ แปลว่ารอบๆ คือ จิตพ้นแล้วจากการเกิดดับ แต่ขันธ์ห้าที่อยู่รอบจิตยังไม่พ้น รอเวลาตายเท่านั้นก็ดับขันธปรินิพพาน จึงเรียกว่า “ปรินิพพาน” แปลว่า “ดับรอบ” เพราะจิตนั้นไม่ต้องดับอีกแล้ว พ้นแล้วจากทั้งการเกิดและดับนั่นเอง นี่คือ จิตของพระอรหันต์

การพยายามดับจิต เพราะคิดว่าจิตเป็นต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ทำให้เกิดภาวะพรหมชนิดหนึ่ง จิตจะถูกกดให้ดับลงไปยาวนาน แต่ก็ยังไม่ดับเที่ยง ความดับนั้นไม่ใช่นิพพาน ไม่ใช่ความหลุดพ้นจากการเกิดและดับ เมื่อดับแล้วก็เกิดอีก ตามวาระ ไม่ใช้ดับแท้ การดับแท้ ดับสนิท คือ การพ้นแล้วจากทั้งการเกิดและดับ จึงไม่ต้องมาดับ มาเกิดอีก อันนี้เรียกว่า “นิพพาน” คือ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีเกิด ไม่มีดับ แต่คำว่านิพพานนั้นแปลว่า “ดับ” นั่นคือ “ปริศนาธรรม” เท่านั้นเอง แม้แต่คำว่านิพพานเองก็ไม่ใช่นิพพานแท้ในระดับวิมุติ เพราะนิพพานเป็นสมมุติ แปลว่าดับสูญ เราอาศัยอาการดับ การสูญนี้ เป็นปริศนาธรรมเข้าถึงนิพพานอันเป็นวิมุติธรรม แต่จะไปยึดติดที่การแปลความหมายของนิพพานไม่ได้ เพราะการบรรลุธรรมจริงๆ นั้น ก็ไม่ติดแม้แต่การนิพพาน คือ ไม่ติดเรื่องการดับ การสูญ ถ้าจิตยังยึดติดกับการดับ การสูญ ก็ไม่ได้นิพพาน คือ ไม่หลุดพ้นจากการเกิดและดับได้นั่นเอง ดังนั้น คำว่านิพพานไม่มีสาระให้ยึดอะไร เป็นแค่ปริศนาธรรมให้เราหลุดพ้นเท่านั้นเอง คือ อาศัยความศรัทธาในคำที่แปลว่าดับสูญนั้นในการพิจารณาทุกสิ่งว่าดับว่าสูญไปเป็นธรรมดา จนเห็นแจ้งแล้วว่านี่คือธรรมดา คือ ธรรมะ คือธรรมชาติ จิตยอมรับความดับสูญนี้ได้ จิตก็คลายการยึดมั่นจากใดๆ ทั้งปวงหรือแม้แต่การดับการสูญจิตก็ไม่ยึดอีกด้วย จิตจึงจะหลุดพ้นจากใดๆ ทั้งปวงได้ นี่คือนิพพานจริง   

อนึ่ง ในผู้ที่ยังไม่ได้นิพพานนั้น จิตก็ยังไม่หลุดพ้นจากการเกิดดับ จะมีอาการเกิดดับไปต่างๆ นานา เช่น ความโลภ, ความโกรธ, และความหลง เกิด, ดับเวียนไปเรื่อยๆ ไม่พ้นภาวการณ์เกิดดับ จิตที่เป็นแบบนี้ไม่หลุดพ้นจากการเกิดดับ เพราะยังเกิดดับอยู่ ในบางท่านมีจิตสองดวง ดวงหนึ่งหลุดพ้นจากการเกิดดับแล้ว มีภาวะนิ่งไม่ไหวติง ไม่เกิดไม่ดับอะไรอีก มีจิตเหมือนไม่มี แต่จิตอีกดวงอาจยังไม่หลุดพ้น ยังมีโกรธเกิดและดับก็ได้ เช่น หลวงปู่ดุล กล่าวว่า “โกรธมี แต่ไม่เอา” นั่นคือ จิตหลักท่านได้อรหันต์แล้ว แต่จิตรองท่านยังมีโกรธอยู่ เพราะท่านไม่เอาโกรธ แต่จิตรองยังมีโกรธ โกรธจึงยังเกิดและดับได้ เกิดเองดับเอง ท่านฝึกจิตมาไม่เอา ละแล้ว เมื่อละสังขาร จิตดวงที่โกรธก็จุติไปก่อน ท่านก็ไม่ใช่จิตดวงนั้น ท่านก็หลุดพ้นไปจากจิตโกรธนั้นได้ นี่คือลักษณะของพระอรหันต์ ที่มีจิตสองดวง ดวงที่อรหันต์แล้วและไม่อรหันต์อยู่ด้วยกัน โดยจิตหลักไม่ไหวติงกับจิตรองที่มีโกรธเกิดดับอยู่ สภาวะรวมๆ ทั้งกายสังขารจึงจัดเป็น “อนาคามี” (เพราะท่านยังมีโกรธอยู่ แต่เอาชนะโกรธได้ชั่วคราว ไม่ได้ขุดรากถอนโคนความโกรธถาวร) ถ้าพิจารณาเฉพาะดวงจิต พบว่าจิตหลักของท่านคืออรหันต์แน่ แต่ลักษณะแบบนี้ไม่มีในพระอรหันตสาวก แต่มีเฉพาะใน “อรหันตโพธิสัตว์” เท่านั้น พระอรหันตสาวกมีจิตดวงเดียวในกาย ไม่เกิดไม่ดับอะไรอีก แต่พระอรหันตโพธิสัตว์มีจิตมากกว่าหนึ่งดวง คือ มีสองดวงขึ้นไป ดวงหนึ่งได้อรหันต์ ดวงหนึ่งจะมีกิเลสหรือสังโยชน์บางอย่างติดอยู่ ก็เป็นเรื่องธรรมดา

จิต ๘๙ ดวงดำเนินไปอย่างไร

จิตทั้ง ๘๙ ดวงไม่ได้อยู่ในกายสังขารเราพร้อมกันเสมอไป ในคนที่ปัญญาอ่อน เป็นออทิสติกก็ดี มักมีจิตในกายสังขารน้อย เกินกว่าที่จะมีความเป็นคนได้เต็มสมบูรณ์ คือ มองดูออกได้ว่าไม่เต็มบาตร ในคนบ้า จะมีจิตวิญญาณบางดวงคอยทำให้บ้าอยู่ ไม่ได้มีจิตแค่ดวงเดียว เหมือนคุยกับใครคนหนึ่งอยู่ตลอดก็มี จิตดวงนี้จะคอยอาฆาตรังควานคนบ้านั้นอยู่ตลอดทำให้เขาถูกตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง จิตวิญญาณดวงนั้นๆ จะคอยบดบังไม่ให้คนบ้านั้นได้สื่อสารหรือทำตัวเหมือนคนปกติได้ แต่แท้แล้วคนบ้าก็มีจิตปกติ แต่เพราะเหตุที่มีจิตวิญญาณทำอย่างนี้ เขาจึงเหมือนคนบ้าอย่างที่เราเห็นนั่นเอง คนบ้าก็มีความคิด มีความรู้สึก มีอารมณ์ ได้เหมือนคนปกติ แต่ถูกบางอย่างกั้นไว้ (ผี) ครอบงำไว้ตลอดเวลาทำให้เขาตกอยู่ในสภาพเป็นคนบ้า จิตที่บ้านั้นไม่มีเลย ไม่มีมนุษย์คนไหนมีจิตที่บ้าเลย ดังนั้น คนบ้าทุกคน แท้แล้วไม่ได้มีจิตบ้า แต่เพราะจิตวิญญาณบางดวงรังควานอยู่ตลอดเวลาทำให้เป็นเช่นนั้นนั่นเอง ในคนที่ “ขวัญหาย” เช่น รถคว่ำ ทำให้เป็นคนเหม่อลอยนั้น จิตของเขาบางส่วนหลุดออกไป ทำให้เหลือดวงจิตบางส่วนในกายก็ดี หรือไม่เหลือจิตก็ดี มีแต่ปราณรักษาชีวิต หล่อเลี้ยงชีวิตอยู่ก็ดี (คนที่นอนไม่ตาย แต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะไม่มีจิต มีแต่ปราณรักษาชีวิตไว้) แบบนี้ ต้องดึงจิตวิญญาณกลับเข้าร่างจึงจะหายจากการเสียขวัญ หรืออาการขวัญหาย คนทางเหนือเรียกว่า “การสู่ขวัญ”           

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าจิตไม่ได้อยู่แบบเที่ยงแท้แน่นอนในกายสังขารตลอดเวลา บางคนไม่มีจิตก็มี ที่เรียกว่า “คนขวัญหาย” ก็ดี มีจิตดวงเดียวที่เรียกว่า “คนชะตาขาด” ก็ดี หรือมีดวงจิตบางดวงรังควาญจิตหลักอยู่ตลอดที่เรียกว่า “คนบ้า” ก็ดี เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าจิตไม่เที่ยง จิตไม่จีรัง มีความเปลี่ยนแปลงไปตลอด จำนวนก็ไม่คงที่ ไม่ใช่คนทุกคนจะมีดวงจิต ๘๙ ดวงในกายสังขารอยู่ตลอดก็หาไม่ (เช่น คนบ้า และคนเอ๋อ มีจิตน้อยมาก ความคิดก็ไม่ซับซ้อน) ในบางคนมีจิตในร่างกายเยอะมาก ทำให้สับสนในชีวิต เช่น ในวัยรุ่น ก็มีความคิดซับซ้อนขึ้น หลากหลายขึ้น หลายจิตหลายใจมากขึ้น เลือกอะไรได้ยาก เลือกไม่ถูกมากขึ้น นี่เพราะดวงจิตมีมากหลายดวง แต่ละดวงชอบไม่ชอบแตกต่างกัน อนึ่ง จิตนี้จะอยู่อย่างโดดๆ โดยบริสุทธิ์ไม่ได้ จิตจะไม่อยู่นิ่ง จะวิ่งไปมา เรียกว่าจุติ หรือเคลื่อนไปมา จะอยู่นิ่งได้ ต้องประสานกับวิญญาณขันธ์ กลายเป็น “ปฏิสนธิจิต” เกิด “จิตวิญญาณ” ขึ้นร่วมกัน จิตวิญญาณนั้นมีสภาพเหมือนเทพเทวดาก็มี ผีก็มี ตามแต่การปรุงแต่งของวิญญาณขันธ์ เมื่อเพ่งด้วยตาทิพย์ก็เห็นเป็นกายทิพย์ซ้อนกันในกายสังขารของคนเป็นชั้นๆ คนเราจึงมี “ตัวตน” หลายชั้นมองเปลือกนอกเหมือนคนแบบหนึ่ง มองเนื้อในเหมือนคนอีกแบบหนึ่ง แต่มองถึงแก่นแท้แล้วอาจกลายเป็นอีกคนหนึ่งก็ได้ นี่ด้วยเพราะมีจิตวิญญาณหลายดวงซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ในกายจากเปลือกนอกไปยังชั้นเนื้อในและแก่นแท้ในท้ายที่สุด เราจะเข้าใจคนได้จริง ต้องไม่ยึดชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจว่า “คนคือระคนปนเป ผสมผสาน ทั้งดีและชั่วทุกส่วน” ดังนั้น จะยึดว่าคนนั้นมีแต่ดีหรือเลวไม่ได้ ธรรมชาติมักสร้างสรรค์ให้คนมีดวงจิตที่ตรงกันข้ามกันอย่างน้อยสองดวงในกาย ถ้ามีจิตเหลือดวงเดียวก็ชะตาขาดเตรียมตัวตายได้ในเจ็ดวัน (คือ เจ้ากรรมนายเวรมีสิทธิ์ชอบธรรมในการเด็ดชีพคู่กรรมของตนภายในเจ็ดวันตามกฎของนรกภูมิ ทำให้คนที่มีจิตดวงเดียวชะตาขาดต้องตายในเจ็ดวัน) ดังนั้น คนปกติที่ยังชะตาไม่ขาด และยังอยู่ร่วมโลกกับเราแล้ว ล้วนมีทั้งส่วนดีและไม่ดีทั้งสิ้น อย่างน้อย ก็สองดวงจิตที่ตรงกันข้ามกัน คอยคานอำนาจกันอยู่ในกายสังขารนั้นๆ เรียกว่า “คนนั้น ชั่วเจ็ดที ก็ต้องมีดีเจ็ดหน”

จิตทั้ง ๘๙ ดวง ดำเนินไปโดยไม่เที่ยง คือ แรกเกิดมีจุติจิตเพียงดวงเดียว ลงมาประสานในกายสังขาร กลายเป็น “จิตสังขาร” รอไว้ เพื่อรอให้จิตดวงอื่นๆ ตามมาสู่กายสังขารนั้นในภายหลัง จิตที่ตามมาในภายหลังจะเกิดโดยไม่อาศัยท้องพ่อท้องแม่ เป็นการเกิดแบบโอปปาติกะคือเกิดด้วยการจุติในกายสังขารนั้นๆ เลย และมีหน้าที่เป็นเทพประจำตัวคอยดูแลปกป้องกายสังขารนั้นๆ จากเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ในเด็กบางคน เริ่มจากจิตดวงเดียว ไม่มีเทพประจำกายสังขารปกป้องจะมีเจ้ากรรมนายเวรรบกวนมาก มักป่วยง่ายและอัตราการตายจะสูง นี่เพราะเจ้ากรรมนายเวรเขามาก (และอาจเป็นผู้มีบุญบารมีมากด้วย)

เมื่อเด็กทารกเติบโตขึ้น จิตดวงอื่นๆ จะจรเข้ามาจุติในกายสังขารนั้นเพิ่มขึ้น ในวัยรุ่นจะมีจิตมากมาย ทำให้สับสนในชีวิตมาก แต่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จิตจะเริ่มลดลง และคงที่ในแบบใดแบบหนึ่ง มักเหลือดวงจิตในกายเพียงสองดวงหลัก คือ จิตหลักหรือจิตสังขาร และจิตรองหรือเทพประจำตัวคอยดูแลกันจนกว่าจะใกล้วาระตาย จิตที่เป็นเทพประจำตัวจะจุติออกไปก่อน เปิดช่องให้เจ้ากรรมนายเวรเล่นงานจิตหลักจนตายในที่สุด ไปตามกฎแห่งกรรม นับจำนวนโดยรวมๆ แล้ว ทั้งชีวิตของมนุษย์หนึ่งคนโดยเฉลี่ย มีจิต ๘๙ ดวง แต่ถ้าฝึกจิตก็จะมีจิตมากขึ้นหรือลดลงได้ ไม่เที่ยงไม่แน่นอน อนึ่ง จิตดวงหนึ่งๆ มักจะมีกิเลสหลักหนึ่งตัวแล้วมีกิเลสตัวอื่นๆ มาปรุงแต่งเสริมในภายหลังเช่น จิตที่เป็นพญานาค จะมีกามราคะเป็นกิเลสหลัก แต่ผลจากการมีกามราคะอาจนำไปสู่กิเลสตัวอื่นๆ ต่อ เช่น ความโลภ ด้วยต้องการเงินมาใช้ในการแสวงหากามเป็นต้น จึงนำไปสู่ความโลภได้อีก แต่จะไม่มาก เมื่อมากเกินพอดีจิตจะคงสภาพเดิมไม่ได้ จะเสื่อมสภาพลงเรียกว่าสลาย เสื่อมลง กลายเป็นอย่างอื่น จิตวิญญาณจะสลายคือตายแล้วเกิดใหม่ในกายสังขารเดิมนั้นเองเช่น กลายเป็นเปรตไปก็มี กลายเป็นสัตว์นรกไปก็มี เช่นในคนที่มีจิตเป็นพญานาคที่แรกๆ มีกามราคะเป็นกิเลสหลัก แต่พอละโมบในเงิน เพื่อเอาเงินมาสนองกาม ทำให้ตระหนี่มากขึ้น ผลจากตระหนี่ทำให้สูญสภาพความเป็นพญานาค (พญานาคชอบทำบุญ ไม่ถึงขั้นตระหนี่) คือ จิตวิญญาณที่เป็นพญานาคตายลงเกิดใหม่เป็นเปรตก็มี นี่คือการเสื่อมจากคุณธรรมของตน หรือจิตวิญญาณตายแล้วเกิดใหม่ในกายสังขารเดิมไปในทางที่ดีขึ้นก็มี เช่น จากพญานาค กลายเป็น “ภิกษุ” (เทวดาชั้นยามา) เพราะปรารถนาตรงต่อธรรมอย่างแน่วแน่ นี่ก็เป็นไปได้ การ “ตายก่อนตาย” นี้เกิดขึ้นได้เสมอ ท่านลองสังเกตดู บางคน พบเจอเหตุการณ์หนักๆ เข้ามาในชีวิต กลายเป็นคนใหม่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อก็มี จนท่านรู้สึกได้เลยว่าเขาไม่เหมือนคนเดิม เหมือนเป็นคนใหม่ไปเลย เช่นนี้ ก็มีได้ เกิดขึ้นได้ นี่เพราะจิตวิญญาณตายแล้วเกิดใหม่ในสังขารนั้นนั่นเอง

ลักษณะของจิตวิญญาณของผู้บรรลุธรรมสามแบบ

๑)   แบบอรหันตสาวก

จะมีจิตดวงเดียวในกายสังขาร เป็นจิตอรหันต์ รอละสังขารก็ดับขันธปรินิพพานไป ไม่มีจิตรอง ไม่มีสัตว์ทิพย์เป็นพาหนะทรง ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติศีลไว้ว่าห้ามไม่ให้ภิกษุขี่สัตว์เป็นพาหนะ เพราะภิกษุไม่มีบารมี ไม่มีบุญจะได้ขี่นั่นเอง (พระภิกษุเป็นกายทิพย์อยู่สวรรค์ชั้นที่สาม ไม่มีพาหนะทรง ไม่มีแท่นบัลลังก์ ไม่มีอาสน์ดอกบัว)

๒)   แบบผู้บรรลุเซียน

จะมีจิตสองดวงในกายสังขาร เป็นจิตเซียนดวงหนึ่ง ไม่ถึงขั้นโสดาบัน แต่หลุดพ้นจากการหลงโลกแล้ว จึงได้กายทิพย์เป็นเซียน แต่ไม่คิดอยากช่วยคน จึงไม่ถึงโพธิสัตว์ และมีจิตอีกดวงเป็นสัตว์ทิพย์พาหนะทรง เช่น มังกร, ม้า, หงส์ทิพย์ ฯลฯ ตามแต่จะบำเพ็ญบารมีได้ ทำให้เซียนมีเปลือกนอกเหมือนสัตว์ที่ทรงนั้นๆ คนภายนอกก็ดูเซียนว่าเป็นคนแปลกๆ เพราะมีสัตว์พาหนะทรงเป็นกายทิพย์ชั้นนอกสุดห่อหุ้มเซียนอยู่นั่นเอง

๓)   แบบอรหันตโพธิสัตว์

จะมีจิตอย่างน้อยสองดวงในกายสังขาร จิตดวงที่ได้อรหันตโพธิสัตว์ดวงหนึ่ง จิตที่เป็นสัตว์พาหนะทรงอีกดวงหนึ่ง ตามแต่บารมี เช่น ถ้าบำเพ็ญบารมีได้กายอวโลกิเตศวร ก็ทรงมังกรดำ, ปลามังกร ได้ ถ้าได้กายทิพย์แบบเมตตรัยโพธิสัตว์ ก็ทรงคางคกสามขา, เต่ามังกร ได้ เป็นต้น เมื่อทรงพาหนะทรงแล้ว เปลือกนอกของพระโพธิสัตว์เปลี่ยนไป ทำให้คนที่มองภายนอกเข้ามาเห็นเปลือกก่อน จะไม่เข้าใจถึงความเป็นโพธิสัตว์ของเขา แต่มองเขาเหมือนพวกพาหนะทรงไปเสีย เช่น มองเหมือนเป็นมังกร (พวกนักการเมืองการปกครอง) ไป อนึ่ง จิตรองนี้ เปลี่ยนแปลงเข้าออกได้ตามเหตุปัจจัยและวาระต่างๆ

อนึ่ง ผู้บำเพ็ญบุญบารมีได้ตั้งแต่เซียนขึ้นไปนั้น แม้เหลือจิตดวงเดียวในกาย เข้าขั้นชะตาขาดแล้ว ก็สามารถต่ออายุขัยได้ด้วยบารมีของตน เพียงโปรดสัตว์เดรัจฉาน ก็จะได้สัตว์ในโลกทิพย์เป็นจิตวิญญาณดวงหนึ่งประสานเข้าในกายสังขาร กลายเป็นมีจิตมากขึ้น มีสองดวงได้ จิตวิญญาณดวงที่สองจรเข้าออกในกายสังขารได้ มีสถานะเป็นเทพประจำตัว ปกป้องคุ้มครองจิตหลัก ไม่ให้เจ้ากรรมนายเวรมาเล่นงานได้ อายุขัยก็ยืดยาวออกไปได้ด้วยเหตุนี้ ในพระอรหันตสาวกนั้น ไม่มีจิตอีกดวงมาเป็นเทพประจำตัว เพราะไม่ต้องการติดหนี้บุญคุณกับจิตวิญญาณอื่นใดแล้ว (เทพประจำตัว) ก็ไม่ต้องชดใช้อีก แต่อาศัยบุญบารมีเก่าที่ทำร่วมกันมากับพระพุทธเจ้า แล้วบวชห่มผ้าเหลือง อาศัยบารมีพระพุทธเจ้า ก็ยื้อชีวิตต่อได้ ถ้าไม่บวชจะตายในเจ็ดวัน (ฆราวาสที่บรรลุธรรม) เพราะมีจิตเหลือในกายสังขารดวงเดียวนั่นเอง แต่ถ้าไม่ใช่อรหันตสาวก เช่น อรหันตโพธิสัตว์ จะมีบารมีได้ดวงจิตอีกดวงมายื้อชีวิต ทำให้ไม่ต้องเป็นคนชะตาขาดได้ ด้วยเหตุนี้เอง

ลักษณะจิตวิญญาณของผู้ที่จะบรรลุธรรม

๑)   จิตหลักเป็นมนุษย์ถึงเทวดาชั้นดุสิต

ให้สังเกตจิตวิญญาณดีๆ ถ้าจิตวิญญาณเป็นมนุษย์ขึ้นไป แต่ไม่เกินเทวดาชั้นดุสิต ก็สามารถโปรดให้บรรลุธรรมได้ เช่น กายทิพย์ภิกษุ (เทวดาชั้นสาม), กายทิพย์โพธิสัตว์ (เทวดาชั้นที่สี่) แต่กายทิพย์บางกายโปรดยังไม่ได้ เช่น เทวดาชั้นที่สามที่มีกายทิพย์เป็นกษัตริย์ ทรงเครื่องกษัตริย์ ต้องโปรดให้ละความเป็นกษัตริย์ ความยึดถือในฐานันดร ความเป็นผู้นำ ความยึดติดในบริวารก่อน เมื่อเขาละได้ มักจะจิตวิญญาณสลาย เกิดใหม่เป็น “โพธิสัตว์” การทำให้ละความยึดถือนี้ ถึงขั้นจิตวิญญาณสลายแล้วเกิดใหม่ จึงไม่ต้องแปลกว่าการเทศนาธรรม หรือการสนทนาธรรมก็ดี ในครั้งนั้น จะสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟังขนาดไหน บ้างน้ำตาไหลพรากได้เลย บ้างก็รู้สึกเจ็บปวดจนถึงที่สุด จนสุดแล้วยอมจำนนก็มี ดังนี้ จิตวิญญาณที่โปรดไม่ได้ ก็สลายไปเป็นแบบที่โปรดได้ นอกจากนี้ จิตวิญญาณที่เป็นกายเซียน ก็โปรดไม่ได้ (แม้อยู่สวรรค์ชั้นดุสิต) เพราะกายนี้จะต้องบรรลุธรรมเอง ตรัสรู้เอง เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่อยู่ในวงศ์ของพระพุทธเจ้า อนึ่ง จิตวิญญาณที่ต่ำกว่านี้ คือ จิตวิญญาณในอบายภูมิสี่ เช่น สัตว์นรก, เปรต, อสูร, เดรัจฉาน ล้วนสอนธรรมไม่ได้ทั้งสิ้น ต้องปราบให้ยอมจำนนก่อน คือ ยอมแล้ว ละแล้ว ซึ่งทิฐิมานะ เช่น จิตอสูรจิ้งจอกของโจรป่าองคุลีมาร ถูกพระพุทธเจ้าปราบให้ยอมจำนนแล้วด้วยการไล่ล่าตามพระพุทธเจ้าแต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถตามทันได้ จึงยอมจำนน และได้รับการเทศน์จนจิตวิญญาณสลายจากจิตอสูรเป็นจิตพระภิกษุในที่สุด อย่างนี้ โปรดธรรมได้ แต่ถ้ายังเป็นอสูร เป็นสัตว์ในอบายภูมิสี่อยู่ พูดธรรมอย่างไร ก็ไม่รู้ธรรม เทคนิคง่ายๆ คือ ให้พวกอสูรระบายหรือออกกำลังจนไม่เหลือพลัง ปราณในกายนั้นจะค่อยๆ สลายเพราะใช้พลังปราณมากเกินไป จนไม่เหลือสภาพความเป็นอสูรอีก เช่น ในเด็กวัยรุ่นที่มีความรุนแรงมาก ชอบยกพวกตีกัน สามารถชวนมาให้เต้นฮิปฮอป ให้ออกกำลังจนไม่เหลือปราณอสูร พลังอสูรจะถูกขับออกทีละน้อยจนหมดสิ้น แล้วพลังปราณได้รับการชำระซักฟอกให้ดีขึ้น พัฒนาขึ้น พ้นไปจากภพอสูรสู่ภพที่ดีขึ้นเช่น ภพภูมิของเทวดาชั้นที่หนึ่ง เช่น พวกคนธรรพ์ เป็นต้น (คนธรรพ์ในรูปมนุษย์คือ ศิลปินอิสระนั่นเอง)                

๒)   เหลือจิตในกายเพียงดวงเดียวแต่กายสังขารนั้นมีบารมีเก่าอยู่

แบบนี้ ก็สามารถโปรดให้บรรลุธรรมได้ ในคนที่มีจิตดวงเดียวในกาย แต่กายสังขารไม่ได้บำเพ็ญบารมีมา ไม่อาจต่ออายุขัยให้ได้แต่ถ้ากายสังขารนั้นได้บำเพ็ญธรรมสร้างคุณงามความดีมาก่อน กายสังขารนั้นพอที่จะรับจิตเพิ่ม ต่ออายุขัยได้ เพราะมีบารมีมากพอ กรณีนี้ สามารถเทศน์ธรรมให้ได้บรรลุมรรคผลได้ เช่น จากดวงจิตที่เป็นสัตว์นรก กำลังได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยนอนทรมานอยู่ ใกล้จะตายแล้ว แต่กายสังขารทำคุณงามความดี สร้างบารมีตุนไว้ก่อน เมื่อเทศนาธรรม จิตที่เป็นสัตว์นรกสามารถยกระดับพ้นจากนรกได้ และหากสำเร็จถึงเซียนหรือโพธิสัตว์ ก็จะมีดวงจิตรองๆ เข้ามาประสานในกาย ต่ออายุขัยออกไปอีกได้ จะพ้นจากความตาย แม้ใกล้ตายแล้ว แต่จะไม่ตายในทันที  

ในกรณีนี้ จิตหลักที่เหลืออยู่ดวงเดียว ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระดับอบายภูมิสี่ ถ้าจิตหลักดีอยู่ เช่น อยู่ในระดับเทวดาชั้นที่สอง แต่เหลือจิตดวงเดียวแล้ว เรียกว่า สุขภาพดีสมบูรณ์อยู่ทุกประการ แต่จิตใจแน่วแน่แต่ทางเดียวไม่มีสับสน ไม่มีไขว้เขวไปทางใดเลย ก็อาจสงสัยได้ว่าเหลือจิตในกายเพียงดวงเดียว ใกล้จะตายแล้ว คือ ชะตาขาดนั่นเอง ลักษณะนี้ มักตายแบบปัจจุบันทันด่วน ไม่ทันได้ป่วยไข้ ไม่ทันได้เจ็บปวดอะไร ก็ตายอย่างง่ายๆ รวดเร็ว เพราะจิตวิญญาณข้างในไม่ใช่ระดับอบายภูมิสี่ เช่น เคยมีโรคประจำตัว แต่ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล กินยาเฉยๆ อยู่ๆ ก็ตายไป คือ หลับแล้วไม่ตื่นอีก ไม่ทันได้มีเรื่องให้สงสัยว่าจะตาย เช่น คุณสมัคร มีจิตหลักเป็นพระพิฆเนศ แต่จิตรองเป็นยักษ์ดุร้ายและเข้ากับคนไม่ค่อยดี ทำให้กายสังขารของเขา ดูเป็นคนดุ ชอบว่า ชอบบ่น ชอบด่า และเข้ากับคนไม่ค่อยดีนัก คือ เข้ากับพวกยักษ์และพวกอสูรด้วยกัน เป็นเปลือกนอก แต่ลึกๆ แล้วไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เป็นคนชอบเล่นชอบศิลปวัฒนธรรม (พิฆเนศ) เมื่อยามจะตาย จิตรองได้จุติออกไปก่อน ทำให้ไม่สนใจเรื่องการเมือง เบื่อการเมือง ไม่ดูข่าวการเมืองอีก เพราะจิตยักษ์ไม่อยู่แล้ว อย่างนี้ คือ ลางสังหรณ์เตือนว่าเหลือจิตในกายดวงเดียว คือ ชะตาขาดแล้ว ต่อมาไม่นานก็ละสังขารไปโดยไม่ต้องป่วยทรมาน นอนหลับแล้วตายไป ตามแบบฉบับชาวพรหมโลก อย่างนี้ ในระยะที่ไม่สนใจการเมืองแล้ว แต่ยังสุขภาพดีอยู่นี้ เป็น “โอกาสทอง” ของการเทศนาธรรม ถ้าไปเทศน์ธรรมได้ ก็มีโอกาสบรรลุธรรมสูง ส่วนท่านชวลิต ยงใจยุทธ ตอนแรกไปบวชพระแล้ว เริ่มเบื่อการเมือง จิตหลักเริ่มตรงทาง ต่อมาเห็นว่าทางโลกไม่มีใครดูแล คิดอยากช่วยเหลือประสานให้สองฝ่ายสามัคคี จึงยอมเข้าพวกที่ตรงข้ามกับรัฐบาล ยอมละเรื่องธรรมไปก่อน แล้วกลับมายุ่งการเมืองอีก อย่างนี้ ตอนแรกจิตหลักเหลือดวงเดียวแล้ว เรียกว่าช่วงนี้ “ชะตาขาด” แต่มีจิตเป็นภิกษุ เมื่อได้บวชก็ต่ออายุได้ด้วยบุญจากผ้าเหลือง แต่เมื่อเข้าสู่ผ้าเหลืองแล้ว เขากลับยอมละผ้าเหลืองมาสู่ทางโลกแทน จิตเริ่มไม่ใช่ดวงเดียว มีจิตวิญญาณดวงอื่นมาแทรก ดึงออกจากทางธรรม ทำให้อายุขัยที่หมดสิ้นแล้ว จึงต่อไปได้อีกโดยจิตวิญญาณรองที่เป็นเต่ามังกร หัวเป็นมังกรจึงไม่ละเรื่องการเมือง แต่ตัวเป็นเต่า จึงไม่นิยมต่อสู้แบบตัวต่อตัว มีปัญหาหลบไว้ก่อน เมื่อพยายามประสานให้สองฝ่ายเข้ากัน เต่ามังกรกลับทำสิ่งตรงข้าม ทำให้ยิ่งประสานยิ่งแตกแยก แต่จิตหลักไม่ได้มีเจตนาร้าย มีปัญหาเพียงจิตรองเท่านั้น

ขอนอกเรื่องหน่อย อนึ่ง คนเราไม่มีใครเลวไปทั้งหมด หรือดีไปทั้งหมด อย่าจงเกลียดจงชังกัน อย่าเพ่งโทษกันเลย ขอให้ให้โอกาสกัน ยอมรับความเป็นคน คือ “ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน” ใจเย็นไว้ ให้เวลา ทุกๆ คนในการปรับตัวกัน แน่นอนว่าระหว่างปรับตัวเข้าหากัน ย่อมกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา แต่หากไม่รุนแรงเกินไป ชาติยังไปรอด ก็ขอให้ทำใจหน่อยว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ เพราะเขาก็ไม่ใช่พระอรหันต์นี่นา เราไม่ควรเอาเกณฑ์คุณงามความดีของพระอรหันต์ไปใช้วัดคนทางโลก คนทางโลกก็ต้องมีกิเลสเป็นธรรมดา มีจิตไม่บริสุทธิ์เป็นธรรมดาของเขา อย่าได้รังเกียจ อย่าได้เพ่งโทษ อย่าได้อาฆาตจองเวรกันเลย เพราะนี่แหละ “โลก” และ “คน” ก็เป็นเช่นนี้ อย่าได้สร้างภาพลักษณ์ให้ดูดีงามเกินจริง ขอจงยอมรับความจริงของโลก ที่มีความวุ่นวายเป็นธรรมดานี้เถิด แล้วหาวิธีอยู่ร่วมโลกกันให้ได้ แม้กระทบกระทั่งกันบ้าง มีทุกข์บ้าง ก็เป็นธรรมดาของสัตว์โลก อย่าได้กังวลเลย คนเราต้องอุจจาระกันทุกคน อุจจาระของคนแต่ละคน ก็ไม่มีใครน่าดูหรอก เหมือนกันทั้งนั้น เราก็คนเหมือนกัน ส่วนไม่ดีก็มีเหมือนกัน

กลับมาเรื่องของจิตวิญญาณต่อ ท่านที่ชำนาญในการดูจิต ให้ดูแบบทะลุทะลวงขีดจำกัดของเวลาด้วย จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตในกายเป็นแบบยาว ไม่ใช่แบบภาพนิ่ง แต่เหมือนภาพต่อเนื่อง จะทำนายได้ชัดว่าจิตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และมีผลดีต่อการเลือกที่จะโปรดหรือไม่โปรดสัตว์ การโปรดสัตว์โดยไม่สนใจอินทรีย์ของผู้ฟัง ย่อมจะเป็นกรรมพัวพันให้ผู้เทศนาธรรมไม่ได้หลุดพ้น อันธรรมะของพระพุทธเจ้า ท่านอุปมาไว้ดั่งงูพิษ ถ้าจับผิดก็ถึงความตายได้ การยื่นธรรมให้ใครดุจยื่นงูพิษให้เขา ถ้าไม่เลือกดูอินทรีย์คนฟังก่อน จะกลายเป็นพิษ ทางโลกเขาจึงพูดกันว่า “อย่าพูดเรื่องการเมือง การศาสนา จะทำให้เสียเพื่อน” เป็นด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล ขอท่านอาจารย์จงพิจารณา

มหาธรรม เรื่อง พระอรหันต์ฝ่ายมหายานและเถรตรงแตกต่างกันดังนี้

พระอรหันต์ คือ ผู้ไกลจากกิเลส ไม่ได้หมายถึงผู้ไม่มีกิเลสเท่านั้น พระอรหันต์ที่ยังมีกิเลสบ้างอยู่แต่น้อยก็มี เช่น เหลือรูปราคะ, อรูปราคะอยู่บ้าง ยังนับเป็นอรหันต์ได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกรูปที่เหลือรูปราคะ อรูปราคะ จะถึงอรหันต์ได้ การจะนับเป็นอรหันต์นั้น ดูที่ปัญญารู้แจ้งถึง “นิพพาน” หรือไม่ คือ ตื่นรู้จริง จนจิตคลายไถ่ถอนจากกิเลส กลายเป็นผู้ “ไกลจากกิเลส” จึงเรียกว่า “อรหันต์” อย่างมารก็รู้และเข้าใจนิพพานได้ด้วยการอ่านและฟัง ทั้งยังพูดต่อสอนต่อได้ไม่ยากเลย แต่จิตของมารจะไม่มีการตื่นรู้และไถ่ถอนออกจากกิเลสเลย จึงไม่ใช่ผู้ไกลจากกิเลส ไม่ใช่อรหันต์ แต่มารก็รู้และเข้าใจนิพพานได้ด้วยอาการดังกล่าว ดังนั้น การพูดถึงนิพพานจึงมีได้เกลื่อน สอนกันได้เกลื่อน รู้และเข้าใจได้เกลื่อน แต่จะได้ถึงอรหันต์จริงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ “ไกลกิเลส” ได้จริงหรือไม่ต่างหาก ในไตรปิฎกจำแนกประเภทพระอรหันต์ไว้อย่างหนึ่ง ซึ่งก็ใช่ ในบทความฉบับนี้จะขอจำแนกไว้อีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เสริมสร้างความเข้าใจในหลากหลายมิติ ดังนี้

พระอรหันต์มีทั้งที่มีกิเลสอยู่บ้าง และไม่มีเลย

ดังนั้น พระอรหันต์จึงมีทั้งที่มีกิเลสอยู่เบาบาง และที่ไม่มีกิเลสเหลืออยู่เลย เช่น หลวงปู่ดุล เคยบอกว่า “โกรธมี แต่ไม่เอา” นี่คือ อรหันต์ที่ยังมีกิเลสอยู่แต่เพียงเบาบาง ไม่มากพอที่จะเป็นตัวเป็นตนอะไรได้ ไม่มีตัวตนในกิเลสนั้นๆ เป็นเพียงอาการเกิด และดับไปเองตามธรรมชาติเท่านั้น เมื่อละสังขารก็หลุดพ้นจากกิเลสนั้นได้ พระอรหันต์ที่มีกิเลสอยู่บ้างนั้น เข้าถึงธรรมด้วยปัญญา คือ “ปัญญาวิมุติ” แต่พระอรหันต์ที่ไม่เหลือกิเลสเลยจะเข้าถึงธรรมโดยจิต คือ “เจโตวิมุติ” จิตเข้าถึงเองยังไม่ได้รู้แจ้งก่อน เข้าถึงแล้วจึงเข้าใจว่าอ้ออย่างนี้เอง ถึงแล้ว ปัญญาค่อยเกิดตามมาทีหลัง สำหรับพระอรหันต์ปัญญาวิมุตินั้น บางรูปมีอภิญญาห้ามาก่อนแต่เมื่อจะเข้าสู่อภิญญาหก คือ อาสาวขยญาณ หรือญาณดับกิเลสนั้น เข้าถึงโดย “ปัญญา” แทน จึงได้อภิญญาทั้งห้าได้ เหมือนดังพระอรหันต์แบบเจโตวิมุติเหมือนกัน ส่วนพระอรหันต์ที่ไม่ได้ฝึกอภิญญาห้ามาก่อน เมื่อเข้าถึงปัญญาวิมุติแล้วจะไม่มีอภิญญาห้า เพราะไม่ได้ฝึกมาก่อนนั่นเอง ดังนั้น ในกลุ่มปัญญาวิมุตินั้น ก็มีทั้งที่มีอภิญญาห้าและไม่มีอภิญญาห้า ส่วนพระอรหันต์ในกลุ่มเจโตวิมุตินั้น จะได้อภิญญาไปด้วย เรียกว่า “บรรลุอรหันต์พร้อมคุณวิเศษบางประการ” เช่น บรรลุอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณก็ดี บรรลุอรหันต์พร้อมทิพยจักษุก็ดี บรรลุอรหันต์พร้อมอภิญญาห้าก็ดี อันนี้ มีได้เป็นไปได้ตามกำลังการบำเพ็ญบารมีของแต่ละท่าน แตกต่างกันไป

ประเภทของพระอรหันต์จำแนกตามบุญบารมี

๑)   อรหันตสาวกที่สำเร็จสาวกยาน (พระอรหันต์แบบเถรตรง ไม่มีนิกาย)

คือ อรหันตสาวกแท้ๆ แบบดั้งเดิมในสมัยพุทธกาล เมื่อสำเร็จแล้ว จะมีจิตดวงเดียวในกาย ไม่มีจิตอื่นๆ มาจรปะปนให้สับสนอีก ตอนบรรลุอาจบรรลุในเพศฆราวาส เมื่อเหลือจิตดวงเดียวในกายแล้ว พร้อมจะจุติภายในเจ็ดวัน เมื่อได้บวชห่มผ้าเหลืองแล้ว เจ้ากรรมนายเวรจะไม่กล้าลงมือ เพราะเกรงบารมีผ้าเหลือง เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า อายุขัยจะยืนยาวต่อไป ไม่ละสังขารตายภายในเจ็ดวัน แต่ถ้าไม่บวช ก็ละสังขารตายภายในเจ็ดวัน อนึ่ง มนุษย์เราทุกคน ถ้าเหลือจิตดวงเดียวในกายจะชะตาขาด และตายในเจ็ดวัน เพราะไม่มีจิตอีกดวงเป็นเทพประจำกายคอยคุ้มครอง เจ้ากรรมนายเวรก็รุมประชาทัณฑ์นั่นเอง

๒)   อรหันตโพธิสัตว์ที่สำเร็จสาวกยาน (พระอรหันต์ในแบบนิกายเถรวาท)

คือ พระอรหันต์แบบสมัยปัจจุบันของไทย ที่อยู่ในนิกายเถรวาท ซึ่งถือ “สาวกยาน” เป็นสำคัญ แต่แท้แล้วท่านเหล่านี้ ไม่ใช่จิตพระสาวกของพระพุทธเจ้า เนื่องจากพระสาวกหรือพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าหมดสิ้นแล้วหลังกึ่งพุทธกาล ท่านที่ลงมาเกิดล้วนเป็นจิตที่ไม่ใช่สาวกหรือพุทธบริษัท แต่เป็นจิตของโพธิสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ท่านเหล่านี้จึงไม่บำเพ็ญบารมีแต่อยู่เหมือนสาวกเพราะเป็นอรหันต์สาวกยาน ให้ลองสังเกตดูท่านจะมีคนมาหาเรื่อง เพราะด้วยกรรมเก่าของพระโพธิสัตว์ แต่โปรดใครไม่ได้ เป็นได้แต่ผู้น้อย  

๓)   อรหันตโพธิสัตว์ที่สำเร็จมหายาน (พระอรหันต์ในแบบนิกายเซน)

คือ พระอรหันต์ที่บรรลุอรหันต์แล้วบำเพ็ญบารมีต่อ เช่น ครูบาศรีวิชัย ฯลฯ ท่านเหล่านี้เข้าใจนิพพานหมดแล้ว แต่ไม่เอาเสียเฉยๆ เลยบอกไปว่าท่านไม่ได้อรหันต์เสียอย่างนั้น แต่แท้แล้วท่านเข้าใจนิพพานจนหมดเปลือก เพียงแต่เลือกที่จะไม่เอาเท่านั้น อนึ่ง คนที่เข้าใจนิพพานหมดเปลือก และห่างไกลจากกิเลสได้นั้นก็คือพระอรหันต์นั่นเอง แต่ท่านไม่เอา เลยบอกว่าไม่ใช่อรหันต์ก็มี แล้วบำเพ็ญบารมีต่อไป เช่น สร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เป็นต้น อันนี้ เป็นตัวอย่างของพระอรหันต์ที่สำเร็จขั้นสูงขึ้นไปคือขั้นมหายาน  อนึ่ง พระอรหันต์ที่สำเร็จมหายานนี้ จะบำเพ็ญบารมีมาก หนักไปทางสร้างบุญสร้างนั่นนี่เยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านที่เป็นพระนักพัฒนาทั้งหลายจะสำเร็จอรหันต์กันหมด บางท่านมีจิตเทพมาอยู่ร่วมด้วยทำให้กลายพระนักพัฒนา แต่ธรรมยังไม่ถึงอรหันต์ก็มีได้เช่นกัน

๔)   อรหันตโพธิสัตว์ที่สำเร็จตันตระยาน (พระอรหันต์ในแบบลัทธิตันตระ)

คือ พระอรหันต์ที่บรรลุอรหันต์แล้วแต่ปฏิบัติจิตต่อไปก่อนที่จะออกโปรดสัตว์หรือบำเพ็ญบารมี ทำให้ธรรมสูงขึ้นกว่ามหายานไปอีก โดยการเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณต่อไป โปรดจิตวิญญาณต่อไป โดยเน้นไปทางกุศโลบาย อุบายวิธีในการเข้าถึงธรรมแบบต่างๆ อันหลากหลายเหมาะสมกับคนหลายจริต ดังนั้น จึงมีลูกเล่นหลอกล่อให้คนหลายแบบมาปฏิบัติธรรมแตกต่างกันไป แต่ยังไม่ได้เปิดตนเองสู่โลกมนุษย์ ยังอยู่ในโลกทิพย์ หรือโลกแห่งจิตวิญญาณก่อน ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจท่านเหล่านี้ แต่ท่านมักเก่งเรื่องจิตวิญญาณ ซึ่งทำให้ผู้คนไม่ยอมรับได้ เช่น ท่านธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งท่านเองก็โปรดพญามารอยู่ในกายสังขารเดียวกับท่านอยู่ด้วย ทำให้การทำกิจโปรดสัตว์ของท่านไม่สมบูรณ์ มีผู้คนกลุ่มใหญ่มองว่าผิดเพี้ยนไป (ซึ่งก็ใช่เหมือนกัน) ด้วยอำนาจของมารที่ท่านโปรดอยู่ แต่ยังไม่สำเร็จนั่นเอง แต่นี่ ท่านก็ได้บรรลุอรหันต์ถึงตันตระยานแล้ว จึงมากด้วยอุบายวิธีในการหลอกล่อให้คนเข้าวัด ทำบุญ ทำทาน ด้วยประการฉะนี้   

๕)   อรหันตโพธิสัตว์ที่สำเร็จวัชระยาน (พระอรหันต์ในแบบลัทธิวัชระยาน)

คือ พระโพธิสัตว์ที่บรรลุอรหันต์แล้วแต่ได้ฝึกฝนตนเองเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่มีเรื่องกระทบกระทั่งกันต่างๆ นานา เช่น การฝึกฝนตนเองในการธุดงค์ แล้วออกจากป่ามาสู่บ้านเมือง ก็ยังสามารถปรับตัวเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงได้ เช่น หลวงพ่อฤษีลิงดำ, หลวงพ่อคูณ ฯลฯ สังคมจะยอมรับนับถือท่านได้มากกว่าพระอรหันต์ที่สำเร็จเพียงตันตระยาน อันนี้ เป็นผลจากการสำเร็จธรรมขั้นสูงถึงวัชระยาน คือ ยานที่ไม่อาจทำลายได้อีก ในช่วงตันตระยานนั้น ท่านจะถูกกระทบกระทั่ง เหมือนคนจ้องทำลายล้างมากมาย แต่เมื่อผ่านด่านตันตระยานไปแล้ว จะไม่มีใครทำลายได้อีก และไม่มีใครคิดทำลายด้วย เพราะท่านจะเหมือนดั่งเพชรที่เจียระไนแล้ว เปล่งประกายงดงามฉะนั้น แต่ข้อเสียมีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ไม่อาจอยู่เหนือบริวารสานุศิษย์ได้ เนื่องจากกำลังของอรหันตโพธิสัตว์ไม่มากพอที่จะคุมบริวารได้ทั้งหมด ทำให้ลูกศิษย์อาจทำการณ์ต่างๆ อันเป็นโทษต่อตนได้ในภายหลัง เช่น เอาธรรมะของท่านไปเผยแพร่ด้วยเจตนาดี แต่เพราะตนเองไม่ทราบถึงอินทรีย์ของผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดในธรรมจนกลายเป็นโทษ อันนี้ ก็เกิดขึ้นได้มาก

๖)   อรหันตโพธิสัตว์ที่สำเร็จโพธิญาณ (ญาณตรัสรู้ อยู่เหนือนิกายต่างๆ)

คือ พระโพธิสัตว์ที่บรรลุอรหันต์แล้วพร้อมด้วยบารมีถึงความเป็นพุทธะ คือ ได้ญาณตรัสรู้ หรือคิดค้น, ค้นพบ, รู้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีครูบอก แม้มีครูมาก่อน แต่ตอนบรรลุจะไม่เหมือนครู เป็นวิชชาใหม่ของตนเอง เป็นครูต้นวิชชานั้น เช่น หลวงพ่อสด ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย อันนี้ คือ สำเร็จพุทธะ คือ พระยูไล นั่นเอง ผู้มีวิชชาของตนเองโดยครูไม่มีคนไหนมาบอกก่อนนั้น จัดเป็นพุทธะทั้งนั้น คือ ยูไล ทั้งสิ้น แม้วิชชานั้นจะเคยมีอยู่ในตำรา หรือในผู้อื่นแต่ตนเพียรฝึกด้วยตน แล้วสำเร็จได้ด้วยตนนั้นมีแต่พระยูไลเท่านั้น คือ ท่านสำเร็จธรรมขั้นสูงสุดคือ พระยูไล นั่นเอง ถึงตอนนี้ จะไม่มีบริวารสาวกใดที่อยู่เหนือท่าน ท่านมักไม่สังกัดลัทธินิกาย แต่เมื่อตายแล้ว เหล่าสาวกมักสร้างลัทธินิกายให้ท่าน

มหาธรรม เรื่อง การจบกิจ จบพรหมจรรย์ คือ สัญญาณบ่งบอกถึงนิพพาน

พระอรหันต์ที่บรรลุธรรมแท้จริง แรกๆ จะยังไม่รู้ตัวนักว่าตนเองจะได้นิพพานแน่ๆ แค่รู้เพียงว่าตนหลุดจากทุกข์ได้ จึงไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรอีก เพราะภาวะนี้ ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำเรียก อนึ่ง คำว่านิพพานที่ใช้เรียกภาวะนี้ ก็แค่สมมุติเท่านั้น นิพพานที่อธิบายได้ ก็ไม่ใช่นิพพานแท้ เป็นแค่เฉียดๆ นิพพานจริงเท่านั้น ดังนั้น เมื่อบรรลุธรรมแล้ว จึงไม่มีคำอธิบาย ไม่รู้จะอธิบายอะไร แต่พระอรหันต์จะรู้ตัวอย่างแรกว่าพอแล้ว สบายใจ โล่งอกโล่งใจแล้ว อธิบายไม่ถูก ไม่คิดด้วยว่านี่คือนิพพาน นี่คืออรหันต์ ถ้าคิดว่านี่คือนิพพาน นี่คืออรหันต์ จะสำเร็จเพียง “อนาคามี” เท่านั้น ยังไม่ใช่อรหันต์จริง ต่อมาท่านจะสังเกตพบว่าตนเองมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป สิ่งต่างๆ กรรมต่างๆ ดูว่างเบาโล่งไป ราวกับไม่มีกรรมอะไรเข้ามาถึงตัวเองอีก ช่วงนี้เอง ท่านจึงเข้าใจว่าตนเองอาจไม่มีกรรมเหลือ ไม่มีกิจเหลือแล้ว เพราะพ้นแล้วจริงๆ ตอนนี้ท่านจะสำรวจตรวจดูนิดหน่อยว่ายังมีกิจใดเหลือบ้าง บางท่านก็พบว่าไม่มีกิจแล้ว จบกิจ จบพรหมจรรย์แล้ว ไม่มีเกิดอีกแล้ว แต่บางท่านก็สำรวจพบว่าตนยังมีกรรมเหลืออยู่ต้องชดใช้กับคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง เช่น พระโมคคัลลานะ ก็ถูกคนไล่ตี จนเกิดเอะใจขึ้นมาว่าทำไม บรรลุธรรมถึงขั้นนี้แล้วจึงเกิดเรื่องกับตนได้ ในที่สุด ก็เข้าใจว่ายังมีกรรมที่ต้องชำระค้างอยู่ ไม่เช่นนั้นไม่ได้นิพพาน จึงยอมให้เขาทุบตาย ถ้าจะหนีไปก็หนีได้ด้วยฤทธิ์ แล้วไปละสังขารแบบสบายๆ ไม่ทรมานก็ได้ แต่แบบนั้น ไม่ได้นิพพาน เพราะยังมีกิจค้างอยู่ต้องไปชำระกรรมแก่เขา ต้องให้เขาทุบตาย อีกท่านคือ พระองคุลีมาร ก็บรรลุอรหันต์ และถูกคนเอาหินขว้างปาจนตาย นี่ก็เช่นกัน ถ้าไม่ยอมให้ถูกขว้างจนตายก็ไม่ได้นิพพาน เพราะชำระกรรมไม่หมด ไม่จบกิจ

ทว่า ยังมีพระอรหันต์ส่วนหนึ่งที่ไม่ทราบว่าตนเองมีกิจเหลืออยู่ และถ้าไม่ถูกผู้อื่นท้วงติงก็จะไม่ทำกิจที่คั่งค้างของตน เช่น อาจารย์ของพระนาคเสน เคยถูกท้วงติงว่าท่านไม่ทำอะไรเลย แล้วถูกปรับโทษให้รอโปรดพระนาคเสนก่อน จึงจะนิพพานได้ หรือแม้แต่พระชินปัญจระ ไม่ทราบว่าตนเองยังมีกิจใดเหลืออยู่ จึงไม่ได้ทำกิจที่คั่งค้างให้สำเร็จ จึงยังไม่ได้นิพพาน ถูกหญิงสาวสวมกอดแล้วจิตก็จุติไปยังพรหมโลกกลายเป็นท้าวมหาพรหมชินปัญจระ พระอรหันต์ที่ไม่ทราบตนเองว่ามีกิจใดเหลืออยู่ ต้องชำระกิจที่คั่งค้างนี้มีมาก และจะรอจนกว่าคู่ปรับของท่าน มาท้วงติงหรือบอก หรือขัดขวางการนิพพาน ก็จะทราบโดยทันทีว่าตนเองยังไม่ถึงวาระนิพพาน ยังมีกิจเหลืออยู่ ยังไม่ได้นิพพาน แต่พ้นทุกข์ได้แบบนิพพานดิบ ไม่ได้นิพพานสุก โดยเฉพาะในพระอรหันตโพธิสัตว์ จะมีภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ถึงความพ้นทุกข์แล้ว แล้วไม่ทราบกิจของตน รอจนกว่าจะมีคู่ปรับของตนมาท้วงติง ก็จะทราบได้ว่าตนยังมีกิจค้างอยู่ ยังนิพพานไม่ได้ ต้องไปทำกิจใดก่อน เป็นต้น อนึ่ง คนเรามีกรรมทั้งสิ้น และต้องชำระกรรมให้หมดก่อนจึงนิพพานได้ บางท่านเกิดมาได้เสวยบุญก่อน เข้าสู่ผ้าเหลืองเร็ว ไม่มีใครกล้าทำร้ายเพราะเกรงบารมีผ้าเหลือง ก็คิดว่าตนพ้นจากกรรมใดๆ แล้ว นี่เพราะยังไม่พบคู่ปรับ ที่คอยกระชากตนเองออกมาจากนิพพาน เข้าสู่สภาวะการชดใช้ชำระกรรมต่อไป จึงไม่ทราบตนเองว่าแม้จะได้นิพพานดิบแล้ว แต่ยังไม่ถึงวาระที่จะได้นิพพานสุก ยังต้องไปชำระกรรม ชดใช้กับผู้อื่นก่อนเป็นต้น อนึ่ง คำว่า นิพพานดิบ เป็นสมมุติบัญญัติใหม่ ใช้หมายถึง ภาวะหลุดพ้นทุกข์ แต่ยังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนนิพพานสุกนั้น เป็นสมมุติบัญญัติใหม่ ที่ใช้เรียก ภาวะที่หลุดพ้นทั้งทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว การได้นิพพานดิบ ไม่ได้แปลว่าต้องได้นิพพานสุกด้วย อาจได้แต่นิพพานดิบ แล้วยังต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปอีกก็ได้

บุคคลเมื่อบรรลุอรหันต์นั้น เรียกว่าได้นิพพานดิบ ตราบที่ยังมีขันธ์ห้าครองอยู่ ยังไม่จัดเป็นนิพพานสุก นิพพานสุกจะได้เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้ว แต่ระหว่างที่ได้นิพพานดิบครองขันธ์ห้าอยู่นั้น บุคคลจะได้นิพพานสุกได้ ก็ต่อเมื่อ บุคคลได้ชำระกรรมที่คั่งค้างหมด เรียกว่า “จบกิจ” และประคองตนไม่ให้ก่อกรรมใหม่ เรียกว่า “จบพรหมจรรย์” คือ การประพฤติในศีลพรหมจรรย์นั่นเอง ดังนั้น หากไม่พร้อมทั้งสองอย่างก็จะได้แต่นิพพานดิบ (ศีลก็ต้องประคองไว้ เพื่อเตือนตนไม่ให้ก่อกรรมใหม่เพิ่ม กิจก็ต้องทำให้จบ)

มหาธรรม เรื่อง การโปรดกุมารของพระโพธิสัตว์แบบต่างๆ

พระโพธิสัตว์ เมื่อบำเพ็ญบารมีถึงจุดหนึ่ง จะต้องเรียนรู้การเป็นพ่อและแม่คน ไม่ว่าจะมีครอบครัวหรือไม่ก็ตาม ในพระโพธิสัตว์ที่บวช ไม่มีครอบครัว การโปรดกุมารก็เกิดได้ในหลายแบบ เช่น การโปรดสามเณร เป็นต้น อนึ่ง การโปรดกุมารนี้ พระโพธิสัตว์แต่ละองค์ มีรูปแบบการโปรดที่แตกต่างกัน อนึ่ง การถ่ายทอดธรรมนั้นจะถ่ายทอดจากพระโพธิสัตว์สู่กุมารทั้งหลาย ส่วนเทพ, พรหม หรือเทวดาที่โตเต็มที่แล้วนั้น ปกติ พระโพธิสัตว์จะไม่โปรดสอนธรรม แต่จะบริหารงาน, ปกครอง, สั่งการให้ทำงาน ให้บำเพ็ญบารมีแทน ซึ่งจะเหมาะสมกว่า เช่น พระเมตตรัยโพธิสัตว์ จะสั่งงานเหล่าเทพได้ แต่จะสอนเหล่าเทพไม่ได้ เพราะเทพจะไม่ฟังเอาแต่ทำกิจ บำเพ็ญบารมีเท่านั้น อนึ่ง ท่านที่มีบารมีสอนธรรมเหล่าเทพพรหมได้นั้น ต้องถึงระดับยูไลแล้ว หากได้เพียงโพธิสัตว์ จะถ่ายทอดธรรมได้เฉพาะกุมารเท่านั้น ซึ่งกุมารมักมาในรูปที่ต้องพึ่งพาอาศัย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น